It was Summer when I kissed youMs.Ambiguous
SEVEN
  • ชาร์ลส์เป็นนักเดินทางและนักไล่ล่าความฝัน เขาไม่เคยหยุดนิ่งกับการพาตัวเองเข้าไปเฉียดวงการดนตรี ดังนั้นหลังย้ายมาอยู่กับผมในห้องพักใต้ดินของคุณจูเลียนาได้แค่สามเดือน เราก็เริ่มออกเดินทางไปแมริแลนด์เพื่อออดิชั่นเป็นนักดนตรีในค่ายเพลงหนึ่ง


    ความฝันอันแรงกล้าของชาร์ลส์ทำให้ผมไม่สามารถทำงานประจำได้เกินหกเดือนเพราะเราต้องย้ายถิ่นฐาน และหลักๆ เงินส่วนใหญ่ที่ได้จากการทำงานก็หมดกับการพาชาร์ลส์ไปออดิชั่นเป็นนักดนตรีเพื่อสานฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาให้สำเร็จ ผมไม่เคยทุกข์ร้อนอะไรเมื่อเงินที่หามาได้อย่างยากลำบากหมดไปกับการซื้อความสุขให้ชายคนที่ผมรัก แต่ชาร์ลส์ดูจะเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องนี้มาก เขาพูดเสมอว่าต้องรีบมีชื่อเสียงไวๆ เพราะผมจะได้ไม่ต้องลำบาก เราจะได้ไม่ต้องนอนอัดในห้องเช่าสกปรก ผมบอกชาร์ลส์ให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบร้อน เขาเพิ่งจะอายุสิบเก้า เส้นทางของความสำเร็จยังอีกไกลนัก


    เราใช้ชีวิตแบบนี้อยู่เกือบปีจนกระทั่งชาร์ลส์เกือบจะถอดใจยอมแพ้ เขาบอกผมว่าชาตินี้เส้นทางนักดนตรีคงไม่มีวันเป็นไปได้ งั้นเขาขอทำงานในร้านขายเทปคาสเซ็ตต์ก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ได้ฟังเพลงระหว่างรับลูกค้าบ้าง ดังนั้นช่วงสั้นๆ หลังการไล่ตามความฝัน ผมกับชาร์ลส์ก็เริ่มมีชีวิตที่เข้ารูปเข้ารอย เราแยกกันไปทำงานในตอนกลางวัน และกลับมาพบกันอีกครั้งในตอนกลางคืน ชาร์ลส์ทำงานในร้านขายเทปคาสเซ็ตต์ ส่วนผมทำงานในร้านขายวัสดุก่อสร้าง ตกค่ำเราจะกลับมาห้องเช่าที่แชร์ด้วยกัน ทานอาหารราคาประหยัดหรือไม่ก็ดื่มเบียร์กระป๋องราคาถูก หากคืนไหนที่ไม่เหนื่อยจนเกินไป เราก็จะร่วมรักกันสุขเหวี่ยงเพื่อผ่อนคลายตัวเองจากงานหนักและภาระที่แบกไว้บนบ่า ผมกับชาร์ลส์มีเซ็กส์ที่สมบูรณ์แบบแล้ว เราพึงพอใจในกันและกันมากจนไม่เคยเบื่อเมื่อมีใครซักคนสะกิดและมองด้วยแววตากรุ้มกริ่ม ผมเรียกช่วงเวลานี้ว่าการตกหลุมรักหัวปักหัวปำ เรามองไม่เห็นและไม่คิดถึงใครเลยแม้กระทั่งคุณแม่ของชาร์ลส์ เขาไม่ได้ติดต่อแม่มานานหลายปีแล้ว และดูเหมือนว่าจดหมายจะมาไม่ถึงเพราะคุณแม่ของเขาไม่รู้ว่าลูกกับชายที่เป็นคนรักย้ายออกจากเพนซิลเวเนียมาอยู่แมริแลนด์เพื่อตามล่าความฝันของตัวเอง


    ผมคิดว่าช่วงเวลานี้จะยืดยาวอีกหน่อย มันคงดีไม่น้อยถ้าเราได้อยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ชาร์ลส์เป็นคนช่างฝันและทะเยอทะยานเกินกว่าจะยอมโดนกักขังเอาไว้ ดังนั้นเมื่อมีแมวมองจากโมเดลลิงนายแบบชื่อดังมาทาบทาม เขาก็ตกลงปลงใจไปกับแมวมองคนนั้นทันที




    ผมเสียใจที่ชาร์ลส์เลือกทิ้งชีวิตรักของเราไปทำตามความฝันที่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ แต่ผมก็รักชาร์ลส์มากเกินกว่าจะรั้งเขาไว้ให้ใช้ชีวิตย่ำแย่ในห้องเช่าราคาถูกเช่นกัน


    ชาร์ลส์จากไปแล้ว เป็นอีกครั้งที่เขาทิ้งผมไว้เบื้องหลังเพื่อไล่ตามความฝัน คงต้องยอมรับว่าชาร์ลส์กล้าหาญมากที่ไม่กลัวอะไร ส่วนผมแทบไม่อยากจะขยับตัวไปไหน ไม่กล้าเปลี่ยนงานหรือเถียงเจ้านายเพราะกลัวว่าตัวเองจะลำบาก ชาร์ลส์คือต้นแบบที่น่าชื่นชมสำหรับผม ในขณะเดียวยกันเขาก็เป็นคนใจร้ายที่หมั่นสร้างรอยแผลทิ้งไว้ในใจของผมเสมอ


    ช่วงสามเดือนแรกที่เขาเป็นเนายแบบเต็มตัว เรายังคงติดต่อกันผ่านทางจดหมายและโทรศัพท์บ้างนานๆ ครั้ง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยจนหกเดือน ผมเริ่มรู้สึกว่าชีวิตที่ไม่มีชาร์ลส์ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ดังนั้นหลังคิดไตร่ตรองและใคร่ครวญดีแล้ว ผมจึงพาตัวเองออกจากคอมฟอร์ทโซน ย้ายจากแมริแลนด์ไปนิวยอร์กเพื่อใกล้ชิดกับชาร์ลส์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


    แต่โมเดลลิงของชาร์ลส์เข้มงวดเหมือนนรก


    พวกเขาไม่อนุญาตให้ชาร์ลส์พบผม เพราะช่วงนั้นการเป็นเกย์ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับกันง่ายๆ หรือสามารถเปิดเผยได้ ดังนั้นชาร์ลส์จึงต้องเลือกว่าเขาอยากมีชีวิตแบบไหน ชีวิตที่มีคริสแต่ลำบาก หรือชีวิตที่กลายเป็นนายแบบชื่อดังซึ่งร่ำรวยเงินทองแต่ไม่มีคนรัก ช่วงแรกชาร์ลส์ทำใจไม่ได้ที่เรื่องของเราต้องจบลงแบบนี้ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกความฝันของตัวเอง ชาร์ลส์เลือกที่จะเป็นนายแบบแทนที่จะเป็นแค่คนรักของคริส ลูกจ้างร้านขายอาหารสัตว์ในย่านสลัมของนิวยอร์ก


    ผมไม่สามารถบรรยายได้เลยว่าเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นแค่ไหน มันเจ็บเจียนตาย และแต่ละวันก็ผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนผมนึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในนรก ผมทุกข์ทรมานกับอาการอกหักอยู่นานนับปี ร่างกายพ่ายผอม และเป็นคนเฉื่อยชาไร้อารมณ์ขันชนิดที่ไม่มีใครอยากเสวนาด้วยเท่าไหร่ ผมคิดว่าเรื่องของเรามันเป็นอดีต คิดว่ายังไงชาร์ลส์ก็คงไม่กลับมาเพราะเขากำลังไปได้ดีกับเส้นทางนายแบบที่เริ่มมีโอกาสถ่ายรูปขึ้นปกนิตยสาร ทว่าหลังจากนั้นเกือบปีที่เราไม่ได้ติดต่อกัน ผมก็ได้รับจดหมายจากชาร์ลส์


    ผมยังจำได้ดีว่าเนื้อหาในจดหมายเขียนเอาไว้ว่ายังไง มันมีแต่คำขอโทษและคำบอกรักสลับกันก่อนจะตามด้วยเรื่องราวส่วนตัวของนายแบบที่กำลังเป็นที่นิยมของวงการแฟชั่น ชาร์ลส์ใช้คำว่ามันยอดเยี่ยมมาก วิเศษมากในจดหมายเหมือนพวกดีไซน์เนอร์หัวสูง เขาเล่าให้ผมฟังว่าชีวิตของตัวเองดีขึ้นยังไง เขาได้กินของอร่อย ได้พบคนมากหน้าหลายตา ได้ทำงานร่วมกับช่างภาพดังๆ ที่เคยถ่ายนายแบบนางแบบมานับไม่ถ้วน ผมอ่านจดหมายของเขาโดยไม่รู้จะทำหน้ายังไง เมื่ออ่านจบและเปิดซองพัสดุอีกครั้ง ผมก็พบธนบัตรประมาณสิบใบอยู่ในนั้น


    “คุณไม่ต้องทำงานอีกแล้ว ผมจะเลี้ยงคุณเอง”


    ชาร์ลส์เขียนทิ้งท้ายและแนบเบอร์โทรศัพท์


    “โทรหาผมนะ ตอนนี้ผมเปลี่ยนโมเดลลิงแล้ว ผู้จัดการที่นี่ให้เกียรติผมมาก เขาไม่ว่าอะไรถ้าเราจะพบกัน”


    และนั่นทำให้ชีวิตที่เคยไร้ชีวิตชีวาของคริสกลับมามีสีสันอีกครั้งเมื่ออ่านประโยคสุดท้ายจบ




    ผมไม่ได้นับว่ากี่ปีแล้วที่เราไม่ได้พบกันเพราะไม่อยากโฟกัสเรื่องเวลานอกจากรอคอยจดหมายจากเด็กหนุ่มที่ผมตกหลุมรักเท่านั้น


    ชาร์ลส์ติดต่อมาเรื่อยๆ เราไม่เคยคุยโทรศัพท์กันเลยราวกับไม่พร้อมที่จะได้ยินเสียงหรือพบกันตอนนี้ แน่นอนว่าในจดหมายมีเงินที่ชาร์ลส์ส่งมาให้ไม่ขาด ซึ่งผมไม่เคยใช้เงินก้อนนั้นของเขาซักเพนนีเดียว ผมยังคงทำงานและเปลี่ยนร้านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอร้านที่ตัวเองพอใจ ดังนั้นมันจึงจบลงที่ร้านขายซีดีเพลงของครอฟท์ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านสลัมของนิวยอร์ก แต่เป็นย่านที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่ง และเคยได้รับความนิยมมากในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น


    ผมไม่รู้ว่าเหตุผลที่ชาร์ลส์ส่งเงินมาให้คืออะไร เขารู้สึกผิดหรืออยากไถ่โทษที่ทิ้งกันไปงั้นเหรอ แน่นอนว่าหากพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ผมก็คงพูดได้แค่ว่ายังเจ็บอยู่บ้างที่ชาร์ลส์ทิ้งไปเพื่อไล่ตามความฝัน แต่พอเห็นรูปของชายที่ผมรักบนนิตยสาร บนหน้าหนังสือพิมพ์ที่ตีข่าวแฟชั่นโชว์ ได้รู้ว่าเขามีโอกาสไปไกลถึงมิลานและฝรั่งเศส ความโกรธเคืองทั้งหลายก็กลายเป็นแค่อารมณ์เจือจาง ผมยินดีกับชาร์ลส์มากกว่าที่จะนึกโกรธเคืองเขา และผมดีใจที่เห็นว่าเขาประสบความสำเร็จแทนที่จะเป็นแค่พนักงานขายซีดีเพลงเหมือนผมในตอนนี้


    “สวัสดีครับ ครอฟท์ยินดีต้อนรับครับ”


    ผมพูดตามไดอะล็อคที่เตรียมไว้เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหน้าร้าน ลูกค้าซึ่งสวมฮู้ดดำคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทางแปลกๆ ผมจึงเอ่ยปากถามว่าเขากำลังมองหาอะไร และเมื่อเห็นใบหน้าเพียงเสี้ยวหนึ่งที่โผล่พ้นฮู้ด ผมก็จำได้ทันทีว่าลูกค้าคนนี้คือใคร


    “ผมมาหาซื้อเพลงของเดอะ บีเทิลส์ครับ” น้ำเสียงทุ้มใหญ่น่าฟังของเขาตอบอย่างสุภาพ “คุณคริสพอจะมีขายไหมครับ?”


    ผมตอบไปว่าแน่นอน มีสิ ร้านเราต้องขายเพลงเดอะบีเทิลส์อยู่แล้ว ดังนั้นตอนที่พาคุณลูกค้าไปมุมอับลับสายตา จู่ๆ เขาก็พุ่งตัวเข้ามากอดผม และเราก็จูบกันราวกับหิวกระหายมาจากไหน ผมถอดฮู้ดที่คลุมใบหน้าของเขาออก เป็นใบหน้าน่ารักของชายที่ผมรักไม่ผิดแน่ เรายืนจูบกันและสัมผัสกันด้วยความคิดถึงจนตะกร้าซีดีลดราคาร่วงหล่นลงมา ตอนนั้นเราถึงผละออกจากกัน และรีบทำตัวให้ปกติเมื่อตาแก่ครอฟท์เดินมา


    “อะไรน่ะ?”

    “เปล่าครับ ผมเดินเฉี่ยวมันน่ะ”

    “นายอีกแล้วรึ ซุ่มซ่ามจริงๆ ถ้าเสียหายนายต้องเป็นคนจ่าย จำเอาไว้ด้วย”


    ครอฟท์บ่นและมองผมอย่างตำหนิ เมื่อเห็นชาร์ลส์ยืนหอบหน้าแดงมองมาด้วยแววตาเย็นชา เขาก็จ้องกลับราวกับจะหาเรื่อง แต่สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในร้าน ครอฟท์เดินฟึดฟัดกลับเข้าไปข้างใน เหลือเพียงผมกับชาร์ลส์ยืนจ้องหน้ากันด้วยความคิดถึง


    ชาร์ลส์โตขึ้นเยอะมาก เขากลายเป็นหนุ่มเต็มตัวที่ดูหล่อเหลาและมีรูปร่างชวนหลงใหล เขาสวมเสื้อผ้าราคาแพงที่เงินเดือนน้อยนิดของผมไม่อาจเอื้อมถึงได้ และรอยยิ้มที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังคงเหมือนเด็กชายชาร์ลส์ในค่ายคุณแม่โลลากำลังทำให้ผมอยากร้องไห้


    “นานเหลือเกินที่ไม่ได้พบคุณ ผมรู้สึกเหมือนจะตาย”


    ชาร์ลส์เป็นฝ่ายพูดและเดินมากุมมือของผมเอาไว้แน่น


    “ผมไม่อยากเห็นแก่ตัวด้วยการถามคำถามนี้เลย แต่คริส – คุณยังคงรอผมอยู่ไหม? ตลอดเวลาที่เราไม่ได้พบกัน ช่วงที่ผมมัวแต่วิ่งไล่ตามความฝัน คุณยังมีผมอยู่คนเดียวใช่ไหม?”

    “ฉันมีลูกมีเมียแล้วล่ะ”

    “คุณโกหก”

    “รู้ได้ยังไง?”

    “เพราะถ้าคุณมีลูกมีเมีย คุณคงไม่พักอยู่ในห้องรูหนูที่มีเตียงแค่สามฟุตหรอก”


    ชาร์ลส์ยังคงฉลาดและมีไหวพริบเหมือนเดิม ผมยืนยิ้มขำกับเขาได้ไม่นานก็ต้องออกไปต้อนรับลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาในร้าน ชาร์ลส์ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่นี่ แม้ว่าเขาจะเพิ่งเหมาซีดีลดราคาของเดอะ บีเทิลส์ไปหลายเหรียญก็ตาม ดังนั้นชายที่ผมรักต้องย้ายไปนั่งตามร้านอาหารชั่วคราว และเมื่อถึงเวลาปิดร้าน ผมก็พบกับชาร์ลส์อีกครั้ง


    “ไง” เขาทัก

    “ไง”

    “ไปหาอะไรกินด้วยกันไหม?”


    ผมพยักหน้าแทนคำตอบ เราเดินเคียงคู่กันบนถนนเส้นหนึ่งในนิวยอร์ก มุ่งหน้าสู่ร้านของซาแมนธาผู้เกรี้ยวกราด ซึ่งมักจะทวีความโมโหร้ายเป็นเท่าตัวในฤดูร้อน




    ผมสั่งชีสเบอร์เกอร์ ส่วนชาร์ลส์สั่งสลัดอกไก่ เขาจำเป็นต้องควบคุมอาหารเพราะงานที่ทำอยู่ ปกติผมไม่เคยถามชาร์ลส์เรื่องงานเลย วงการแฟชั่นนั้นยิ่งใหญ่และยากที่จะทำความเข้าใจจนไม่กล้าเป็นฝ่ายถามเพราะกลัวดูเป็นไอ้งั่ง แต่ชาร์ลส์ก็ยังคงอัปเดตชีวิตของตัวเองให้ผมฟังด้วยคำพูดง่ายๆ อย่างสัปดาห์หน้าเขามีเดินแบบที่ไหน ฟังดูแล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน การเป็นนายแบบไม่ใช่แค่เดินไม่กี่ก้าวแล้วจบ แต่เขาต้องออกไปแคสงานทุกวัน ฟิตติ้งเสื้อผ้า ซ้อมเดิน ซ้อมแต่งหน้า ซ้อมการจัดท่าทางต่างๆ มากมายเต็มไปหมด ชีวิตของชาร์ลส์ดูมีสีสันกว่าของผมเยอะมาก เขาเป็นดาวบนท้องฟ้า ส่วนผมเปรียบเสมือนต้นแอปเปิ้ลไร้ผลในสวนท้ายโบสถ์ที่ไม่มีอะไรน่าสนใจและรอคอยวันแห้งตายเท่านั้น


    นี่คือครั้งแรกที่เราพบกันในรอบหลายปี เราทั้งคู่ – ไม่มีใครเป็นฝ่ายพูดเรื่องนี้ออกมาเลย ผมไม่ถามชาร์ลส์ว่าทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มา เช่นเดียวกับชาร์ลส์ที่ไม่ถามว่าทำไมถึงไม่เคยโทรศัพท์หาเขา ความทรงจำในฤดูร้อนของเรากลายเป็นเรื่องเก่าในอดีตไปแล้ว ณพ่อจอห์นที่ตายไปเมื่อหลายปีก่อนก็ไม่อยู่ในกลุ่มความทรงจำแสนสุขของเราเช่นกัน ราวกับเราจงใจฝังกลบช่วงเวลาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นโดยไม่มีใครอยากรื้อฟื้นอีก


    รวมถึงการตายของทอมมีด้วย


    เมื่อสองสามปีก่อน ตำรวจท้องถิ่นคนหนึ่งที่เพิ่งย้ายมาใหม่พยายามรื้อฟื้นคดีนี้มาสืบสวนอีกครั้ง แต่การเก็บหลักฐานสมัยก่อนไม่ค่อยรัดกุมเหมือนปัจจุบัน อีกอย่าง – สเตซี่ ลูกสาวคนเดียวของทอมมีที่น่าจะรู้อะไรๆ ก็ตายไปแล้ว มีคนบอกว่าเธอขับรถชนตอสะพานเข้าอย่างจังแต่ไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนักเพราะคอหัก ดังนั้นทุกอย่างจึงแทบไม่เหลืออะไรให้สืบสวนเลย แม้กระทั่งอาวุธที่ทุบศีรษะของทอมมีจนแตกก็ยังเป็นปริศนาถึงวันนี้ และแม้ว่าผู้อยู่ในเหตุการณ์ฆาตกรรมจะนั่งอยู่ตรงหน้า แต่ผมกลับไม่เคยถามเขา


    เรานั่งทานอาหารและมีบทสนทนาที่แสนวิเศษด้วยกันจนกระทั่งร้านปิด ซาแมนธาเดินหน้ายับออกมาจากครัวขณะที่บริกรคนหนึ่งกำลังถูพื้นด้วยท่าทีเหนื่อยล้าเต็มทน ผมบอกชาร์ลส์ว่าถึงเวลากลับแล้วล่ะก่อนจะจ่ายค่าอาหาร แต่เขากลับส่ายหน้าบอกว่าไม่ต้อง และวางเงินจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะ เป็นจำนวนที่บริกรชายคนนั้นต้องหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งหากได้รับมัน


    เสียงกระดิ่งประตูร้านดังขึ้นเมื่อเราเดินออกจากร้าน แน่นอนว่าเราทั้งคู่ยังไม่มีใครเป็นฝ่ายพูดว่าหลังจากนี้จะทำยังไงต่อ ผมเองก็ไม่มั่นใจว่าการมาหาของชาร์ลส์ในวันนี้เป็นแค่การเยี่ยมเยียนเพื่อนเหมือนคนทั่วไปที่แค่มาทานข้าวแล้วกลับ สัญญาว่าจะโทรหาแต่ก็ไม่มีสายจากเขาคนนั้นแม้แต่สายเดียว เราเดินเตร่ไปเรื่อยจนเกือบถึงอพาร์ทเม้นต์รูหนู เมื่อผมหยุดเดิน ชาร์ลส์ก็หันมาถามด้วยความงุนงงว่าทำไม


    “ถึงบ้านฉันแล้ว” ผมบุ้ยปากไปยังตึกเก่ายี่สิบปีที่อยู่ทางซ้ายมือ “นายจะกลับยังไงล่ะ?”

    “รถแท็กซี่”

    “โอเค” ผมฝืนยิ้มเพราะรู้สึกว่าเวลาที่เราได้เจอกันนั้นแสนสั้นเหลือเกิน “ลาก่อน ไว้พบกันใหม่คราวหน้า”

    “พูดอะไรของคุณน่ะ”


    ชาร์ลส์ขมวดคิ้วและหัวเราะ เขาเดินมาหาผมเพื่อคล้องแขนและออกแรงลากให้เดินไปด้วยกันอีกหน่อย ผมงุนงงเมื่อเราเดินห่างอพาร์ทเม้นต์เรื่อยๆ จนเข้าถนนหลักอีกเส้น จากนั้นชาร์ลส์ก็เรียกแท็กซี่และบอกจุดหมายปลายทางซึ่งอยู่แถวอัปเปอร์ เวสต์ ไซด์


    “เรากำลังจะไปไหน?”

    “กลับบ้านไง” ชาร์ลส์ยิ้ม

    “แต่เราเพิ่งจะเดินผ่านบ้านของฉันเองนะ”

    “ใช่ อพาร์ทเม้นต์นั้นเคยเป็นบ้านของคุณ” ชาร์ลส์หันมาจ้องตาผม “แต่ตอนนี้เรากำลังมุ่งหน้าเพื่อกลับบ้านของเราไง คุณไม่เข้าใจเหรอ?”


    ไม่ – ผมไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้นจนกระทั่งชาร์ลส์วางบางอย่างลงบนฝ่ามือ มันเป็นโลหะชิ้นเล็กมีขอบหยัก เมื่อก้มมองให้เห็นชัดๆ ผมถึงรู้ว่ามันคือกุญแจ


    “เรามาทำความฝันของคุณให้เป็นจริงกันเถอะ”


    ชาร์ลส์ยิ้มและยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เราไม่ได้จูบกัน เพียงแค่ชนหน้าผากกันและหัวเราะในลำคอเล็กน้อยเท่านั้น ผมไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกตัวเองตอนนี้ยังไงดีนอกจากกำกุญแจดอกนั้นเอาไว้แน่นและขอบคุณชาร์ลส์


    “ขอโทษที่ทิ้งคุณไปหลายปี แต่ผมคิดดีแล้วว่าชีวิตที่ไม่มีเงินน่ะลำบากขนาดไหน ผมทนเห็นคุณทำงานสายตัวแทบขาดเพื่อให้ผมตามความฝันแบบสูญเปล่าไม่ได้หรอก” เขาบอกพร้อมกับกุมมือของผมเอาไว้แน่น “ต่อไปนี้คุณจะไม่เหนื่อยอีกแล้ว คุณสามารถตามผมไปทำงานได้ทุกที่ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการของชาร์ลส์”

    “จริงเหรอ?”

    “จริงสิ”

    “ว้าว – นั่นมัน – เป็นข่าวดีมากๆ”


    ผมไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากยิ้ม ชาร์ลส์พูดติดตลกว่าพรุ่งนี้ตาแก่ครอฟท์ต้องทำหน้าย่นแน่เลยหากรู้ว่าผมจะลาออก เราหัวเราะให้กับการจินตนาการถึงอนาคตแสนหวานที่เราสองคนได้อยู่ด้วยกัน หลังจากนี้ผมคงไม่สามารถเป็นคริสเฉิ่มเชยได้อีกแล้ว ชาร์ลส์พูดพลางจัดปกเสื้อโปโลสีแดงให้ผมและบอกว่าเขาเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ทั้งหมดรอต้อนรับผมเรียบร้อย


    “แต่ฉันอยากกลับไปเก็บของที่ห้องก่อน”

    “ในนั้นมีอะไรเหรอ?”

    “รูปของนายไง” ผมตอบ “ทั้งนิตยสารและหนังสือพิมพ์ ฉันเก็บทุกอย่างของนายเอาไว้ในห้องนั้น”


    ชาร์ลส์ทำหน้าซาบซึ้งและเอนตัวซบไหล่ของผม เขานั่งคลอเคลียกันจนกระทั่งแท็กซี่จอดหน้าอพาร์ทเม้นต์ที่เพิ่งสร้างใหม่ มันมีขนาดใหญ่และตกแต่งด้วยของประดับราคาแพงตามฐานะของผู้ซื้อ ชาร์ลส์จูงมือผมลงจากรถ เราเดินผ่านพนักงานบริการที่คอยเปิดประตูให้ซึ่งต่างจากอพาร์ทเม้นต์เก่าของผมอย่างสิ้นเชิง ที่นี่มีลิฟต์ด้วย ลิฟต์ติดกระจกสีทองดูหรูหราเหมือนที่เคยเห็นในโทรทัศน์ เราขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสิบหกและเดินไปสุดทางเดินด้านซ้าย ชาร์ลส์บอกว่าบ้านของเราคือห้องหัวมุม มันเป็นห้องที่วิวดีที่สุด ผมสามารถมองเห็นเซ็นทรัลพาร์คได้จากหน้าต่างของบ้านด้วย


    ผมตื่นเต้นและดีใจเหมือนเด็ก มื้อไม้สั่นไปหมดเมื่อต้องไขกุญแจบ้านของเราตามที่ชาร์ลส์คะยั้นคะยอ หลังเสียงแกร๊กของตัวล็อคดังขึ้น ผมก็ค่อยๆ บิดลูกบิดและได้พบกับบ้านของเราเสียที


    มันใหญ่และสวยกว่าที่ผมเคยเห็นมาทั้งชีวิต


    ในห้องขนาดใหญ่ถูกแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน ตรงประตูเป็นโถงทางเข้า ต้องเดินพ้นวงกบโค้งที่ทำจากไม้โอ๊คสีน้ำตาลเข้มก่อนจึงจะเจอห้องครัว ติดกันเป็นโต๊ะทานอาหารขนาดใหญ่ ถัดไปคือห้องนั่งเล่นที่มีโซฟากำมะหยี่สีขาว มีโต๊ะกาแฟและโทรทัศน์เครื่องใหญ่ติดผนัง ตรงมุมห้องมีกระถางต้นไม้สวยๆ และชั้นหนังสือตกแต่ง มันโล่งโจ้งเพราะชาร์ลส์ไม่ใช่พวกรักการอ่าน แต่เขาเป็นนักสะสมเทปคาสเซ็ตต์ตัวยง ดังนั้นบนชั้นที่ติดบานกระจกจึงมีตลับเทปเรียงรายเป็นแถบรวมถึงซองจดหมายสีขาวที่เขาใช้ส่งให้ผมด้วย


    “ทั้งหมดนี่คือเรื่องจริงเหรอ?” ผมเผลอพึมพำราวกับสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ชาร์ลส์ปิดประตูลงกลอน เขาเดินเข้ามาสวมกอดผมที่มัวแต่นิ่งค้างจากด้านหลังและกระซิบข้างหูว่าใช่

    “นี่แหละบ้านของเรา”

    “ว้าว”

    “ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างชาร์ลส์มาตลอดทั้งชีวิตนะคริส”


    ผมไม่รู้จะพูดอะไรจึงยื่นหน้าไปจูบชาร์ลส์หนึ่งที นับตั้งแต่ตอนนี้ – การเดินทางบทใหม่ของคริสได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าชีวิตตัวเองมาไกลได้ขนาดนี้ แม้ว่าทรัพย์สินที่อยู่ตรงหน้าจะไม่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้ผมอิ่มใจก็ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก


    แต่เป็นเพราะเรายังอยู่ด้วยกันต่างหาก


    หลังจากแยกย้ายกันหลายครั้ง ต้องพลัดพรากจากกันอยู่หลายหน ชาร์ลส์ก็กลับมาหาผมอีกครั้งเหมือนบูมเมอร์แรง เขาไม่ได้หายไปตลอดกาลหรือมีคนใหม่ที่ดีกว่าคริส เขายังคงเป็นชาร์ลส์คนเดิมในค่ายคุณแม่โลลา เป็นเด็กที่จิตใจดี เป็นเด็กที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต ผมนึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เราได้พบกัน บางทีผมควรขอบคุณทอมมีที่เข้ามาในชีวิตของชาร์ลส์และแม่ เพราะความเฮงซวยของหมอนั่น เราถึงได้ใกล้ชิดกัน และรักกันมากขนาดนี้


    “ผมรักคุณมากนะ”

    “ฉันก็รักนาย”

    “ผมรู้” ชาร์ลส์ยิ้มเขิน “พรุ่งนี้ผมยังพอมีเวลาว่างอีกวัน เดี๋ยวเรากลับไปเก็บของที่ห้องของคุณและแวะลาออกจากร้านขายเทปใกล้เจ๊งนั่น”

    “ตกลง”


    ผมยื่นหน้าเขาไปจูบชาร์ลส์


    “ขอบใจนะชาร์ลส์”

    “เรื่องเล็กน่า”

    “ไม่ใช่บ้านหลังนี้หรอก ขอบใจที่เกิดมาบนโลกใบนี้ต่างหาก”

    “พูดขนาดนี้เดี๋ยวผมก็ร้องใส่หรอก” ชาร์ลส์เบ้หน้า “เอาล่ะ ไหนๆ เราก็กลับถึงบ้านแล้ว ผมว่าคุณควรไปดูห้องนอน”

    “อือฮึ”

    “แล้วช่วยผมทดสอบหน่อย”

    “ทดสอบอะไร?”


    ผมถามด้วยความใสซื่อ ส่วนชาร์ลส์ยิ้มมุมปากด้วยแววตาเจ้าเล่ห์เหมือนวันนั้นที่เราบอกลากันตรงป้ายรถเมล เขาเอี้ยวตัวเล็กน้อยและกัดริมฝีปากขณะพาผมเดินเข้าไปข้างใน ทันทีที่เปิดไฟ ผมก็เห็นเทียนหอมนับสิบถูกจุดทิ้งเอาไว้ และกลีบกุหลาบสีแดงที่ไม่รู้มาจากไหนถูกโปรยทิ้งเอาไว้บนเตียง


    โอเค – ผมรู้แล้วว่าชาร์ลส์จะทดสอบอะไร


    สงสัยคืนนี้เราอาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะชาร์ลส์คงอยากให้ผมนั่งดมกลิ่นเทียนหอมและทำความสะอาดกลีบดอกไม้พวกนี้แน่เลย



    END


    #summerkissky


    สวัสดีค่ะ :)

    นานๆจะได้พบกันผ่านเรื่องสั้นเนอะ เรื่องนี้เป็นโปรเจ็คฟิคคริสยอลที่เขียนร่วมกับบ้าน 11 ค่ะ

    เป็นอีกเรื่องที่ตั้งใจเขียนมากๆ หากคุณไม่ซีเรียสเรื่องคู่ชิปก็ขอเชิญชวนให้มาอ่านกันนะคะ

    เรารู้สึกขอบคุณมากๆค่ะที่ทุกคนติดตามและแวะเวียนมาให้กำลังใจกันเสมอ


    หวังว่าคุณจะประทับใจหรือชื่นชอบอะไรบางอย่างในเรื่องนี้ และแวะเวียนกระซิบบอกได้ทางคอมเม้นต์และแฮชแท็กนะคะ <3






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in