It was Summer when I kissed youMs.Ambiguous
SIX
  • ผมไม่ค่อยแน่ใจในความจริงของเรื่องที่จะเล่าต่อจากนี้ แม้ว่าผมจะสถาปนาตัวเองเป็นคนที่รู้จักชาร์ลส์มากกว่าใคร ทว่าผมเองก็ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เขาพูดคือความจริงหรือคำโกหก


    หลังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับชายที่ผมรัก ผมได้แต่นั่งหวนคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นเหมือนคนหมกมุ่นเรื่องทางเพศ ผมเอาแต่คิดว่าครั้งหน้าที่เจอกัน เราจะทำอะไรมากกว่าในคืนนั้นได้ไหม การสัมผัสของเราที่เคยมีแค่จูบสามารถไปไกลกว่านั้นได้หรือเปล่า ผมคิดถึงแค่ชาร์ลส์ คิดถึงใบหน้าและริมฝีปากของเขาจนไม่สามารถแบ่งสมาธิไปทำงานอื่นได้ ผมตั้งใจเอาไว้ว่าหากเราได้ผมกันในครั้งถัดไป ผมจะคุยกับชาร์ลส์เกี่ยวกับสิ่งที่เราสามารถทำได้และทำไม่ได้อีกครั้ง แต่น่าเศร้าที่วันนั้นไม่เคยมาถึง เพราะโศกนาฎกรรมในบ้านของชาร์ลส์ก็พรากเอาเด็กหนุ่มคนนั้นไปจากผมตลอดกาล


    เรื่องมันเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูหนาว ช่วงที่ผู้คนกำลังเฝ้ารอให้เทศกาลคริสมาสต์มาถึงเร็วๆ ผมเองก็ใจจดใจจ่อกับการคิดว่าจะชวนชาร์ลส์ไปเดินเล่นที่ไหน ระหว่างชมไฟประดับในเมืองกับอยู่ด้วยกันในที่ลับตาผู้คนนั้นอะไรมันดีกว่ากัน ผมวาดฝันและหมกมุ่นกับการเฝ้ารอวันที่จะได้เจอชาร์ลส์อีกครั้งจนไม่ทันเตรียมใจ ผมไม่เคยเผื่อใจเลยว่าชายที่ผมรักจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมที่ผ่านมาจนปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจริงๆ แล้วใครคือคนฆ่าทอมมี ผู้รับเหมาผู้ร่ำรวยที่สุดในเมืองของเรา


    คืนนั้นเป็นคืนที่ผมนอนดึกกว่าปกติเพราะกำลังเขียนจดหมายหาเด็กหนุ่มผู้เป็นที่รักตรงโต๊ะหัวเตียง มีเพียงตะเกียงไฟฟ้าเก่าๆ เท่านั้นที่ให้แสงสว่างในห้องแคบขนาดเท่ารูหนู ผมจำได้ว่าร่ายจดหมายพร่ำเพ้อหาชาร์ลส์จนเต็มหน้ากระดาษ บรรยายความรู้สึกของตัวเองด้วยความเสน่ห์หาและคิดถึงชาร์ลส์ ผมเขียนคำว่ารักมากกว่าเจ็ดคำในจดหมายฉบับเดียวเพื่อตั้งใจนำไปมอบให้เด็กคนนั้นในวันรุ่งขึ้น ทว่าชาร์ลส์ก็เป็นฝ่ายมาหาผมทั้งๆ ที่จดหมายฉบับนั้นยังไม่สมบูรณ์แบบ


    เสียงรถยนต์ดังขึ้นบริเวณบ้านพักในโบสถ์ ผมชะโงกหน้าผ่านบานกระจกมัวๆ เพื่อดูว่าใครมา และเมื่อเห็นชาร์ลส์กับคุณแม่ของเขากระวีกระวาดลงจากรถด้วยท่าทางตื่นกลัว ผมก็รีบสวมเสื้อคลุมและออกจากห้องไปหาพวกเขาเพราะกลัวว่าทั้งสองคนกำลังตกอยู่ในอันตราย ทันทีที่เห็นผมในชุดนอนเก่าๆ กับเสื้อคลุมสกปรก ชาร์ลส์ก็กระโดดกอดจนตัวลอย เขาร้องไห้ดูขลาดกลัวอะไรบางอย่างก่อนจะบอกว่าพ่อเลี้ยงระยำตายแล้ว


    “เป็นไปได้ยังไง?” ผมถาม แม้จะเกลียดไอ้เฮงซวยกับลูกสาวมันมากแค่ไหน แต่ผมไม่ดีใจหรอกเมื่อได้ยินว่ามีคนตาย

    “ผม --”


    ชาร์ลส์กำลังจะเฉลยข้อสงสัย แต่คุณแม่ของเขาก็ขัดจังหวะด้วยการบอกว่าพวกเขามีเวลาไม่มากแล้ว ที่มาโบสถ์ดึกดื่นขนาดนี้ก็เพื่อต้องการพาชาร์ลส์มาบอกลาคุณพ่อจอห์น เมื่อได้ยินคำว่าบอกลา ความรู้สึกสับสนมึนงงก็จู่โจมผมเข้าอย่างจัง ผมเรียบเรียงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ได้ ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถามสองแม่ลูกว่ากำลังจะไปไหน นอกจากรีบเดินไปตามคุณพ่อจอห์นมาพบทั้งคู่เท่านั้น


    เมื่อคุณพ่องัวเงียลุกจากเตียงและเดินออกมาพบคุณแม่ชาร์ลส์ เราก็ปลีกตัวไปด้านหลังเพื่อถามเด็กหนุ่มที่ผมรักว่าเกิดอะไรขึ้น ชั่วเวลานั้นช่างแสนสั้นและทรมานจนเหมือนจะตาย ผมได้แค่กอดชาร์ลส์ที่กำลังร้องไห้และถามเขาว่าจะไปไหน เขาจะจากผมไปไหน


    “ผมต้องไปเพนซิลเวเนีย” ผมใจหายวาบ “แม่มีเพื่อนเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยที่นั่น แม่จะส่งผมไปอยู่เพนซิลเวเนียชั่วคราว”

    “ทำไมต้องไปไกลขนาดนั้น?”

    “เพราะไอ้ทอมมีไม่ได้ตายธรรมดา” ชาร์ลส์ละล่ำละลักพูด “มันคือการฆาตกรรม”

    “ใคร? ใครฆ่ามัน?”


    ยังไม่ทันที่ชาร์ลส์จะได้ตอบ คุณแม่ของเขาก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง เธอเดินเข้ามาโอบไหล่ลูกชายให้กลับไปหาคุณพ่อจอห์นที่ยืนหน้าย่นอยู่ไม่ไกล เธอสั่งให้ชาร์ลส์เอ่ยคำอำลาราวกับซาบซึ้งในพระคุณของคุณพ่อนักหนา ผมได้แต่มองสองแม่ลูกที่กำลังจะจากเมืองนี้ไปด้วยความกระวนกระวาย ผมไม่อยากให้ชาร์ลส์ไปไหนไกลจึงหลุดปากขอร้องคุณแม่ของเขาให้พาผมไปด้วย เราจะไปด้วยกัน – เราสามคน


    “เธอควรอยู่ที่นี่” คุณแม่ของชาร์ลส์คิดต่างจากผม “ไม่งั้นพวกเขาจะพากันสงสัยว่าทำไมเราสามคนถึงหายไปกะทันหัน พวกเขาจะสงสัยเธอ”


    เธอพูดทิ้งท้ายก่อนจะขอตัวลา ดูเหมือนว่าการขับรถข้ามรัฐสำหรับผู้หญิงวัยสามสิบกลางๆ เป็นเรื่องยาก แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณแม่ของชาร์ลส์ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากขับรถไปให้ถึงจุดหมายเพื่อพาลูกชายไปฝากเพื่อนให้ได้ หลังจากนั้นเธอจะกลับมาเมืองนี้อีกครั้งเพื่อไม่ให้ตำรวจคิดว่าเธอหนี เธอไม่ได้จะหนี เธอเพียงแค่ขับรถไปส่งลูกชายที่วิทยาลัย แต่กลับมาอีกทีสามีก็ตายเสียแล้ว


    “บอกลาคริสเสียสิชาร์ลส์”


    คุณแม่ของเขาใช้ศอกกระทุ้งสีข้างลูกชาย ชาร์ลส์เม้มปากแน่น ไม่ยอมแม้แต่จะเอ่ยคำอำลานอกจากยืนน้ำตาไหลเงียบๆ เราสี่คนไม่มีใครพูดอะไรกันอีกจนกระทั่งชาร์ลส์กระโดดกอดผมเป็นครั้งสุดท้าย


    “ผมรักคุณ” ชาร์ลส์พูดชัดถ้อยชัดคำ “ผมรักคุณ ผมรักคุณ”

    “ฉันก็รักนาย” ผมน้ำตาคลออยากร้องไห้ “ฉันจะรักนายตลอดไป ชาร์ลส์”


    หลังการร่ำลาที่ไม่มีแม้แต่ถ้อยคำส่งท้าย ชาร์ลส์ต้องเดินไปที่รถโดยถูกคุณแม่ของเขาฉุดลากไปตลอดทาง เมื่อเธอเปิดประตูให้ลูกชายขึ้นไปนั่ง ชาร์ลส์กลับสะบัดแขนออก เขาวิ่งกลับมาหาผม และเราก็จูบอำลากันต่อหน้าผู้เป็นแม่และศิษยาภิบาลที่พร่ำเทศนาผู้คนในเมืองว่าเกย์คือพวกวิปริตผิดเพศที่ต้องได้รับการรักษา


    “เดี๋ยวชาร์ลส์! ฉันมีจดหมายจะให้นาย!”


    ผมรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องเพื่อมอบจดหมายที่ยังเขียนไม่เสร็จให้เขา อย่างน้อยก่อนเราจากกันโดยไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ ผมอยากให้ชาร์ลส์ได้อ่านถ้อยคำบอกรักในจดหมายฉบับนี้ ผมจ้องเข้าไปในตาของเขา กระชับเสื้อโค้ทตัวโคร่งที่เขาสวมอยู่ให้แน่นขึ้นเพื่อเพิ่มความอบอุ่น เมื่อได้แผ่นกระดาษยับยู่ยี่ไร้ราคาจากผม ชาร์ลส์ก็ถูกแม่ลากกลับไปทันที เด็กหนุ่มที่ผมรักจากไปแล้ว เขาจากไปโดยทิ้งปริศนามากมายและบาดแผลเอาไว้ในใจ เมื่อรถเก๋งฟอร์ดสีน้ำเงินเข้มลับสายตาไป ผมก็น้ำตาไหลและเริ่มสะอื้นเหมือนคนหัวใจสลาย ข้างผมคือคุณพ่อจอห์นที่ยังคงนิ่งเงียบไม่ปริปากพูดอะไร เขารอจนกระทั่งแน่ใจว่าสองแม่ลูกไปแล้วจึงหันมามองหน้าผม


    “ฉันหวังว่าเธอจะรู้ผิดชอบชั่วดีมากกว่านี้นะ คริส” คุณพ่อพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “ขืนทุกคนในเมืองรู้ว่าเธอเป็นพวกวิตถาร ฉันคงโดนประนามแน่ๆ ที่เลี้ยงเธอให้เป็นคนไม่ได้”


    ผมได้แต่เหลือบมองคุณพ่อจนกระทั่งท่านเดินจากไป สำหรับผมในตอนนี้ ไม่มีอะไรน่าเจ็บปวดไปกว่าการต้องเห็นคนที่ตัวเองรักจากไปไกลแสนไกล หากผมเป็นคนธรรมดาที่พอมีเงินเหลือจากการทำงานบ้างก็คงไม่ต้องคิดมาก แต่เพราะผมคือคริส ผมคือคนงานในโบสถ์ที่ไม่เคยได้ค่าจ้างอย่างเป็นธรรม การเดินทางไปหาชายที่ผมรักจึงเป็นเรื่องยาก และผมไม่เคยตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จนกระทั่งชาร์ลส์จากไป


    คืนหนึ่งในฤดูหนาวที่เพิ่งโดนคุณพ่อต่อว่าเพียงเพราะรักผู้ชาย ผมเริ่มตระหนักได้ว่าตัวเองนั้นต้องการอิสระภาพมากเพียงใด





    ทอมมี พ่อเลี้ยงของชาร์ลส์เสียชีวิตในบ้านกลางดึก สาเหตุการตายคือถูกทุบด้วยของแข็งจนกะโหลกแตก ตอนนี้ตำรวจยังไม่ทราบว่าใครคือคนร้าย ไม่ทราบอาวุธที่ทุบหัวเขาระเบิดจนสมองไหล แต่พวกเขาพุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งของการแย่งประมูลงานสร้างสะพานข้ามรัฐแทนที่จะเป็นภรรยาและลูกเลี้ยง


    หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นตีพิมพ์ภาพของทอมมีบนหน้าหนึ่ง การตายของเขานำมาซึ่งความยินดีเพราะทุกคนในหมู่บ้านเกลียดชังเขานักหนา แม้ว่าลูกสาวเพียงคนเดียวของทอมมีซึ่งไม่อยู่บ้านในคืนนั้นจะพยายามให้การว่าเป็นฝีมือของภรรยาและลูกเลี้ยง แต่ทุกคนกลับคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัวมากกว่าเพราะภรรยาของทอมมีตัวเล็กและบอบบางเหมือนดอกไม้ ลูกชายของเธอก็ผอมแห้งเหมือนไม้เสียบผี ทั้งสองคนไม่น่าจะฆ่าผู้ชายตัวใหญ่อย่างทอมมีได้


    สเตซี่ ลูกสาวของทอมมีให้การกับตำรวจว่าชาร์ลส์และแม่ของเขาเป็นคนลงมือฆ่าพ่อของเธอแน่นอน ช่วงแรกหลังเกิดการฆาตกรรม พวกตำรวจเชื่อว่าน่าจะเป็นเรื่องของการขัดผลประโยชน์มากกว่าฝีมือของภรรยาที่มีน้ำหนักตัวแค่เก้าสิบกว่าปอนด์ อีกทั้งคำให้การของเธอนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เธอบิดเบือน ใส่ร้าย และพูดแต่คำแย่ๆ ให้ชาร์ลส์กับแม่ดูน่าสงสัย ตำรวจท้องถิ่นคนหนึ่งถึงกับส่ายหัวเมื่อสเตซี่เรียกแม่ของชาร์ลส์ว่านางโสเภนี เห็นชัดว่าพวกเขาไม่เชื่อเธอ แต่ก็ไม่ได้เมินเฉยคดีนี้จึงรับปากส่งๆ ว่าหลังภรรยาของทอมมีกลับมาจากส่งลูกชายที่เพนซิลเวเนีย พวกเขาจะทำการสอบสวนอีกครั้ง


    ในขณะที่เรื่องของทอมมีดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองนานเกือบสัปดาห์ ผมก็รู้สึกว่าส่วนหนึ่งข้างในตัวเองได้เหี่ยวเฉาและแห้งตายเหมือนต้นแอปเปิ้ลท้ายสวน ชาร์ลส์จากไปแล้ว แม้ว่าการจากไปของเขาไม่ใช่การจากไปตลอดกาลเช่นเดียวกับการตายของทอมมี แต่ผมไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่ที่เราจะได้พบกันอีก ผมนึกโหยหาและคิดถึงชาร์ลส์แทบบ้า นึกอยากให้เขาโทรศัพท์กลับมาเดี๋ยวนี้ หรือส่งจดหมาย หรืออะไรก็ตามที่ให้สัญญาว่าเราจะไม่ตัดขาดจากกันอย่างถาวร ผมที่อยู่ในช่วงเศร้าโศกเสียใจอย่างหนักไม่ตระหนักถึงความร้ายกาจของคุณพ่อจอห์นเลยซักนิด ไม่เลย – ไม่ทันเอะใจ จนกระทั่งการเทศนาวันสุดท้ายในงานศพของทอมมี คุณพ่อจอห์นก็พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้คดีนี้กลับมาเป็นที่ฮือฮาอีกครั้ง


    “ทอมมีเป็นบุคคลที่ทั้งถูกรักและชังในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะต่อชาร์ลส์ ลูกเลี้ยงของเขา” คุณพ่อพูดด้วยสีหน้าสลด “เขาเป็นคนดีคนหนึ่งที่รับอุปการะลูกเลี้ยงด้วยความเมตตา คอยให้เงินค่าเทอมและสนับสนุนกิจกรรมหลายๆ อย่าง แม้ว่าชาร์ลส์จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับพ่อเลี้ยงเท่าไหร่”


    คุณพ่อยังพูดอีกว่าชาร์ลส์เป็นเด็กแข็งแรง เขาสามารถยกของหนักและผ่าฟืนได้เป็นกองๆ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แถมยังเป็นเด็กอารมณ์ร้อนที่เอาแต่ใจซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ ชาร์ลส์ใจเย็นกว่าที่คุณพ่อคิด และเขาก็ไม่เคยเกรี้ยวกราดหรือระบายอารมณ์ร้ายๆ ของตัวเองเลยซักครั้ง ผมมองว่าคำพูดของคุณพ่อจอห์นคือการชี้นำ คือการพูดให้ตำรวจพุ่งเป้าไปที่ชาร์ลส์กับแม่ของเขาอีกครั้ง แม้ถ้อยคำไว้อาลัยนั่นจะไม่ได้เอ่ยตรงๆ ว่าชาร์ลส์มีแรงจูงใจมากพอที่จะฆ่าทอมมี แต่แค่เล่าช่วงแรกที่เขาพบชาร์ลส์ในค่ายคุณแม่โลลาก็มากพอที่จะทำให้ตำรวจสงสัยว่าชาร์ลส์อาจเป็นคนลงมือฆาตกรรมพ่อเลี้ยงตนเอง


    หลังการเทศนาในช่วงสายของวันอาทิตย์จบลง ผมรู้สึกโกรธและสับสนเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อจอห์นที่เคยรับปากว่าจะช่วยแม่หม้ายผู้ไร้ทางพึ่งกลับเป็นฝ่ายปากสว่าง แพร่งพรายเรื่องนี้เสียเอง ผมเดินตรงเข้าไปหาคุณพ่อเมื่อท่านยืนอยู่เพียงลำพังในสวน ท่านยืนสงบนิ่งใต้ต้นแอปเปิ้ลที่ไม่เคยออกผลก่อนจะหันมามองผมราวกับรู้อยู่แล้วว่าคริสจะพูดอะไร ดังนั้นเราจึงไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำมากนัก นอกจากคุยกันตรงๆ และผมก็ได้เห็นรอยยิ้มที่น่าขยะแขยงที่สุดจากคุณพ่อจอห์น


    “พ่อโกหกไม่เป็นหรอกนะคริส ยอมรับเถอะว่าสองแม่ลูกนั่น ไม่ใครคนใดคนหนึ่งต้องเป็นคนฆ่าทอมมีแน่นอน” ท่านยิ้ม ส่วนผมได้แต่ยืนขนลุก “และนี่คือบทลงโทษของเธอสำหรับการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและไม่น่าให้อภัย หลังจากวันนี้ตำรวจคงพุ่งเป้าไปที่ชาร์ลส์กับแม่อย่างที่ควรจะเป็น เขาคงกลับมาเมืองนี้ไม่ได้อีกแล้ว”


    ผมกำหมัดแน่น โกรธแค้นถึงขนาดอยากตะโกนใส่หน้าท่านว่าไอ้ปิศาจ แต่กลับทำได้แค่ยืนมองคุณพ่อจอห์นเงยหน้ามองกิ่งไม้ของต้นแอปเปิ้ล หลังการเก็บกดอารมณ์นานเกือบนาที ในที่สุดผมก็เป็นฝ่ายหมุนตัวเดินออกมา และตัดสินใจได้แล้วว่าผมจะออกจากโบสถ์ ผมจะปลดปล่อยตัวเองจากผู้มีพระคุณที่ไร้ซึ่งสัจจะ ผมจะเป็นอิสระ ผมจะไปตามหาชาร์ลส์





    หลังการเทศนาในโบสถ์ของคุณพ่อจอห์นวันนั้นทำให้คุณแม่ของชาร์ลส์เดือดร้อนพอสมควร เธอโดนสอบสวนและถูกเค้นถามอย่างว่าทำไมจู่ๆ ถึงออกไปส่งลูกชายกลางดึก แล้วทำไมชาร์ลส์ที่ดูไม่ค่อยจะมีใจรักการเรียนถึงเลือกเรียนต่อที่วิทยาลัยในเพนซิลเวเนีย ผมไม่รู้ว่าคุณแม่ของชาร์ลส์ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง เอาเป็นว่าหลังกระบวนการสอบสวนที่ยืดเยื้อเกือบเดือน ตำรวจก็ดูจะหงุดหงิดรำคาญกับคดีนี้เต็มทนจึงสรุปเอาว่าเป็นเรื่องของการขัดผลประโยชน์มากกว่าการฆาตกรรมโดยสมาชิกในครอบครัว


    ผมได้พบคุณแม่ของชาร์ลส์อีกครั้งในร้านขายของชำเมื่อคดีความจบแล้ว สีหน้าของเธอดูสดใสเปล่งปลั่ง ราวกับความทุกข์ได้จากเธอไปอย่างถาวร เรามีโอกาสคุยกันสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าผมไม่โพล่งถามว่าใครคือคนที่ทุบหัวทอมมีจนสมองไหล ผมถามถึงชาร์ลส์ ถามว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ และเมื่อได้คำตอบเป็นการส่ายหน้า ผมก็ตระหนักได้ว่าดวงใจของผมได้จากไปตลอดกาลแล้ว


    “ชาร์ลส์จะกลับมาที่นี่ไม่ได้อีก เพราะทุกคนสงสัยว่าเป็นฝีมือของเขา” คุณแม่พูดอย่างเศร้าสร้อย เธอรู้อยู่เต็มอกว่าคนที่ชี้เป้าให้ตำรวจสงสัยชาร์ลส์คือคุณพ่อจอห์นที่เธอรักและเคารพนักหนา “และฉันก็จะย้ายออกจากเมืองนี้”

    “ไปอยู่กับชาร์ลส์ใช่ไหมครับ?” เธอส่ายหน้าอีก

    “ฉันจะกลับเท็กซัส”

    “แล้วชาร์ลส์ล่ะ?”

    “เขาขอใช้ชีวิตของตัวเอง” เธอพูดออกมาอย่างง่ายดาย “ชาร์ลส์โตพอที่จะอยู่คนเดียวได้แล้วล่ะคริส”


    ราวกับคำพูดนั้นเป็นการบอกใบ้ทางอ้อม โดยที่ไม่ต้องขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชายที่ผมรัก คุณแม่ของชาร์ลส์ก็ส่งกระดาษที่จดชื่อวิทยาลัยและที่อยู่หอพักของชาร์ลส์ให้ผม เธอแนะนำการเดินทางไปเพนซิลเวเนียด้วยท่าทีใจดี และบอกผมว่าหากได้พบชาร์ลส์อีกครั้ง ช่วยดูแลเขา อย่าให้เขาต้องเดินทางผิดเหมือนที่เธอบีบบังคับลูกชายเลย


    “น่าตลกนะที่ฉันควรจะตามไปอยู่กับลูกชายแท้ๆ แต่เขากลับไม่อยากให้ฉันอยู่ใกล้อีก”

    “เพราะอะไรเหรอครับ?”

    “ชาร์ลส์บอกว่าเขามีความฝันที่อยากลองทำ” ผมเงียบพักใหญ่เพราะไม่รู้ว่าความฝันที่เด็กหนุ่มคนนั้นเคยฝันคืออะไร

    “คุณจะไปเยี่ยมชาร์ลส์ไหมครับ?”

    “แน่นอน แต่ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ เพราะฉันเพิ่งกลับจากขับรถไปส่งเขา พวกตำรวจยังคงสงสัยเรา ฉันจึงจำเป็นต้องสวมหน้ากากว่าเป็นแม่หม้ายที่เศร้ากับการจากไปของสามีนักหนา ฉันเศร้าหนักมากจนไม่อาจทำใจอยู่ในเมืองนี้ต่อได้นอกจากกลับเท็กซัสไปหาคุณยาย ส่วนชาร์ลส์ – ก็ต้องมีชีวิตของตัวเองต่อไป เราทำได้แค่นี้จริงๆ คริส นี่คือแผนที่ดีที่สุดเท่าที่คนอย่างฉันจะคิดได้”


    ผมไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ซักไซ้ถามอะไรอีก หลังการคุยกันสั้นๆ ในร้านขายของชำจบลง ผมเก็บกระเป๋าและเงินจำนวนหนึ่งซึ่งมีมากพอสำหรับจ่ายค่ารถบัสไปเพนซิลเวเนีย เอาล่ะ ถึงเวลาเดินทางแล้ว ผมจะไปพบชาร์ลส์ตามที่อยู่ที่คุณแม่ของเขาให้ไว้





    การเดินทางออกนอกเมืองครั้งแรกไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้ ประสบการณ์ใหม่ๆ พวกนั้นทำให้ผมกังวลและกลัวจนอยู่ไม่สุข แต่เมื่อรถบัสจอดในสถานีขนส่งบีเวอร์เคาน์ตี้ ผมก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยเมื่อถามเจ้าหน้าที่สถานีว่ารู้จักวิทยาลัยชุมชนบีเวอร์เคาน์ตี้หรือไม่


    “อ้อ แน่นอนสิ” เขาชี้ไปบนถนนใหญ่ที่มีแท็กซี่จอดเรียงรายอยู่ “ถ้าจะเดินก็พอไหวอยู่หรอกนะ แค่ห้าถึงหกไมล์ แต่ถ้าไม่อยากเหนื่อยตั้งแต่เช้าก็เรียกแท็กซี่ได้”

    “ขอบคุณครับ”


    ผมตอบ แน่นอนว่าไม่ได้เรียกแท็กซี่เพราะไม่มีเงินมากพอสำหรับส่วนนั้น หลังจากเดินเท้าเกือบหกไมล์ไปพร้อมกับถามทางผู้คนเรื่อยๆ ในที่สุดผมก็เดินทางถึงวิทยาลัยชุมชนตามที่คุณแม่ของชาร์ลส์เขียนไว้ในกระดาษ อาคารที่ตั้งตระหง่านตรงหน้าทำให้หัวใจของผมพองโตโดยไม่ต้องจิบเครื่องดื่มเย็นๆ เลยด้วยซ้ำ ภายในพื้นที่ของวิทยาลัย มีเหล่าเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกันกับชาร์ลส์เดินขวักไขว่ไปมา พวกเขาสวมเสื้อผ้าที่ทันสมัยกว่าผม มีหนังสือกองใหญ่และกีต้าร์อย่างที่ชาร์ลส์เคยฝันอยากเรียน ผมคงดูแตกต่างจากทุกคนมากเพราะแค่ก้าวเท้าเข้าไป ทุกสายตาก็เพ่งมองมาที่ผมเป็นทางเดียวกัน พวกเขาไม่ได้หัวเราะเยาะเย้ยในความเฉิ่มเชยของผม หากเพียงแค่มองด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าชายที่เดินย่ำต๊อกในสถานศึกษาคนนี้คือใครกันแน่


    “เอ่อ ผมมาพบกับ คุณ --” ผมพูดอย่างตะกุกตะกักกับเด็กเนิร์ดคนหนึ่ง “อาจารย์ภาควิชาวรรณกรรมฝรั่งเศษ มิสซิสจูเลียนา”

    “อ้อ – เธออยู่ในห้องพักครูของภาควิชาศิลปศาสตร์น่ะ” เขาชี้ไปอีกทางหนึ่ง “มาสิ ผมจะพาคุณไป”


    ผมเดินตามเด็กหนุ่มคนนั้นผ่านเหล่านักศึกษารุ่นใหม่ที่กำลังนอนตากแดดบนสนามหญ้า เราเดินลัดเลาะเข้าอาคารอิฐสีแดงสภาพกลางเก่ากลางใหม่ไปยังชั้นสอง มีป้ายเขียนบอกว่าที่นี่คือภาควิชาศิลปศาสตร์ ด้านในมีอาจารย์ผู้ดูเฉลียวฉลาดกำลังนั่งสูบบุหรี่พร้อมกับคุยกันด้วยหัวข้ออะไรซักอย่างที่คนอย่างผมไม่น่าจะเข้าใจ


    “อาจารย์จูเลียนาครับ มีคนมาขอพบ”


    สุภาพสตรีท่านหนึ่งผู้มีผมสีบลอนด์ แต่งกายด้วยชุดกระโปรงสุภาพและสวมแว่นตาสีแดงรีบตวัดตามอง เธอดูแปลกใจที่วิทยาลัยแห่งนี้มีไอ้หน้าเซ่อเดินเตร่เข้ามาแบบไม่รู้ทิศรู้ทาง เมื่อเด็กนิร์ดคนนั้นขอตัวกลับ ผมจึงมีโอกาสถามถึงชายผู้เป็นที่รักซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ไหน


    “อ้อ ชาร์ลส์ ลูกของเบ็บ” เธอพยักหน้าและร้องอ๋อ “เสียใจด้วยนะ แต่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก”

    “แต่คุณแม่ของชาร์ลส์บอกว่า --”

    “ใช่ เขามาที่นี่ เขาหนีคดีมาที่นี่ แต่คุณก็รู้ว่าวิทยาลัยไม่สามารถรับเด็กสุ่มสี่สุ่มห้าในทันที ชาร์ลส์ต้องรอจนกว่าจะถึงปีการศึกษาถัดไปแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกนะเพราะฉันพอมีห้องว่างแบ่งปันให้เขาได้พักชั่วคราว เรื่องใหญ่น่ะ คือเด็กคนนั้นหนีไปโดยไม่บอกกล่าน่ะสิ”

    “เขาหนีไปเหรอครับ?”

    “ใช่” เธอย้ำเตือนผมที่กำลังยืนหัวใจสลายอยู่ตรงนั้น “ชาร์ลส์ไม่ใช่เด็กรักเรียนอยู่แล้ว เขาไม่อยากเรียนต่อ เขาบอกฉันในคืนแรกที่เราพบกันเลยล่ะ แต่ฉันพอจะรู้นะว่าเขาอยู่ไหน คุณลองไปไนต์คลับแถวนี้ดูสิ เขาอาจจะกำลังเล่นกีต้าร์อยู่กับพวกฮิปปี้ก็ได้”


    ผมเคว้งคว้างไปเลยเมื่อได้ยินคำว่าไนต์คลับ จากเลคแลนด์ เทนเนสซีมาที่นี่ไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ และผมก็ไม่มีเงินมากพอสำหรับเตร็ดเตร่ไปไหนอีกแล้ว ดูเหมือนคุณจูเลียนาจะเดาสถานะของผมออกจากการแต่งกาย เธอจึงเสนอให้พักที่บ้านชั่วคราวจนกว่าผมจะตามหาเด็กคนนั้นเจอ


    “มันอาจไม่ใช่ห้องที่ดีเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณคิดจะอยู่ที่นี่อีกซักพักใหญ่ๆ เช่าห้องของฉันก็ได้นะคะ”


    ผมขอบคุณเธอ และบอกว่าจะมารอพบเธอหลังเลิกงานใต้ตึกภาควิชานี้ ดังนั้นทั้งวันผมจึงมีเวลาเตร็ดเตร่ไปทั่ววิทยาลัย นึกอิจฉาเหล่าคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้แขนงใหญ่ซึ่งผมไม่มีวันเอื้อมถึง พวกเขาดูสดใสและยังมีความเยาว์วัยเหลืออยู่ พวกเขาฝันอย่างแรงกล้าและจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากสงคราม บริเวณรอบวิทยาลัยมีป้ายประท้วงต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐเต็มไปหมด เหล่านักศึกษาผู้มุ่งมั่นไฟแรง พวกเขากำลังแสวงหาสิ่งใดอยู่เล่าในเมื่อตราบใดที่โลกนี้ยังต้องแก่งแย่งทรัพยากร เราไม่มีวันหลีกเลี่ยงสงครามหรือมุ่งสู่สันติสุขทำนองนั้นได้หรอก


    เย็นวันนั้นผมไปพบคุณจูเลียนาตามที่รับปากไว้กับเธอ เรานั่งรถเก๋งสีแดงแสบไส้เหมือนแว่นตาของเธอไปจนถึงถนนใหญ่ที่มีรถสัญจรไปมา มันอยู่ใจกลางเมืองในย่านตึกสูงที่มีทาวน์เฮาส์เรียงรายเต็มไปหมด ตอนที่คุณจูเลียนาพาผมมาบ้านของเธอ ผมนึกทึกทักไปเองว่าห้องเช่าที่เธอเสนอให้คงอยู่บนชั้นสองหรือชั้นสามของทาวน์เฮาส์แห่งนี้ ทว่าความจริงคือห้องใต้ดินที่ทั้งอับชื้นและได้กลิ่นท่อระบายน้ำ มีหน้าต่างเพียงหนึ่งบานอยู่ติดกำแพง เป็นหน้าต่างกระจกขุ่นมัวที่มีเหล็กดัด มองไม่เห็นทิวทัศน์อะไรนอกจากรองเท้าของผู้ที่เดินสัญจรไปมาบนฟุตปาธของย่านนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืน


    “มันอาจจะไม่สวยอย่างที่คิดไว้ แต่ก็เหมาะสำหรับการเช่าไว้พักผ่อนและออกไปทำงานล่ะนะ”


    เธอพูดเองสรุปเองหน้าตาเฉย ผมได้แต่มองรอบห้องด้วยความอึ้งจนไม่รู้จะพูดอะไร มันไม่ได้แย่หรือโทรมขนาดนั้น มันแค่ – ผิดจากที่คิดเอาไว้ค่อนข้างมาก ผมไม่แปลกใจทำไมชาร์ลส์ถึงหนีไปไม่อยู่ที่นี่ ก็ดูสภาพห้องนี้สิ ดูสภาพความเป็นอยู่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ในห้องที่กำลังจะกลายเป็นที่ซุกหัวนอนของผม มีเพียงแค่ฟูกเก่าๆ วางบนพาเลตไม้ที่ยังไม่ผ่านการขัดเสี้ยนออก นอกนั้นว่างเปล่า ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ นอกจากพัดลมเพดาน


    “หน้าหนาวก็อาจจะต้องใช้ฮีตเตอร์ คุณคงต้องรวบรวมเงินซื้อเองนะ”


    คุณจูเลียนาบอก เธอทึกทักเอาเองอีกแล้วว่าผมตกลงปลงใจเช่าห้องนี้ แต่หากผมมีทางเลือกที่ดีกว่า แน่นอนว่ามันไม่มีวันจบลงในห้องใต้ดินบนถนนใจกลางเมือง ที่ที่คุณจะได้ยินเสียงการจราจรพลุกพล่านตลอดเวลา ที่ที่คุณมองอะไรไม่เห็นนอกจากรองเท้าของผู้คน และไม่ได้สูดอากาศดีๆ นอกจากกลิ่นฉี่ของพวกขี้เมาที่ฝากไว้บนกำแพงด้านบนเท่านั้น


    หลังการแนะนำห้องพักแสนจะกระอักกระอ่วนใจจบลง คุณจูเลียนาบอกว่าผมต้องเริ่มจ่ายค่าเช่าให้เธอเดือนหน้า ผมตอบตกลงเพราะยังหวังว่าคืนนี้หากได้พบกับชาร์ลส์อีกครั้ง เราอาจจะหนีไปอยู่ด้วยกันที่ไหนซักแห่งซึ่งดีกว่าห้องโกโรโกโสนี่ ดังนั้นผมจึงปลงตกกับชีวิต ไม่คาดหวังหรือเรียกร้องอะไรนอกจากรอให้ค่ำคืนนี้มาถึงไวๆ เพราะผมจะออกตามหาชาร์ลส์ที่ไนต์คลับตามที่คุณจูเลียนาเคยบอกเอาไว้



    ไนต์คลับเป็นแหล่งรวมของผู้คนที่อยู่ในช่วงวัยประมาณชาร์ลส์ พวกเขามาดื่มกัน เต้นกันหน้าเวทีซึ่งมีวงดนตรีสลับสับเปลี่ยนแวะเวียนมาเล่นกันทุกคืน


    ตอนแรกที่คุณจูเลียนาบอกว่าอาจจะพบชาร์ลส์ที่นี่ ผมนึกว่าพบของเธอหมายถึงการเห็นชาร์ลส์ออกมาดื่มเหล้าหรือเต้นเหมือนคนเมา ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้ามันไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ เพราะชาร์ลส์ปรากฎตัวบนเวทีในฐานะมือกีต้าร์ของวงดนตรีร็อคที่ใช้ชื่อว่าซิกส์ริงก์ เขากรีดตาสีดำเข้ม สวมเสื้อยืดสกรีนลายกราฟฟิตี้ที่เคยเห็นบนกำแพง และเหนือสิ่งอื่นได้ เขาเล่นกีต้าร์เป็นและดูสนุกกับการจัดแสดงคอนเสิร์ตเอามากๆ เหมือนที่เคยแสดงให้ผมดูในค่ายคุณแม่โลลาไม่มีผิด


    ผมจ้องชายที่ผมรักตาไม่กระพริบ ทั้งแปลกใจ ตกใจ ประหลาดใจ และดีใจที่เห็นว่าชาร์ลส์สบายดี เขาได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ได้อยู่ท่ามกลางแฟนเพลงที่ชื่นชอบวงดนตรีของเขา แต่จากใจจริง ผมไม่อินกับเสียงตะโกนแหกปากแสบแก้วหูนี่เลย ผมไม่ชอบสัญลักษณ์มือหรืออะไรแปลกๆ ที่พวกเขาคิดขึ้น ไม่ชอบตอนที่นักร้องตะโกนถามผู้ฟังว่า “เป็นไงบ้างไอ้พวกเหี้ย” ผมไม่ชอบอะไรทั้งนั้น นอกจากชาร์ลส์หรือชีต้าร์ซึ่งเป็นชื่อสเตจเนมของเขา


    ผมต้องทุกข์ทรมานหู แต่สุขใจอยู่เกือบชั่วโมงจนกระทั่งมินิคอนเสิร์ตจบลง ชาร์ลส์เดินลงจากเวทีไปพร้อมกับเพื่อนๆ ด้วยท่าทางมั่นใจในตัวเองเต็มร้อย เขาหัวเราะปากกว้าง เจาะหูหลายรูจนผมนึกสงสัยว่าอะไรดลใจให้เขาทำแบบนั้น หลังจากชายที่ผมรักเดินลงจากเวที ผมก็ปรี่ไปหาเขา พยายามเบียดเสียดแฟนคลับที่ร้องตะโกนเรียกชีต้าร์ด้วยความคลั่งเพื่อตะโกนเรียนชื่อจริงของเขาทว่าชาร์ลส์มองไม่ได้ยิน


    มันค่อนข้างชุลมุน ผมคือคนแก่ท่ามกลางวัยรุ่นนับสิบที่กำลังคลั่งไคล้วงดนตรีที่ตัวเองชื่นชอบ ผมโดนเบียด โดนเหยียบเท้า และรู้สึกเจ็บปวดแทบบ้าเพราะขยับตัวไม่ได้ กว่าจะเข้าถึงชาร์ลส์ได้ต้องใช้เวลาเกือบสิบนาที ผมร้องตะโกนเรียกชาร์ลส! ชาร์ลส์! จนเจ้าของชื่อหันมา และเมื่อเราสบตากัน ชาร์ลส์ก็อ้าปากกว้าง เขาผละตัวจากเพื่อนๆ เพื่อมาหาผม และดึงผมออกจากกลุ่มคนคลั่งไปหลังร้านดนตรีด้วยกัน




    เราไม่ได้อยู่ในไนต์คลับอีกแล้ว หากเป็นไดเนอร์ที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดจอดรถของวงดนตรีเท่าไหร่ ตรงหน้าผมคือชาร์ลส์ที่ยังคงเขียนขอบตาสีดำ ผมเผ้ายาวถึงคาง สวมเสื้อยืดและกางเกงยีนรัดติ้วจนเห็นความเก้งก้างของเจ้าตัว เรานั่งด้วยกันด้านในสุดของร้าน ชาร์ลส์สั่งอาหารที่ตัวเองชอบก่อนจะส่งเมนูให้ผม เมื่อเด็กเสิร์ฟเดินจากไป เราก็มีโอกาสคุยกัน


    “ผมเขียนจดหมายไปหาคุณตั้งหลายฉบับ แต่คุณไม่เคยตอบมาเลย”


    ชาร์ลส์บ่นเชิงตัดพ้อ ผมจึงงุนงงนิดหน่อยว่าเขาพูดถึงอะไร แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าคงเป็นฝีมือของคุณพ่อจอห์นที่ทำให้จดหมายพวกนั้นหายไป ผมบอกชาร์ลส์ว่าไม่เคยได้รับอะไรจากเขาเลยนอกจากที่อยู่ของคุณจูเลียนา เมื่อพูดถึงเธอ ชาร์ลส์ก็แค่นหัวเราะแล้วบอกว่าเพื่อนของแม่คนนั้น ไม่สนใจอะไรหรอกนอกจากหาผู้เช่า อย่าบอกนะว่าคุณตกลงเช่าห้องของเธอไปแล้ว


    “ใช่” ผมตอบ ชาร์ลส์เบะปากทันที “ฉันเช่าห้องและจะเริ่มหางานทำพรุ่งนี้ ฉันมาที่นี่เพื่ออยู่กับนาย”


    ชาร์ลส์มีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อพูดว่าอยู่ด้วยกัน เขาบอกว่าขอเวลาซักครู่และวิ่งหายไปยังลานจอดรถของวงดนตรีซึ่งอยู่ไม่ไกล เขาหายไปนานมาก ราวกับไปทำธุระสำคัญที่ต้องใช้เวลาก่อนจะกลับมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ชาร์ลส์บอกรักผม แถมยังบอกต่ออีกว่าระยะเวลาเกือบสองเดือนที่ผมไม่ตอบจดหมายทำให้แผนการในชีวิตของเขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว ตอนนี้ชาร์ลส์กำลังไปได้ดีกับวงดนตรี เขากำลังจะออกทัวร์ทั่วอเมริกา เขาไม่สามารถลงหลักปักฐานกับผมได้ที่นี่


    “วงดนตรีของนายประสบความสำเร็จเร็วจังเลยนะ”

    “พวกเขาอยู่ด้วยกันมาก่อนแล้วหลายปี บังเอิญว่ามือกีต้าร์คนหนึ่งติดหนี้พนันก็เลยต้องหนีหัวซุกหัวซุนน่ะ พอไม่มีมือกีต้าร์ พวกเขาก็แค่มองหาคนใหม่เข้ามาแทน”

    “ซึ่งก็คือนาย”

    “ใช่” ชาร์ลส์ยิ้ม “ผมเข้ามาตอนที่พวกเขายังไม่ดังขนาดนี้ พอมีผม วงก็ดังกระฉุด พวกเขาเชื่อว่าผมคือตัวนำโชคล่ะ”

    “ดีจังเลยนะ” ผมใช้หลอดคนเครื่องดื่มในแก้ว “ฉันขอไปกับนายได้ไหม? ไม่ใช่ในฐานะนักดนตรีหรอกนะ เป็นแค่คนติดตามหรือลูกมือที่คอยดูแลนายก็ได้”


    ชาร์ลส์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะรถตู้ของวงดนตรีเขาไม่มีที่ว่างสำหรับใครอีกแล้ว ผมรู้สึกเหมือนโลกพังถล่มลงมายังไงชอบกล หลังจากตัดใจหนีออกมาใช้ชีวิตตามคำแนะนำของเขา ผมกลับพบแต่ความผิดหวังซ้ำซากและไม่มีทางไป ทั้งๆ ที่เราเคยสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันแท้ๆ แต่ชาร์ลส์กลับมีความฝันที่ต้องไล่ตาม ส่วนความฝันของผมคือการมีเขาอยู่ด้วยในชีวิต มันสวนทางและไม่มีวันมาบรรจบกันได้ตราบใดที่ชาร์ลส์ฝันอยากเป็นนักดนตรี เราต่างรู้ถึงข้อนี้ดีจึงได้แต่นั่งกระอักกระอ่วนอยากร้องไห้แม้ว่าอาหารจะถูกเสิร์ฟบนโต๊ะ ในที่สุดชาร์ลส์ก็เป็นฝ่ายขอโทษผมที่ทำทุกอย่างพัง แต่เขายืนยันว่ารักผม ชาร์ลส์รักคริส เพียงแค่ตอนนี้ – ตอนนี้เรายังอยู่ด้วยกันไม่ได้เพราะความจำเป็น


    “นายจะทิ้งฉันไปงั้นเหรอ?”

    “ผมไม่ทิ้งคุณหรอก ผมรักคุณจะตาย คุณเองก็รู้”

    “งั้นนายจะทำยังไงกับชีวิตของฉันล่ะ?”


    ชาร์ลส์เงียบไปพักใหญ่ เขาไม่ตอบอะไรนอกจากร้องไห้ขอโทษ ส่วนผมเหนื่อยเกินกว่าจะคิดสรรหาคำด่า หากใครซักคนต้องรับผิดชอบโชคชะตาที่เล่นตลกกับชีวิตของเรา ผมว่าไอ้หมอนั่นควรเป็นพระเจ้าที่สุด ไม่ใช่ชาร์ลส์






    ผมรักชาร์ลส์เกินกว่าจะโกรธที่เขาวิ่งไล่ตามความฝัน ผมคือคนเดียวที่สนับสนุนเขา นอกนั้นไม่มีใครคอยชื่นชมความสำเร็จของชาร์ลส์เลยซักคนแม้กระทั่งแม่ของตัวเอง


    ชาร์ลส์ออกทัวร์มินิคอนเสิร์ตไปทั่วอเมริกาตามที่เคยคุยโวเอาไว้ หลายครั้งผมมักจะได้รับโปสการ์ดจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และเงินจำนวนหนึ่งซึ่งใส่มาในซองจดหมาย ผมเคยถามชาร์ลส์ว่าส่งเงินพวกนี้มาทำไม เพราะยังไงผมก็มีงานหลักเป็นพนักงานขายของในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้ว ชาร์ลส์บอกว่านี่คือเงินสำหรับเช่าห้องที่ดีกว่ารูหนูในบ้านของคุณจูเลียนา


    “ถ้านายมีเงินเยอะ นายก็ควรเก็บออมไว้เยอะๆ” ผมแนะนำเขาในจดหมาย “อย่าเสียเงินเพื่อคนอย่างฉันเลยชาร์ลส์ ที่มีอยู่ตอนนี้ก็ดีมากๆ แล้ว”


    ผมพูดเกินจริงไปหน่อย ไอ้ที่บอกว่าที่มีอยู่ตอนนี้ก็ดีมากๆ แล้วอะไรนั่นน่ะโกหกทั้งเพ มันไม่มีอะไรดีเลย ชีวิตที่ไม่มีชาร์ลส์มันจะดีได้ยังไงกัน แต่อย่างน้อยๆ การได้รับรู้ผ่านทางจดหมายว่าชาร์ลส์ยังคงสบายดีและไปได้ดีในเส้นทางที่เลือก มันก็ทำให้ผมไม่ได้รู้สึกแย่ถึงขนาดหัวใจสลายหรอก แต่ถามว่ามีความสุขสุดๆ ไหม? ก็ไม่ ผมไม่ใช่คริสคนเดิมที่หัวใจพองโตเมื่อได้อ่านจดหมายจากชาร์ลส์อีกแล้ว เพราะผมคิดถึงเขามากเกินไป หลายๆ ครั้งความคิดถึงก็ฆ่าผมให้รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ทว่าวันหนึ่งในฤดูร้อน ชาร์ลส์กลับปรากฎตัวบนบันไดหน้าบ้านของคุณจูเลียนา เขาไม่ได้กรีดตา หรือสวมเสื้อยืดสีดำทะมึนอย่างวันที่พบกันในไนต์คลับ หากแต่กลายเป็นเด็กหนุ่มธรรดาๆ คนหนึ่งที่มาพบผมด้วยความคิดถึงก็เท่านั้น


    “ลมอะไรหอบมา?” ผมแกล้งถาม ทั้งๆ ที่หัวใจโลดแล่นแทบบ้า “นึกว่านายจะไปแล้วไปลับไม่กลับมาหากันเสียอีก”


    ชาร์ลส์ยิ้ม ก่อนที่สีหน้าของเขาจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย ผมรู้ในทันทีว่าคงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเขาจึงชวนชาร์ลส์ให้เข้ามานั่งพักในห้องใต้ดินก่อน บนฟูกนอนที่อับชื้นและมีกลิ่น เรานั่งอิงแอบกันด้วยความคิดถึงและโหยหา ผมจูบชาร์ลส์ตรงหน้าผาก ผมโอบเอวของเขาเอาไว้หลวมๆ ด้วยความรู้สึกสุขล้นยิ่งกว่าวันไหนๆ ผมรอเวลาอยู่นานว่าชาร์ลส์จะพูดอะไร ในที่สุดเขาก็บอกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาโดนหัวหน้าวงโกงค่าตัว


    “จริงเหรอ?” ผมถามด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ หากเรื่องนี้คือความจริง เขาเอาเงินจากไหนมาให้ผม

    “แรกๆ ผมยกให้คุณเกือบทั้งหมด ส่วนก้อนใหญ่ที่เพิ่งให้เดือนเมื่อเดือนก่อน – ผมขโมยมา”

    “โถ่ ชาร์ลส์”

    “มันเป็นเงินที่ผมสมควรจะได้ ผมก็แค่เอาคืนเท่านั้นแหละ” ชาร์ลส์พูดเสียงเศร้า “ตอนนี้วงเราแตกแล้ว”

    “นายคงเสียใจมาก”

    “อืม บางทีผมคงเป็นนักกีต้าร์ที่ไม่ดีเท่าไหร่”

    “ทำไมล่ะ? วันนั้นฉันเห็นนายเล่นดีมากๆ”

    “คริส ผมเล่นกีต้าร์ไม่เก่งอะไรหรอก เวลาเราแสดงๆ เราก็แค่เปิดเทปน่ะ”

    “อ้อ – ถึงว่า ทำไมนายเล่นเก่งอย่างกับจับกีต้าร์มานานนับสิบปี”

    “ผมพยายามฝึกทุกวันแต่ยังไม่เก่งเท่าคนเก่าที่ออกจากวงไปก่อน ถ้าผมรู้ว่าไอ้หัวหน้าวงมันสันดานขี้โกง ผมจะไม่มีวันกระโดดเข้าวงเลย”

    “แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะ” ผมปลอบใจเขา “อย่างน้อยนายก็ได้สัมผัสกับชีวิตของนักดนตรีอย่างที่นายใฝ่ฝัน”

    “ก็จริง คริส ผมขอโทษ ขอโทษที่ทิ้งคุณไป”

    “ไม่เป็นไรหรอก นายยังเด็ก ฉันเข้าใจความมุ่งมั่นแรงกล้าพวกนี้ดี ฉันต่างหากที่อิจฉานาย เพราะชีวิตฉันไม่เคยมีความฝันอะไรเลย”

    “ไม่จริง คุณต้องมีความฝันแน่ๆ ลองนึกดูอีกทีสิ”

    ชาร์ลส์หันหน้ามามอง ผมครุ่นคิดอยู่นิดหน่อย ก่อนจะบอกเล่าความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตัวเองให้เขาฟัง

    “ฉันฝันว่าจะได้อยู่กับนายตลอดไป” ผมบอกและชาร์ลส์ก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “ฉันฝันว่าไม่ว่านายจะไปไหน จะทำอะไร อย่างน้อยในตอนค่ำนายก็จะกลับมาหาฉัน กลับมานอนหลับข้างฉัน จูบฉัน และบอกรักฉันเหมือนที่ผ่านมา”


    ชาร์ลส์เอียงหน้าซบผม เรานั่งกอดและคุยเล่นกันอยู่พักใหญ่จนกระทั่งถึงเวลานอน ในที่สุดชาร์ลส์ก็พูดว่า


    “งั้นมาทำความฝันของคุณให้เป็นจริงเถอะ”



    TBC


    ___________________


    #summerkissky

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in