THE CATALOGUE OF DEADLINE ล้อเล่นบนเส้นตายSALMONBOOKS
บทที่ 1: ระลึกชาติ
  • สมัยเด็ก ผมเป็นพวกอยู่ไม่ติดบ้าน พอพ่อแม่หรือคุณย่าเผลอทีไรเป็นต้องแอบออกไปเดินลาดตระเวน วิ่งเล่นในซอยถัดไปนู้น สำรวจในซอยนี้ ที่หากไม่สังเกตแบบลงรายละเอียด แบบวัดระดับอุณหภูมิ ซึ่งแตกต่างกันออกไปในแต่ละวัน หรือขยะหน้าบ้านคุณนิเชาว์พูนจนล้นออกมามากกว่าเมื่อวาน ทุกอย่างก็ไม่เห็นต่างอะไรจากเมื่อวานหรือวานซืนที่แอบออกมา

    กิจกรรมเด็กประถมอย่างผมไม่มีอะไรมาก ออกมาจากบ้านเพื่อแค่เดินเล่น ทอดน่อง ปล่อยสายตามองสายลมพาใบไม้กระดิก โยนก้อนหินก้อนแบนให้มันเด้งกระเด็นกระดอนเหนือน้ำ ก่อนพวกมันจะจมลงไป ทำซ้ำอยู่อย่างนั้นไม่รู้เบื่อ บางวันที่มีเงินติดตัว ก็จะเดินไปซื้อขนมจนหมดงบ แล้วก็กลับไปหย่อนขานั่งอยู่ที่เดิม


    จนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เป็นสัญญาณบอกเวลาว่า นี่คือเวลาที่ผมจะต้องเข้าบ้าน เป็นเวลาที่ต้องเร่งรีบลุกลี้ลุกลน เป็นเวลาที่จะช้าไม่ได้

    เพราะคุณย่าได้ยื่นคำขาดเอาไว้ว่า จงเข้าบ้านก่อนฟ้ามืด มิฉะนั้นน่องจะลายจากก้านมะยม หรืออะไรสักอย่างที่แกพอจะหาคว้ามาฟาดผมได้ในตอนนั้น
    เพื่อสั่งสอนที่ผมไม่เข้าบ้าน
    ‘ตามกำหนดเวลา...’

    ไม่ใช่แค่เรื่องเวลาเข้าบ้านตามเวลาเท่านั้น แต่ภายในบ้านก็ยังมีกำหนดการอันรุงรังที่คอยกำหนดชีวิตของผมอยู่ด้วย...
  • เวลาดูทีวี
    ห้ามดูเกินตามเวลาที่ย่ากำหนด สี่ทุ่มคือดึก และไม่ใช่ช่วงเวลาที่เด็กควรยังลืมตาตื่นอยู่
    เวลาเล่นของเล่น
    เมื่อยืมเกมของพี่ชาย หรือหยิบของเล่นน้องสาวก็ต้องเอาไปคืนตามเวลา ขืนชักช้ามีบ้านแตก!
    เวลากินข้าว
    อ่านการ์ตูนไปกินไปก็ไม่ได้ ชิมไปชิลไปก็ไม่ได้ ต้องกินอิ่มให้พร้อมกันทุกคน
    เวลานอน
    นอนก็ยังต้องถูกควบคุม! ทำไมเราถึงเป็นฝ่ายผิดเพียงเพราะนอนไม่หลับเพราะยังไม่ง่วง!
    เวลาอาบน้ำ
    อาบน้ำก็ยังจะถูกเร่ง เพราะย่าคิดว่าเอาหนังสือการ์ตูนเข้าไปอ่านในส้วมด้วย... (ซึ่งก็จริง...)
    เวลาแต่งตัว
    ถึงยังเป็นเด็ก ไม่ต้องแต่งอะไรเยอะแยะ แค่ใส่ชุดนักเรียน ผมก็สั้น ไม่ต้องไดร์ก็ยังโดนเร่ง

  • โตมาอีกนิด เข้าเรียนชั้นมัธยมต้น ได้ย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ๆ โรงเรียน การไปโรงเรียนเองทำให้ไม่ต้องรบกวนเวลาชีวิตคนอื่น พ่อไม่ต้องไปรับมาส่ง จนคิดไปเองว่าจะมีอิสระมากขึ้นแน่นอน! ฮุเร! แต่ก็ไม่เลย...กลายเป็นที่โรงเรียนนี่แหละ ที่ทำให้ผมได้สัมผัสถึงความทุกข์ทางจิตใจเป็นที่แรก หลังจากพบว่าตัวเองลืมทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ที่มันดันมีกำหนดส่งวันนี้!

    พออาจารย์ฐาปนพงษ์ (สอนเลข) มาถึงห้อง แกเริ่มขานชื่อทีละคน เรียงตามตัวอักษร...

    กนกพร...จินดานุช...ชนะศักดิ์ เพื่อนๆ หยิบสมุดการบ้านไปวางหน้าห้อง แล้วเข้ามานั่งที่เดิม ทีละคน ทีละคน สลับกับรายชื่อใหม่ที่ถูกเรียกออกมา

    ชาริณี...ญาณี...ณัฐชนน!

    ผมสะดุ้งโหยง ลุกขึ้นยืนเบาๆ เดินออกไปเงียบๆ ด้วยมือว่างเปล่า กระซิบกระซาบกับอาจารย์ฐาปนพงษ์


  • อาจารย์ฐาปนพงษ์ฟังจบ ทำหน้านิ่ง เย็นชา แกเลิกคิ้วแล้วถามกลับเบาๆ ว่า
    ผมกลืนบาปลงคอ ยืนยันว่าแค่ลืมเอามาเพราะตื่นเต้นกับการได้มาโรงเรียน ลนลานเพราะคิดถึงเพื่อนน่ะครับ แกมองด้วยหางตาบอกว่า พรุ่งนี้ต้องเอามาส่ง ไม่งั้นโดนตัดคะแนน และถ้าโกหก—จะโดนหักคะแนนจิตพิสัยที่อาจจะทำให้ผมเรียนไม่ผ่านชั้น!
    การดีลเกิดขึ้นตรงหน้าชั้น ในโรงเรียนที่ผมคิดว่าจะได้รับอิสรภาพ ตอนนี้กลายเป็นว่า บทลงโทษของมันเกินเลยไปกว่าการเอาก้านมะยมตีน่องที่เรารู้ดีว่ามันจะหายเจ็บภายในไม่นาน สู่การหักคะแนนที่จะมีผลต่อเนื่องตลอดเทอม เผลอๆ จะตลอดปี และอาจติดตัวตลอดไป!

    เมื่อพ้นรั้วโรงเรียน จบสิ้นชีวิตมหาวิทยาลัย ก้าวเข้าสู่การทำงาน ผมกระโดดโลดเต้น เพราะทีนี้แหละ! ไม่ต้องทำการบ้านหรือรายงานให้ปวดหัว ไม่ต้องอ่านหนังสือสอบ ไม่ต้องแหกขี้ตาไปเข้าแถวเคารพธงชาติหรือนั่งสมาธิ อิสระเป็นของเรา! เดอะ เรียลฟรีด้อม เย่!

    ตัดภาพมา...งานกองพะเนินนอนรอให้จัดการเพียบ เล่นเอาการบ้านสมัยเรียนกลายเป็นเด็กอมมือที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยไปเลย เยอะไม่พอแถมยังขยันงอก ผุดเป็นดอกเห็ด โดยที่เราก็ต้องอยู่ทั้งที่รู้ด้วยว่า มันจะงอกใหม่อยู่อย่างนั้นตลอดชาติ ทำยังไงก็ไม่หมด ตราบที่โลกยังหมุนไป เห็ดก็จะขึ้นรอให้เราไปจัดการอยู่อย่างนั้น แถมเห็ดที่ว่านี้ก็ยังต้องรีบเด็ดรีบขาย จะปล่อยทิ้งไว้รับแดดรับลมนานไปก็ไม่ดีเสียด้วย!
  • โลกของการทำงาน ทำให้ผมได้รู้ซึ้งว่า ‘กำหนดการ’ ที่เคยทุกข์ใจกับมันเมื่อครั้งยังเป็นเด็กนักเรียน มันตัวใหญ่ขึ้นและมีพละกำลังมากขึ้นเหมือนกับร่างกายของเรา มันถึงได้มีเรี่ยวแรงมาเขย่าขวัญให้สั่นไหวได้รุนแรงขึ้น ก็เพราะโทษของมันนั้นหนักขึ้น จากเดิมที่แค่ถูกย่าตี กลายเป็นการหักคะแนนที่มีผลต่อเกรดการเรียน จนตอนนี้ในวัยทำงาน โทษก็หนักถึงขั้นส่งผลต่อความเป็นอยู่และอนาคต หมายถึงว่างานชิ้นเดียวที่พลาด อาจทำให้เราออกไปเตะฝุ่น ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน กลายเป็นปัญหาชีวิตหรืออาจขยายไปเป็นปัญหาสังคมเลยก็ว่าได้!

    ตอนนี้เองที่ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมไอ้ ‘กำหนดการ’ ที่ว่า ถึงถูกเรียกว่า ‘เส้นตาย’ (Deadline) ไม่ใช่แค่ขี้เกียจคิดคำสละสลวยก็เลยแปลทับศัพท์แม่งเลยแน่ๆ แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถ ‘ตาย’ ได้จริงน่ะสิ!

    หลายปีต่อมา จากที่เคยคิดว่า ถ้าหลุดจากการเป็นฟันเฟืองประเภทมนุษย์ออฟฟิศ ที่วันๆ แค่รับคำสั่งจากบอสแล้วไปทำมาตามกำหนด สู่ระดับหัวหน้าที่เป็นฝ่าย ‘กำหนด’ ให้คนอื่นทำงานตามกำหนด แล้วตัวเองจะมีอิสระมากขึ้น 

    เปล่าเลย...แถมยังตรงกันข้ามอีกต่างหาก! เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปกำหนดให้ใครทำงานอะไรสักชิ้น นั่นคือการกำหนดเวลาให้ตัวเองไปด้วย! เพราะถ้างานที่ไปสั่งเอาไว้ไม่เสร็จ งานของเราก็จะไม่เสร็จเหมือนกัน เหมือนถูกแก้วครอบอีกทีหลังจากเพิ่งไปครอบแก้วมา...

  • ทั้งหมดทำให้ผมสงสัย นี่เราไม่มีทางหลบเดดไลน์ได้พ้นเลยเหรอ? เพราะไม่ว่าจะเป็นคนกำหนดหรือถูกกำหนด ก็ต่างต้องอยู่ในวัฏจักรนี้ทั้งนั้น แถมยิ่งนับวันก็ยิ่งยับเยิน เพราะไม่ได้มีเส้นตายแค่เส้นเดียว บางคนมีสอง มีสาม บางคนมีจนนับแทบไม่ไหว เดินไปทางไหนตัวก็ต้องชนเส้นนั่นนี่ทุกทิศทุกทาง บางเส้นหย่อนหน่อยก็พอจะโล่งใจได้ แต่บางเส้นขึงตึงจนไม่สามารถต่อกรหรืออุทธรณ์เวลาได้ หนำซ้ำ บทลงโทษที่เดดไลน์แต่ละเส้นคาดเอาไว้ก็ยังหนักจนอยากจะตายแทนเส้นตายไปเลย


    และเนื่องจากไม่สามารถต่อกรอะไรได้ แต่ว่าแค้นเป็นการส่วนตัว แทนที่จะยอมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว ผมก็อยากเอาคุณเดดไลน์มาก่อประโยชน์อย่างอื่นบ้าง เกิดเป็นไอเดียหนังสือที่เอาเส้นตายมาล้อเล่น ตามสไตล์ลูสเซอร์ที่เวลาสู้ด้วยพละกำลังไม่ได้ ก็หันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่แล้ววิ่งหนีแทน

    แต่ถึงอย่างนั้น ขณะที่ผมกำลังเคาะตัวอักษรต่อกแต่กเพื่อประกอบเป็นหนังสือที่กำลังอยู่ในมือของคุณอยู่นี้ คุณเดดไลน์ก็กำลังนั่งกระดิกขาท่าทางรื่นเริง และดูจะสะใจที่สามารถรังแกมนุษย์หนึ่งหน่วยได้จนสะบักสะบอม

    เห็นด้วยใช่ไหมครับ ว่าคุณเดดไลน์มันกวนตีนไม่เบา อย่าปล่อยมันไว้ ล้อให้อายไปเลย!


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in