by word of mouthwhenmoonwrites
รีวิวซีรีส์เกาหลี : Criminal Minds เวอร์ชั่นแดนกิมจิ
  • เราเป็นแฟนซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนชื่อดังสัญชาติอเมริกาอย่าง Criminal Minds คิดว่าหลายคนคงเคยดูไม่ก็เคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง เราเคยได้ยินมาว่าทางเกาหลีใต้ดึงซีรีส์เรื่องนี้มาทำรีเมค และเนื่องจากส่วนตัวเป็นคนชอบซีรีส์แนวนี้อยู่แล้ว บวกกับเห็นว่ามีนักแสดงนำหลายคนที่รู้จักอย่างอีจุนกิ (พระเอกเรื่อง Moon Lovers) อีซอนบิน ซอนฮยอนจูและคิมวอนแฮ เราเลยตัดสินใจมาดูเวอร์ชั่นนี้บ้าง


    ถ้าให้เทียบกับของอเมริกา ตัวละครหลักทุกตัวดึงมาจากเซทอเมริกาหมดเลยค่ะ ลักษณะนิสัยในเรื่องไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่มีส่วนคล้ายกันอยู่บ้าง รูปข้างล่างเรียงจากซ้ายไปขวาจะเป็น
    Dr. Spencer Reid > Aaron Hotchner > Penelope Garcia > Derek Morgan > Emily Prentiss > JJ (เซทตอนซีซั่นสามหลัง Jason Gideon กับ Elle Greenaway ออกไปแล้ว แต่ David Rossi ยังไม่มา)

    ในส่วนของคดีจะดึงมาจากเวอร์ชั่นอเมริกาค่ะ ส่วนมากดึงมาจากซีซั่นแรก ๆ แล้วนำมาดัดแปลงอีกที แต่ถ้าใครเคยดูเวอร์ชั่นอเมริกามาแล้ว น่าจะเดาตอนจบของแต่ละคดีได้ ความเห็นส่วนตัวเราว่าบางคดีอเมริกาก็ทำดีมากอยู่แล้ว บางคดีที่เกาหลีนำมารีเมคใหม่ก็ทำออกมาได้ดีมาก ๆ เลยล่ะค่ะ ติดนิดหน่อยตรงที่อาจจะไม่สนุกเท่าเดิมแล้วเพราะเราจำตอนจบได้ เลยไม่ลุ้นเหมือนเวลาดูตอนใหม่ ๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการดูเวอร์ชั่นนี้ เพราะถึงจะเป็นการทำรีเมคจริง แต่การดำเนินเรื่องในตอนนั้น ๆ รวมถึงการแสดงออกของตัวละครก็ไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไปตามที่แต่ละทีมงานได้ตีความออกมาค่ะ


    เรื่องย่อ : เกี่ยวกับกลุ่มโพรไฟล์เลอร์ในองค์กร NCI หรือ National Criminal Investigation ของเกาหลีใต้ที่ตามล่าและจับกุมตัวอาชญากร (ของอเมริกาก็คือ FBI) เรื่องโฟกัสหลังจากที่ NCI กำลังตามจับผู้ร้ายคนหนึ่งที่ได้วางระเบิดถล่มตึก ในตอนนั้นเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ตัดสายระเบิดผิดทำให้ต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ไปหลายคน เหตุการณ์นี้ทำให้หัวหน้าทีมตัวละครหลักของเรื่องสูญเสียความมั่นใจไปค่อนข้างมาก และหยุดงานไปพักใหญ่ เขากลับมาทำงานอีกรอบโดยต้องรับมือกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เคยหยุดไปเป็นเวลานานแต่กลับมาเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ฆาตกรถูกเรียกขานกันในนาม "รีปเปอร์" และถึงแม้ทีม NCI จะมีโพลไฟล์เลอร์มากความสามารถหลายคน แต่ก็ไม่สามารถจับกุมรีปเปอร์ได้สักที

    Note : โพรไฟล์เลอร์ (Profiler) คือนักวิเคราะห์ลักษณะ อุปนิสัย วิธีการก่อเหตุ รวมไปถึงความคิดของอาชญากรจากหลักฐานที่เก็บมาได้ เพื่อให้ช่วยในการจับกุมตัว


    รายละเอียดเบื้องต้นของซีรีส์
    - จำนวนตอน : 20 ตอน
    - ความยาวของแต่ละตอน : ประมาณ 1 ชั่วโมง
    - ช่วงที่ออนแอร์ : 26 กรกฎาคม - 28 กันยายน 2017

    มาถึงรีวิวส่วนตัวของเราบ้าง สิ่งที่จะพิมพ์ต่อไปนี้คิดว่าไม่เป็นการสปอยเนื้อเรื่องนะคะ คือเราว่าเวอร์ชั่นนี้ดันเมนไอเดียของเรื่องออกมาได้ชัดมากเลย ย้ำมาตั้งแต่ตอนแรกจนถึงวินาทีสุดท้ายของเรื่องเลยก็ว่าได้ ออกแนว ๆ จิตวิทยาหน่อย ๆ เขาพยายามจะย้ำว่าโพลไฟล์เลอร์ (กลุ่มตัวละครหลักของเรื่อง) กับรีปเปอร์ (ตัวร้าย/ฆาตกรตัวหลักของเรื่อง) ก็เหมือนคน ๆ เดียวกัน เหมือนกับเหรียญสองด้านที่แยกออกจากกันไม่ได้ ด้วยความที่อาชีพของโพลไฟล์เลอร์ต้องพยายามเจาะเข้าไปในสมองของคนร้าย คิดให้เหมือนกับคนร้าย จำลองว่าตัวเองเป็นคนร้าย จึงจะสามารถวิเคราะห์อะไรหลาย ๆ อย่างออกมาได้ ในบางที มันก็ทำให้คนที่น่ากลัวพอ ๆ กับคนร้ายก็คือตัวโพรไฟล์เลอร์เอง

    นอกจากนี้ก็พยายามย้ำผ่านทุกคดีที่ไปสืบกันว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่อะไร แต่กลับเป็นจิตใจของมนุษย์เองมากกว่า ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นความคิดของตัวละคร พฤติกรรมด้านปกติรวมไปถึงด้านที่ดูเหมือนจะเสียศูนย์ไปเลยจากเหตุการณ์และคดีทั้งหมดที่ถาโถมเข้ามา ได้ดูการตัดสินใจของตัวละครว่าจะเลือกเดินทางไหนต่อ จะหันหลังให้ปัญหา หรือจะหันหน้าเข้าสู้แล้วไปแก้ไขมัน


    เนื่องจากเป็นซีรีส์แนวสืบสวนจริงจัง ๆ เราไม่อยากใช้คำเรียกพระเอกนางเอกอะไรแบบนี้ และเท่าที่ดู ๆ มาก็เหมือนจะไม่มีตำแหน่งแบบนี้ในเรื่องด้วย 55555555 ดังนั้นใครที่รอดูเลิฟซีนจากเรื่องนี้ก็ขอบอกก่อนเลยว่าไม่มีค่ะ

    สิ่งหนึ่งที่ชอบมาก ๆ สำหรับเรื่องนี้คือความสัมพันธ์ของตัวละคร ไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์แบบคนรักที่กล่าวไปข้างบน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบครอบครัวในองค์กร คือตัวละครหลักจะทำงานกันเป็นทีม อยู่ด้วยกันตลอด สนิทกันมาก ไปมาหาสู่กันอยู่เรื่อย ๆ เป็นเหมือนกับญาติพี่น้องกันจริง ๆ เลย พอดูแล้วเลยรู้สึกอบอุ่นมาก ๆ ยิ่งพอเกิดคดีขึ้นแล้วหนึ่งในตัวละครหลักตกอยู่ในอันตราย เราก็จะได้เห็นเลยว่าต่างคนต่างเป็นห่วง และไว้ใจกันมากขนาดไหน


    อีกอย่างที่ชอบคือความหลากหลายของคดี ถึงแม้คดีหลักของเรื่องที่ตามคือคดีของรีปเปอร์ แต่ระหว่างทางก็มีคดีใหม่ ๆ เข้ามาให้ได้ตามดูกันอย่างไม่เบื่อเลย มีหมดตั้งแต่ฆาตกรรมต่อเนื่อง ลักพาตัว ปล่อยสารพิษ ก่อเหตุจากความกดดันและความเครียด คนร้ายสองบุคลิก เกิดภาพหลอน Stockholm Syndrome เจ้าหน้าที่ถูกจับเอง อาชญากรยอมโดนจับทั้ง ๆ ที่ไม่ผิด โยงไปถึงการประหารชีวิตนักโทษเลยก็มี คือคดีครอบคลุมหมด 

    แต่ละคดีก็ไม่ธรรมดาด้วย ซับซ้อนมาก ๆ คดีพลิกแทบจะทุกคดีเลยด้วยซ้ำไปค่ะ จบหักมุมตลอด และเกือบทุกคดีจะโฟกัสที่ความคิดของอาชญากรค่ะ คือเราจะไม่ได้เห็นแค่วิธีที่เขาก่อเหตุ การตามจับ การสอบสวน แต่เราจะได้เห็นถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขามีหัวใจที่บิดเบี้ยวจนกลายมาเป็นอาชญากรได้แบบนี้ เพราะทุกอย่างมีเหตุมีผลหมด และผู้ชมก็ได้เห็นทั้งหมดนั้นด้วย กลายเป็นมุมนึงเราก็รู้ว่าเขาทำความผิดที่ให้อภัยไม่ได้ แต่อีกมุมก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้นลงไป ไม่ใช่โทษแต่พวกเขาอย่างเดียว (ซึ่งเวอร์ชั่นออริจินอลก็ค่อนข้างเน้นในจุดนี้เหมือนกัน)

    เพิ่มกิมมิกอีกอย่างหนึ่งของเรื่องนี้ที่เราถูกใจมาก ๆ (และเป็นกิมมิกเดียวกับของอเมริกา) คือการปิดแต่ละตอนด้วย Quote ของนักปรัชญา นักเขียนหลาย ๆ คน ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาอยากจะใส่ก็ใส่นะคะ แต่ละ Quote ที่ยกมาล้วนสัมพันธ์กับเนื้อเรื่องในแต่ละตอนจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น คำพูดของโจเซฟ คอนราด "ความเชื่อเรื่องที่มาของความชั่วร้ายเหนือธรรมชาตินั้นไม่จำเป็น มนุษย์มาสามารถทำเรื่องเลวทรามได้ทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว"


    ถ้าให้เทียบกับเรื่องอื่น ๆ ในซีรีส์ตระกูลนี้ของเกาหลี ส่วนตัวเรายก Criminal Minds ให้เท่ากับ Signal เลย ตั้งแต่ที่เราเริ่มดูซีรีส์แนวนี้ของเกาหลีมา ไม่เคยมีเรื่องไหนที่สู้ Signal ได้เลยจนเราได้มาดูเรื่องนี้ เหมือนมันให้บางอย่างที่ Signal ก็ยังให้ได้ไม่สุดอะค่ะ เช่น โพรไฟล์ลิ่งในเรื่องนี้ชัดและเฉียบขาดมาก อาจจะเพราะตัวพล็อตหลัก Signal ไม่ได้เน้นตรงนี้มากทำให้มันขาดหายไป ซึ่งเราก็เข้าใจทีมเขียนบทนะคะ แต่พอได้มาดูเรื่องนี้มันเหมือนมาเติมเต็มจุดที่ว่าง ๆ อยู่อะค่ะเลยชอบมากเป็นพิเศษ ส่วนที่เหมือนกับ Signal คือความเชื่อมโยงของแต่ละคดีค่อนข้างดี ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงจุด Climax พัฒนาการของตัวละครก็ชัดเจนมาก ๆ เห็นได้เลยว่าตัวละครโตขึ้นเยอะมาก ๆ ถ้าเทียบกับตอนแรกค่ะ 

    ถ้าจะมีจุดที่ต้องติ เราว่าตอนท้าย ๆ มันดูเร่งและไม่มีเหตุผลในบางช่วง แต่คิดว่าก็เหมือนกับซีรีส์หลาย ๆ เรื่องที่ต้องรีบตัดจบ ซึ่งเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ตอนถึงจุด Climax เราว่ามันดูงงหน่อย ๆ เพราะกล้องสลับไปมา ซีนนั้นมืดด้วยมองไม่ค่อยเห็นอะไร ออกมาแบบมึน ๆ จนต้องกดหยุดแล้วคิดสักพักถึงจะเก็ตค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นและเรื่องกำลังจะสื่ออะไร 55555 

    ถ้าต้องให้คะแนน เราจะให้ 9/10 ค่ะ หักไปคะแนนนึงเพราะข้อที่ติข้างบนนี้ แต่ที่เหลือค่อนข้างพอใจทั้งหมด แนะนำให้ไปดูจริง ๆ ค่ะ

    ขอจบการรีวิวเท่านี้ ยังไงก็ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านกันนะคะ :-)
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in