MY DIARYMichaeldean.jr
Westwood: มนุษย์ป้าสายพังค์ l ขอให้มั่นใจในตัวเอง แล้วเราจะมีที่ยืนในจักรวาล
  • นี่เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการแฟชั่น แต่ดีใจมากที่ได้ดูสารคดี Vivienne Westwood รอบสื่อ ฮ่าาา

    ดูสารคดีจบปุ๊ป ก็ทำให้คิดถึงคำสอนของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งขึ้นมาได้ ว่าบนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ และการดูแลรักษาให้มันอยู่ตลอดไปได้นั้นยากยิ่งกว่า




    คำสอนนี้เป็นความจริงที่เราทุกคนต้องเผชิญ ไม่เว้นแม้แต่อัจฉริยะอย่างโมสาร์ธ ไมเคิลแองเจโล หรือแม้แต่ Vivienne ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่กล้าประกาศตัวออกมาว่าตนคืออัจฉริยะ และสามารถทำเสื้อทำรองเท้าใส่เองได้ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ

    .

    Vivienne ไม่ได้เป็นผู้หญิงเรียบร้อยที่ซุกตัวอยู่ในกองผ้าพับไว้ แต่เป็นผู้หญิงที่อยู่เหนือกองผ้าเหล่านั้นขึ้นไปอีกขั้น เพราะหลังจากค้นพบว่าชีวิตแม่บ้าน เข้าครัว ซักผ้า เลี้ยงลูก ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของชีวิตที่ยังคงปรารถณาจะเรียนรู้โลก ในที่สุด Vivienne ก็แยกทางกับสามี และผันตัวมาเป็นดีไซน์เนอร์ออกแบบเสื้อผ้า และเปิดร้านขายเอง โดยประเดิมชื่อว่า Let it rock  จากนั้นก็เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆตามแบบเสื้อลอตใหม่ที่ออกแบบมาเรื่อยๆ


    พูดมาแบบนี้ ดูเหมือนจะชัดเจนสำหรับหลายๆคนแล้วว่านิสัยของ Vivienne เป็นแนวไหน

    ใช่

    มั่นใจในตัวเอง

    และมั่นใจใน ณ ที่นี่ ก็หมายถึงม่ันใจแบบ สุด-สุด-สุด




    และมันก็ถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าของเธอมาอย่างชัดเจน จนเกิดเป็นการบุกเบิกแฟชั่นยุคพังค์ ที่เต็มไปด้วยเสื้อขาดวิ่นตรงชายเสื้อ เข็มขัดไขว้ขากางเกง กระดูกที่แต่งอยู่บนเสื้อ หรือลายกราฟฟิกที่แฝงความนัยน์ตามแบบฉบับของVivienne ที่ทำให้ทั้งโลกฮือฮากันมาแล้ว จนเกิดเป็นกระแสลบและบวกปนกันไป

    ไม่ว่าจะเสื้อกราฟฟิกลายพระเยซู หรือลายเกือบนู้ดทั้งหลาย (หรือนู้ดไปแล้ว)





    แต่ความอัจฉริยะ(ที่เธอประกาศ) และความมั่นใจในตนเอง ยังไม่ใช่สองสิ่งที่จะช่วยดันให้แบรนด์เธอประสบความสำเร็จอย่างง่ายดาย ในเมื่อแบรนด์ Vivienne westwood เป็นแบรนด์ที่เป็นเอกเทศ และเป็นอิสระจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างอีกหลายๆแบรนด์ Vivienne westwood จึงต้องทำงานกันหนักหน่วงขึ้นหลายเท่า เพื่อที่จะเติบโตและประกาศจุดยืนของแบรนด์ให้ชัดเจน ว่าความเป็นพังก์ของVivienne westwood นั้น ไม่ใช่แฟชั่นทั่วไป แต่เป็นแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง มันคือแฟชั่นที่แหกทุกกฏของไฮแฟชั่น ความงามทั่วไป และใช่ มันคือรูปแบบการโต้เถียงประเด็นทางสังคมต่างๆผ่านเนื้อผ้า


    “ฉันชอบที่จะแฝงความหมายต่างๆผ่านเสื้อผ้าของฉัน” เธอพูดเอาไว้





    แต่มันมีทั้งคนที่ไม่เข้าใจ และเข้าใจ มีทั้งคนที่ชื่นชอบ และขำขันเยาะเย้ยในเวลาเดียวกัน และน่ันก็ทำให้Vivienneต้องนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันกลางรายการทีวีมาแล้ว





    แต่คำพูดที่Vivienneเคยพูดตอบผู้คนที่บอกเธอว่าเสื้อผ้าเธอนั้นแปลกจนไม่มีใครเอามาใส่ได้จริงๆว่า “นั่นเป็นเพราะคุณไม่ลองใส่มันเองต่างหากล่ะ”


    แต่จนในที่สุดความแตกต่างของแบรนด์ Vivienne westwood ที่ผ่านการดีไซน์ ออกแบบผ่านความชอบ ความเอาใจใส่ และความนัยน์ตามแบบฉบับของVivienne ก็โดดเด่นจนทำให้ผู้คนเห็นมากขึ้นเป็นวงกว้าง และนิยมชมชอบกันอย่างมากมาย จนในที่สุดVivienneก็สามารถคว้ารางวัลดีไซน์เนอร์ยอดเยี่ยมติดๆกันไป 2 ครั้ง


    และบริษัทของVivienne westwood ก็ไม่หยุดเติบโตแค่นั้น หากแต่ขยายสาขาไปทั่วโลกทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย และไม่ได้เป็นเพียงในนามของแบรนด์เล็กๆ หากแต่เป็นแบรนด์ไฮเอนด์ ที่มีแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นใหม่ๆตระการตา มันส์สุดเหวี่ยง คงคอนเซปแหกกฏของแฟชั่นที่น่าเบื่อ และมีซุปเปอร์โมเดลเดินเฉิดฉายบนรันเวย์อย่างน่าทึ่ง






    ตัวอย่าง Kate moss ซูปเปอร์โมเดลระดับตำนาน



    และNaomi Campbell ตำนานซุปเปอร์โมเดล ที่มีพลาดล้มกลางรันเวย์ และมันทำให้คนรู้จักเธอมากขึ้น --



    -- พอๆกับที่คนอยากเห็นรองเท้าคู่ที่อภิมหาสูงนั่น !




    มาจนถึงตอนนี้ Vivienne westwood ก็อายุอานามปาเข้าไป 77 ปี เป็นตัวเลขที่สวยงามและน่าทึ่ง เมื่อพิจารณาถึงพลังงานในตัวเธอที่ล้นเหลือ และทรงพลังจนข้ามจากโลกแฟชั่นไปยังโลกขั้วโลกเหนือ -- อันที่จริงก็โลกทั้งใบ



    เพราะรอบนี้Vivienne เจ้าของฉายามนุษย์ป้าสายพังก์ไม่ได้มาในภารกิจออกแบบเสื้อผ้าอย่างเดียว แต่เธอนั่งเรือไปทัวร์ขั้วโลกเหนือ ดูหมีขั้วโลกใกล้สูญพันธุ์ และธารน้ำแข็งละลาย เพราะต้องการเก็บข้อมูล กลับมารณรงค์ให้ชาวโลกตระหนักถึง “ภาวะโลกร้อน” ต่างหาก


    “มนุษย์ใกล้เผชิญกับการสูญพันธุ์” เธอพูดอย่างจริงจัง เมื่อดูข่าวจากทางทีวีถึงภาวะโลกร้อนอาจทำให้มนุษย์ต้องเผชิญกับวิกฤตอันน่ากลัว



    ดังนั้นแล้วแบรนด์ Vivienne westwood ก็มาถึงอีกขั้นหนึ่ง คือเป็นแบรนด์ที่รณรงค์ช่วยโลกร้อน ไม่ใช่เพียงจัดขบวนเดินสีสันพังก์ๆ หรือประกาศโทรโข่งเท่านั้น แต่Vivienneปรับให้แบรนด์ของเธอสามารถแต่งได้ทั้งหญิงและชาย หรือเป็น Unisex เพราะมีแนวคิดว่ายิ่งใช้วัสดุน้อยลง ก็จะยิ่งใช้พลังงานน้อยลง และเป็นหนึ่งในทางช่วยลดโลกร้อนได้




    แล้วเราก็รู้กันดีว่านั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นเล็กๆ แบบโหมโรงของ Vivienne westwood เท่านั้น เพราะจากประวัติที่ผ่านมา พลังงานของเธอไม่เคยจบลงอย่างราบเรียบ ไม่เลย มันต้องมากับเรื่องน่าทึ่ง และทรงพลังทุกครั้ง

    และที่แน่ๆ Vivienne Westwood ก็ยังคงเติบโตต่อไป พร้อมๆกับแนวคิดรักษ์โลกที่เชื่อว่าจะมีเล่นใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน



    เรื่องราวของ Vivienne westwood คือตัวอย่างให้เราเรียนรู้ว่าในจักรวาลนี้ มันมีพื้นที่ให้เรายืนอยู่เสมอ และไม่มีอะไรที่ผิด หากเรามีความมั่นใจในแบบที่เราเป็นอยู่ และมันไม่เป็นอะไรเลย ที่เราจะแตกต่างจากคนอื่น

    แต่หากเราต้องการให้คนเห็น และเข้าใจสิ่งนั้น เราต้องพยายามที่จะแสดงให้เห็นจุดยืนของเรา ว่ามันมั่นคงและชัดเจนขนาดไหน

    และในการพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าเหล่านั้น ก็ไม่มีครั้งไหนที่ได้มาโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยน

    มันต้องแลกมากับความอดทนมหาศาล และหยาดเหงื่ออีกมากมาย

    แต่สุดท้ายแล้วมันจะคุ้มค่าเสมอ ถ้าใจเราใหญ่พอที่จะกล้าเผชิญกับสิ่งที่จะเข้ามา


    ขอให้มั่นใจกับพื้นที่ที่เรายืนอยู่ ในแบบที่เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

    แล้วเราจะมีที่ยืนในจักรวาลแห่งนี้เอง



    สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทาง Documentary Club มากๆเลยนะคะ ที่เชิญ MovieMouthy ไปร่วมชมสารคดีรอบสื่อในครั้งนี้ รู้สึกว่าเป็นประโยชน์และประทับใจมากเลยค่ะ ^^


    เพื่อนๆคนไหนสนใจก็ดูรายละเอียดตามนี้เลยนะคะ ^^

    - 23 ส.ค.นี้เป็นต้นไปที่ SF เซ็นทรัลเวิลด์ / เซ็นทรัลพระรามเก้า / คริสตัลเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา / คริสตัลราชพฤกษ์ / เมญ่าเชียงใหม่ / เซ็นทรัลขอนแก่น

    - BKKSR เริ่ม 30 ส.ค. (เช็ครอบhttps://bkksr.com/th/movies/westwood)




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in