Exurb1a เขียน
จอนอ แปล
Reven บรรณาธิการ
*
เขาตื่นมาในสภาพล่อนจ้อน ลิ้นแห้งติดเพดานปาก แล้วเขาก็คิดว่า เราเป็นใครกันนะ
มีท่อและสายไฟอยู่ในตัว เกิดความรู้สึกอยากฉี่ และแม้ตัวเขาจะเหยียดตรง ก็มีแต่ความมืดมิดอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับกำแพงที่ขนาบอยู่ทั้งสองข้าง โลงศพแนวตั้งดีๆ นี่เอง
เขากรีดร้อง มีเพียงเสียงอู้อี้เล็ดลอดออกมา คล้ายเครื่องเล่นจานเสียง เขาทุบกำปั้น ฉากกั้นอยู่ใกล้มาก ห่างจากหน้าไปเพียงไม่กี่นิ้ว ทำจากพลาสติก เขาลองหวีดร้องอีกครั้ง ดีขึ้นแฮะ คราวนี้เป็นเสียงแล้ว เหมือนสัตว์มากกว่าคน แต่ก็เป็นเสียง
“อฮฮฮึ้มมม…”
นั่นแหละ ดี อีกรอบ
“อฮึ้ฮึ้ฮึ้ฮึ้มมมมมม…..”
ทันใดนั้น ช่องเกล็ดบนโลงศพก็ผลุบลง เผยให้เห็นเบื้องหลังที่เป็นตู้แวววับมันวาว ตาเขาพร่าเกินกว่าจะเห็นกระทั่งมือของตนเอง แต่ใช่ เขาจำได้แล้ว
ไซมส์ ซิกมา มารัค
เขาปอกลิ้นออกจากเพดานปาก ตุ่มรับรสห้อเลือดเป็นดวงๆ เขาพยายามใช้มันอีกครั้ง
“ซิกมา” เขาเอ่ยขึ้นในโลงพลาสติก “ไซมส์” เขาขยี้ตา “มารัค”
ความเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า เขาขยี้ตาอีกครั้ง และอีกครั้ง
ใช่แล้ว ไซมส์ ชื่อนั้นฉันรู้จัก นั่นชื่อของฉัน คิดว่านะ
ไซมส์
เขาลองใช้ลิ้นเอื้อนเอ่ยมันออกมา
“ไซมมมมส์”
ดวงตาใช้งานได้แทบจะสมบูรณ์แล้วตอนนี้ ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า กำลังง่วนกับแผงควบคุม
“ซิกมา” ไซมส์กล่าว ใช่ นั่นคือที่ที่เราอยู่ตอนนี้ บนยานอวกาศ
ชายคนนั้นเหลือบมองขึ้น สบตากับไซมส์ ก่อนจะหลุบตาลงอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไซมส์ทุบกำแพงพลาสติก ศัพท์ยานอวกาศเรียกสิ่งนี้ว่าตู้นอนโดยสาร เขารู้ มันควรจะเป็นเตียงที่เขาใช้นอนมาแล้วเป็นเวลาสิบปี แต่ไปที่ไหนกันล่ะ
เขาทุบพลาสติกอีกครั้ง “เฮ้ย เฮ้ย!”
ยานกำลังมุ่งหน้าไปมารัค ดาวฤกษ์ ณ ส่วนในสุดของกลุ่มดาวจระเข้ ใช่ แล้วความทรงจำที่เหลือก็เอ่อล้นผุดพรวดเข้ามาในหัว
นายท้าย
พระเจ้า ฉันคือนายท้ายยาน
มารี — เธออยู่ที่ไหน ส่วนชายคนนั้น คนที่กำลังเมินฉันอยู่น่ะ — บาร์นสเตเบิล
“บาร์นสเตเบิล” เขาพูดขึ้น “ฉันตื่นอยู่ เฮ้ย! ฉันตื่นอยู่นะเว้ย”
บาร์นสเตเบิลข้ามไปยังอีกแผงควบคุมหนึ่งแล้วหันหลังให้
“เฮ้ย!” ไซมส์พยายามอีกครั้ง บาร์นสเตเบิลเองก็คงจะเพิ่งตื่นจากการนอนโดยสารไม่นานนัก เขาอาจกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ก็ได้ ไซมส์ควานหาคันโยกปล่อยตัวฉุกเฉินที่อยู่ข้างหลังแล้วดึง
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความหนาวเหน็บเอิบอาบปลาบแปลบไปตามสันหลังของเขาจนกายสะท้าน
“บาร์นสเตเบิล” เขากล่าวช้าๆ “แกปิดกลไกฉุกเฉิน”
ช่องเกล็ดบนตู้ใบอื่นๆ ก็ผลุบลงแล้ว แต่ฉากกั้นพลาสติกยังตั้งอยู่ เจ้าของตู้แต่ละใบยังคงนอนปากอ้าสลบไสล ตาปรือ ร่างกายบิดเบี้ยวประหนึ่งลูกโป่งรูปสัตว์ “เลิกเล่นซะที” ไซมส์พูดพลางหัวเราะเบาๆ “มึงเลิกเล่นซะทีจะได้มั้ย กูอยู่ในนี้มาเป็นสิบปีแล้วนะโว้ย ปวดฉี่โว้ย” บาร์นสเตเบิลข้ามไปยังอีกแผงควบคุมหนึ่ง เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบยาน หากใส่เสื้อคลุมไหล่ตัวยาวสีดำ ผมเกล้าเปีย ใบหน้ามีรอยแต้มแดงฉาน
อะไรบางอย่างกำลังป้อแป้ปวกเปียกอยู่ในอีกตู้หนึ่ง ไซมส์เห็น วิศวกรสาวเอเดรียนานั่นเอง เธอทำหน้าฉงน เอามือทาบพลาสติก ร้องตะโกน ก่อนจะทุบตู้และแผดเสียงออกมา ตาของเธอเบิกโพลง ไซมส์อ่านปากของเธอได้ไม่ยาก บาร์นสเตเบิล!
ร่างในตู้ทางขวามือของเธอรู้สึกตัวแล้ว อีเมลซา ต้นหนยาน จากนั้นก็มีอีก สนั๊ก นักฟิสิกส์ เจมส์ ขี้ข้าบริษัท อีฟ ครูปฐมวัย ควีเทา นักดาราศาสตร์ ทุกคนตะเกียกตะกาย ทุบตู้ และส่งเสียงหวีดร้องจากโลงพลาสติกของตน ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เหมือนปลาสิบห้าตัวที่โดนไฟฟ้าช็อต คนอื่นๆ เริ่มยื่นมือไปคลำหาคันโยกปล่อยตัวฉุกเฉินที่อยู่ข้างหลังแล้ว เอเดรียนาคือคนแรกที่ชักมือกลับมา สีหน้าว่างเปล่าเมื่อเริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น คันโยกของเธอก็ใช้การไม่ได้เหมือนของไซมส์ จากนั้นบรรยากาศก็นิ่งเงียบวังเวง
เหล่าผู้หลับใหลจับจ้องบาร์นสเตเบิลด้วยความระแวดระวัง ประหนึ่งผู้ต้องขังกำลังเพ่งมองผู้คุม บาร์นสเตเบิลเงยหน้าขึ้นชั่วขณะหนึ่ง สบตากับลูกเรือทีละคนๆ ไล่จากเอเดรียนาไปหาสนั๊ก ไปหาอีฟ ไปหาไซมส์ และคนอื่นๆ ที่เหลือ คันโยกดีดทิ้งตู้นอนโดยสารทั้งหมดในคราวเดียวแผ่สยายออกจากแผงควบคุม เอเดรียนามีปฏิกิริยาเป็นคนแรก อย่านะ ริมฝีปากเธอว่า อย่า อย่า อย่า อย่า อย่า อย่า อย่า อย่า อีฟตบฉากกั้นพลาสติกซ้ำไปซ้ำมา แรงมากเสียจนฝ่ามือดูแทบปริแตก สนั๊กเอามือปิดหน้าแล้วเอนตัวพิงกำแพงตู้นอนโดยสาร เจมส์พยายามกระชากคันโยกปล่อยตัวฉุกเฉินข้างหลัง ทว่าไซมส์ได้แต่มองบาร์นสเตเบิล แข็งทื่อไม่ไหวติง
บาร์นสเตเบิลเชยชมคันโยก ไล้นิ้วไปรอบๆ มันอย่างเชื่องช้า ไม่รีบไม่ร้อน ก่อนจะดึงลง
ไซมส์หลับตาปี๋แล้วแผดร้องออกมา
ถึงสุรสรวงองค์ใดก็ตามแต่ที่อาจกำลังฟังอยู่
ถึงจักรวาลกว้างใหญ่หากมันคิดจะแยแส
ตู้นอนพุ่งทะยานลงสู่เบื้องล่าง ลูกสูบสายพานเคลื่อนหมุนกันสนั่นหวั่นไหว และทันทีที่ไซมส์คิดว่าตนจะหูดับจากเสียงอึงอล ความเงียบก็เข้าโอบคลุมโลงศพเล็กๆ ของเขา เป็นความเงียบที่สงัดงันโดยสมบูรณ์ และเป็นความเงียบแบบที่เขาจำได้ หรืออย่างน้อยก็เคยได้ยินได้ฟังมา เมื่อเลิกเปลือกตาขึ้น ทุกๆ อย่างก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ผืนพัลซาร์และเนบิวลาและทุ่งดาราทุ่งแล้วทุ่งเล่าทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด เขาเห็นโลงอื่นที่ถูกดีดทิ้งแล่นลิ่วปลิวออกจากตัวยานอยู่ลิบๆ เพียงแต่อยู่ไกลเกินกว่าจะมองเห็นใบหน้าเจ้าของตู้ได้อย่างชัดเจน เขาคิดว่าดีแล้วที่เป็นเช่นนั้น
ซิกมาเคลื่อนห่างไปอย่างรวดเร็ว เงามหึมาหนาทะมึนของตัวยานค่อยๆ เลือนจาก สู่ความเวิ้งว้างว่างเปล่าเหนือหัวของเขา ไซมส์ทุบกำแพงพลาสติกของตู้นอนโดยสาร แต่ปวงดาราหาได้มีความเห็นต่อประเด็นนี้ สุญญากาศเองก็นิ่งใบ้ไม่ต่างกัน
จากนั้นเขาก็ผ่อนตัวลง แขนขาอ่อนแรงในสภาวะไร้น้ำหนัก บัดนี้เขาเป็นศูนย์ เป็นสุญญะ เป็นจักรกลที่กำลังหายใจทิ้ง มีชีวิตอยู่นานตราบเท่าที่ออกซิเจนยังคงเหลืออยู่
ไม่มีวันเสียหรอก เขาคิด พลางเปิดซอฟต์แวร์ของตู้โดยสาร แล้วกำแพงพลาสติกก็มีชีวิตขึ้นมา ลูกเรือ ลูกเรือคนอื่นๆ สามคนนั้นที่ถูกปล่อยให้ตื่นอยู่เพื่อดำเนินการซ่อมบำรุงซิกมา พวกเขาอาจจะยังอยู่บนยานก็ได้ มือของไซมส์สั่นในทันใด เขาจึงลดมือให้เหลือข้างละหนึ่งนิ้วแล้วพิมพ์ข้อความออกมา ยังมีสัญญาณวิทยุพอจะส่งสารกลับไปหาซิกมา
บาร์นสเตเบิลเสียสติ. ดีดลูกเรือทิ้ง. เมย์เดย์.
เขารอ ส่งข้อความอีกรอบ
ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สัญญาณแรงพอจะใช้ตรวจเช็กตำแหน่งลูกเรือบนยานได้ ไอคอนสีแดงอันเล็กๆ ของทั้งบีตตี้และดาร่าอยู่ตรงโถงทางเดิน ไม่ขยับเขยื้อน ไอคอนแจ้งเตือนสว่างวาบอยู่เหนือศีรษะพวกเขา “กรุณาเช็กอุปกรณ์ตรวจสอบ: ไม่ปรากฏสัญญาณชีพ” ส่วนไอคอนของรอสอยู่ลึกลงไปสิบฟุตในห้องเก็บกรดตรงส่วนท้องยาน
เขาผ่อนแขนผ่อนขาลงอีกครั้ง นัยน์ตาตก
ตู้นอนแกว่งไกวไปมาเล็กน้อย และเบื้องล่างของไซมส์ก็คือหย่อมสีดำไร้ดวงดารา ตอนแรกเขาคิดว่ามันช่างเป็นอะไรที่สวยงาม แต่เขารู้ดีกว่านั้น หย่อมดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่กว่าหนึ่งในสี่ของผืนฟ้า ดวงดาวทั้งหมดถูกกลืนกิน ไม่ก็ถูกนำไปซ่อนไว้
หลุมดำน่ะสิ แน่อยู่แล้ว
ไอ้บาร์นสเตเบิล
เสื้อคลุมไหล่สีดำ เปียผมนั่น แล้วก็อะไรแดงๆ บนหน้ามันน่ะ ใช่แน่ๆ ใช่แน่ๆ ใช่แน่ๆ งั้นเท่ากับว่าบาร์นสเตเบิลแม่งเป็นพวกสังเวยเทพที่แฝงตัวเข้ามา ไซมส์คิด ไอ้พวกจิตวิปริตที่บูชายัญลูกเรือที่กำลังจำศีลอยู่ให้กับหลุมดำ เพื่อปรนเปรอเทพเจ้าที่เล่าขานกันว่าอยู่ในนั้น ไม่ต่างอะไรกับอับราฮัม กับชาวแอซเท็ก กับพวกอนารยชน ไม่อยากจะคิดเลยว่ามันวางแผนการทั้งหมดนี้ไว้หมดแล้ว ก่อนที่เราจะเข้าไปอยู่ในตู้นอนซะอีก
โลงศพหันหน้าออกจากหลุมดำ ก่อนจะหมุนกลับมาประจันหน้ากับมันอีกครั้ง
ไซมส์หรี่ตามองหาตู้นอนโดยสารลำอื่นๆ พวกมันได้จากไปแล้ว ไปตามทางของใครของมัน สู่คมเขี้ยวของเทพแรงโน้มถ่วงผู้หิวโหยของไอ้บาร์นสเตเบิล
ไอคอนข้อความสว่างวาบขึ้นมา ห่าหก่า
ไซมส์โฉบตัวลงดูอย่างรวดเร็ว ใครน่ะ เขาพิมพ์ ใช่คนบนซิกมามั้ย
นี่เทอร์เนอร์
ขอบคุณสวรรค์. นายอยู่นอกตู้นอนใช่มั้ย
ไม่ใช่
งั้นออกมาเลย. บาร์นสเตเบิลเสียสติ. ดึงคันโยกฉุกเฉิน.
ไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ฉันว่า.
ทำไมล่ะ
เพราะมันดีดฉันออกมา. มันดีดพวกเราทุกคนออกมา.
ไซมส์กรีดร้องออกมาอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ค่อยๆ พิมพ์ว่า ฉันรู้เทอร์เนอร์. ฉันก็โดนเหมือนกัน.
บทสนทนาเว้นว่างไปนาน เขาพยายามดึงท่อพยุงชีพออกจากแขน แต่มันไม่ยอมออก
แบบนี้. ไม่ใช่แบบนี้. ไม่อยากตายแบบนี้. เทอร์เนอร์พิมพ์
แต่วิวสวยดีนะ. ไซมส์ตอบ ดีกว่าเตียงโรงพยาบาล. ว่ามะ
กลัว. ฉันกลัว.
มีเวลาเหลือเฟือให้สักคนบนซิกมากลับมาคุมสถานการณ์ แล้ววกกลับมารับเรา. ยังไม่จบแค่นี้หรอก.
เงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง
พวกนั้นตายหมดแล้วไซมส์. ทุกคนเลย.
ใช่. ฉันรู้.
หลุมดำวนกลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง เจ้าตะวันดับกำลังแยกเขี้ยวคำราม
ดึงท่อพยุงชีพไม่ออก. ไซมส์พิมพ์
โหมดถนอมสภาพ.
ห๊ะ.
ทำร้ายตนเอง.
เพื่ออะไร.
ลองดูเหอะน่า.
ไซมส์กัดหลังมือตนเองจนได้รสเลือด ทันใดนั้นในตู้นอนก็อื้ออึงไปด้วยเสียงก๊องแก๊งโป๊งเป๊ง แขนกลสองข้างโผล่มาจากด้านหลังแล้วกระชากมือเขาไปอย่างรุนแรง รู้สึกเจ็บปวดเหลือทน แต่เมื่อแขนกลหดกลับเข้าช่องของมัน แผลบนมือของเขาก็ถูกเย็บเรียบร้อย
อะไรวะเนี่ย. เขาพิมพ์
มันไม่ยอมให้เราตาย.
คงรีไซเคิลออกซิเจนไปเรื่อยๆ ไม่ได้หรอก ใช่มะ.
ได้สิ. หลอดป้อนอาหาร. ออกซิเจนหมุนเวียน. ลองหยุดหายใจดู.
ไซมส์หายใจเข้า แต่ไม่มีความรู้สึกอยากหายใจออก เขานับไปจนเกือบครบสามนาทีแล้วอ้าปากอีกครั้ง
ตู้จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ไปอีกนานแค่ไหน. เขาค่อยๆ พิมพ์
นานเลยละ.
นาน. เท่าไหร่.
ไม่มีกำหนด. ประสิทธิภาพแทบจะสมบูรณ์.
หัวใจวายล่ะถ้างั้น. แก่ตาย. อะไรก็ได้. มีซักอย่างมั้ย.
แบตเตอรี่ยูเรเนียมกับระบบฟื้นฟูสภาพเซลล์. บอกแล้วไง. มันไม่ยอมให้เราตายหรอก. ไซมส์. ฉันกลัว.
เขาเพ่งมองหลุมดำอีกครั้ง คงใช้เวลาอีกสักห้าปีกว่าจะไปถึง ไม่ก็เป็นหมื่น
ฉันก็เหมือนกัน.
ยานซิกมาเลือนหายไปแล้ว เข้าสู่ห้วงอวกาศอันมืดมน ไซมส์ดูไม่ออกว่าดาวอะไรเป็นดาวอะไร คงมีสักดวงละมั้งที่เป็นมารัค พวกเราอาจอยู่ห่างจากจุดหมายปลายทางไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็ได้
นาทีสุดท้ายแล้วไซมส์.
อะไรนะ.
นายใกล้พ้นเขตสัญญาฉันแล้ว.
เราส่งข้อความหาใครได้บ้าง. มียานลำอื่นอีกหรือเปล่า. เราทำอะไรได้มั้ย. ไม่มีคำตอบ เทอร์เนอร์. เราทำอะไรได้มั้ย.
คงได้แต่รอ. โชคดีนะ. ขอให้โชคดี เดินทางโดยสวัสดิภาพ ไซมส์.
เขาเหม่อมองหลุมดำอยู่เป็นเวลานาน ความคิดว่างเปล่า
เดินทางโดยสวัสดิภาพ. เขาพิมพ์ตอบเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปิดช่องสนทนาด้วยนิ้วอันอ้อยอิ่ง รอดูว่ามีความคิดอะไรผุดขึ้นมาอีกไหม
ไม่มี
เขากดปุ่มให้กำแพงพลาสติกเลื่อนลง สิ่งที่เหลืออยู่คือทุ่งดาราตรงหน้านั่น ดาวทุกดวงอยู่มาแล้วชั่วกัลปาวสาน ไม่ก็อยู่มานานจนแทบจะเรียกได้ว่าชั่วกัปชั่วกัลป์
และในแง่หนึ่งข้าก็จะเป็นอมตะเช่นกัน เขาคิด จนกว่าเทพทะมึนผู้หิวโหยนั่นจะกลืนกินข้า ร้อยพันเดือนปีจากนี้จะหมดไปกับการเคลื่อนโคจรเข้าหามัน ประหนึ่งเหรียญเพนนีที่หมุนวนอยู่ในกรวยกินเหรียญในลานเกมอาร์เคด เหรียญเพนนีเล็กจ้อยที่เป็นอมตะ กับเวลาชั่วฟ้าดินสลายที่อยู่ตรงหน้าข้า และร่างข้าก็จะเป็นอมตะไม่ต่างกัน บาร์นสเตเบิลคิดผิด เจ้ามวลทะมึนนั่นไม่ใช่เทพ ข้านี่แหละคือเทพ เราทุกคนคือเทพเจ้า เราทุกคนในโลงศพนี่ ทั้งเทอร์เนอร์ อีฟ และเจมส์ หรืออย่างน้อยด้วยเวลาทั้งหมดนี่ ด้วยปีทั้งหมดที่เหลืออยู่จากนี้ กับชั่วชีวิตที่ยืนนานยิ่งกว่าที่อารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดเคยดำรงอยู่มา แน่นอนว่าเราจะฉลาดปราดเปรื่อง และห้าวหาญ และบ้าคลั่ง ตราบจนวาระสุดท้ายของเรา
เขาเปิดหน้าต่างข้อความเป็นครั้งสุดท้าย แล้วตั้งค่าให้มันกระจายสัญญาณไปในทุกคลื่นความถี่ โดยไม่ได้ส่งถึงใครเป็นพิเศษ
งั้นลาละทุกคน ขอให้โชคดี ราตรีสวัสดิ์
ขอให้โชคดี ราตรีสวัสดิ์
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in