MUSIC COLLECTIONCyborg 03
VOL.02 : Dirty Computer (2018) - Janelle Monáe
  • " You Will Repeat After Me. I AM A DIRTY COMPUTER, I AM READY TO BE CLEANED. "



    Dirty Computer

         
    หลังจากที่ได้ฝากผลงานอัลบั้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอย่าง Metropolis : The Chase Suite (2008), The ArchAndroid (2010), The Electric Lady (2013) อีกทั้งผลงานการแสดงภาพยนตร์ฮอลลีวูดในเรื่อง Hidden Figures และ Moonlight ซึ่งจาแนลล์ โมเน่ (Janelle Monae) ผู้ที่มีชื่อถูกเสนอเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ถึง 6 สาขาก็ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2018 ด้วยผลงาน Pop/R&B คุณภาพอย่าง Dirty Computer 

        ถือว่าเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะอัลบั้ม Dirty Computer เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขาอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 และเพลง Pynk ก็ได้มีชื่อเข้าชิงสาขามิวสิควิดีโอยอดเยี่ยมอีกด้วยและอย่างแน่นอนว่าจาแนลล์ศิลปินผู้ซึ่งหลงใหลในโลก Sci-Fi มนุษย์แอนดรอยด์ก็มีเรื่องราวมากมายที่เธออยากจะสานต่อในอัลบั้มนี้อยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียว

        อัลบั้ม Dirty Computer ถูกเปิดตัวผ่าน Wondaland Art Society, Bad Boy Records และ Atlantic Records 

    "You were dirty if you looked different. You were dirty if you refused to live the way they dictated. You were dirty if you showed any form of opposition at all"

    01. Dirty Computer (Feat. Brian Wilson)

        เป็น Intro เปิดอัลบั้มที่แฝงไปด้วยความหมายมากมาย อย่างเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผลงานอัลบั้มที่ผ่าน ๆมาของจาแนลล์ต่างหยิบยกมนุษย์แอนดรอยด์มาเป็นตัวแทนของการส่งสารต่อผู้ฟังอย่างเรา 

        Dirty Computer เปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการที่มีความไม่เป็นไปตามกรอบของสังคม ออกนอกลู่นอกทาง จำเป็นที่จะต้องได้รับการชำระล้างเพื่อความง่ายต่อการปกครอง จาแนลล์เองก็ได้ให้ความหมายเปรียบเปรยของมนุษย์แอนดรอยด์ไว้ว่า "สิ่งนี้เสมือนนิยามใหม่ของคนชายขอบในสังคม" ที่คุณอาจจะแทนได้กับผู้หญิงที่เป็น Lesbian หรือผู้หญิงผิวสี 

    แทร็กนี้จาแนลล์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 

    - ปฐมกาล (Genesis) 3:16 พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า "เราจะเพิ่มความทุกข์ยากให้มากขึ้นแก่เจ้าและการตั้งครรภ์ของเจ้า เจ้าจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวด เจ้ายังต้องการสามีของเจ้าและเขาจะปกครองเจ้า"

    - Pecola Breedlove เด็กผู้หญิงที่ไม่อาจหลีกหนีโชคชะตาของเธอจากหนังสือที่ชนะรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมอย่าง The Bluest Eye 

    - ปฐมกาล (Genesis) 9:20-27 พันธสัญญาที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับโนอาห์

    - เลวีนิติ (Leviticus) 18:22  เจ้าอย่าสมสู่กับผู้ชายใช้ต่างผู้หญิง เป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน

    - เลวีนิติ (Leviticus) 20:13 ถ้าชายคนใดคนหนึ่งหลับนอนกับผู้ชายด้วยกันเหมือนอย่างที่เขาหลับนอนกับผู้หญิง ทั้งสองคนก็ได้กระทำสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งสองคนนั้นจะต้องถูกประหารให้ตายอย่างแน่นอน ให้โลหิตของผู้นั้นตกอยู่บนผู้นั้นเอง


    - การสังหารหมู่ซอง (The Zong Slave Ship) เป็นการสังหารหมู่ทาสชาวแอฟริกันด้วยจำนวนมากกว่า 130 คนโดยลูกเรือของเรือทาสชาวอังกฤษในวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ 1781 ซึ่งเรือขนทาสมีชื่อว่าซองและมีเจ้าของเป็นบริษัทค้าทาสในเมืองลิเวอร์พูล 

    - หญิงสาวพรมจารีผู้ถูกเลือก (The Corded Virgin Belts In Ancient Rome) ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ชีที่กลายเป็น Vestal Virgin แห่ง Temple Of Vesta ที่จะต้องถวายตัวต่อพระเจ้า ห้ามมีสามีและบุตร และเป็นส่วนสำคัญในพิธีศักสิทธิ์ต่าง ๆ

    - คุกลับและสถานกักกันในรัฐเชเชนของรัสเซีย เป็นสถานกักกันของชาว LGBTQ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าประเทศรัสเซียค่อนข้างแอนตี้เรื่องนี้เป็นอย่างมาก

       จะเห็นได้ว่าแรงบันดาลใจที่จาแนลล์ได้รับมาเป็นเรื่องราวสังคมของคนชายขอบ ศาสนา การที่โดนกดขี่อย่างไร้มนุษยธรรมไม่ว่าจะดีขึ้นแล้วในปัจจุบันหรือไม่ก็ตาม สิ่งนี้คือสิ่งที่จาแนลล์เลือกที่จะหยิบมาสื่อและเล่าเรื่องผ่านบทเพลงนี้ด้วยเวลาเพียง 2 นาทีแต่บอกได้เลยว่าสิ่งนี้แค่พึ่งเริ่มเท่านั้น !

       เราชอบเสียงไวโอลินและออร์เคสตราของเพลงนี้มาก ๆ ทุกอย่างค่อยบรรเลงไปอย่างเนิ่บ ๆ โดยมีจาแนลล์เป็นคนร้องนำทำให้รู้สึกเหมือนสิ่งนี้คือการเปิดปฐมบทครั้งยิ่งใหญ่ของเรื่องราวเรื่องหนึ่งเลย เป็นการส่งต่ออารมณ์ให้เพลงถัดไปได้ดีมาก ๆ

     ในตอนแรกจาแนลล์บอกว่าตอนแรกเธอนึกไม่ออกเลยว่าใครจะเป็นคนร้อง background ให้กับเพลงนี้จนกระทั่งได้เจอกับ Brian Wilson และเธอก็เขาก็ได้มาร่วมงานกันนั่นเอง เป็นอะไรที่ลงตัวมากและนอกจากแทร็กนี้เขายังคงไปร่วมร้องแจมในแทร็กอื่น ๆ อีก

    02. Crazy, Classic, Life

         ส่งต่ออารมณ์มาได้อย่างดีกับแทร็กที่สอง ซึ่งจาแนลล์ได้หยิบเรื่องของคนชายขอบมาเล่าได้อย่างต่อเนื่องว่าด้วยเรื่องที่เธอต้องการที่อยากจะอยู่ให้โลกที่ใคร ๆ ก็สามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยปราศจากการตัดสินจากคนอื่น อยู่ที่ไหนแล้วเราสามารถรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้นี่แหละ สำคัญที่สุด! 

         เป็นเพลงแห่งการเป็นตัวของตัวเองที่เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมและสนุกไปด้วยมาก ๆ จนอยากเข้าไปอยู่ในจักรวาลที่เธอสร้างขึ้นมาเลย 

         สำหรับเพลงนี้เองก็เป็นเหมือนการประชดประชันด้วยว่าคนชายขอบแค่ต้องการชีวิตที่มัน Crazy และ Classic แต่ก็เหมือนจะมีไม่ได้ง่าย ๆ หรอกนะ

         ส่วนตัวเราชอบท่อน Pre-Chorus ของเพลงนี้มาก ๆ แอบจิกกัดได้เจ็บแสบไม่เบา 

       เพลงนี้จาแนลล์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก

    - แร่ Vibranium ในเรื่อง Wakanda 

    - Wild Mushroom ในประเทศเม็กซิโก

    - คำพูดของ Mary Beard ที่พูดว่า "It is not just that it is more difficult for women to succeed; they get treated much more harshly if they mess up"


         ตัวเอ็มวีเลือกที่จะใช้กลุ่มคนชายขอบมาปาร์ตี้สนุกสนานสุดเหวี่ยงกับการเป็นตัวของตัวเองก่อนที่จะจบลงด้วยโดนสลายปาร์ตี้แล้วโดนตำรวจไซเบอร์มาจับกลุ่มซึ่งจุดนี้ตอกย้ำกับคอนเซ็ป Dirty Computer และความต่อเนื่องของโลก Sci-Fi ของเธอได้ดีมาก ๆ อีกทั้งด้วยความที่ตัวเพลงเองมันมีความประชดประชันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วยการที่เปรียบว่าคนชายขอบแค่ต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเองเท่านั้น จะให้กันไม่ได้จริง ๆ หรอ ซึ่งใช่ ก็ทำให้เธอโดนจับเข้าไป clean 

    03. Take a Byte

         บทเพลงแห่ง Feminist ที่หยิบยกเรื่องราวและบทบาทของผู้หญิง บุคคลสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาเล่าทำลายกำแพงการ Stereotype และ Archetype ผ่านดนตรีแนว Funk pop ได้อย่างลงตัว 

    แทร็กนี้จาแนลล์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก

    - อีฟในสวนสวรรค์ คู่ครองของอดัม ตำนานการเกิดมนุษย์คู่แรกของโลก

    - Bilquis ราชินีแห่งชีบา เทพแห่งความรักและเซ็กส์อันมีเรื่องราวปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิลว่าเคยเสด็จไปเข้าเฝ้ากษัตริย์โซโลมอน 


    - Marlene Clark ในบทบาทแวมไพร์ที่รู้จักกันดี Ganja Meda ในภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Ganja & Hess (1973)

    - ชาห์เรซาด (Scheherazade) ตัวละครหญิงสำคัญในเรื่องพันหนึ่งราตรี (One Thousand and One Nights) เป็นการเล่านิทานที่จะหยุดไว้ที่ตอนจบในทุกคืนแล้วการประหารของเธอก็จะถูกเลื่อนออกไปจนครบ 1,001 คืน

       Byte สามารถแปลงเป็นคำว่า Bite ที่หมายถึงการกัด เป็นการตอกย้ำถึงความเป็น Dirty Computer และตัวจาแนลล์เองในฐานะมนุษย์แอนดรอยด์และในทีนี้หมายถึงการที่อีฟได้ทำการกัดกินผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดนอีกด้วย

       ในทางกลับกันด้านของ Emotion Picture ซีน Take a Byte เป็นซีนที่จาแนลล์กำลังจะถูกลบล้างความทรงจำของเธอในฐานะมนุษย์แอนดรอยด์ที่มีนามว่าเจน 57821 ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อตัวเธอ ความทรงจำจะถูกควบคุมกับลบล้างและในทีนี้สำหรับมนุษย์แอนดรอยด์ความทรงจำคงเปรียบได้ว่าเป็น Data ที่มีระบบคล้าย ๆ รูปแบบของคอมพิวเตอร์และ Btye ที่เป็นเหมือนหน่วยข้อมูลชนิดหนึ่งในระดับย่อยลงมาและนิยมใช้เป็นหน่วยวัดความจุในการเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือสื่อบันทึกข้อมูลตรงนี้ยังเปรียบเสมือนได้ว่าเธอกำลังค่อย ๆ โดนพรากความทรงจำไปทีละเล็กทีละน้อย

    04. Jane's Dream

        แทร็กที่สี่นี้เหมือนเป็น Instrumental ให้ได้พักใจกันเสียมากกว่า แต่แค่เวลาเพียง 18 วินาทีก็ไม่ได้ทำให้ความโดดเด่นตรงนี้ดรอปไปเพราะสามารถส่งต่อให้แทร็กที่ห้าอย่างลื่นไหลมาก 

        18 วินาทีกับดนตรี Electro-pop/Funk pop ที่ถูกครีเอทออกมาในรูปแบบของโลก Sci-Fi และเพลงนี้จาแนลล์ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากฝันร้ายของเธอเกี่ยวกับสถานกักกันและการลักพาตัวซึ่งตรงนี้ก็จะโยงกันในส่วนก่อนหน้าของเพลง Crazy, Classic, Life และเป็นตัวดำเนินเรื่องใน Emotion Picture ในขณะที่เจน 57821 กำลังโดน clean

    05. Screwed (Feat. Zoë Kravitz)

        ส่งเรื่องราวที่กำลังพีคขึ้นเรื่อย ๆ กันต่อในแทร็กที่ความเป็น futuristic funk-pop เกี่ยวกับ sex และ power ที่ได้นักแสดงนักร้องมากความสามารถอย่าง Zoë Kravitz มาร่วมแจมด้วย ทำให้แทร็กนั่นดูมีมิติและลูกเล่นเยอะขึ้นมากเลยทีเดียว

        สำหรับเพลงนี้สามารถสื่อความหมายไปได้สองทางคือ Sexual Intercourse และ The State Of America

        แทร็กนี้จาแนลล์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก

     - คำพูดของ Gloria Steinem " I’m just tired of being screwed, and being screwed by my friends" คำว่า screw สามารถตีความไปได้หลายความหมายมากไม่ว่าจะเซ็กส์ การที่เรา cheat คนรักของเรา เป็นบ้าหรือประมาณว่าทำตัวเป็นตัวปัญหา 

    - เช้าที่เหมือนยังไม่ตื่นจากฝันร้ายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2016 เพราะว่าในวันนั้นโดนัล ทรัมป์ได้ชนะการเลือกตั้งและกลายเป็นว่าที่ประธานาธิปดีคนที่ 45 อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่ได้ช็อคไปตาม ๆ กันแค่ในอเมริกาอย่างเดียวเพราะผลพวงครั้งนั้นก็ส่งผลกระทบต่อทั้งโลกอยู่ไม่ใช่น้อย 

      อีกทั้งเพลงนี้ยังเสียดสีอเมริกาถึงเรื่องสงครามและกฎหมายเรื่องการควบคุมปืน อย่างเป็นที่เรารู้เห็นกันว่าอเมริกามีข่าวการกราดยิงในโรงเรียนอยู่บ่อย ๆ ทำให้เกิดการออกมาเรียกร้องและชุมนุมตั้งคำถามว่ามันถึงเวลาที่จะจัดการกับปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังได้หรือยัง

    เราจะมาขอพูดถึง Outro หน่อยเพราะค่อนข้างที่จะชอบมาก ๆ 

        ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ว่าในโลกนี้ที่หน้าอกของผู้หญิงต่างถูกเซนเซอร์ไปหมดทุกที่จนเกิดเป็นมูฟเม้นแห่งการ Free Nipples ขึ้นมา, การที่ทรัมป์หยุดนโยบาย Equal Pay ของโอบามากับการที่ทรัมป์สร้าง fake news ขึ้นมาเมื่อเขาอ่านแล้วรู้สึกไม่ชอบใจ, มาตรฐานความงามของอเมริกาที่ต้องทำให้หลาย ๆ ต้องเกิดการศัลยกรรม, ประเด็นของ fast food ที่เรียกได้ว่าตอนนี้เป็นอะไรที่มีบทบาทมากสำหรับคนในยุคนี้, การหยิบยก blue pill (โลกมายา) และ red pill (โลกความจริง) ในเรื่อง The Matrix ที่ว่าถ้าแม็คเลือกได้จะยังกินยาเม็ดสีน้ำเงินอยู่มั้ย, การที่ทรัมป์ได้ไปพบปะกับปูร์ตินเพื่อข้อตกลงอะไรบางอย่าง, การออกมาเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงเพื่อแสดงพลังให้ทรัมป์ได้เห็นในปี 2017 และการที่ Hotep (บุคคลที่ลดทอนคุณค่าของการ Black Empowerment, Black Lives Matter และ Freedom มีความคิดที่ค่อนข้างรุนแรง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองชนกลุ่มน้อยที่ติดเขตชายแดน มีอาการ Misogyny กับ Homophobia ซึ่งเรียกได้ว่ารวมอยู่ในตัวทรัมป์คนเดียวเลย) มาพูดว่าตัวจาแนลล์เองควรที่จะรู้สึกอย่างไร...for real

         Outro มันเป็นการเล่าเรื่องราวและประเด็นต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างดูมี power มาก ๆ มันต่อเนื่องจากทั้งเพลงก่อน ๆ และคอนเซ็ปของอัลบั้ม เราขนลุกทุกครั้งที่ฟังเลย 

    fun fact : ในเพลงนี้ Screwed ถูกพูดออกมาถึง 32 ครั้ง


        ในด้าน Emotion Picture เพลง Screwed เปรียบเสมือนหนึ่งในความทรงจำของเจนที่กำลังค่อย ๆ โดนลบล้างไป 

    06. Django Jane 

       บอกได้เลยว่า Screwed ส่งต่อไม้ต่อให้ Django Jane ได้อย่างสง่างาม ไม่ว่าในเรื่องเนื้อหาที่เกี่ยวกับ Women Empowerment หรือการ full rap อีกครั้งของจาแนลล์หลังจากเพลง Q.U.E.E.N ในอัลบั้ม The Electric Lady และเธอไม่ได้มาเล่น ๆ อย่างแน่นอน

       แทร็กนี้ยังนำ hook ของ Screwed มาใช้ตลอดทั้งเพลงอีกด้วย ถ้าตั้งใจฟังดี ๆ เราจะได้ยินประโยค Let's get Screwed และปลายเสียงของคำว่า Screwed ตลอดเลย 

       เพลงนี้จาแนลล์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Women's Rights/Black  Women/Sexually Liberated/Black Lives Matter ซึ่งเป็นสิ่งที่จาแนลล์ออกมาพูดถึงอยู่บ่อย ๆ 

       ถึงเพลงนี้ที่อาจจะดูเหมือนเป็นเพลงแรปปกติธรรมดาทั่ว ๆ ไปแต่ถ้าลองฟังกันดูดี ๆ จะพบว่าไม่ใช่อย่างที่คิดเลยเพราะเธอคือจาแนลล์ยังไงล่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเมนชั่นถึง Moonlight หรือ Message ที่จาแนลล์ต้องการจะสื่ออย่างผู้หญิงเราทุกคนต่างวิเศษ เรามีดีในตัวเอง จงปกป้องมันไว้ เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน อย่าสูญเสียความเป็นตัวเองไปและเธอยังบอกอีกว่าไม่ว่าจะประท้วง การที่คุณลุกขึ้นมาสู้หรือต้องการที่พูดสิ่งที่อยู่ในใจของคุณ คุณสามารถใช้เพลง ดนตรี เนื้อเพลง ศิลปะมาเป็นตัวแทนของคุณเองได้ มันมีหลากหลายวิธีมาก ๆ ขอแค่อย่ายอมแพ้ สำหรับตรงนี้แล้วก็ทำให้เราคิดได้ว่าหนึ่งในการสู้ของเราก็คือการที่เราจะสนับสนุนศิลปินคนนี้ไปตลอด ๆ เป็นกำลังใจจากตรงนี้ให้จาแนลล์ได้มีแรงใจในการทำเพลงดี ๆ แบบนี้ออกมาให้เราได้ฟังเรื่อย ๆ 


       

         ส่วนคำว่า Django มาจากหนังเรื่อง Django Unchained ซึ่งจังโก้ (คนขวาในรูป) มีความสัมพันธ์กับชูลล์ (คนซ้ายในรูป) ในฐานะนายจ้างและทาสก่อนที่ร่วมเคียงบาเคียงไหล่กันจนกลายเป็นเพื่อนซี้และชูลล์ก็ได้รู้ว่าจังโก้อยากจะไปช่วยภรรยาของเขาที่โดนค้าทาสอยู่ 

        ซึ่งถ้าเอามารวมกับคำว่า Jane จาก Jane 57821 ก็เหมือนกับการที่เจนกำลังจะไปช่วยคนรักของเธอและปลดแอกคนอื่นที่กำลังจะโดน Clean นั่นเอง เป็นการตอกกลับได้ซาบซ่ามาก ๆ 


        สำหรับตัวเอ็มวีเองก็แสดงถึงความแข็งแกร่งด้วยการที่ Backup Dancers แต่งตัวคล้าย ๆ Black Panthers ทั้งหมดหรือตัวเธอเองที่แต่งตัวเป็น Queen Of Wakanda และไม่ว่าจะเป็นช่วง 2:32 ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของ Vagina 

        ทางด้านของ Emotion Picture คนที่รับหน้าที่เป็นคนล้างความทรงจำก็สงสัยว่าตกลงนี่มันความทรงจำหรือความฝันกันแน่ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่เจนต้องการจะแสดงออกมาตลอดใช่มั้ย 

    07. Pynk (Feat. Grimes) 

        หลังจากที่เคยร่วมงานกันไปแล้วในเพลง Venus Fly ศิลปินแนว Art Pop คุณภาพอย่างไกรมส์ก็ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในสีสันสำคัญของอัลบั้ม Dirty Computer พูดได้เลยว่าทุกอย่างในเพลงนี้ถูกรังสรรค์ออกมาอย่างดี ประณีตและมีลายเซ็นความเป็นไกรมส์ชัดเจนมาก ๆ 

        Pynk เพลงที่เหมือนเป็นตัวแทนการเฉลิมฉลองการเกิดมา Pu**y Power, Self-Love และ Sexuality เป็นการเปรียบเทียบและซ้อนเล้นความหมายโดยนัยได้อย่างงดงามมีศิลปะมาก ๆ ไม่รู้สึกเขอะเขินขณะฟังแต่อย่างใดแถมยังทำให้ Appreciation กับ Vagina มากขึ้นด้วยซ้ำเพราะมันคือ Where All Of It Starts ยังไงล่ะ 

        fact : เพลง Pynk มีการแปลงและนำบางส่วนจากเพลง Pink ของวง Aerosmith มาใช้ 

       ไกรมส์เคยบอกว่าเมื่อหลายปีก่อนจาแนลล์ส่งเพลงกว่า 20 เพลงมาให้เธอฟังแล้วถามว่าชอบเพลงไหนมากที่สุดซึ่งไกรมส์บอกว่าแน่นอนต้อง Pynk และนี่ก็ทำให้ทั้งคู่ร่วมงานกันแล้วกำเนิดแทร็กที่มีความ harmonies ขึ้นมา


    cause boy, it's cool if you got blue. we got the pynk.

         เอ็มวีคุมโทนไปด้วยสีชมพูตลอดทั้ง 4:28 นาทีตามคอนเซ็ปของเพลงเลยและในส่วนของ Tessa Thompson ที่เปรียบเสมือนตัวละครหลักสำคัญของซีรีส์นี้ก็มีบทบาทมากขึ้นและเพลง Pynk จะมีท่อน Bridge พิเศษใน Emotion Picture อีกด้วยนะ ด้าน message ที่สื่อออกมาก็ดีมาก ๆ เราชอบซีนที่เป็นผู้หญิงส่วมใส่ชุดชั้นในที่เขียนว่า great cosmic mother กับ i grab back สุด ๆ เลย มันพลังมาก

        ตรงนี้ต้องชื่นชม Director อย่าง Emma Westenberg และ Designer อย่าง Duran Lantink ด้วยเพราะทั้งคู่ถือเป็นอีกสองบุคคลสำคัญที่ทำให้เอ็มวีนี้ออกมาได้สมบูรณ์แบบสุด ๆ 

    08. Make Me Feel

        หนึ่งในผลงานคุณภาพของการผสมผสานความเป็น 80's ที่มีความทันสมัย เพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มและยังถือว่าเป็น Pansexual Anthems อีกด้วยนะ

        จาแนลล์บอกว่าเธอน่ะรู้คอนเซ็ปของเพลงนี้ อัลบั้มนี้ก่อนอัลบั้มแรก (The ArchAndroid) ของเธอเสียอีก มันค่อนข้างทำให้เธอรู้สึกกลัวนะ เพราะว่าเธอรู้ว่าเธอมีสิ่งที่ต้องการจะพูดอยู่มากมายมหาศาลในรูปแบบของ deep meaning มันค่อนข้างเจาะลึกมาก เป็นสิ่งที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเลยก็ว่าได้ มันเป็นอัลบั้มที่สุดยอดจะทัชใจเลยล่ะ มันเลยทำให้ฉันต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งเลยเพราะว่าต้องทำหลาย ๆ สิ่งเอง

       สำหรับเพลงนี้เองแล้วก็ทำให้นึกถึงผลงานอย่าง Kiss ของ Prince ได้ไม่ยากเลย อย่างเป็นที่รู้กันว่า Prince นั่นเป็นทั้งเพื่อนที่ดีของจาแนลล์และเคยไปปรากฏอยู่บนอัลบั้ม The Electric Lady ก่อนหน้า 
    จาแนลล์ยังบอกอีกด้วยว่า Prince นั้นช่วยจาแนลล์ทำอัลบั้มนี้จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของเขาเลยค่ะ สิ่งนี้จึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งสิ่งอันทรงคุณค่าที่ Prince ทิ้งลายเซ็นไว้ก่อนเขาจะจากไปและจาแนลล์ก็ได้สานต่อสิ่งที่ Prince เหลือให้ไว้ในเพลงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมมาก ๆ 

      หลังจากที่เพลงนี้ถูกปล่อยออกให้ฟังได้ไม่นานก็ได้รับการการันตีจาก Pitchfork ให้เป็น Best New Track เลยด้วย 

    fun fact : เพลงนี้ติดอันดับเป็นหนึ่งในเพลงแห่งปี 2018 ลิสต์ของ Barack Obama 


    เอ็มวีมีความ 80's มาก ๆ ตั้งแต่การเดินเข้ามาในคลับและตอนที่เสียง synth ถูกบรรเลงออกมา เราว่ามันพรีเซนต์ความเป็น Pansexual ได้ดีมาก ๆ อีกด้วยไม่ว่าจะโทนสีหรือเรื่องราวในตัวเอ็มวีเองแล้วแถมยังมีความเป็น Prince ที่หลงเหลืออยู่มากเลยทีเดียว

    09. I Got That Juice (Feat. Pharrell Williams) 

         การโคจรกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของโปรดิวเซอร์ฝีมือดีอย่างฟาร์เรลและจาแนลล์ซึ่งทั้งคู่เคยร่วมงานกันไปแล้วใน Soundtrack ของหนังเรื่อง Hidden Figures 

         แต่จะพูดว่าเป็นการโคจรก็คงจะไม่ถูกมากนักเพราะระหว่างที่จาแนลล์เองกำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำและอัดเพลงของเรื่อง Hidden Figures เธอก็อยู่ในช่วงทำอัลบั้ม Dirty Computer ด้วยซึ่งฟาร์เรลก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับ Black Women ให้จาแนลล์ฟัง ทั้งคู่ก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจนจาแนลล์ก็คิดว่าฟาร์เรลเนี่ยแหละ Ally สำหรับผู้หญิงและหลังจากที่ฟาร์เรลรู้ว่าอัลบั้มนี้กำลังจะเป็นไปในทิศทางไหน ฟาร์เรลก็บอกกับจาแนลล์เลยว่า "เนี่ย ถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะทำได้ ก็บอกมาเลยนะ" จาแนลล์เองก็บอกว่า "I Got That Juice เป็นไง" เขาจะได้พรีเซนต์ความเป็น Ally ต่อผู้หญิงด้วยซึ่งจาแนลล์คิดว่ามันสำคัญมาก ๆ เลยนะที่ผู้ชายและผู้หญิงจะร่วมด้วยช่วยกันยกระดับและต่อสู้เพื่อ Women's Rights เพราะว่ามันคือ Human Rights นั่นแหละ ใคร ๆ ก็สามารถเป็น Feminist ได้

        วินาทีแรกของเพลงคงทำให้หลาย ๆ คนนึกถึงเรื่องอย่าง Wakanda เป็นแน่แท้ ซาวด์ให้ความสนุกสนานแบบชนพื้นเมืองเพราะได้หยิบใช้ Afro-beats ซึ่งเราคิดเป็นอะไรที่เข้ากับจาแนลล์มาก ๆ รวมถึงฟาร์เรลก็แสดงฝีมือได้อย่างหนักหน่วงสุด ๆ 

        เพลงนี้จาแนลล์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก

    - ผลงานศิลปะ The world-shaking visions of Wangechi Mutu และ Glistening Mothership hanging on the top floor ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งชาติแอฟริกันอเมริกันใน Washington D.C  

    10. I Like That

         ซิงเกิ้ลลำดับที่ 4 ของอัลบั้ม Dirty Computer รับบทสานต่อเจตนารมของ Make Me Feel ที่ Flow, Beat และ Tone มีความคล้ายกับ Django Jane แต่ถึงอย่างนั้นเสน่ห์และความโดดเด่นก็มีอยู่มากไม่แพ้สองเพลงนั้นเลย 

         เพลงนี้อธิบายถึงตัวตนความเป็นจาแนลล์ได้ดีมากสำหรับเราเพราะจาแนลล์ก็เคยให้สัมภาษณ์อยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายเธอก็ชอบทั้งนั้นและเธอก็ไม่แคร์ด้วยถึงเธอจะเป็นแค่คนเดียวที่ชอบสิ่งนั้น เพราะเธอก็แค่ต้องการจะเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นเองและด้วยเนื้อเพลงที่เป็นเหมือน confidence booster ก็คงจะทำให้ใครหลาย ๆ คนหลงรักเพลงนี้ได้ไม่ยาก  

         เพลงนี้จาแนลล์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้ชายแย่ ๆ จากทุกที่ (โดยเฉพาะ White House) ที่ทำให้การใช้ชีวิตของผู้หญิงผิวสีคนหนึ่งมันต้องยากขนาดนี้และเธอก็ได้แรงบันดาลใจมาจากตัวเองอีกด้วย


          เอ็มวีเปิดมาได้ดูมีความลึกลับสมกับ Verse 1 มากบวกกับการประสานเสียงของเธอมันแอบทำให้เรานึกถึงศิลปินอย่าง Björk และไม่ว่าจะการพรีเซนตัวเองที่เปรียบเสมือน Queen Of Jungle หรือซีนอ่างอาบน้ำที่เธอทบทวนถึงเรื่องราวในช่วงวัยเด็กเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกชอบและขนลุกเอามาก ๆ 

         และในด้านของ Emotion Picture เอง ตรงนี้ก็ทำให้คนที่กำลัง Clean เธอถึงกับตั้งคำถามว่าตกลงนี่มันใช่ความทรงจำแน่ไหม ไม่ใช่ว่ามันเป็นความฝันอะไรทำนองนี้หรอ หรือว่านี่กำลังเป็นสัญญาณการตอบกลับและจะไม่ยอมโดนกดขี่อีกต่อไปของตัวเธอ

    11. Don't Judge Me

          เป็นเพลงที่ใส่ข้อถกเถียงถึงความสัมพันธ์ของเธอ, แฟนคลับและโซเชียลมีเดียลงไปเพราะในช่วงแรก ๆ นั้นเธอดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความมั่นใจชีวิตส่วนตัว (ความมั่นใจในตัวเอง) ของเธอมากเท่าไหร่แต่อย่างไรก็ตามในตอนนี้เธอก็ได้พูดสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเธอมากขึ้นและใส่มันลงไปในเพลงให้เราได้ฟังกันแล้ว

          สำหรับเพลงนี้เองเหมือนเป็นการที่จาแนลล์ถามแบบแฝงความหมายโดยนัยกับแฟนคลับของเธอ โซเชียลมีเดียและอเมริกาว่าให้ยอมรับในตัวตนของเธอเถอะแล้วก็ไม่ต้องมาตัดสินกัน

         ในช่วงเวลาที่อ่อนแอ ในช่วงเวลาที่คุณได้ส่งข้อความบางทีอย่างที่มันค่อนข้างจะทะลึ่งและถึงคุณรู้ว่าไม่ควรจะส่งแต่ก็ยังส่งไปหาพวกเขาและก็ได้รับการตอบกลับมาเพียงแค่จุดจุดจุดถึงคุณจะรอคำตอบจนทำให้แทบจะเป็นบ้าก็เถอะ สิ่งที่คุณแสดงออกต่อสาธารณชนกับสิ่งที่คุณเป็นจริง ๆ ตอนที่คุณเดินอยู่บนพรมแดงและตอนที่คุณยืนอยู่หน้ากระจก อเมริกามักจะพูดถึงสิทธิมนุษยชน นิยามตัวเองเป็นโลกเสรีเสมอแต่ดูสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติต่อพวกเราสิ แม่และคนรักของฉัน เส้นทางการใช้ชีวิตความเป็นอยู่และเรื่องราวของความรักในชีวิตใหม่ของฉัน มันจะมีมั้ยนะ สิ่งที่แตกต่าง ทั้งหมดนี้เหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้จาแนลล์เขียนเพลงนี้ขึ้นมา

        ในทางด้าน Emotion Picture สำหรับแทร็กนี้เองก็เป็นเหมือนช่วงเวลาแห่งความสุข การที่เจนได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องกังวลอะไร และเราคิดว่าช่วงตรงนี้สามารถอธิบาย Pansexual ได้ดีมาก ๆ 

    12. Stevie's Dream 

          เวลาเพียง 47 วินาทีแต่การพูดด้วยเทคนิคอันแสนสวยงามแพรวพราวของ Stevie Wonder ที่เป็นเหมือนอีกหนึ่งตัวชูโรงถึงความสมบูรณ์แบบของอัลบั้ม Dirty Computer พูดได้เลยว่าไม่ควรกด Skip เพื่อทำลาย mood จริง ๆ 

          จาแนลล์ยังบอกอีกว่า Stevie Wonder นั่นเป็นแรงบันดาลใจของเธอมาเกือบตลอดชีวิตตั้งแต่ตอนที่เธอยังเด็ก ๆ นู้นเลย เธอรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้รับคำแนะนำต่าง ๆ จากตัวเขา พวกเราพูดกันหลายเรื่องมากด้วยตั้งแต่เรื่องศาสนากับการเมืองแต่อยู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นมาว่าลองอัดเสียงตอนที่ฉันกำลังให้คำแนะนำเรื่องการถูกกดขี่ การที่จะจัดการกับคนที่ไม่ได้รักคุณ คุณควรจะตอบสนองพวกเขายังไง ลองอัดดูมั้ย หลังจากเกิดการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันของเธอและเขา สิ่งนี้ก็ทำให้เกิดเป็น Stevie's Dream ขึ้นมานั่นเองค่ะ

    13. So Afraid 

          ไม่ว่าจะการเลือกใช้ดนตรีแนว Neo-Psychedelia/Glam-Rock มาเป็นตัวเดินเรื่องหลักและเสียงคอรัสที่แสดงถึงความเป็นกังวัลของเธอนั่นแอบทำให้โทนของแทร็กนี้ค่อนข้างดูแตกต่างไปจากแทร็กก่อน ๆ มากเลยทีเดียวแต่ถึงยังงั้นก็แทร็กนี้แหละ ทำให้ส่งไม้ต่อสู่แทร็กที่ 14 ได้อย่างทรงพลังมาก เหมือนเป็นคืนที่ฟ้าเงียบสงบก่อนจะเกิดพายุ ระดับน้ำทะเลลดก่อนจะเกิดสึนามิไม่มีผิด

          เป็นที่รู้กันว่าจาแนลล์ได้ออกมายืนหยัดและเป็นกระบอกเสียงให้แก่ Community ของตัวเองอยู่บ่อย ๆ มันจึงไม่แปลกเลยที่เธอจะเริ่มมีความรู้สึกกลัวในการสูญเสียและล้มเหลวอยู่บ้างและถ้าหากสิ่งที่เธอกลัวมาตลอดมันดันเกิดขึ้นมาจริง ๆ ทิศทางของสิ่งที่เธอได้ลงมือทำมาทั้งหมดมันจะเป็นยังไงต่อนะ มันจะดีขึ้นหรือมันจะแย่ลง เป็น 4:04 นาทีที่ค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างช้า ๆ เนิ่บ ๆ เหมือนทำให้คนฟังอย่างเราตกตะกอนกับเนื้อหามากมายที่ได้สอดแทรกเข้ามาในแทร็กก่อนหน้า คิดกลับกันว่าถ้าเราเป็นเธอ เราจะรู้สึกแบบเดียวกันกับที่เธอรู้สึกรึเปล่า 

         ในทางด้าน Emotion Picture แทร็กนี้ก็เปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งการสูญเสียนอกจากว่าคนรักของเจนจะพึ่งจำเจนได้เองแล้วนั้น ตัวเจนเองกำลังจะเข้าไปรับการโดน clean แบบเต็มรูปแบบอยู่พอดี ซึ่งก็จะมีผลกระทบอย่างว่าคือทำให้เธอจำอะไรไม่ได้เลย 

    14. Americans 

         ดำเนินมาถึงแทร็กสุดท้ายแล้ว จาแนลล์เลือกที่จะจบอัลบั้ม Dirty Computer ด้วย Americans แทร็กที่เปรียบเสมือนการตอบกลับพวก Racist, Homophobia และ Misogyny ต่าง ๆ ในที่นี้อาจจะรวมถึงคนที่เป็น Trump's supporter ด้วย เป็นแทร็กที่ให้การปลุกใจมาก ๆ สำหรับเราเพราะแค่ Intro ขึ้นมา เลือดในตัวก็ร้อนรุ่มไปหมดแล้ว 

          จาแนลล์ในฐานะ queer black woman คนหนึ่งในอเมริกา เธอก็ได้รู้เห็นปัญหาของสังคมต่าง ๆ มาโดยตลอด สิ่งนี้จึงทำให้เธอไม่สามารถทนได้อีกต่อไปเลยเลือกที่จะหยิบปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นมาเจียระไนให้เป็นเนื้อหาที่มันสุดจะ impact ลงไปในแทร็กนี้และเราก็คิดว่าเธอทำได้ออกมาดีมาก ๆ คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนอเมริกันก็สามารถอินและรู้สึกร่วมไปด้วยได้ถ้าหากว่าคุณมีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกมากพอ 

         แทร็กนี้จาแนลล์ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก

    - A More Perfect Union เป็นสุนทรพจน์ที่จัดทำโดยวุฒิสมาชิกบารักโอบามาในวันที่ 18 มีนาคม 2008 ในระหว่างการประกวดเพื่อเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีพรรคประชาธิปัตย์ปีในปี 2008 
     ว่าด้วย "พวกเราประชาชนเพื่อที่จะสร้างสหรัฐให้มันดีมากขึ้นไปกว่านี้ เมื่อประมาณ 211 ปีก่อน ใน Hall ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนน คนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกันและถ้อยคำธรรมดาเหล่านั้น ได้ให้กำเนิดประชาธิปไตยสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นได้" แสดงให้เห็นเลยว่าการประท้วงของเขาเสริมสร้างแต่สิ่งที่ดีกว่าเดิม เหมือนเป็นการออกมาถกเถียงกันถึงปัญหา ไม่ว่าจะประเทศอย่างฝรั่งเศสที่อะไรแบบนี้ดูศักดิ์สิทธิ์มาก ไม่เหมือนประเทศแถวนี้จริง ๆ และสุนทรพจน์ของโอบามายังกล่าวถึงเรื่องการค้าทาส ปัญหาการแตกแยกระหว่างรัฐอาณานิคมต่าง ๆ การได้รับอิสระภาพของทาส การประท้วงและต่อสู้ สงครามกลางเมืองทุกสิ่งเกิดเพื่อจะมาอุดช่องว่างระหว่างอุดมการณ์และสภาพความเป็นจริงในแต่ละยุคสมัย การเดินทางครั้งนี้เหมือนเป็นการสานต่อสิ่งที่คนรุ่นก่อน ๆ ได้ทำมาเพื่อประเทศที่ดีขึ้นของเรา

    - คำพูดของ Quincy Jones ที่ว่าด้วยว่าถ้าคุณเป็นคนผิวสีในอเมริกา คุณอาจจะรู้สึกชินกับสิ่งนั้นไปแล้วแหละ ความโกรธไม่ได้สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้เสมอไป คุณต้องคิดสิว่าคุณจะต้องทำยังไงถึงจะทำให้มันมีผลลัพธ์ออกมาได้ นั่นแหละ ผมเลยเปรียบปัญหาต่าง ๆ เสมือนจิ๊กซอที่มันดูง่ายและผมก็สามารถแก้มันได้ แต่บางทีบางปัญหาก็แอบทำให้ผมเครียดเหมือนกันนะ

         แต่ถึงสิ่งนี้ในเพลงนี้แล้วก็ล้วนแต่จะตอกย้ำว่าเราไม่ควรที่จะ romanticize อเมริกาเลยเพราะต่างมีปัญหามากมายซ้อนไว้อยู่ใต้พรมแล้วก็สร้างภาพว่าตัวเองเป็นประเทศเสรีที่เหมือนประเทศแถวนี้ที่บอกว่าตัวเองเป็นเมืองแห่งรอยยิ้มรึเปล่า ไม่ว่าจะเรื่องของสาธารณสุข การจ่ายยาที่มีราคาแพงเกินไปหรือการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ต่างสร้างหนี้สินให้กับนักศึกษา ทั้ง ๆ ที่การศึกษามันควรจะเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ไม่ใช่หรอ การที่พูดว่าทุกคนเท่าเทียมกันมันก็ควรจะมีกฏหมายมารองรับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตของพวกเขาสิ และศิลปินอย่างจาแนลล์ไม่ได้ที่จะพึ่งหยิบยกประเด็นแบบนี้มาเล่าให้เราได้ฟังแค่ในอัลบั้มนี้แน่นอนเพราะเธอได้ยืนหยัดมาตั้งแต่เพลง Mr. President ในอัลบั้ม Metropolis แล้วล่ะ

        Verse 1 คือบทพูดที่ตัวเจนเองกำลังจะโดน Clean ที่แฝงความหมายมากมายอย่าง #SayHerName, เหตุการณ์ Micheal Brown, เหตุการณ์การกราดยิงในโบสถ์ของชาวแอฟริกันอเมริกัน แต่ในส่วนของเราจะมาขอพูดถึง Spoken Bridge และ Spoken Outro หน่อยเพราะชอบมาก ๆ บทพูดนี้แหละที่ทำให้เพลงนี้ยืนหนึ่งในใจเราสำหรับอัลบั้มนี้ไปเลย

       บทพูดนี้เป็นคำพูดของ Sean McMillan ว่าด้วยการที่เขาจะช่วยจนกว่าผู้หญิงจะได้รับสิทธิ Equal Pay ในอเมริกา (อย่างที่เคยพูดไปว่าทรัมป์ได้หยุดนโยบาย Equal Pay ของโอบามาไป) 
    เขาจะช่วยจนกว่าชาว LGBTQ สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ (ถึงอเมริกาจะมีกฏหมายการแต่งงานสำหรับเพศเดียวกันแต่ก็ยังไม่วายที่จะมีเหตุการณ์โดนทำร้ายร่างกายหรือกราดยิงในคลับที่โด่งดังอย่าง The Pulse ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริด้า) 
    เขาจะช่วยจนกว่าคนผิวสีสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยโดยที่ไม่โดนตำรวจยิงเข้าที่หัว 
    (จะมีให้เห็นกันอยู่หลาย ๆ ครั้งเลยสำหรับเหตุการณ์ตำรวจกับคนผิวสี อย่างหนังเรื่อง Get Out ก็หยิบยกประเด็นนี้มาเล่าด้วยนะ สามารถไปหาดูกันได้) 
    เขาจะช่วยคนผิวขาวที่โดนความเหลื่อมล้ำทำร้ายสามารถลุกขึ้นมาประสบความสำเร็จได้ นี่มันไม่ใช่อเมริกาในอดุมคติเขาหรอกนะ (อย่างว่าแหละ ถึงอเมริกาจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วแต่ความเหลื่อมล้ำในสังคมก็ยังคงมีอยู่สูงมาก สามารถโยงไปได้ในเรื่องสาธารณสุขที่เข้าโรงพยาบาลครั้งหนึ่งก็สามารถทำให้หมดตัวได้) 
    เขาจะช่วยจนกว่าคนละตินเม็กซิกันไม่ต้องวิ่งหนีและหวาดกลัวในกำแพงอีกต่อไป 
    (สิ่งนี้ก็ตอกย้ำเรื่องที่ทรัมป์สร้างกำแพงกั้นระหว่างประเทศอเมริกาและเม็กซิโก)
    นี่ไม่ใช่อเมริกาในอุดมคติของฉันหรอกนะและบอกได้เลยว่าไอ้ปีศาจนั่นน่ะมันเป็นจอมหลอกลวงชัด ๆ (เป็นการตบหน้าทรัมป์ได้อย่างเจ็บแสบมาก ยิ่งเรื่อง Fake News อีก คุ้น ๆ กับใครสักคนมั้ยคะ)
    เพราะมันจะต้องเป็นอเมริกาที่ฉันวาดฝันเอาไว้สักวันก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป (สิ่งนี้ก็เหมือนสื่อได้เลยว่าสำหรับสังคมของคนชายขอบแล้ว เขาได้สู้มาตลอด สู้เพื่อสิทธิของเขามากมายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเมือง อุตสาหกรรมเพลงและภาพยนตร์อย่างเป็นที่เรารู้กันอยู่ดี พวกเขาจะสู้จนกว่าทุกคนจะโดนทรีตอย่างเท่าเทียม)
    มาร่วมลงชื่อเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้กันเถอะ

        นอกจากนั้นเพลงนี้ยังมีตัวละครสำคัญของอเมริกาโผล่มาตลอด ๆ เลยด้วยอย่าง 


          Uncle Sam ที่โผล่มาในท่อน Uncle Sam kissed a man
    สำหรับลุงแซมแล้วเหมือนโดนใช้ในเชิงสัญลักษณ์มาตั้งแต่ปี 1812 และเริ่มมาเป็นที่นิยมและโดดเด่นอย่างมากในสงครามกลางเมืองของอเมริกา ลุงแซมโดนนำไปเมนชั่นในเรื่องราวต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมเรื่อง The Adventures of Uncle Sam in Search After His Lost Honor และเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐบาลกลางอีกด้วย
                                               
     
     Jim Crow ที่โผล่มาในท่อน Jim Crow Jesus rose again
    เป็นตัวละครที่เปรียบเสมือนการเป็น Racist ไม่ว่าจะเป็นที่ใช้ Blackface หรือกฏหมาย Jim Crow Laws ในการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนผิวสีในเรื่องการใช้บริการสาธารณะและสาธารณูปโภคของอเมริกา เช่นการเดินทางโดยสารรถประจำทางที่คนผิวสีจะต้องไปนั่งข้างหลังแต่หากมีคนผิวขาวขึ้นมา เขาก็ต้องลุกให้นั่งต่าง ๆ 

         ในด้านของ Emotion Picture แทร็กนี้ก็ขึ้นมาพร้อมกับความลับบางอย่างและเปรียบเสมือนเชิงสัญลักษณ์ของการต่อสู้อีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นตอนจบก็แอบทิ้งท้ายได้ปลายเปิดมาก ๆ อีกเช่นกัน ทำเอาเราคิดไม่สิ้นเลยว่าตกลงมันจะเป็นยังไงต่อ


         อัลบั้ม Dirty Computer เป็นเหมือนอีกหนึ่งในผลงานระดับ masterpiece ในยุคนี้สำหรับเราเลย ไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านเนื้อหาที่หยิบยกปัญหาของสังคมในยุคนี้มาเล่าผ่านโลก Sci-Fi มนุษย์แอนดรอยด์ของเธอ เราคิดว่าทุกอย่างที่จาแนลล์เลือกใส่มาในอัลบั้มนี้ทุกอย่างล้วนแล้วมีแต่ message ดี ๆ ทั้งนั้นทำให้คนฟังอย่างเราฟังแล้วนึกคิด ตกตะกอนถึงปัญหาของสังคมมากขึ้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นอเมริกันหรือคนผิวสีเพื่อที่จะอินอัลบั้มนี้เลย ในทางกลับกันหากลองมองไปที่ปัญหาสังคมรอบตัว เราเชื่อว่าทุกคนก็คงจะมีเรื่องที่อยากจะเล่าอยู่ไม่น้อย บางคนอาจจะเลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียบ้าง นั่งพูด ถกเถียงปัญหากับคนรอบข้าง เลือกที่จะไปตัวแทนของคนกลุ่มหนึ่งแล้วลุกขึ้นสู้ ต่อต้านอะไรที่มันมันไม่ดี ถึงตลอดเส้นทางอาจจะไม่ได้สวยหรู โรยไปด้วยกลีบกุหลาบแต่เราเชื่อว่าสักวันหนึ่งผลลัพธ์ที่มันออกมาจะทำให้เรารู้สึกภูมิใจอย่างแน่นอน 
         อีกทั้งเรายังเห็นความเป็นตัวของตัวเองของจาแนลล์มากขึ้นด้วย สำหรับ queer black woman คนหนึ่งนั้นมันก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอะไรเลยในแต่ละเรื่องที่เธอสู้มาแต่เธอก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าขอแค่เราเชื่อมั่นและรักในตัวเอง


        ด้านภาคดนตรีของ Dirty Computer ก็คงจะเป็นแนว Pop/R&B ที่คุ้นหูใครหลาย ๆ คนอยู่แล้วแต่ถึงอย่างงั้น เราบอกได้เลยว่าอัลบั้มนี้โดดเด่นไม่แพ้หลาย ๆ อัลบั้มที่เคยมีมาแน่นอน เราชอบงานของ Nate Rocket Wonder มาก ๆ เขาเป็นโปรดิวเซอร์หลัก ๆ ของอัลบั้มนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งเขาก็ร่วมงาน ฝากฝีมือต่าง ๆ ไว้มากมายกับจาแนลล์มาตั้งแต่อัลบั้มก่อน ๆ 
        พูดถึงสิ่งที่เราประทับใจก็คือเราประทับใจการจัดวางเรียงแทร็กต่าง ๆ ในอัลบั้มนี้มาก มัน smooth มันลงตัว มันอาร์ตมาก ทุกอย่างดูแล้วเลยว่าผ่านกระบวนการคิด สังเคราะห์มาอย่างดีมันทำให้คนฟังอย่างเรามีอารมณ์ร่วมไปตั้งแต่ต้นอัลบั้มจนจบ mood ไม่มีติดขัดเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญคือต้องยกความดีนี้ให้ความ Creative ของจาแนลล์จริง ๆ เพราะเธอปูจักรวาลของเธอมาได้ดีมากกก

    Emotion Picture

        สำหรับเราอัลบั้ม Dirty Computer ได้กลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่เราชอบมากที่สุดตลอดกาลไปแล้ว ความรู้สึกของเราเองเรารู้สึกว่าอัลบั้มนี้มันมีอิทธิพลต่อใจเรามาก ๆ เราไม่เคยเบื่อที่จะหยิบมาฟังเลย ในวันไหนที่เราเบื่อ ๆ หรือขาดความมั่นใจอะไรตรงไหน ถึงชีวิตจะเจอแต่เรื่องแย่ ๆ ก็มีอัลบั้มนี้และอีกหลาย ๆ อัลบั้มที่เหมือนคอยปลอบประโลมมาตลอด เราจะขอพูดอะไรที่มันเว่อ ๆ สักครั้งก็คือถ้าไม่มีอัลบั้ม Dirty Computer ก็คงไม่มีเราในเวอร์ชั่นปัจจุบัน อย่างที่หลาย ๆ คนเขาพูดกันเลยว่าดนตรีมันมีอิทธิพลกับคนทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ปลายทางตรงนั้นก็คือชอบผลงานและรักในตัวศิลปินคนเดียวกัน ตรงนี้เราอยากจะขอบคุณ Community การฟังเพลงเล็ก ๆ ที่คอยให้กำลังใจเราตลอดไม่ว่าจะในด้านงานเขียนหรือเรื่องอื่น ๆ เรามีความสุขมาก ๆ ที่ได้คุยและรู้จักกับทุกคนเลย ขอฝาก "สังคมการฟังเพลงจะดีและน่าอยู่ขึ้น เริ่มได้ที่ตัวเราเอง" แต่หากประเทศจะดีขึ้นได้นั้น ก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่า...ไม่พูดดีกว่าค่ะ

       
        ขอฝากจาแนลล์ โมเน่ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนที่ผ่านเข้ามาอ่านหรือใครที่ต่างชอบกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็สามารถเข้ามาคุยกับเราได้ตลอดเลยนะ 

    "just by being a female, African-American artist in today’s music industry. Whether you’re called weird or different, all those things we do to make people uncomfortable with themselves, I’ve always tried to break out of those boundaries"

    fav tracks : i am a dirty computer 





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
MAGAZYN (@magazynlyn)
สมกับที่สละเวลาไปเขียนนานหลายวัน อ่านจบหมดแล้วนะ ถ้าสมมุติพี่เขียนเองคงเขียนลำบากอะ เพราะดูจากรีเสิร์ชแล้วตาแตกมาก! แต่เจอโรมคือเก็บหมด เก่งมาก
Cyborg 03 (@anton_ultron)
@magazynlyn เขินเลยพี่ซิน เอาดีๆ55555 ขอบคุณอีกครั้งค่า