Fanfic Compilationmoneymonday
[ตัวร้ายอย่างข้าฯ | ปิงจิ่ว] Haunted


  • Modern AU


    “ลูกพี่เสิ่น!”


    ทั้งเสียงและคำเรียกที่น่ารำคาญดังลั่นมาแต่ไกล เจ้าตัวขี้ขลาดซั่งชิงหัวคนนี้ช่างไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี ชอบพูดจาประจบเลื่อนเปื้อนไม่พอ ยังเที่ยวเรียกคนโน้นคนนี้เป็นพี่บ้าง ลูกพี่บ้าง ไม่ขาดปาก ทำอย่างกับจะนับญาติกับคนทั้งโลกมันให้หมด


    เสิ่นจิ่วเดิมทีไม่คิดคบค้าสมาคมกับคนจำพวกนี้อยู่แล้ว แต่เพราะเขามีประโยชน์กับงานอดิเรกของหมอนั่นถึงได้ถูกตามตื๊อไม่หยุดหย่อน แล้วก็ดันช่วยไม่ได้ด้วยที่ซั่งชิงหัวเป็นพวกชอบใช้เงินแก้ปัญหา เสิ่นจิ่วจึงเหมือนมีทุนสำรองให้ใช้ได้ทุกเมื่อ ช่วงไหนใกล้กินแกลบหน่อยก็ค่อยอิดออดมาตามนัด กัดฟันทนรำคาญทำงานง่ายๆ เดินไปเดินมาไม่กี่ชั่วโมงก็ได้กินข้าวฟรีไปแล้วหนึ่งอาทิตย์ พอการเงินคล่องตัวใหม่ก็ค่อยกลับไปทำเป็นไม่รู้จักกันเหมือนเดิม


    แต่ครั้งนี้กลับมีอะไรไม่เหมือนเดิม...


    เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เสิ่นจิ่วที่ขมวดคิ้วเป็นสีหน้าประจำตัวอยู่แล้วยิ่งหน้างอง้ำ


    “หลิ่วชิงเกอ”


    อีกฝ่ายพอเห็นเขาแล้วก็ทำหน้าตาเหม็นเบื่อไม่ต่างกัน


    “เสิ่นจิ่ว”


    “เดี๋ยว…เดี๋ยวก่อนลูกพี่! ใจเย็นก่อน!”


    ซั่งชิงหัวเห็นสีหน้าพวกเขาสองคนแล้วก็ปราดเข้ามากั้นกลางในทันใดอย่างแสนรู้งาน สองมือทำท่าจะมาคว้าแขนเสิ่นจิ่วแต่ก็ถูกเบี่ยงหลบ จึงได้แต่ยืนยิ้มอ้อร้อเสียงอ่อนๆ ว่า


    “พี่หลิ่วเขาแค่มาคุมน้องสาวเขาเฉยๆ...”


    เสิ่นจิ่วยังชักสีหน้า “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”


    “โอ๊ยย ไม่ได้ๆๆๆ ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำสิ!” ซั่งชิงหัวรีบท้วงรัวเร็วจนลิ้นแทบพันกัน เขาจะปล่อยให้กิจการงานเงินตัวเองล่มแค่เพราะคนสองคนไม่ถูกกันแบบนี้ไม่ได้!!


    สมองการค้ารีบคิดเอาตัวรอดโดยฉับพลัน ชายหนุ่มก้มหัวปลกๆ ให้หลิ่วชิงเกอแล้วหันไปโอ้โลมปฏิโลมกับคนขี้โมโหฝั่งตัวเองต่อ


    “เอางี้ๆ วันนี้คนเยอะเดี๋ยวผมแบ่งสองกลุ่ม แล้วให้พี่หลิ่วไปอยู่อีกกลุ่มจะได้เดินแยกกัน...ดีมั้ย?”


    เสิ่นจิ่วกับหลิ่วชิงเกอทำเหมือนซั่งชิงหัวเป็นธาตุอากาศ ยังจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทำเอาคนอื่นรอบๆ ขนลุกขนชันเสียวสันหลังกันตั้งแต่ยังไม่ทันได้ท้าผี


    “เอางี้ๆๆ เดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวเพิ่มเป็นสองอาทิตย์เลย!”


    เสิ่นจิ่วเลิกคิ้ว


    “แล้วเดี๋ยวเพิ่มเงินให้ด้วย!”


    “.....”


    ชายหนุ่มเงียบไป แต่ในที่สุดความพยายามหลอกหล่อของซั่งชิงหัวก็เป็นผล เสิ่นจิ่วยอมเป็นฝ่ายละสายตาก่อนเพื่อหันมาหาตอบรับสั้นๆ ว่า “ได้” ก่อนจะเดินไปทางอื่น สีหน้าท่าทางยังชัดเจนว่าถ้าเป็นไปได้ ก็จะขอไม่อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกับคู่กรณีของตัวเองเลยด้วยซ้ำ


    ซั่งชิงหัวมองตามแผ่นหลังนั้นเดินห่างออกไปแล้วก็ปาดเหงื่อ หันมาถามกับอีกคนที่ยังอยู่เสียงอ่อยๆ ว่า
    “นี่พวกนายเคยไปมีเรื่องอะไรกันมาเนี่ย? จำได้ว่าเมื่อก่อนไม่ได้เป็นขนาดนี้นี่นา” ...เป็นแบบนี้ผมจะทำกิจการลำบากนะ ประโยคสุดท้ายนั่นเขาเติมท้ายเอาเองในใจ ยังรู้ดีว่าถ้าพูดออกมาแล้วจะทำให้ตัวเองกลายเป็นเป้าโดนต่อยแทน


    หลิ่วชิงเกอที่หน้าตาก็ไม่ได้ดูเป็นมิตรไปกว่าเสิ่นจิ่วเท่าไหร่นักเหลือบมองซั่งชิงหัวด้วยหางตา จากนั้นส่งเสียง ‘หึ’ ที่ฟังแล้วเหมือนอัดแน่นคำดูถูกเหยียดหยามไว้เป็นพันคำก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไปอีกทาง ทิ้งให้ชายหนุ่มได้แต่ยืนเคว้งกับความสงสัยอยู่อย่างนั้น




  • ยามกลางวัน ซั่งชิงหัวก็เป็นแค่นักศึกษาสาขาวรรณกรรมธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น แต่ทันทีที่ตกกลางคืน เขาก็จะเผยโฉมหน้าผู้ประกอบธุรกิจ ‘ทัวร์ล่าท้าผี’ อันประสบความสำเร็จมหาศาล


    สาเหตุหนึ่งของความสำเร็จก็มาจากการที่ซั่งชิงหัวเน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ฉวยโอกาสกับความบ้าบิ่นของหนุ่มสาววัยกลัดมันที่เพิ่งจะได้พ้นใต้ปีกบุพการีเป็นครั้งแรกและกำลังต้องการพิสูจน์ตัวเองเป็นครั้งแรกด้วยการต่อกรกับเหล่าผีหลอกวิญญาณหลอน


    ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือทำเลของเมืองชางฉยงซานที่มีเหตุการ์ทางประวัติศาสตร์อัดแน่น เปิดโอกาสอันไม่มีที่สิ้นสุดให้คนตักตวงในแง่มุมของสิ่งลี้ลับ ว่ากันว่าที่ตั้งของเมืองเมื่อสมัยกระโน้นเคยเป็นลานพิธีกรรมของชนเผ่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ หลังจากนั้นก็กลายมาเป็นสมรภูมิรบเก่า แล้วก็ถูกน้ำท่วมขังอยู่หลายปีจนกระทั่งกลายมาเป็นเมืองอย่างทุกวันนี้ในที่สุด ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและมีสีสันอย่างนี้ แทบทุกตารางนิ้วจึงการันตีได้เลยว่าถ้าไม่เคยมีคนตาย ก็จะต้องมีโครงกระดูกฝังอยู่


    แต่ทีเด็ดที่ดังที่สุดก็คือโรงพยาบาลร้างที่เป็นที่กล่าวขานโจษจันด้านความเฮี้ยน เคยเป็นที่ถ่ายทำรายการผีมาหลายสิบรายการ ทั้งคนทรงหมอผีที่ไหนก็ต้องรู้จักและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นั่นคือแหล่งรวมความชั่วร้ายมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล


    โรงพยาบาลแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ก่อนระบบสาธารณสุขจะถูกจัดระเบียบให้เข้าที่เข้าทาง อีกทั้งยังเป็นชาวงก่อนที่โรคทางจิตเวชจะถูกตระหนักเข้าใจเหมือนอย่างปัจจุบันอีกด้วย ดังนั้นอุปกรณ์การ ‘รักษา’ ต่างๆ จึงดูไม่ต่างอะไรไปจากเครื่องลงทัณฑ์ทรมาน อีกทั้งข้อมูลส่วนตัวของอดีตผู้ป่วยก็ถูกจัดเก็บอย่างส่งๆ จนหลังจากโรงพยาบาลปิดตัวลงแล้วก็ไม่ได้ถูกจัดการอะไร เพียงแค่ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นในชาวล่าท้าผีอย่างพวกเขาเข้ามาหยิบอ่านกันได้ง่ายๆ


    ปกติซั่งชิงหัวจะเน้นแต่พาทัวร์บ้านร้าง บ้านผีสิง หรือโบสถ์เก่าอะไรทำนองนั้นมากกว่า การมาเหยียบย่างสถานที่ผีเฮี้ยนระดับตำนานอย่างโรงพยาบาลนี้นับว่าเป็นครั้งแรก ดังนั้นจึงต้องดึงทั้งหลิ่วหมิงเยียนเพื่อล่อให้หลิ่วชิงเกอตามมา และเสิ่นจิ่วยันต์กันผีเจ้าประจำเข้ามาร่วมทัวร์...


    เพราะอะไรน่ะเหรอ?


    ก็เพราะเขากลัวผียังไงล่ะ!!!


    แต่อย่าถามเลยว่าทำไมคนกลัวผีถึงได้มาตั้งทัวร์ล่าท้าผี เพราะคำตอบมันก็ง่ายๆ มีอยู่แค่คำเดียวว่า ‘เงิน’ นั่นเอง


    ใครใช้ให้ข้าวปลาอาหารค่าน้ำค่าไฟต้องใช้เงินจ่ายกันล่ะ?! ใครใช้ให้สายการเรียนของเขามันหางานยากนักล่ะ!?! ดังนั้นเมื่อสามปีก่อนที่โอกาสหล่นมาใส่ตัก ดวงตาเขาก็เห็นธรรม ตัดสินใจเดินเข้าสู่ลู่ทางรวยนี้จนนำมาสู่ปัจจุบันที่รับเงินจนมือเปลี้ยไปหมด ชีวิตกินดีอยู่ดีโดยไม่ต้องมีห่วงว่าจะเอาความรู้โคลงกลอนไปฟาดฟันเอาตัวรอดในตลาดแรงงานได้ยังไงอีกต่อไป


    แต่ก็ใช่ว่าซั่งชิงหัวจะฮุบเครดิตไปทั้งหมด เพราะเขาเองก็ยอมรับว่าที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงตอนนี้ เสิ่นจิ่วก็มีส่วนช่วยอยู่พอสมควรเลยทีเดียว


    ก็ในเมื่อต้องให้คนกลัวผีไปเดินอาดๆ อยู่ในอาคารผีสิงแบบนี้ นอกเหนือจากจะพกเครื่องรางของปลุกเสกเจ้าดังเต็มตัวแล้ว การได้มีคนจิตแข็งไปด้วยกันก็ช่วยให้อุ่นใจได้มาก โดยเฉพาะเมื่อคนจิตแข็งคนนั้นคือลูกพี่เสิ่นที่มีประวัติความสำเร็จด้านการไล่ผียาวเหยียด แทบจะรับประกันได้เลยว่าผีไม่มีทางเข้าใกล้ในระยะร้อยเมตร


    เขากับเสิ่นจิ่วเคยเรียนมัธยมที่เดียวกันมาก็จริง แต่กว่าซั่งชิงหัวจะได้ประจักษ์อิทธิฤทธิ์ของอีกฝ่ายก็ปาเข้าไปตอนทริปเที่ยวส่งท้ายก่อนเรียนจบ ตอนนั้นอยู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งอุตริชวนไปเล่นผีถ้วยแก้วกันกลางป่าช้าเก่า และก็มีคนชอบลองของเห็นดีเห็นงามตามกันไปหลายคน รวมไปถึงซั่งชิงหัวเองก็ด้วย


    คืนแรกเขาจะได้แม่นว่าท้องฟ้าวิปริตแปรรวน อากาศหนาวเย็นขึ้นมากะทันหัน อีกทั้งลมพัดกรรโชกจนได้ยินเป็นเสียงโหยหวนของวิญญาณแค้นนับร้อย ถ้วยแก้วที่ใช้เล่นไม่ว่าจะถามอะไรก็เคลื่อนไปมาทั่วกระดานอย่างบ้าคลั่งจนในที่สุดก็แตกโพละ! ทำเอาพวกชอบลองดีวงแตก เปิดแน่บหนีกันกระเจิง


    แต่หลังจากนั้นเจ้าคนต้นคิดก็ไม่ยังยอมเลิกรา พอคืนถัดมาก็ทำใจกล้าขึ้นมาอีกรอบ ลุกขึ้นมาประกาศว่าจะกลับไปแก้มือก่อนจะระดมคนกลุ่มเดิมพากันขึ้นรถไป


    ...เพียงแต่คราวนี้ดันมีเสิ่นจิ่วติดไปด้วย เพราะขึ้นรถผิดคัน


    เสิ่นจิ่วไม่ใช่คนเป็นมิตรโดยทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งพอตัวเองเฟอะฟะขึ้นรถผิดจนต้องมาคลุกคลีกับ ‘พวกไร้สมอง’ ไปทำเรื่อง ‘ไร้สาระ’ แล้วก็ยิ่งทำหน้าบูดไม่หยุด พาลทำเสียบรรยากาศ อารมณ์ฮึกเหิมหดหายกันไปไม่น้อย แต่ขณะเดียวกัน ซั่งชิงหัวก็เชื่อว่าความจิตแข็งของเสิ่นจิ่วมีต้นตอมาจากความเจ้าอารมณ์ที่กระทั่งวิญญาณยังไม่อยากยุ่งด้วย ค่อนข้างแตกต่างแต่ไม่เหมือนกันกับเอเนอร์จีนักบวกของหลิ่วชิงเกอที่ทำให้แตกกระเจิงทั้งคนทั้งผี


    ดังนั้น ผลที่ได้ในรอบแก้มือก็คืออากาศแจ่มใสคลื่นลมสงบ ท้องฟ้ายามค่ำงดงามเห็นดาวโดยไม่มีแม้แต่เงาเมฆ ถ้วยแก้วที่ซื้อมาใหม่นั่นก็นิ่งสนิท ราวกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นเพียงอุปาทานหมู่เท่านั้น
    ส่วนเสิ่นจิ่ว...ก็ยังคงทำตัวไม่น่าคบ ปัดถ้วยแก้วตกแตกดังเพล้ง ลุกขึ้นยืนแล้วแค่นเสียงอย่างเหยียดหยามว่า ‘ไร้สาระ’ ก่อนจะสะบัดก้นเดินกลับไปขึ้นรถตู้


    แต่ในตอนนั้นไม่มีใครกล้าแม้แต่จะฉุนเฉียว ถ้าจะมีก็มีแต่ความเลื่อมใสในตัวลูกพี่เสิ่นผู้กล้าหาญ


    และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นชื่อเสียงด้านความจิตแข็งของลูกพี่เสิ่น...ที่มีแต่จะยิ่งถูกเล่าลือต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น




  • หลังจากพูดเกริ่นเปิดงานเสร็จเรียบร้อยแล้วซั่งชิงหัวก็แบ่งคนเป็นสองกลุ่ม แน่นอนว่าเขาทำตามที่ตกลงไว้อย่างดีโดยการแยกให้หลิ่วชิงเกอกับน้องสาวไปอยู่กับอีกกลุ่ม แต่ก็ไม่วายทำท่าถูมือหันมากระหยิ่มยิ้มย่องให้เสิ่นจิ่วเหมือนอยากนำเสนอผลงานเสียเต็มประดา


    ส่วนผู้ร่วมทัวร์บางคนที่พอได้ยินกิตติศัพท์ความจิตแข็งของเสิ่นจิ่วมาบ้างก็พากันมาล้อมหน้าล้อมหลัง ดูแล้วเหมือนฝูงลูกเจี๊ยบไม่มีผิด


    ซั่งชิงหัวเมียงๆ มองๆ แล้วก็ลำพองใจกับบารมีของลูกพี่ตัวเองเหลือหลาย ชายหนุ่มกระแซะเข้าไปใกล้แล้วแกล้งทำเป็นถามว่า


    “ลูกพี่ๆ ตกลงว่าหอใหม่เป็นไงบ้างอะ? ไม่เจออะไรจริงๆ เหรอ? เห็นเขาว่าเฮี้ยนมากเลยน้า”


    เสิ่นจิ่วเหลือบมองมาทางเขา ท่าทางดูรำคาญแต่ก็ตอบว่า “ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ”


    ซั่งชิงหัวยังไม่สาแก่ใจ ทำเสียงสูงถามต่ออีก “พูดจริ๊ง?? หอ 14 นี่ผมได้ยินคนโดนหลอกเข้าหนักๆ มาตั้งเยอะ!”


    ทันทีที่คำว่า ‘หอ 14’ หลุดออกไป รอบข้างก็พลันเสียงดังฮือฮาขึ้นมา กระทั่งคนที่ไม่ได้สนใจเสิ่นจิ่วทีแรกก็ยังกระเถิบเข้ามาใกล้ขึ้นหลายคืบ


    หอ 14 เป็นหอที่อยู่ไกลจากอาคารเรียนที่สุด อยู่ชิดกำแพงหลังของมหาวิทยาลัยที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นสุสานเก่าสมัยสงคราม ที่ถึงจะได้รับการดูแลรักษาให้สะอาดเป็นระเบียบแต่ก็ยังให้บรรยากาศอึมครึมอยู่ตลอดเวลา มิหนำซ้ำตัวตึกยังเคยถูกซินแสทักว่ามีฮวงจุ้ยอัปมงคลอย่างสุดจะบรรยาย ไม่สมควรจะทำเป็นสถานที่อยู่อาศัยเลยสักนิดเดียว


    ไม่หมดเพียงเท่านั้น นอกจากเพราะตำแหน่งที่ตั้งแล้ว หอ 14 นี้ก็ยังมีต้นเหตุของความขึ้นชื่อลือชาอยู่อีกอย่างหนึ่ง...


    “รุ่นพี่อยู่หอ 14 เหรอคะ!?” หนิงอิงอิง สาวน้อยเฟรชชี่สวยใสสุดตึงทำเสียงสูงตามไปด้วย


    ไม่รู้ว่าเพราะดวงตากลมโตแสนน่ารักหรือเพราะรูปสกรีนตัวการ์ตูนบนเสื้อที่ถูกยืดจนบิดเบี้ยวของเจ้าหล่อน แต่คราวนี้เสิ่นจิ่วยอมตอบแต่โดยดี ไม่ได้ทำน้ำเสียงเบื่อหน่ายหรือรำคาญเท่าก่อนหน้า


    “อืม ค่าเช่าไม่แพง ไม่ต้องมีรูมเมทด้วย”


    “ไม่มีรูมเมท!! อย่าบอกนะว่า...!?!” ชายหนุ่มหน้าตอบอีกคนร้องเสียงหลงแทรกขึ้น ยิ่งทำให้คนอื่นๆ อยากรู้ ส่งเสียงเร่งให้เฉลยกันเซ็งแซ่


    “อะไร?”


    “อย่าบอกนะว่าอะไร?!”


    “พูดๆ มาซักที! อย่าปล่อยให้คนอื่นรอนาน!”


    ท่ามกลางความโกลาหล ซั่งชิงหัวที่ปล่อยเบ็ดล่อเหยื่อสำเร็จป่านนี้หน้าบานเป็นจานเชิงไปเรียบร้อยแล้ว
    “กะ...ก็ห้อง 505 น่ะสิ!”


    “ห้อง 505!?!”


    “ใช่! ห้อง 505 น่ะนะ...เมื่อสิบปีก่อน...มีรุ่นพี่คนนึงทำพิธีประหลาด! ช่วงปิดเทอมที่รูมเมทกลับบ้าน เขาปิดห้องขังตัวเองอยู่ในนั้นไม่ยอมออกมาเลยแม้แต่ก้าวเดียว ผ่านไปหลายเดือนจนพอถึงเปิดเทอม...รูมเมทกลับมาแล้วก็ได้กลิ่นเหม็นๆ แปลกๆ...”


    ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปที่คนเล่าเรื่อง ต่างคนต่างลุ้นกันตัวโก่งจนไม่กล้าส่งเสียงอย่างกลัวจะขัดจังหวะ


    “พอเปิดประตูออกมา ก็เห็นซากแห้งของเขานอนตายอยู่ในนั้น!!!”


    รอบด้านมีแต่เสียงสูดหายใจอย่างตื่นตะลึง ก่อนที่ใครอีกคนจะกระโจนเข้าร่วมผสมโรงด้วยอีกว่า


    “ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตอนที่ผู้ดูแลหอไปถึงก็เห็นมีแต่เลือดเต็มไปหมด ทั้งพื้น ผนัง เพดาน ก็โดนย้อมจนแดงฉาน ในห้องมีของประหลาดน่าขนลุกอยู่เต็มไปหมด...มีซากนกถูกตอกไว้กับประตู มีกระดูกแมวห้อยจากโคมไฟ บนชั้นมีกระถางธูปเทียนวางของไหว้บูชาอะไรซักอย่าง แถมยังมีเขียนตัวอักษรแปลกประหลาดเอาไว้เต็มไปหมด!”


    ฝ่ายคนเล่าคนแรกพอถูกแย่งซีนไปแล้วก็ไม่ยอมแพ้รีบพูดแทรกขึ้นเล่าฉากไคลแมกซ์


    “แล้วที่สยดสยองที่สุดก็คือ...ซากหัวหมูที่วางไว้บนหมอน!!!”


    ซั่งชิงหัวพอสบโอกาสงามแล้วก็รับลูก เสริมความสยดสยองต่ออีกว่า


    “หลังจากนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในห้อง 505 ก็มักจะได้กลิ่นคาวเลือดกับกลิ่นธูป หรือไม่ก็เห็นเงาคนสวดพึมพำภาษาที่ฟังไม่ออก บางครั้งตื่นขึ้นมากลางดึกจะเห็นทั้งห้องถูกย้อมเป็นสีแดงไปด้วยเลือด...แล้วถ้ายิ่งเป็นคนจิตอ่อน ตอนนอนก็จะมีโอกาสพลิกตัวหันไปเห็นซากหัวหมูนอนอยู่บนหมอนเดียวกัน!”


    พวกผู้ชายพากันเผยสีหน้าสะอิดสะเอียน ในขณะที่ผู้หญิงก็เอามือปิดปาก ร้องวี้ดว้ายกันเบาๆ ปฏิกิริยาแตกต่างหลากหลาย แต่ทุกคนล้วนหน้าซีดเผือดเหมือนกันหมด


    “ระ...รุ่นพี่เสิ่น...ไม่เจออะไรจริงๆ เหรอคะ?” หนิงอิงอิงขยับเข้าไปใกล้ น้ำเสียงเธอทั้งฟังดูกังวลและเลื่อมใสอยู่ในที


    “โอ๊ย ลูกพี่น่ะจิตแข็งจนไม่เจออะไรทั้งนั้นแหละ เผลอๆ จะกลายเป็นเพื่อนซี้กับผีเจ้าที่ไปแล้วด้วยมั้ง”
    รอบตัวส่งเสียงดัง “เอ๋??” ขึ้นอย่างพร้อมเพรียง คนเล่าคนฟังรับส่งไหลลื่นอย่างกับเขียนบทเตี๊ยมกันมา


    “ตั้งแต่ย้ายหอมาเขาก็ไม่เคยเข้าเรียนสายอีกเลย ต่อให้ไม่ตั้งนาฬิกาปลุกก็ยังมีเสียงโน่นนี่มาช่วยปลุกแทนทุกที!”


    “เพราะห้องข้างบนชอบทำเสียงดังตลอดเวลาต่างหาก”


    “แต่ลูกพี่เคยบอกว่าได้ยินเสียงคนเรียกด้วยนี่นา”


    “ก็แค่คิดไปเอง”


    “แล้วที่เคยเห็นเงาเดินตามตอนนั้น...?”


    เสิ่นจิ่วยังคงยืนกราน พูดปัดอย่างหนักแน่นว่า “ผีไม่มีจริง”


    ...แต่ตอนนี้คุณกำลังช่วยผมทำธุรกิจที่หากินบนความเชื่อเรื่องผีนะครับ!!!


    ซั่งชิงหัวสะดุ้งโหยง รีบยื่นมือไปคว้าแขนอีกฝ่ายไม่ให้ทำลายความน่าเชื่อถือของกิจการไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกันอีกทางหนึ่งก็รีบร้องเสียงดังเบี่ยงเบนความสนใจ


    “โอ๊ะ ถึงแล้ว! นี่ไงห้องทดลองห้องแรกที่พูดถึง ดูสิ ตรงโน้นยังมีเครื่องไม้เครื่องมือวางอยู่เลย...”


    เหล่าผู้คนที่มาเพื่อดูสิ่งน่ากลัวอยู่แล้วต่างถูกดึงดูดได้อย่างง่ายดาย ซั่งชิงหัวสวมบทบาทหัวหน้าทัวร์พูดบรรยายต่อเจื้อยแจ้ว


    “อย่างที่บอกไปแล้วว่าความเป็นอยู่ที่นี่ไม่ต่างอะไรไปจากคุก นอกจากผู้ดูแลจะทำโหดร้ายทารุณกับพวกคนไข้แล้ว พวกหมอก็ยังทำการทดลองแปลกๆ หลายอย่าง มีทั้งกรณีจงใจแพร่โรคเพื่อใช้ในการศึกษา มีทั้งที่ทำร้ายคนไข้เพื่อสนองความซาดิสต์ของตัวเอง แล้วก็ยังมีหมอวิปริตที่มีทฤษฎีแปลกๆ เกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่หาวิธีการทดลองพิสดารมาใช้ เพราะงั้นวิญญาณที่หลอกหลอนอยู่ที่นี่ถึงได้เฮี้ยนมีอิทธิฤทธิ์มากเป็นพิเศษ...”


    ต่อจากนั้นชายหนุ่มก็ยังใช้คำว่า ‘ติดต่อมัจจุราช’ หรือไม่ก็ ‘ทำพันธสัญญากับปิศาจ’ ได้หน้าตาเฉย แถมยังเล่าถึงเหตุการณ์หลุดโลกต่างๆ นานาอย่างเคร่งขรึมจริงจัง ผูกโยงเรื่องราวของโรงพยาบาลร้างกับประตูผีและการทดลองของหน่วยงานลับเอาไว้ด้วยกันแนบเนียนจนเสิ่นจิ่วอยากจะเสนอให้ไปเขียนนิยายเป็นอาชีพดูบ้าง


    บรรยายสาธยายจนยืดยาวไปจนคอแห้งแล้วก็เป็นช่วยปล่อยให้สำรวจห้องกันอิสระ ซั่งชิงหัวกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะลากคนข้างตัวไปบรีฟกันตามลำพังอีกรอบด้วยเสียงกระซิบกระซาบว่า


    “ก็บอกแล้วไงว่าอย่าพูดยังงั้น! จะบอกว่าจิตแข็งหรือพกยันต์เจ้าดีอะไรก็ว่าไปสิ อย่าลืมนะว่านี่ผมทำทัวร์ล่าท้าผี! ถ้าลูกพี่ทำทุกคนเชื่อว่าผีไม่มีจริงขึ้นมาผมก็เสียลูกค้ากันพอดี!”


    เสิ่นจิ่วพ่นลมหายใจนิดๆ เหมือนอยากจะเถียงกลับ แต่สุดท้ายก็เพียงพยักหน้ารับว่า “เออๆ” ด้วยหน้าตาแสนระอาเหม็นเบื่อ แล้วยังยอมให้เขาเท้าแขนบนไหล่แต่โดยดี


    ถึงท่าทางจะเหมือนไม่ได้อ่อนลงเลยสักนิด แต่เมื่อมองจากสายตาคนสนิทสนิมแล้วก็เห็นชัดเจนว่าเจ้าตัวกำลังยอมรับผิดอยู่


    ถึงเมื่อก่อนจะไม่เคยคลุกคลีกันเท่าไหร่นัก แต่พอได้มารู้จักใกล้ๆ นานเข้าแล้วซั่งชิงหัวก็ถึงค่อยค้นพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้น่าสะพรึงกลัวอะไรขนาดนั้น ขอแค่ตั้งใจสังเกตลักษณะท่าทางเล็กๆ น้อยๆ สักหน่อยก็จับทางได้แล้ว


    ดังนั้นเขาจึงไม่ถือสาหาความ ซั่งชิงหัวยิ้มแห้งๆ พลางกระแซะใส่อีกฝ่าย สรรเสริญเยินยอน้ำลายแตกฟองต่อไปไม่หยุด


    “แหะๆ แต่เพราะมีลูกพี่เสิ่นนี่แหละผมถึงได้อยู่มาได้นานขนาดนี้นะ เฮ้อ จะให้ขอบคุณยังไงก็...อู๊ย!”


    ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง แขนข้างที่บังเอิญแตะกันพลันเจ็บแปลบเพราะกระแสไฟฟ้าสถิต


    “ฮึ” ตัวต้นเหตุทำเสียงเย้ย


    ซั่งชิงหัว “...”


    เขาสะบัดๆ มือแล้วยกปลายนิ้วขึ้นมาเป่า ทำเป็นไม่เห็นสายตา ‘สมน้ำหน้า’ ที่ส่งมาจากเสิ่นจิ่วขณะบ่นงุบงิบกลบเกลื่อนว่า


    “นี่ก็ช็อตเก่งเกิ๊น ไปหากำไลคลายประจุมาใส่ซักทีเถอะ”




  • “นี่...ได้ยินแล้วใช่มั้ยว่ารุ่นพี่เสิ่นอยู่ห้อง 505...”


    ระหว่างที่ซั่งชิงหัวตระเตรียมเอาเครื่องจับสัญญาณไฟฟ้าไปวางตามจุดต่างๆ แล้วตั้งกล้องรอจับภาพความเฮี้ยน หนิงอิงอิงและเพื่อนสาวก็เกาะกลุ่มกันกระซิบกระซาบ โดยที่มีชายหนุ่มตัวสูงโย่งคนหนึ่งยืนค้ำอยู่อย่างแสนไม่เข้าพวก


    “แล้วมันทำไมล่ะ?” ชายหนุ่มคนนั้นถามทันควัน


    หญิงสาวคนหนึ่งกระแทกเสียง “ก็ชั้นอยู่ห้อง 604 น่ะสิ!”


    “แล้วมันยังไง? ก็แค่อยู่ชั้นข้างบนไม่เห็นต้องทำท่าตกใจกลัวขนาดนั้นเลย...” เขาเกาหัวแกรก ยังคงถามต่อไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว


    หนิงอิงอิงถอนหายใจ ระอาเหลือเกินที่ต้องมาคอยอธิบายให้คนหัวช้าคนนี้ฟังทุกที “เจ้าทึ่มหมิงฟาน! ก็เพราะเสี่ยวหลินอยู่ห้อง 604 ถึงได้รู้ไงล่ะว่าห้อง 605 ข้างๆ มันไม่มีคนอยู่!”


    ด้านหมิงฟานหลังจากได้รับชี้แจ้งแถลงไขแล้วก็ร้อง ‘อ๋อ’ ก่อนจะผวาตามคนอื่นทันในที่สุด


    “ถ้างั้นเสียงจากห้องข้างบนที่รุ่นพี่ได้ยินก็...!!”




  • “คุณตายได้ยังไง?” ซั่งชิงหัวถาม


    เครื่องจับสัญญาณไฟฟ้าส่งเสียงซ่าสม่ำเสมอ ให้เป็นคำตอบเดียวกันกับหลายสิบคำถามก่อนหน้า


    ซั่งชิงหัว “.....”


    เสิ่นจิ่วยืนกอดอกหาวหวอด ท่าทางตามสบายตรงข้ามกับคนข้างๆ ที่ยืนประสานมือไว้ข้างหน้าอย่างแสนสุภาพ ขณะค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้เครื่อง EMF บนเก้าอี้มากขึ้นอีกคืบหนึ่ง วนกลับมาถามคำถามแรกอีกครั้ง


    “คุณชื่ออะไร?”


    รอบด้านเงียบกริบ ทั้งๆ ที่ผ่านมานานสองนานโดยไร้ผลลัพธ์แต่ก็ยังคงลุ้นกันตัวโก่งอย่างไม่รู้เบื่อ
    และแล้วในขณะที่ทุกคนกำลังกลั้นหายใจรอคอย ในที่สุดก็มีเสียงประหลาดดังแทรกเข้ามา...


    “หͮ̇̑̉҉̳ส̤̫̮́͛̈͆ͩ͐̚͜͡า̢̫͈͕̊̂̔̑͑ͤด̴̜̲͈̠̞ͬ͆̐͛ͅท̀̿͌̀̐ͩ̋ͯ͏̶̰͇̟̟̪…..”


    ซั่งชิงหัวดูกระตือรือร้นขึ้นมาในทันใด ชายหนุ่มอ้าปากจะถามคำถามต่อไป แต่กลับถูกขัดขึ้นด้วย...


    “กรี๊ดด!!!”


    เสียงแหลมสูงเสียดหูดังขัดขึ้น เป็นเสียงอันแสนคุ้นเคยในค่ำคืนนี้ที่ได้ยินเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็เกินจะนับ


    ถ้าไม่ใช่ว่าเพราะโรงพยาบาลนี้เฮี้ยนจริง ก็คงเพราะกลุ่มของแม่สาวน้อยหนิงอิงอิงขี้ตกใจจนเกินเหตุ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน แค่เห็นกิ่งไหวใบไม้ขยับก็สะดุ้งตกใจไปหมด แถมตกใจทีไรก็ต้องพ่วงมาด้วยเสียงกรี๊ดทุกที ทำเอาขี้หูซั่งชิงหัวเต้นระริกไม่หยุด กระทั่งเสิ่นจิ่วที่ร่วมทัวร์จนมีภูมิต้านทานมาในระดับหนึ่งแล้วก็ยังเริ่มหน้าหงิกมาได้สักพักแล้ว


    แต่เมื่อหันไปทางต้นเสียง สภาพตัวสั่นงันงกอย่างผิดปกติก็ทำให้คนเห็นเริ่มหวาดกลัวตามแทนที่จะคิดรำคาญ แม้แต่เสิ่นจิ่วเองก็ไม่ได้ขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์เหมือนครั้งก่อนๆ หน้า


    “ระ...รุ่นพี่คะ...” เพื่อนสาวของหนิงอิงอิงที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวหลินล็อกเป้าไม้กันผีอันดับหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว เจ้าหล่อนรีบแล่นเข้าไปพึ่งใบบุญเสิ่นจิ่วก่อนใครเพื่อน ปากคอสั่นไปหมดขณะเอ่ยเรียก “ตรงนั้น...รุ่นพี่เห็น...เห็น...เห็น...มั้ยคะ...?”


    ดวงหน้าสะสวยซีดขาวอย่างน่าสงสาร ท่าทางดูหวาดกลัวเสียจนกระทั่งจะพูดออกมายังไม่กล้า ได้แต่ชี้นิ้วไปทางเปลเด็กเก่าๆ หลังหนึ่ง ในขณะที่ร่างกายท่อนบนก็เอนเข้าหาชายหนุ่มราวกับถูกดึงดูดโดยพลังความจิตแข็ง


    เสิ่นจิ่วขมวดคิ้ว “ไม่เห็น”


    เมื่อถูกตอบปัดห้วนสั้นอย่างนั้นเข้าแล้วเธอก็ผงะไปแวบหนึ่ง กระนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้


    “รุ่นพี่ไม่เห็นจริงๆ เหรอคะ? ตะ ตรงนั้นที่มี...” ความกลัวทำให้ลำคอตีบตันจนเปล่งเสียงแทบไม่ออก “ที่มี...”


    “มีอะไร”


    สาวน้อยเม้มปากแน่น ยิ่งรวบรวมความกล้าก็ยิ่งขยับเข้าไปจนแทบซุกกับอกของคนข้างตัวโดยสัญชาตญาณ ระหว่างนั้นก็อ้ำๆ อึ้งๆ ไปอีกพักหนึ่งก่อนจะพูดออกมาได้ในที่สุดว่า


    “ก็ตุ๊กตาน่ากลัวที่อยู่ตรง...ว้าย!!”


    ทันทีที่ได้ยินเสียงร้องแหลมสูงแบบนั้นเสิ่นจิ่วก็ถอยหนีไปหลายก้าว รอยขมวดหว่างคิ้วยิ่งกดลึกลง ริมฝีปากเม้มกลายเป็นเส้นตรงแม้สีหน้าโดยรวมจะยังดูเฉยชา


    “รุ่นพี่...รุ่นพี่...” เสียงสั่นเครือเมื่อครู่ตอนนี้เริ่มกลายเป็นว่าปนเสียงสะอื้นเข้ามาด้วย รุ่นน้องสาวหันกลับไปหาเสิ่นจิ่วด้วยน้ำตาคลอเบ้า ค่อยๆ ยกมือข้างที่ใช้ชี้ข้างนั้นขึ้นมา...


    มือขาวผ่องชุ่มโชกไปด้วยเลือด บนนิ้วชี้มีรอยแผลเล็กๆ บาดไขว้ไปมามากมายจนดูราวกับเป็นเสาฝนเล็บแมว ในขณะที่ฝ่ามือมีแผลหนักที่สุด กระทั่งจากห่างไปหลายก้าวก็ยังเห็นรอยบาดลึกที่เป็นสาเหตุของปริมาณเลือดที่ทะลักทลายอย่างน่ากลัวเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน


    ซั่งชิงหัวอุทานเสียงดัง ในขณะที่เสิ่นจิ่วเบิกตากว้าง ไม่สามารถปั้นหน้านิ่งเอาไว้ได้อีก


    คนกลุ่มใหญ่ที่ก่อนหน้านี้แม้จะหวาดกลัวแต่ก่อนหน้านี้ยังส่งเสียงโหวกเหวกพลันเงียบกริบ ไม่มีใครกล้ากระทั่งจะหายใจเสียงดังด้วยหวั่นเกรงว่าตนจะเป็นผู้โชคร้ายรายถัดไป


    ดูท่าว่าความเฮี้ยนของที่นี่...จะเป็นของจริงเสียแล้ว




  • “ลูกพี่เสิ่น...”


    กลุ่มรุ่นน้องยืนมุงกันอยู่ไม่ไกลนัก ตรวกลางเป็นคนเจ็บและหนิงอิงอิงที่กำลังพยายามใช้ผ้าเช็ดหน้าช่วยห้ามเลือด บรรยากาศโดยรวมมีแต่ความตื่นตระหนกขวัญเสียที่ทำให้สีหน้าทุกคนอึมครึม


    ซั่งชิงหัวกดเสียงลงต่ำ “ทีนี้เราจะเอายังไงกันดี”


    เสิ่นจิ่วเม้มปากเงียบ ไม่ยอมตอบคำ


    “ยังมีกลุ่มของพี่หลิ่วอีกกลุ่ม ไม่รู้ป่านนี้เป็นยังไงบ้างแล้ว...” ซั่งชิงหัวพูดต่อ “เฮ้อ พี่หลิ่วยิ่งเป็นคนพูดอะไรไม่เข้าหูชาวบ้านซะด้วย...”


    “ถ้าเกิดอะไรขึ้นเดี๋ยวมันก็โทรมาเองละน่า” เสิ่นจิ่วพูดปัดอย่างไม่แยแส แต่ถึงอย่างนั้นหัวคิ้วก็กลับยังขมวดอยู่ไม่คลาย


    “แต่ลูกพี่ นี่เรามีคนเจ็บแล้วคนนึงนะ ผมว่าเราถอยกันก่อนดีกว่ามั้ย”


    เสิ่นจิ่วยิ่งขมวดคิ้วหนัก ชายหนุ่มไม่ชอบคำว่า ‘ถอย’ เลยซักนิด ในชีวิตเขาถ้าจะมีคำแสลง มันก็คงจะเป็นคำว่า ‘ถอย’ ‘ยอม’ และ ‘แพ้’ นั่นละที่ได้ยินทีไรก็เป็นต้องทนไม่ได้ทุกครั้ง


    “นายก็พาคนเจ็บออกไป ส่วนฉันจะคอยนำต่อให้เอง”


    “เอ่อ...บางทีลูกพี่อาจจะไม่รู้ แต่ตามกฎหนังผีคือแยกกลุ่มทีไรเป็นตายเหี้ยนทุกทีเลยนะครับ”


    เสิ่นจิ่วหันไปปรายตามองด้วยสายตาเหยียดหยาม “งั้นฉันเป็นคนพาไปเอง”


    ว่าแล้วก็ทำท่าจะเดินดุ่มๆ ไปหาวงมุงกลุ่มนั้น แต่ก้าวไปได้ไม่ทันไรก็ถูกแรงจากข้างหลังดึงไว้อย่างแรงเสียจนเซ


    “ไม่ได้!!” ซั่งชิงหัวโผเข้ามากอดแขนเขาไว้แน่น “ถ้าขาดคนจิตแข็งไปแล้วน้องๆ จะทำยังไง!!”


    อุณหภูมิโดยรอบพลันลดฮวบลงกะทันหัน


    เสิ่นจิ่วหรี่ตาลง มองออกทันทีว่าคำว่า ‘น้องๆ’ นั่นแท้จริงแล้วก็หมายถึงซั่งชิงหัวนั่นละ ที่แท้ที่อีกฝ่ายยืนกรานปฏิเสธมาแต่แรกนั่นก็เป็นเพราะไม่อยากแยกกับที่พึ่งทางใจของตัวเอง


    “ปล่อย”


    “ลูกพี่!!”


    “ปล่อย!”


    “ลูกพี่!!!” ซั่งชิงหัวโหยหวนใส่อย่างไม่ลดละ อีกทั้งยังยิ่งเกาะหนึบกว่าเดิม “ผมรู้ว่าลูกพี่ไม่ชอบใจ แต่ตอนนี้มีคนเจ็บนะ แถมคนอื่นๆ ก็ขวัญหนีดีฝ่อกันไปหมดแล้ว ให้ไปต่อก็ไม่ไหวหรอก!”


    “....”


    เห็นอีกฝ่ายดูเหมือนจะคล้อยตามแล้วเขาก็รีบเสริมต่อ “ลูกค้าคือพระเจ้า! ผมปล่อยให้พระเจ้าผมเสียขวัญกันแบบนั้นไม่ไหวหรอกนะ! ที่นี่เฮี้ยนเกินไปแล้ว! พวกเรากลับกันเถอะ!!”


    เสิ่นจิ่วชะงักไปนิดหนึ่ง


    ...ถึงการยอม ‘ถอย’ เพื่อลูกค้าและซั่งชิงหัวจะหมายความว่าตัวเองไม่ได้ถอยเองก็เถอะ แต่พอคิดว่าจะต้องทำอะไรเพื่อความสบายใจของคนอื่นแล้วก็ดันเกิดรู้สึกอยากต่อต้านขึ้นมา...


    “โอ๊ย!”


    อยู่ๆ ซั่งชิงหัวพลันสะดุ้งกระโดดเหย็ง ทีแรกดูเหมือนท่าทางเวลาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมปิดไฟห้องน้ำหรือดึงปลั๊กเตารีด แต่เมื่อชายหนุ่มยกมือขึ้น แผลรอยบาดเป็นทางยาวที่หลังมือก็ทำให้เสิ่นจิ่วหน้าเปลี่ยนสีในทันที


    เขาหันมองไปรอบๆ นอกเหนือจากพวกเขาสองคนและรุ่นน้องอีกกลุ่มใหญ่แล้วก็ไม่มีใครอื่นอีกที่อยู่ใกล้...


    ยกเว้น...


    ราวกับเป็นฉากที่หลุดออกมาจากหนังหรือละคร คล้ายกับว่าทุกอย่างพลันเคลื่อนช้าลง ทั้งเวลา ลมหายใจ และการเคลื่อนไหวของตัวเอง


    เสิ่นจิ่วหันศีรษะไปทางเปลเก่าโทรมหลังนั้น ที่นั่งอยู่ด้านในคือตุ๊กตากระเบื้องที่ใบหน้าซีกหนึ่งแตกหาย ดวงตาที่เหลืออยู่ข้างเดียวหม่นมัว เปรอะเปื้อนด้วยชั้นฝุ่นและคราบสกปรกจนขุ่นคลั่กกำลังมองตรงมาทางนี้...ราวกับว่ากำลังเฝ้ามอง...


    เขารีบเบือนหน้าหนี ขนลุกชัน แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นไม่สะดุ้งสะเทือนขณะดึงข้อมือของซั่งชิงหัวมาสำรวจแผล


    “ไปโดนอะไรมา?”


    ซั่งชิงหัวจ้องหน้าเขา แค่ด้วยสายตาก็สื่อสารออกมาได้เป็นประโยคแล้วว่า ‘มาถึงขั้นนี้ยังจะมีอะไรที่ไม่ใช่ผีอยู่อีกเรอะ?!?’


    แต่เสิ่นจิ่วก็หัวรั้นไม่แพ้กัน เขาไม่ยอมรับรู้ พูดต่อไปว่า “คนไม่ระวังอย่างนายก็คงเดินแกว่งมือไม่ระวังจนถูกตะปูเกี่ยวเข้านั่น...”


    ชายหนุ่มเอื้อมไปจะหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง แต่กลับต้องชะงักเมื่อพบแต่ความว่างเปล่า เมื่อคลำตามตัวดูก็ยิ่งพบว่าแม้แต่โทรศัพท์มือถือเองก็หายไปด้วยพร้อมกัน


    ซั่งชิงหัวสบตาเขาด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง “ลูกพี่...”


    “คงเผลอทำตกตอนนั่งพัก”


    “.....”


    เสิ่นจิ่วก้มหน้าสำรวจรอยแผลอย่างตั้งอกตั้งใจราวกับจะรักษาได้ด้วยสายตา ก่อนจะสรุปว่า


    “แผลไม่ลึกเท่าไหร่ เดี๋ยวฉันไปหาโทรศัพท์ก่อนแล้วค่อยออกไปพร้อมกัน”


    ฝ่ายซั่งชิงหัวกระทั่งในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานก็ยังไม่ไว้ลาย สอดปากขึ้นมาทันควันว่า “กลัวข้อความที่
    เยวี่ยชิงหยวนส่งมาจีบหายรึไง?”


    เพี๊ยะ!


    “โอ๊ย!”


    แผลที่หลังมือถูกฟาดเข้าเสียงดัง ทำเอาคนปากหาเรื่องน้ำตาเล็ด หุบปากฉับ


    “รออยู่นี่”


    “แต่มันต้องเร่งด่วนขนาดนั้นเลยเหรอ ไว้ค่อยกลับมาหาอีกทีตอนกลางวันก็ได้มั้ง...”


    เสิ่นจิ่วส่ายหน้า แม้จะไม่ได้มีอะไรเร่งด่วนจริงๆ และค่อยกลับมาอีกครั้งตอนเช้าก็ยังได้ แต่เขาก็ไม่อยากทำตัวเหมือนคนขี้ขลาดที่แค่ด้วยความมืดกับตุ๊กตาโทรมๆ ก็ถูกทำให้กลัวจนหัวหด


    จะผีหรือจะคน ไม่ว่าอะไรก็ตาม เขาก็ไม่ยอมแพ้!


    ...แต่ก็พูดอย่างนั้นออกมาไม่ได้ เพราะซั่งชิงหัวจะต้องร้องเสียงหลงว่า ‘บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว’ พร้อมทั้งทำหน้าตาปุเลี่ยนๆ ใส่ให้ชวนหงุดหงิด


    “แค่ห้องข้างๆ นี่เองน่า เดี๋ยวมา” เขาตอบกลับไปอย่างมีน้ำอดน้ำทนมากกว่าที่คิด จึงต้องเสริมต่อให้ห้วนสั้นขึ้นอีกว่า “ถ้ากลัวนักก็ไปรวมกลุ่มกันไว้”


    ผีสางก็เป็นแค่สิ่งที่เกิดจากจินตนาการ เป็นอุปาทานที่คนสร้างขึ้นเพราะความกลัวเท่านั้น...


    ใช่แล้ว ผีไม่มีจริง


    ไม่มีจริงๆ อย่างแน่นอน




  • ห้องเมื่อกี้นั่นอยู่แค่ข้างๆ อย่างที่พูด เสิ่นจิ่วเดินออกมาได้ไม่กี่นาทีก็ย้อนกลับไปถึงโครงเตียงเหล็กที่เพิ่งใช้นั่งพักไปเมื่อก่อนหน้า ชายหนุ่มสาวเท้าเดินดุ่มๆ เข้าไปอย่างขวัญกล้า ขณะที่ไฟฉายในมือก็ส่องสาดไปทางโน้นทีทางนี้ทีโดยไม่มีท่าทางหวั่นเกรงอะไรเลยแม้แต่น้อย


    เขามองหาของที่ต้องการไม่เจออยู่ครู่ใหญ่ จนเมื่อส่องไฟลงไปใต้เตียงแล้วก็จึงค่อยเห็นเงาสะท้อนบนพื้นผิวสีดำวาวของหน้าจอโทรศัพท์ คาดได้ว่าคงไหลออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วร่วงผ่านช่องว่างระหว่างโครงของพื้นเตียงตกลงไปอยู่ที่พื้น


    เสิ่นจิ่วคุกเข่าก้มตัวลง พยายามไม่นึกถึงร้อยแปดพันเก้าฉากในหนังผีที่ตัวละครก้มลงไปเจอของดีใต้เตียง


    ผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง...


    สูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นค่อยๆ ย่อขาก้มตัวลง


    ผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง ผีไม่มีจริง...


    เขารักษาสีหน้าเฉยชา สายตาจ้องเขม็งอยู่แต่กับวัตถุเป้าหมายที่นอนอยู่แน่นิ่ง ไม่ล่อกแล่กหรือปล่อยให้หางตามองเห็นอะไรอื่น


    ผีจะมีอยู่จริงได้ยังไง ไม่งั้นเขาก็ต้องเคยเห็นแล้วสิ!


    เสิ่นจิ่วเอื้อมมือออกไปคว้าโทรศัพท์ได้โดยไร้อุปสรรค ไม่มีเสียงร้องครวญครางหรือใบหน้าน่าสะพรึงกลัวที่โผล่พรวดขึ้นมาให้เห็นเหมือนอย่างที่คิด รอบข้างยังคงมืดสนิท และตรงหน้ามีแต่พื้นสภาพสกปรกทรุดโทรมกับโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องเท่านั้น


    ชายหนุ่มปล่อยลมหายใจที่ไม่รู้ตัวว่ากลั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หลังจากได้สิ่งที่ตามหามาแล้วก็รีบชักมือกลับเข้าหาตัว


    ...แต่กลับพบว่ามันถูกกดไว้โดยมือเหี่ยวแห้งข้างหนึ่ง


    ทั่วร่างของเขาพลันชาวาบ ราวกับว่าตกลงไปในถังน้ำแข็ง


    มือข้างนั้นมีแขนเสื้อสีขาว เมื่อมองไล่ตามไปแล้วก็พบว่าเป็นแขนเสื้อของเสื้อกาวน์ที่ทั้งเปรอะไปด้วยคราบน้ำเหลืองน้ำหนอง ทับซ้ำเป็นหย่อมๆ ด้วยสีน้ำตาลคล้ำของเลือดที่แห้งกรัง


    ลมหายใจของเสิ่นจิ่วติดขัด หัวใจเต้นกระหน่ำทั้งด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว แต่ถึงอย่างนั้นก็กลับไม่อาจสั่งดวงตาให้หยุดมองได้


    เขาเลื่อนสายตาขึ้นไปเรื่อยๆ ทรวงอกที่หดเกร็งค่อยคลายลงเล็กน้อยเมื่อพบว่าใบหน้านั้นดูปกติอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเห็นใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ดูฉลาดและใจดีกำลังมองตอบมาด้วยรอยยิ้มบาง หากเป็นในสถานการณ์อื่นแล้วก็คงคงจะรู้สึกวางใจลงได้บ้าง แต่ทว่าเส้นผมกระเซอะกระเซิงและทั้งร่างท่อนบนที่บิดเบี้ยวก็กลับยิ่งบ่งบอกถึงความผิดมนุษย์มนาที่แอบแฝงอยู่


    ช่วงไหล่ทั้งสองข้างบีบเข้าหากันเสียจนดูราวกับถูกพับครึ่ง ในขณะที่ท่อนแขนข้างที่ยื่นมือมาทาบทับมือเขานั้นหักงอไปมา มองเผินๆ แล้วเสมือนว่ามีข้อพับข้อศอกอยู่หลายจุด ลักษณะการยัดช่วงตัวตั้งแต่ศีรษะจนถึงเอวเข้าไปอยู่ในที่แคบไม่กี่นิ้วใต้เตียงได้อย่างนี้ก็ทำให้อีกฝ่ายดูประหนึ่งตุ๊กตากระดาษที่ถูกขยำทิ้งอย่างสั่วๆ


    ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มอยู่นั่นค่อยๆ ขยับ เอ่ยออกมาเป็นเสียงแหบแห้งว่า


    “คุณคนไข้...”


    เสิ่นจิ่วมองเห็นภาพตรงหน้าค่อยๆ พร่ามัว รายละเอียดต่างๆ หลอมละลายไปคล้ายมีใครเอากระจกขุ่นมากั้นขวาง เขาอยากจะปล่อยมือจากโทรศัพท์ อยากจะกระชากมือออก หรือไม่ก็ผุดลุกขึ้นวิ่งหนีไป แต่ก็กลับควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้เลยแม้แต่ปลายนิ้ว หัวสมองรับรู้แต่หัวใจที่เต้นรัวแรงและลมหายใจที่ถี่กระชั้นเสียจนความคิดไล่ตามไม่ทัน


    เมื่อเห็นเขาไม่ตอบ อีกฝ่ายก็เอ่ยเรียกซ้ำอีกครั้ง


    “คุณคนไข้...ได้เวลาตรวจแล้วครับ”


    อุณหภูมิโดยรอบยิ่งพลันลดฮวบลงอีกกะทันหัน


    เสิ่นจิ่วขยับปาก ไม่รู้ว่ากำลังจะปฏิเสธว่า ‘ไม่’ หรือส่งเสียงร้องออกไปกันแน่ เพราะลำคอแห้งผากตีบตันจนเปล่งเสียงออกไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ


    สัมผัสของมือที่วางอยู่บนมือนั้นคล้ายมีคล้ายไม่มีอยู่จริง มันไม่ส่งผ่านอุณหภูมิมาให้รู้สึกได้ว่าร้อนหรือเย็น ทั้งยังบ่งบอกไม่ได้ว่าฝ่ามือนั่นหยาบกร้านหรืออ่อนนุ่ม จะมีก็แต่เพียงน้ำหนักที่กดทับลงมาบนมือที่คล้ายกับว่าส่งผลให้สะกดการเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งร่าง


    เสิ่นจิ่วเบิกตากว้าง หัวใจยิ่งเต้นแรงแทบระเบิดเมื่อสิ่งตรงหน้ายิ่งยื่นหน้าเข้ามาใกล้


    “คุณคนไข้…”


    ทั้งที่ระยะย่นลงจนปลายจมูกแทบชิดกัน ยามเปิดปากพูดก็ไม่มีเค้าของลมหายใจเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งทำให้หลอกตัวเองได้ยากยิ่งขึ้นไปอีกว่านี่เป็นการวางแผนกลั่นแกล้งจากใครสักคน


    แต่ถึงอย่างนั้น รายละเอียดของไรผม ขนคิ้ว รอยเหี่ยวย่นตื้นๆ และรายละเอียดของเส้นเลือดในตาขาวก็ดูแจ่มชัดและสมจริงจนไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ใช่มนุษย์...


    “ได้เวลา...”


    ขอบโค้งคมปลาบของมีดผ่าตัดสะท้อนกับแสงจากไฟฉายของเขาเห็นเป็นประกายขาววาบ เสิ่นจิ่วสะดุ้งโหยงหลุดจากห้วงภวังค์ในฉับพลัน


    เขาพยายามขยับ ทั้งชักมือกลับมาและกระถดถอยหนี แต่ร่างกายก็กลับยังทรยศไม่ยอมขยับเลยสักนิด


    “ผ่า...ตัด...”


    คมมีดหันเข้าหา และพลันจ้วงแทงเข้าใส่ด้วยความเร็วที่ผิดกับความเชื่องช้ายามส่งเสียงพูดโดยสิ้นเชิง


    เสิ่นจิ่วหลับตาลงโดยสัญชาตญาณ ใจจำยอมต้องจำนนต่อความเจ็บปวดที่กำลังจะมาถึง...


    “ระวัง!”


    ทันใดนั้น ตัวของเขาก็ถูกดึงอย่างแรงจากด้านหลัง ทั้งร่างเสียหลักล้มหงายลงไปตามแรงรั้งและพิงเข้ากับอ้อมอกของใครคนหนึ่ง พ้นอันตรายจากมีดผ่าตัดไปได้อย่างหวุดหวิด


    เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ


    “เป็นอะไรรึเปล่าครับ?”


    เสิ่นจิ่วกะพริบตาปริบ หากเป็นเวลาปกติแล้วป่านนี้เขาก็คงจะดิ้นพล่านอาละวาดให้อีกฝ่ายปล่อยท่อนแขนที่โอบรอบเอวไปแล้ว แต่ด้วยความที่ยังไม่ทันหายตื่นตระหนกดีก็ทำให้ชายหนุ่มว่าง่ายขึ้นเป็นพิเศษ


    เขาหันกลับไป เงยหน้าขึ้น แล้วก็พบเข้ากับดวงตาดำขลับคู่หนึ่ง


    เจ้าของดวงตานั้นเมื่อสบตากับเขา บนใบหน้าหมดจดก็พลันผุดรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนจนน่าขนลุก


    “รุ่นพี่เสิ่น? มาทำอะไรแถวนี้คนเดียวล่ะครับ?”


    เสิ่นจิ่วทำเมิน รีบดึงสายตากลับแล้วหันไปยังใต้เตียงเจ้ากรรมนั่นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแหบๆ พูดพึมพำ


    “ได้เวลา...ได้เวลา...”


    ผี...ไม่ใช่...‘อะไรบางอย่าง’ นั่นเมื่อลงมือพลาดเป้าไปแล้วก็คล้ายกับจะยิ่งกระสับกระส่าย สีหน้าที่ดูยังพอเป็นมิตรอยู่ก่อนหน้าเริ่มบิดเบี้ยว เช่นเดียวกันกับเสียงพูดย้ำๆ อย่างร้อนรนขึ้นเรื่อยๆ


    “ผ่าตัด ผ่าตัด ต้องผ่าตัด...”


    ร่างใต้เตียงบิดขยับไปมา เกิดเป็นเสียงกรอบแกรบที่ชวนคลื่นเหียน


    “อยู่ไหน?!” มือเหี่ยวแห้งราวกิ่งไม้แก่สองก้านควานคลำหา สะเปะสะปะไปมาในขณะที่ก็เริ่มขึ้นเสียง “พยาบาล!!! คนไข้หายไปไหน?!?”


    ความบ้าคลั่งที่เดือดพล่านอยู่เบื้องใต้ค่อยๆ ปะทุขึ้น ดันเอาเปลือกของความ ‘ปกติ’ เสี้ยวสุดท้ายให้เปิดอ้าออก


    “ไม่ทันแล้ว! จะมาแล้ว...จะมาแล้ว...เขาจะมาแล้ว...”


    ลูกตาปูดโปนแทบถลนยามสอดส่ายมองหาการมาถึงของอะไรบางอย่าง ดวงตาที่ไม่สะท้อนแววอะไรเลยมองผ่านพวกเขาทั้งคู่ไปรอบหนึ่ง ปากก็พึมพำไม่หยุดว่า “จะมาแล้ว จะมาแล้ว” ก่อนที่จะสังเกตเห็น...


    “เขามาแล้ว!!”


    วิญญาณตนนั้นจ้องเขม็งมาทางเสิ่นจิ่ว คงด้วยความเลอะเลือนจึงทำให้ท่าทีเปลี่ยนกลายเป็นหวาดกลัวคนที่ตัวเองเพิ่งจะเห็นเป็น ‘คนไข้’ อยู่เมื่อกี้


    “อย่าเข้ามานะ!!!”


    แม้อีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายที่แสดงอาการหวาดผวาออกมามากกว่า แต่เมื่อถูกถลึงตาตะโกนใส่เข้าแล้วเสิ่น
    จิ่วก็เผลอกระถดหนีไปด้านหลัง เบียดตัวเองเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของชายแปลกหน้าโดยไม่รู้ตัว


    ...และถึงฝ่ามือที่ลูบหลังให้นั่นจะน่ารำคาญ ก็ยังต้องยอมรับว่าช่วยทำให้อุ่นใจได้ไม่น้อยเลย


    ทว่าขณะเดียวกันนั้น คนที่ช่วยปลอบก็กลับดูจะมีการตอบสนองต่อสิ่งตรงหน้าที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง


    “ปกติผีน่ารำคาญขนาดนี้เลยเหรอครับ?” เสียงทุ้มที่ทีแรกสุภาพนุ่มนวลเริ่มจะปนเค้าความหงุดหงิดขึ้นมาจางๆ


    เสิ่นจิ่วอยากจะตอบกลับไปด้วยประโยคประจำใจของตัวเองว่า ‘ผีไม่มีจริง’ แต่เพราะกลัวว่าเสียงจะสั่นจึงเพียงเม้มปากนิ่ง มองแพทย์ผู้เสียสติตรงหน้ายิ่งลนลานหนักข้อ


    “อย่า! อย่า...!!”


    ร่างกายที่เดิมทีก็ดูชวนสยดสยองอยู่แล้ว พอยิ่งมาพยายามตะเกียกตะกายถอยหลังแล้วก็ยิ่งชวนให้นึกถึงสัตว์เลื้อยคลานหรือไม่ก็แมลงอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงแกรกกรากดังออกมาตามการเคลื่อนไหว


    ชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นเดาะลิ้น “หนวกหู”


    “อ๊าา...อ๊ากกก!!!!”


    ใบหน้าตาถลนยิ่งถอยห่างไปจากรัศมีแสงไฟฉายแล้วก็ยิ่งดูน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิมในความมืดสลัว ริมฝีปากซีดเผือดอ้ากว้าง อยู่ดีๆ ก็เปล่งเสียงร้องโหยหวนที่ทั้งแหบแห้งและแหลมสูงขึ้นมาเสียเฉยๆ


    มันเป็นเสียงที่ได้ยินแล้วก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจได้พอๆ กับเสียงชอล์กขูดกระดานดำ และก็มีอิทธิพลมากพอจะทำให้เสิ่นจิ่วผงะ


    และด้านหลังก็ตอบสนองด้วยอ้อมแขนรอบเอวที่กระชับขึ้น ทำให้แผ่นหลังของเขาแนบชิดกับแผ่นอกของอีกฝ่ายยิ่งไปกว่าเดิม


    แต่แล้วทันใดนั้น ทุกอย่างก็หายวับไป


    ทั้งชายในเสื้อกาวน์ที่ดูเหมือนผู้ป่วยมากกว่าแพทย์ ใบหน้าน่ากลัวนั่นของเขา และเสียงร้องชวนสั่นประสาท ทั้งหมดนั่นพลันหายไปโดยฉับพลันพอๆ กับตอนที่ปรากฏขึ้นมาต่อหน้า ทำให้ความกลัวแปรเปลี่ยนกลายเป็นความประหลาดใจไปเสียเฉยๆ


    หลังสิ้นเสียงนั้นไปแล้วก็เหลือเพียงความเงียบเข้าปกคลุมไปครู่ใหญ่ ก่อนที่เสิ่นจิ่วที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าถูกสวมกอดมานานสองนานแล้วจะเริ่มดิ้นหนี


    เขากัดฟัน กดเสียงลงต่ำ “ปล่อย”


    เงียบงันผ่านไปอีกครู่หนึ่ง จากนั้นก็คล้ายว่าจะได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ ดังมาจากข้างหลังก่อนมือรุ่มร่ามจะยอมผละให้อย่างว่าง่าย


    เสิ่นจิ่วรีบลุกขึ้นยืน สร้างทั้งระยะห่างและกำแพงล่องหนที่ประกาศว่าไม่ต้องการให้ใครเข้าใกล้ แต่ฝ่ายตรงข้ามเองก็ดื้อดึงไม่แพ้กัน ชายหนุ่มรีบเสนอหน้าแนะนำตัวทั้งๆ ที่ยังคุกเข่าอยู่กับพื้น ไม่สนใจสักนิดว่าสีหน้าของคู่สนทนาจะเรียบเฉยเย็นชาถึงขนาดไหน


    “ผมลั่วปิงเหอนะครับ เพิ่งเข้าเรียนปีนี้ จริงๆ อยู่กลุ่มเดียวกับรุ่นพี่หลิ่วแต่พอดีอยากลองของคนเดียวเลยปลีกตัวออกมา...”


    “ไม่ได้ถาม” เขาตัดบทสนทนาอย่างไร้เยื่อใย


    กระนั้นอีกฝ่ายก็กลับดูจะไม่สะทกสะท้าน เปลี่ยนเรื่องพูดต่อไปอย่างลื่นไหลว่า


    “เมื่อกี๊รุ่นพี่ตัวสั่นมาก กลัวขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”


    เสิ่นจิ่วขมวดคิ้ว ปฏิเสธทันควันว่า “หนาว”


    “อ๋อ” ลั่วปิงเหอยิ้ม ภาพซ้อนของสุนัขกระดิกหางหายวับไปในทันทีที่ผุดลุกขึ้น “มายืนใกล้ๆ ผมสิครับ ผมตัวอุ่นนะ”


    ตอนเหมือนสุนัขก็ไม่ใจอ่อนอยู่แล้ว ยิ่งพอมายืนค้ำศีรษะคุกคามแบบนี้แล้วเสิ่นจิ่วก็ยิ่งไม่เหลือความเมตตาจะเผื่อแผ่ เขายังคงยืนยันคำเดิม


    “ไม่”


    พูดจบแล้วก็หันหลังจะเดินหนี โดยที่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะหาญกล้าถึงขั้นคว้ามือเพื่อรั้งเขาไว้ แถมยังทำตาเชื่อมออดอ้อนเป็นลูกหมาอีกต่างหาก


    “รุ่นพี่...”


    “ปล่อย!” เสิ่นจิ่วขมวดคิ้ว น้ำเสียงเข้มขึ้นจนจะฟังดูเหมือนเสียงขู่


    ชายหนุ่มรุ่นน้องเมื่อถูกดุเข้าแล้วก็รีบร้อนปล่อยมือ แต่บนใบหน้าก็ยังไม่วายยิ้มปะเหลาะ “อ๊ะ ขอโทษครับ พอดีลืมตัว”


    เขาแค่นเสียง “เกาะแกะคนอื่นแบบนี้จนชินรึไง”


    ลั่วปิงเหอกะพริบตา รอยยิ้มยิ่งขยายกว้างขึ้นสว่างไสวขณะย้อนถาม “รุ่นพี่หึงผมเหรอครับ?”


    คราวนี้เป็นเสิ่นจิ่วที่ทำตัวไม่ถูกเสียเอง เขากระอึกกระอักไปชั่ววูบแล้วก็ได้แต่ทำเสียงเขียวตอบโต้กลับไปว่า “ใครมันจะไปหึงคนแปลกหน้าได้”


    “อ้อ” ลั่วปิงเหอชะงัก แม้รอยยิ้มยังไม่จางหายแต่สีหน้าก็กลับช่างแปลกประหลาด “นั่นสินะครับ ผมลืมไป”


    “แล้วจะปล่อยมือได้รึยัง”


    เจ้าหนุ่มอิดออด ทำตาปรอยใส่เขาขณะส่งเสียงค้านอ้อยส้อยว่า “แต่...”


    เสิ่นจิ่วพยายามสะบัดมือทิ้ง แต่ก็ไม่เป็นผล มือถูกอีกฝ่ายยึดกุมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น


    เขาออกแรงมากขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ จนต้องใช้คำเดิมเป็นรอบที่สาม


    “ปล่อย!”


    “แต่ผม...”


    “อุ๊ย”


    พวกเขาชะงักกึกไปทั้งคู่ โดยเฉพาะเสิ่นจิ่วที่มีปฏิกิริยาสะดุ้งรุนแรงเป็นพิเศษ


    หนิงอิงอิงมองสลับไปมาระหว่างใบหน้าของคนทั้งสอง ทีแรกเห็นเสิ่นจิ่วใบหน้าแข็งทื่อก็นึกสงสัย แต่พอหันไปเห็นเห็นสีหน้าของอีกคนแล้วก็รับรู้ได้ในทันทีว่าตัวเองมาขัดจังหวะ จึงรีบแก้ตัวด้วยสาเหตุว่า


    “พอดีเห็นรุ่นพี่เสิ่นหายไปนานก็เลยมาตาม...”


    เสิ่นจิ่วขมวดคิ้ว ถึงเขาไม่ช่ำชองป๊อปคัลเจอร์เท่าซั่งชิงหัวก็ยังคิดว่า ถ้านี่เป็นหนังสยองขวัญแล้วตัวเองตายคนแรก หนิงอิงอิงที่ทะเล่อทะล่าตามมาตัวคนเดียวแบบนี้ก็คงไม่พ้นเป็นศพที่สองแน่...


    อีกฝ่ายต่างคนต่างไม่มีใครพูดตอบ ความเงียบที่หนิงอิงอิงได้รับก็ยิ่งทำให้เจ้าหล่อนกระอักกระอ่วนจนต้องโพล่งต่ออีกว่า


    “ขอโทษค่ะ ไม่คิดว่าจะ...” สาวน้อยถูกสายตาเรียบเฉยของเสิ่นจิ่วสำกดคำพูดไว้ แต่ก็ความคิดก็ต่อท้ายไปแล้วว่า ‘อยู่กับแฟน’ พร้อมทั้งหวีดร้องในใจจนเสร็จสรรพ


    ร้ายมาก! บอกว่าไปหาโทรศัพท์แต่จริงๆ แอบมานัดจู๋จี๋!!!


    “จะกลับไปเดี๋ยวนี้ละ” เสิ่นจิ่วหันไปพูดกับหนิงอิงอิงแล้วออกแรงอีกเฮือก ในที่สุดก็ดึงมือตัวเองกลับมาได้สำเร็จ


    “แต่ผมว่ารุ่นพี่กลับหอเลยดีกว่านะครับ”


    เขามองลั่วปิงเหอตาขวาง แต่เพราะอยู่ต่อหน้าหนิงอิงอิงถึงได้สะกดกลั้นคำด่าแล้วเปลี่ยนเป็นให้เหตุผลแทน


    “ถ้าไม่มีฉัน ซั่งชิงหัวก็คงนั่งหัวหดอยู่ที่นี่จนเช้า”


    “อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ เมื่อกี๊กลุ่มของรุ่นพี่หลิ่ววนมาเจอกันพอดี ตอนนี้ก็เหลือแค่รอรุ่นพี่กลับไป...” คำพูดค้างเติ่งอยู่กลางคันอีกครั้ง หนิงอิงอิงที่หวังดีจะช่วยพูดให้เสิ่นจิ่วสบายใจแต่กลายเป็นถูกจ้องด้วยสายตาขุ่นเคืองกลับมา ในขณะที่ลั่วปิงเหอจากสีหน้าบึ้งตึ้งก็เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง กลับตาลปัตรกันเสียทำเอาเธอสับสนงุนงงไปหมด


    “ถ้ามีรุ่นพี่หลิ่วอยู่ด้วยก็ไม่เป็นไรแล้วละครับ รุ่นพี่กลับเถอะ”


    เสิ่นจิ่วยังคงขมวดคิ้ว จริงอยู่ที่ถ้ามีหลิ่วชิงเกอแล้วก็คงไม่เป็นไร และถ้าเขาแยกกลับไปเองแบบนี้ก็จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าเจ้านั่นด้วย...


    แต่ถ้าเขากลับตอนนี้ หลิ่วชิงเกอก็จะคิดว่าเขาขี้ขลาดหนีกลับไปก่อนน่ะสิ


    “รุ่นพี่หน้าซีดมากเลยนะครับ พรุ่งนี้ก็มีเรียนเช้าด้วยไม่ใช่เหรอ? ผมว่ารีบกลับไปพักดีกว่า...จริงๆ นะ”


    “ทำไมถึงรู้ว่าฉันมีเรียนเช้า”


    “พี่หัวหน้าทัวร์คนนั้นเป็นคนบอกครับ” ลั่วปิงเหอยิ้ม “เขาว่าเพราะรุ่นพี่เสิ่นมีเรียนเช้าเลยต้องรีบเริ่มตั้งแต่หัวค่ำจะได้เสร็จเร็วขึ้นหน่อย”


    “.....”


    พูดตามตรง เสิ่นจิ่วจำไม่ได้ว่าซั่งชิงหัวได้พูดแบบนั้นรึเปล่า แต่ซั่งชิงหัวก็เป็นพวกพูดจาเลื่อนเปื้อนไปเรื่อยมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แถมตัวเขาเองก็ฟังหมอนั่นพล่ามแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาอยู่บ่อยๆ ถึงได้จำบทสนทนาได้บ้างไม่ได้บ้างอยู่ทุกที


    ...ว่าแต่นี่เขาหน้าซีดจริงๆ เหรอ? แบบนี้ถ้าหลิ่วชิงเกอเห็นเข้าแล้วจะเหน็บแนมว่าอะไรอีกล่ะ?


    ให้ตายเถอะ ถึงจะไม่อยากรับรู้แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อกี้เขาเจอผี


    และถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ประสบการณ์เจอผีครั้งแรกทำเขาทั้งเหนื่อยทั้งล้า จนคร้านจะไปสู้กับปากคอเราะร้ายของหลิ่วชิงเกอจริงๆ...


    เสิ่นจิ่วลังเลไปมาอยู่สองนาน แต่แล้วระหว่างที่พยายามตัดสินใจ ความหนาวยะเยือกซ้ำเดิมก็คล้ายจะคืบคลานกลับมาอีกครั้ง


    ชายหนุ่มหันขยับ มองย้อนไปยังใต้เตียงที่ว่างเปล่านั่น ยังรู้สึกหวาดเสียวแปลกๆ อยู่นิดๆ ในใจทั้งที่ก็เห็นว่าไม่มีอะไรอยู่ทั้งนั้น


    “รุ่นพี่?” สองรุ่นน้องหนึ่งหญิงหนึ่งชายประสานเสียงเรียกขึ้นมาพร้อมกัน


    เขากะพริบตา หนึ่งครั้ง...สองครั้ง...จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีอะไรโผล่มาอีกก็ถึงได้ส่ายหน้าให้ทั้งสองคนที่กำลังมองเขาอย่างสงสัยใคร่รู้


    ดูเหมือนว่าการเจอผีจะฝังใจตัวเองมากกว่าที่คิด...ถึงได้เริ่มมีอาการเหมือนประสาทหลอนขึ้นมาแบบนี้
    เสิ่นจิ่วเม้มปาก ตัดสินใจในที่สุดว่า


    “ถ้างั้นฉันกลับก่อน ฝากบอกซั่งชิงหัวด้วย”


    หนิงอิงอิงพยักหน้า ทันรับคำเสียงเบาแค่ “ค่ะ” ก็ถูกเสิ่นจิ่วเดินตัดหน้าออกจากห้องไปแล้ว โดยที่มีหนุ่มหล่อร่างสูงอีกคนสาวเท้าตามไปติดๆ


    “เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ”


    “ไม่ต้อง ไปไกลๆ”


    ลั่วปิงเหอยิ้มหวาน “ยังโกรธเรื่องเมื่อกี๊อยู่อีกเหรอครับ”


    หญิงสาวยืนฟังทั้งคู่ตอบโต้กันไปมาเหมือนไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของบุคคลที่สามอย่างเธออีกแล้ว ขณะเดียวกันก็รำพึงกับตัวเองว่า


    เฮ้อ เบื่อพวกมีแฟน...




  • หมิงฟานที่เห็นหนิงอิงอิงหายไปนาน เมื่อเดินตามมาแล้วก็เห็นอีกฝ่ายยืนมืดๆ อยู่คนเดียวแล้วก็ร้องทักว่า


    “ทำอะไรอยู่? รุ่นพี่เสิ่นล่ะ?”


    จนหมิงฟานเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ แล้วหนิงอิงอิงก็ยังไม่ยอมตอบ สายตาเจ้าหล่อนมองตามแผ่นหลังของชายสองคนเดินเคียงกันไปในความมืด ก่อนจะทอดถอนใจออกมาด้วยความอิจฉา


    “ดีจัง ชั้นก็อยากออกไปข้างนอกดึกๆ แล้วมีแฟนมารับกลับบ้านบ้างเหมือนกัน”


    ชายหนุ่มมองตามไปบ้าง แต่ปฏิกิริยาตอบสนองกลับมีแค่


    “ฮะ?”


    หนิงอิงอิงเหลือบมองคนข้างตัวด้วยหางตา ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ แล้วอธิบายให้ฟังเหมือนเคย


    “ชั้นหมายถึงว่า ชั้นอิจฉารุ่นพี่เสิ่นที่มีแฟนมารับถึงที่แบบนี้ไง”


    แต่หมิงฟานกลับยังมีสีหน้างุนงงอยู่ไม่หาย แถมซ้ำร้ายแล้วยังมองเธอด้วยสายตาแปลกประหลาดอีกต่างหาก


    “แต่นั่นรุ่นพี่เสิ่นเดินอยู่คนเดียวนะ”


    “...เอ๊ะ?”



    _____________________________________________________________________________________________________



    หนึ่งบทเพลงสำหรับปิงเกอ

    นี่เขียนฟิคยี่สิบหน้าเพื่อเล่นมุกนี้จริงๆเหรอ
    ใช่
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in