Novelber 2017fdfeefa
Day 27 น้ำมันพราย

  •                “พ่อกลับเมื่อไหร่ก็ได้เพราะพ่อไม่ได้จองตั๋วขากลับไว้น่ะ”

     

                   “งั้นพ่อจะเดินทางกลับพร้อมผมไหมครับ?หรือว่าพ่ออยากอยู่ต่อกับทอมก่อน?”

     

                   ทำไมนะช่วงเวลาที่มีความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมออย่างเช่นในตอนนี้ที่เขาเพิ่งจะได้ปรับความเข้าใจกับแฟรงค์และเพิ่งได้นั่งพูดคุยพร้อมกันทั้ง3 คนก็ถึงเวลาที่จะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงว่าความสุขของเขากำลังจะผ่านไปเมื่อโทรศัพท์ของแฟรงค์มีสายเรียกเข้าจากที่ทำงานเพื่อถามถึงตารางการเดินทางกลับละวันที่แฟรงค์พร้อมไปเริ่มงานเพราะนี่ก็เลยเวลาที่แฟรงค์ขอลาเอาไว้มาหลายวันแล้ว

     

                   “แล้วเราจะกลับวันไหนละ?”

     

                   “ก็คงต้องเร็วที่สุดครับพ่อเป็นไปได้อาจจะต้องเป็นพรุ่งนี้เพราะถ้ากลับช้ากว่านี้ผมอาจจะโดนไล่ออกได้”

     

                   การไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันอย่างมีความสุขก็เป็นเรื่องนึงที่แอบเสียดายแต่เรื่องที่เขาเสียดายที่สุดคือเขาไม่มีโอกาสได้พาทั้งพ่อและแฟรงค์ไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญๆในตัวเมืองเลยทั้งที่สองคนอุตส่าห์มาทั้งทีกลับได้อยู่แค่ที่โรงพยาบาลกับที่ห้องของเขา

     

    “อย่าทำหน้าแบบสิคุณทำหน้าแบบนี้ผมไม่อยากกลับพอดี” แฟรงค์หันมาโยกหัวของเขาเล่นเมื่อเห็นว่าเขาเริ่มนั่งเงียบตั้งแต่ที่ทั้งสองคนเริ่มคุยกันเรื่องวันกลับบ้าน

     

    “แฟรงค์ต้องรีบกลับไปทำงานแล้วพ่อละครับไม่อยู่เที่ยวต่อเหรอ? อุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว”

     

    “อย่ามาลงที่พ่อไม่ต้องมาอ้อนแบบนี้ถ้าพ่ออยู่เที่ยวต่อแล้วใครจะอยู่กับย่าเรา?ที่ฝากไหว้วานเขาไว้ก็กระทันหันบอกเขาไว้ว่าไม่เกินสามสี่วัน อีกอย่างหายมาหลายวันแบบนี้กลับไปยังไม่รู้จะเดินเข้าบ้านได้หรือเปล่าเลยย่าเรานะสั่งเปลี่ยนกุญแจบ้านไปหมดแล้วรึยังก็ไม่รู้”

     

    ก็จริงหายมาทั้งสองคนแบบนี้ไม่รู้ว่าป่านนี้ย่าจะน้อยใจเขากับพ่อไปถึงไหนในเมื่อเขาไม่สามารถรั้งคนทั้งสองเอาไว้ได้เพราะต่างคนต่างก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเขาก็ไม่ควรทำตัวเป็นเด็กขี้เหงาแล้วทำให้ทุกคนลำบากใจโดยการทำตัวเลิกหงอยแล้วก็เริ่มช่วยแฟรงค์โทรติดต่อหาตั๋ว

     

    โชคดีที่ช่วงนี้ไม่ใช่หน้าท่องเที่ยวของเมืองนี้ทำให้หาตั๋วเดินทางได้ไม่ยากเพราะฉะนั้นแม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเกือบเย็นแต่เขาก็ยังสามารถหาตั๋วสำหรับทั้งสองคนในเวลาเที่ยงของวันพรุ่งนี้ได้และแม้ว่าจะจองแบบกระทันหันราคาที่ได้มาก็ไม่แพงไปกว่าราคามาตรฐานมากนัก

     

    หลังจากจัดการเรื่องของตั๋วเสร็จเขาก็ทิ้งให้2 คนนั้นจัดข้าวของเตรียมตัวเดินทางส่วนเขาก็ปลีกตัวมาที่ระเบียงรีบจัดการโทรไปจองโต๊ะที่ร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองนี้ที่ร้านนี้กลายเป็นที่นิยมได้ก็เพราะมีอาหารจำพวกฟิวชั่นแถมยังที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพอดีสถานที่ดีบวกกับอาหารอร่อยเลยทำให้ร้านนี้กลายเป็นร้านดังได้ไม่ยากเหมือนเช่นเขาที่เขาเจาะจงเลือกร้านนี้เพราะอย่างน้อยช่วงก่อนทานอาหารทั้งสองอาจคนจะได้เดินดูอะไรแถวในเมืองบ้าง

     

     

    “สรุปแล้วลูกคิดว่าคุณเดฟเขาต้องการจะให้ลูกฟังในแฟรงค์อยากจะพูดกับลูก?”

     

    อาหารคาวผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ใช่เพราะว่าพวกเรารู้สึกหิวมากแต่มันเป็นเพราะอาหารร้านนี้อร่อยสมคำร่ำลือในช่วงที่เรากำลังนั่งพูดคุยไปเรื่อยเปื่อยเพื่อรอของหวานมาเสริฟพ่อก็เอ่ยปากถามเรื่องของคุณเดฟขึ้นมา

     

    “ผมคิดว่านะครับพ่อ”

     

    “งั้นแบบนี้เขาก็จะไม่มาวุ่นวายกับลูกทั้งสองคนแล้วใช่ไหม?”

     

    “ก็คงงั้นมั้งครับ”

     

    “ก็ดีแล้วๆให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ ทอมพ่อขอเตือนนะลูกก็อย่าเข้าไปยุ่งเรื่องพวกนี้อีกเพราะนอกจากพ่อว่ามันจะมีแต่เรื่องแปลกๆแล้ว คุณจอห์นอะไรนั้นดูท่าแล้วเขาก็คงไม่อยากที่จะพูดเรื่องนี้เท่าไหร่นัก”

     

    “ครับพ่อ”

     

    “คุณมีอะไรรึเปล่า?”

     

    “เปล่าๆผมไม่เป็นไร”

     

    “สีหน้าคุณดูไม่ดีเลยทอม”

     

    “ไม่มีอะไรหรอกเออ ว่าแต่นี่กลับไปถึงโน้นคุณก็ต้องเริ่มงานเลยเหรอ...”

     

    อย่างที่พ่อพูดก็ถูกเรื่องมันจบลงได้ด้วยดีแบบนี้แล้วเขาก็ไม่สมควรเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้อีกแต่สายตาของคุณเดฟที่มองมาที่เขาเมื่อช่วงสายนั้นมันทำให้เขาไม่สามารถที่จะทิ้งเรื่องนี้ไปเฉยๆได้ เขาไม่สามารถที่จะเก็บเรื่องราวทั้งหมดนั้นเอาไว้ที่ตัวเพียงคนเดียวปล่อยเอาไว้แบบนั้น

     

    เขาไม่เถียงว่าที่คุณเดฟทำแบบนี้คงเป็นเพราะคุณเดฟคงอยากจะให้เขาคุยกับแฟรงค์ให้รู้เรื่องคงมองเรื่องของเขากับแฟรงค์เป็นเหมือนเรื่องของตัวเองยิ่งแฟรงค์อยู่ด้วยตัวคนเดียวเหมือนกับตัวเองอีกคุณเดฟคงอยากจะช่วยแต่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นแค่เรื่องนี้เขาคิดว่าคุณเดฟเองก็คงมีเรื่องอะไรที่อยากจะบอกกับคุณจอห์นและเขาเองก็ทำทุกอย่างที่จะให้คุณจอห์นรับรู้

     

    “ว่าแต่รับปากพ่อก่อนทอมว่าลูกจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องราวนั้นอีก”

     

    “โธ่ พ่อครับจนผมมาพูดเรื่องอื่นแล้วพ่อก็ยังจะกลับมาเรื่องนี้ผมว่าพ่อกับย่าเนี่ยน่าจะนิสัยเหมือนกันมากเลยนะครับ”

     

    “พูดอย่างนี้เราหมายความว่ายังไงทอมหาว่าพ่อแก่รึไง?”

     

    “เปล๊าน่าผมเปล่าแฟรงค์คุณว่าพ่อผมแก่ไหมละ?”

     

    “ทอม อย่าเอาผมเข้าไปยุ่งสิครับ”

     

    เขาพยายามเปลี่ยนบทสนทนาบนโต๊ะอาหารให้เป็นเรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับคุณเดฟเพราะเขาไม่อยากที่จะโกหกพ่อของเขาเขาไม่อยากรับปากแต่ทำไม่ได้ละก็โชคดีที่ทุกคนยอมลื่นไหลไปกับบทสนทนาใหม่นั้น

     

     

    “ดูแลตัวเองดีๆละ”

     

    “เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับพ่อแฟรงค์ฝากพ่อด้วยนะ”

     

    “ได้เลยครับ”

     

    “ถึงแล้วโทรมาด้วย”

     

    “คุณจะยอมรับโทรศัพท์จากผมแล้วเหรอ?”

     

    “อื้ม”

     

    “งั้นผมไปแล้วครับ”

     

     

    ตั้งแต่วันที่พ่อกับแฟรงค์กลับไปวันนี้ก็เป็นวันที่3 แล้วที่เขาไม่สามารถติดต่อคุณจอห์นได้ไม่ว่าจะพยายามโทรไปหาเท่าไหร่ก็จะเป็นสัญญาณของการปิดเครื่องในตอนเช้าเขาก็ไม่เจอคุณจอห์นที่ร้านกาแฟเหมือนเคย จะไปหาที่ทำงานเขาก็ไม่เคยรู้เลยว่าคุณจอห์นทำงานอยู่ที่ตึกไหนและต่อให้หลังเลิกงานเขาไปรอคุณจอห์นที่ใต้ตึกที่พักเขาก็ไม่เคยเจอกับคุณจอห์น

     

    ‘เฮ้อ’ลมหายใจถูกปล่อยทิ้งออกมาเพราะดูเหมือนว่าวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ความตั้งใจของเขามันสูญเปล่าเขานั่งรอมาตั้งแต่ตอนยังไม่หกโมงครึ่งจนตอนนี้เวลาก็ผ่านไปถึง2 ทุ่มแล้วเขาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของคุณจอห์น

     

    “นั้นมัน...”

     

    ก่อนที่เขาจะถอดใจและกลับห้องเพื่อไปตั้งหลักใหม่ในวันพรุ่งนี้หางตาของเขาก็เห็นเข้ากับใครบางคนที่ทำไมเขารู้สึกคุณต่อเหมือนว่าเขาเห็นที่ไหนเขาลองมองจ้องดูดีๆเขาก็เห็นว่าผู้หญิงที่ดูเหมือนจะสูงอายุที่กำลังจะเดินเข้าไปในตึกที่พักของคุณจอห์นนั้นคือคุณแม่ของคุณจอห์นนั้นเองยังไม่ได้ทันตัดสินใจให้ดีว่าควรจะทำอย่างไรขาของเขามันก็ก้าวออกไปและไปหยุดที่หน้าของแม่ของคุณจอห์นโดยอัตโนมัต

     

    “สวัสดีครับผมชื่อทอมเป็นเพื่อนกับจอห์นครับ”

     

    “สวัสดีค่ะไม่เห็นเคยเห็นหน้ามาก่อนเลยรู้จักกับตาจอห์นด้วยเหรอจ๊ะ?”

     

    “ครับผม”

     

    “แล้วคุณรู้จักดิฉันได้ยังไงคะ?เหมือนว่าเราจะไม่เคยเจอกันมาก่อนใช่ไหมจ๊ะ?”

     

    “เอ่อ พอดีจอห์นเอารูปคุณน้ามาให้ดูครับผมเลยจำได้”

     

    ไม่ใช่หรอกมันไม่ใช่เลยคุณจอห์นไม่เคยเอารูปของแม่ตัวเองมาให้เขาดูแต่ในภาพฝันที่เขาเห็นนั้นเขาเห็นรูปของผู้หญิงคนนี้ที่ถ่ายคู่กับคุณจอห์นถูกแขวนติดเอาไว้ในบ้านหลังนั้นด้วยและเขาก็จำได้ว่าตอนที่สองคนนั้นทะเลาะกันคุณเดฟได้ชี้รูปนั้นโดยระบุว่าเปนแม่ของคุณจอห์น

     

    “อ้อแบบนี้นี่เอง ว่าแต่เรามาเยี่ยมตาจอห์นเหรอจ๊ะ?”

     

    “ครับๆ ผมมาเยี่ยมเขา”

     

    “งั้นขึ้นไปพร้อมฉันก็ได้จ๊ะ”

     

    “ขอบคุณครับ”

     

    เปิดห้องมาเขาก็ต้องผงะไปกับไอร้อนที่ตีออกมาตามลมในห้องของคุณจอห์นถูกปรับให้อยู่ในอุณหภูมิที่สูงทั้งๆที่ตอนนี้มันไม่ใช่หน้าหนาวแล้วจนเขาเองต้องปลดกระดุมเม็ดเสื้อบนออกเพื่อให้หายใจได้สะดวกมากขึ้น

     

    “นั่งรอตรงนี้ก่อนก็ได้จ๊ะเดี๋ยวแม่เข้าไปเรียกตาจอห์นออกมาให้”

     

    “ครับ”

     

                   ‘คุณเดฟ’ ขาของเขาที่จะก้าวไปนั่งที่โซฟาชะงักข้างไว้ชั่วครู่เมื่อภายในห้องนี้ไม่ได้มีเพียงเขาคุณจอห์น และ แม่ของคุณจอห์น แต่ยังมีคุณเดฟที่นั่งอยู่ที่โซฟาอยู่ก่อนเขาจะเข้ามาแต่การที่เขาเห็นว่าคุณเดฟมีตัวตนในครั้งนี้มันไม่ได้ทำให้เขากลัวเหมือนอย่างเคยอาจจะเพราะเขารู้แล้วว่าคุณเดฟมีความตั้งใจดีกับเรื่องของเขาอาจจะมีแค่การตกใจเพราะไม่ได้เตรียมใจเอาไว้ว่าจะได้เจอเขาจึงเริ่มก้าวเดินไปที่โซฟาในนั่งลงในฝั่งตรงข้ามกับคุณเดฟ

     

                   “สวัสดีครับ”

     

                   คุณเดฟไม่ได้มองกลับมาที่เขาหรือมีปฎิกริยาอะไรจากการทักทายคุณเดฟยังคงเอาแต่จ้องมองไปที่ประตูบานนั้นจนเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าคุณเดฟได้ยินเสียงของเขารึเปล่าเขาจึงพยายามจะลองเรียกดูอีกครั้งแต่แล้วเสียงที่รอดออกมาจากในห้องก็ทำให้เขาเบียงความสนใจเข้าไปทางด้านในแทน

     

                   เสียงนั้นมันเบามากจนเขาไม่สามารถฟังเป็นศัพท์ได้สักคำเขาซึ่งกำลังตัดสินใจว่าจะเดินไปฟังที่หน้าประตูดีหรือจะนั่งรออยู่ตรงนี้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทก็ต้องตกใจกับถาพที่เห็นเมื่อจู่ประตูห้องนอนบานนั้นก็ถูกแย้มออกและปรากฎภาพที่คุณจอห์นผู้ซึ่งถูกมัดอยู่กับเตียงกำลังโดนกรอกอะไรสักอย่างเข้าปาก

     

                   “เฮ้ย”

     

                   ความมีมารยาทถูกปัดตกทิ้งไปกับภาพนั้นลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปที่ห้องนอนเข้าไปยืนกั้นระหว่าง2 คนเอาไว้โดยที่ไม่ได้สนว่าคนที่กำลังกรอกอะไรสักอย่างเข้าปากนั้นจะเป็นถึงแม่ของคุณจอห์นเองก็ตาม

     

                   “นี่มันเกิดอะไรกันขึ้นครับ?”

     

                   “เธออย่ามายุ่งมันไม่ใช่เรื่องของเธออกไปฉันจะรักษาลูกของฉัน”

     

                   “ยาเหรอครับ?”

     

                   “ใช่ยา”

     

                   “ไม่ใช่ทอมนั้นไม่ใช่ยา”

     

                   “มันคือยาแกกินเข้าไปซะจะได้หายๆ ซะทีไอ้พวกผีบ้ามันจะได้ไม่ต้องเข้ามาใกล้แกอีก”

     

                   “เดฟเขาไม่ใช่ผีบ้า!!”

     

                   “ขนาดมันตายไปแล้วแกยังหลงมันอยู่อีกเหรอไงหะ??ฉันนี่อยากจะรู้จังว่ามันใช้น้ำมันพรายของสำนักไหนกันมันถึงสามารถทำให้แกเป็นขนาดนี้ได้ตายไปแล้วยังทำให้หลงอยู่ได้”

     

                   “แม่อย่ามาพูดแบบนี้นะ”

     

    “กินน้ำนี้เข้าไปซะกินเข้าไปไอ้น้ำมันพรายของต่ำพวกนั้นมันจะได้ออกไปจากแกซะที”

     

    “ไม่มีใครทำอะไรผมทั้งนั้นนอกจากแม่ก็เพราะแม่ไม่ใช่เหรอไงที่ทำให้ผมต้องโกหกคนอื่นทำให้เดฟเขาต้องตายแบบไม่ได้รับความเป็นธรรมก็เป็นเพราแม่ไม่ใช่รึไง??!!??”

     

                   เพี้ย!!

     

    “หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!!”

     

    ฝ่ามือของคุณแม่ของจอห์นฟาดลงบนใบหน้าของลูกของตัวเองเสียงทะเลาะทุกอย่างต่างหยุดลงความเงียบเข้าปกคลุมเป็นเวลานานและนั้นก็ทำให้เขารู้สังเกตุเห็นว่าคุณเดฟกำลังยืนมองดูเหตุการณ์ด้วยสายตาที่เศร้าสร้อยอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน

     

    “ฉันจะไม่ถือสาสิ่งที่แกพูดออกมาแล้วกันเพราะแกกำลังไม่สบายวันนี้ฉันกลับก่อนละ”

     

    คุณแม่ของจอห์นกลับออกไปแล้วในห้องนี้ตอนนี้คุณเดฟก็ไม่อยู่ตรงนี้จึงเหลือเพียงเขากับคุณจอห์นเพียงแค่2 คน เขานั่งลงที่เตียงแล้วค่อยๆ นั่งแก้มัดข้อมือทั้งสองข้างที่ถูกผูกติดกับเตียงออกให้คุณจอห์น

     

    “ขอบคุณครับคุณทอม”

     

    “คุณอยากทานอะไรไหม?น้ำ?”

     

    “ไม่เป็นไรครับผมโอเค”

     

    “คุณจอห์นครับ”

     

    “...”

     

    “ผมมีเรื่องที่ต้องคุยกับคุณ”

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    NQy(iR-
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in