CINALYSISน้ำนิ่งฯ
HUSTLERS รูดเสาเต้นรำระบำเปลื้องผ้าท้าปิตาธิปไตย

  •  

          สำหรับคนทั่วไป คงไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจเท่าไรนัก หนำซ้ำยังชื่นชมอีกต่างหากถ้าได้เห็นภาพชายวัยกลางคนท่าทางสุขุมนุ่มลึกภายใต้สูทสีเข้มพร้อมหมวกปีกบาน ปากพ่นควันฉุยจากบุหรี่ที่ถูกคีบด้วยนิ้วชี้กับนิ้วกลาง กระดกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมดแก้วภายในครั้งเดียวก่อนจะส่งสายตา “เชิงชาย” ไปยังหญิงสาวในละแวกใกล้เคียงเพื่อบริหารเสน่ห์สมชายชาตรีของตน เมื่อหญิงใดติดเบ็ดเสน่ห์เขาก็พร้อมจะตบรางวัลด้วยเงินอย่างงามในฐานะที่หล่อนปรนเปรอตัณหาเขาได้เสร็จสิ้นอย่างสุขสมอารมณ์หมาย และนี่คือภาพที่ถูกผลิตซ้ำบ่อยครั้งในโลกภาพยนตร์โดยเฉพาะแนว gangster เหล่าผู้ชายเป็นอาชญากร โลดแล่นในยามราตรีเพื่อทำภารกิจผิดกฎหมาย ขณะที่ผู้หญิงนั้นถ้าไม่ได้เป็นบทอีตัวยั่วราคะก็ต้องเป็นในฐานะแม่หรือภรรยาที่ดีคอยสามีอยู่ที่บ้าน ทำหน้าที่ตามบทบาททางเพศที่สังคมปิตาธิปไตยมอบให้อย่างเหนื่อยหน่าย ตรงกันข้ามกับ Hustlers ของ Lorene Scafaria ที่นำเอาความหมายของภาพยนตร์ gangster มาปัดฝุ่นใหม่ มอบพื้นที่ให้แก่เหล่าหญิงสาวในการทลายกรอบทางเพศที่ขังพวกเธอเอาไว้มานานแสนนาน 

          Hustlers ว่าด้วยเรื่องของกลุ่มสาวนักระบำเปลื้องผ้า (stripper) กลุ่มหนึ่งที่โดนพิษเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ Wall Street จนทำให้พวกเธอตัดสินใจเป็นอาชญากรด้วยการแอบถลุงเงินลูกค้าผู้ชายของพวกเธอ ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีมากกว่าใบปิดหนังหรือตัวอย่างจะให้ได้ ด้วยการดำรงอยู่ในสังคมปิตาธิปไตย เนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงค้าบริการทางเพศ (sex worker) ย่อมถูกทึกทักไปเองว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องใต้สะดือ ทว่าในความเป็นจริงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เชิดชูสตรี (women empowerment) ในหลายมิติโดยเฉพาะในมิติที่โจ๋งครึ่มอย่างการเผยเนื้อหนังมังสาท้าทายมายาคติด้านลบต่อโสเภณี (slut-shaming) โดยผู้กำกับและผู้เขียนบทที่เป็นผู้หญิงเอง

     


     

    หมาป่าตัวเมียแห่ง Wall Street

          ภาพยนตร์ถูกสร้างจากบทความหนึ่งซึ่งเขียนมาจากเหตุการณ์จริง โดยยังคงอิงเรื่องราวของกลุ่มสาวเปลื้องผ้าขโมยเงินลูกค้าดังเดิมรวมถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจกระทำเรื่องผิดกฎหมายด้วย นั่นก็คือการพังทลายทางเศรษฐกิจของ Wall Street หากมองไปยังภาพยนตร์ละแวกใกล้เคียงที่มีชื่อเสียงมากก็คงต้องเป็น The Wolf of Wall Street ของ Martin Scorsese แล้วเมื่อได้ดูภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องจะพบว่าทั้งสองเรื่องเป็นปฏิปักษ์ของกันและกันในด้านเพศ เราสามารถพูดได้ว่า Hustlers คือภาพยนตร์ Anti-The-Wolf-of-Wall-Street จากโลกที่อุดมไปด้วยผู้ชายเป็นโลกที่มีแต่ผู้หญิง จากโลกที่ผู้หญิง "โดน" ซื้อเพื่อไปปรนนิบัติผู้ชายกลายเป็นโลกที่ผู้หญิงเป็นฝ่าย "วางหมาก" ให้โดนซื้อเพื่อคุมเกมผู้ชาย น The Wolf of Wall Street มีการจัดประเภทผู้หญิงค้าบริการทางเพศออกเป็น ประเภทโดยเรียงจาก “ความเจียมเนื้อเจียมตัว” ของหญิงสาว ขณะใน Hustlers ตอกหน้ากลับด้วยการจัดหนุ่ม Wall Street ออกเป็น ประเภทด้วยเช่นกันแต่เรียงจาก “ความสกปรกในมือ” ของพวกเขา

    จะเห็นได้ว่าแม้ทั้งสองเรื่องจะมีจุดเริ่มต้นเรื่องราวเป็นพิษเศรษฐกิจ Wall Street เหมือนกัน แต่สายตาของผู้สร้างต่อเพศของตัวละครในเรื่องแทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

     


     

    สยิวแต่ไม่แสยง พลิกแพลงให้ทรงพลัง 

          ในขณะที่ The Wolf of Wall Street กำกับโดยผู้ชาย ตัวละครในเรื่องส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ชาย มีการซื้อผู้หญิงมาทำหน้าที่บริการทางเพศให้กับพวกเขา ด้วยมุมมองการเล่าเรื่องผ่านผู้ชายทั้งวิธีเสียงบรรยายนอกเฟรม (voice over)การให้ภาพบนจอมักเป็นผู้หญิงถูกห้อมล้อมด้วยผู้ชาย, ผู้หญิงมีหน้าที่ปลดปล่อยความใคร่ให้กับผู้ชายและเป็นแม่เลี้ยงลูกที่บ้านเพื่อให้ผู้เป็นสามีออกไปทำงานนอกบ้าน ทำให้ผู้หญิงยังคงถูกมัดคลุมไว้ด้วยสถานภาพที่ปิตาธิปไตยสร้างขึ้นอยู่ ต่างจากผู้หญิงเปลื้องผ้าใน Hustlers ไม่ว่าพวกเธอจะโหนเสาหรือเต้นยั่วบนเวทีก็ตาม แต่ด้วยสายตาแบบผู้หญิง (female gaze) ของ Scafaria ทำให้พวกเธอไม่ได้มีสถานะตกเป็นวัตถุทางเพศ (sex object) เลยแม้แต่น้อย เพราะ Lorene เลือกใช้งานภาพแบบมุมกว้าง (wide shot) เมื่อถึงฉากที่ตัวละครแสดงท่าทางยั่วยวน (sexually behave) ไม่ได้มีการใช้งานภาพระยะใกล้ (close-up) เพื่อสำรวจสรีระพวกเธออย่างแนบชิดดังเช่นภาพยนตร์หลายเรื่องที่มีการใช้สายตาแบบผู้ชาย (male gaze) จับจ้องทรวดทรงองค์เอวหญิงสาวอย่างหื่นกระหาย ทำให้การรูดเสารวมไปถึงการเต้นรำของพวกเธอดูสวยงามและทรงพลัง พวกผู้ชายรอบเวทีด้านล่างต่างหากที่จำต้องสยบยอมอยู่ใต้อำนาจพวกเธอ



          ถึงจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสาวระบำเปลื้องผ้าแต่กลับไม่มีฉากเปลือยทั้งตัวหรือฉากเพศสัมพันธ์เลย เป็นการย้ำว่าการค้าบริการทางเพศนั้นไม่ได้หมายถึงโสเภณีเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอต้องหลับนอนกับลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้น Hustlers น่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีการนำเสนอตัวละครสอนวิธี “รูดเสา” และ “เต้นยั่ว” เพื่อสร้างความบันเทิงต่อลูกค้า ซึ่งแปลกใหม่มากสำหรับโลกภาพยนตร์อันมีผู้ชายครองพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ สร้างการตระหนักรับรู้และทำให้แวดวงนี้เป็นเรื่องธรรมดา (normalize) สำหรับคนทั่วไป

     

    เชิดชูสาวแต่คนขาวพักก่อน

          อย่างที่ได้บอกไปในตอนต้นว่า Hustlers เชิดชูสตรีในหลายมิติ ภาพยนตร์ไม่ได้ดำรงตนเป็นสตรีนิยมผิวขาว (white feminism) กล่าวคือภาพยนตร์ไม่ได้ให้ตัวละครผิวขาวออกมานำเรื่องหรือมีคุณูปการยิ่งใหญ่ เมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่า Hustlers หลัก ๆประกอบด้วยตัวละครหญิงที่ไม่ได้เป็นคนขาวเลย มีสาวเปลื้องผ้าผิวขาวน้อยมากที่ปรากฏบนจอ ได้แก่ คนเอเชีย (Asian)คนดำ (Black) และตัวละคร Ramona รับบทโดย Jennifer Lopez ก็เป็นตัวละครที่อาศัยในย่านบรอนซ์ของอเมริกา (Bronx-born) ซึ่งเป็นย่านที่มักมีแต่คนเชื้อสายละติน (Hispanic) ตัวนักแสดงเองก็มีเชื้อสายเปอร์โตริกัน (Puerto Rican) ส่วนตัวละครหญิงผิวขาวที่เหลือก็มีบทบาทเป็นแค่หมากตามหลังอีกที 

    ในสารบบภาพยนตร์สตรีนิยม (feminism) ที่มีชื่อเสียงต่างนำโดยคนขาวไม่ว่าจะเป็น Little Women, Wonder Woman, Thelma & Louise หรือ The Hours น้อยเหลือเกินที่จะนำโดยคนผิวสี (people of color) แบบ The Third Wife จากเวียดนาม, Set it Off ที่เป็นผู้หญิงผิวดำล้วน Hustlers เป็นอีกหนึ่งในผลงานสำคัญที่ทวนกระแสปิตาธิปไตยไม่พอ ยังทวนกระแสชาตินิยมผิวขาว (white supremacy) อีกด้วย 

    นอกจากนั้นก็ไม่ได้มีแต่ผู้หญิงที่หุ่นเรียวเพรียวบางเท่านั้นที่จะได้โชว์ลวดลายบนจอ ยังพบว่ามีตัวละครอวบอ้วนสามารถเป็นสาวเปลื้องผ้าได้ด้วยเช่นกัน นับว่า Hustlers พยายามรวบรวมผู้หญิง (inclusive) ให้มีความหลากหลายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้



     

    ฉันก็มีจิตใจ ไม่อยู่แค่ในชื่อเพลงของจิ๋ว เดอะสตาร์

    เธอเห็นไหม เธอเห็นไหม ข้างในดวงตา

    อยากให้เธอค้นหา สิ่งที่มันซ่อนอยู่

    เธอรู้ไหม เธอรู้ไหม ข้างในดวงใจ

    มีเรื่องราวมากมายที่อยากให้เธอรับรู้

    เพลง ฉันก็มีจิตใจ

    ขับร้องโดย จิ๋ว เดอะสตาร์

          แม้จะเต็มไปด้วยแสงสีฟู่ฟ่าวาบวับสลับเพลงป๊อปและอาร์เอนด์บีร่วมสมัย ซ้ำยังมีเวลาเพียง ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้นในการเล่าชีวิตอันแสนโลดโผนของสาว ๆ Hustlers กลับเต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันซื่อสัตย์และหัวใจที่ติดดิน (down-to-earth) โดยปรกติแล้วภาพลักษณ์ของผู้หญิงมักเป็นมนุษย์ที่ฉุนเฉียวง่ายและมักริษยาชิงชังต่อกัน Scafaria ได้มอบสิ่งที่เรียกว่า “มิตรภาพ” ให้กับพวกเธอไม่ต่างจาก Scorsese หรือ Coppola มอบให้กับผลงาน gangster ของเขา เพียงแค่เปลี่ยนจากความคิดที่ว่ามิตรภาพอันแน่นแฟ้นเกิดขึ้นได้ใน “ลูกผู้ชาย” เท่านั้น มาเป็นความคิดที่ว่าผู้หญิงก็มีความรู้สึกผูกพันและลุ่มลึกไม่ต่างกัน โดยมีจุดร่วมกันคือหัวอกคนเป็นแม่ ฉากสำคัญฉากหนึ่งในเรื่องคือตอนที่ Destiny ตัดสินใจทำข้อตกลงกับตำรวจจนทำให้ Ramona ไม่พอใจ เมื่อเธอบอกเหตุผลไปว่าทำเพื่อลูก Ramona ก็เข้าสวมกอดเธอทันที ไม่มีคำอธิบายใดเพิ่มเติมนอกจาก Motherhood is a mental illness (ความเป็นแม่คืออาการป่วยทางจิต) แสดงให้เห็นว่าทั้งสองเข้าอกเข้าใจกันเป็นอย่างดีผ่านสถานะมารดา และการเป็นแม่ในเรื่องก็ไม่ได้มีผู้ชายเข้ามามีบทบาทสำคัญเลย ทั้ง Destiny และ Ramona ต่างเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว นอกจากจะยืนด้วยลำแข้งของตนเองก็มีเพื่อนสาวคอยโอบอุ้มกันและกัน นี่คือโลกที่ปราศจากความช่วยเหลือจากผู้ชายที่แท้จริง

          นอกจากจากบทบาทแม่ บทบาทการเป็นครูผู้อุ้มชูก็ถูกนำมาใช้เช่นกันไม่ต่างจาก Ramona สวมบทบาททั้งแม่เลี้ยงเดี่ยวและยังเป็นครูผู้รู้ช่ำให้กับ Destiny ขณะเดียวกันความเป็นพี่น้อง (sisterhood) ระหว่าง Ramona กับ Destiny ก็ยังเชื่อมถึงกันและกันโดยการเป็นครู-ศิษย์กับหัวอกคนเป็นบุพการี แทบไม่ต่างจากทบาทในภาพยนตร์ gangster เรื่องอื่น ๆ เลยเพียงแค่เปลี่ยนเพศสภาพชายมาเป็นหญิง

     

     

     

    ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าด้วยความกล้าหาญของ Scafaria ในการพยายามสนับสนุนผู้หญิงในโลกภาพยนตร์ที่ปิตาธิปไตยยังคงเข้มข้นนั้นมีประสิทธิภาพอย่างมากด้วยผลตอบรับที่ดีด้านคำวิจารณ์และรายได้ แม้กระแสเชิดชูผู้หญิงผ่านภาพยนตร์จะมาเรื่อย ๆ และมีแนวโน้มจะมากขึ้น แต่เราคงจะไม่ได้เห็นภาพยนตร์แนวนี้บ่อยนัก ภาพยนตร์ที่ช่วงชิงเรื่องเล่าหลัก (grand narrative) ที่ผู้ชายถือครองเพียงฝ่ายเดียวมานานให้มาตกอยู่ในมือของผู้หญิงบ้างขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งผู้หญิงที่ลักษณะชายขอบเพียงเพราะชาติพันธุ์และรูปลักษณ์ ที่ไม่เป็นไปตามค่านิยมหลักของสังคม และการเลือก Jennifer Lopez นักร้องป๊อปละตินหญิงซึ่งโด่งดังในด้านรูปร่างชวนดึงดูดเย้ายวนใจชายหนุ่มมารับบทนำก็ดูมีนัยสำคัญเหมือนกัน

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in