ก่อนตะวันรอนngamdokbua
นวนิยายเรื่อง : ก่อนตะวันรอน ตอนที่ 6 บางกอกจ๋าข้าลาแล้ว
  • นวนิยายเรื่อง ก่อนตะวันรอน

    ตอนที่ 6 บางกอกจ๋าข้าลาแล้ว


    ณ สถานีหัวลำโพง กรุงเทพฯ

    “แดง! ขาว! ทางพี้" ต้อยน้องสาวคนเล็กของแม่เดอลาและตาคำ กำลังโบกไม้โบกมือเรียก ขาวและแดงสองพี่น้องที่เดินทางมาจากนครปฐม เพื่อให้มาสมทบกับตนและพี่น้องชาวบ้านดอนผักหวานที่ยืนรอกันอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

    แดงและขาวหันไปตามทิศทางของเสียงเรียก ผมทรงฟาร่าตามสมัยนิยมของสองศรีพี่น้องสยายไปตามแรงหันหน้าของเจ้าตัว และแรงลมที่พัดผ่านเข้ามาภายในอาคารผู้โดยสารของสถานีรถไฟหัวลำโพง ทั้งคู่จำเสียงเล็กแหลมนี้ได้ดี จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียงจากต้อยนั่นเอง

    ต้อยอยู่ที่ไหนคนรู้หมด เพราะเธอชอบมากับเสียง บุคลิกช่างแตกต่างจากพี่น้องคนอื่น ๆ อย่างชัดเจน เธอจะพูดเป็นต่อยหอยแทบทุกครั้ง ด้วยความที่เป็นลูกคนสุดท้องเธอจึงมักเอาแต่ใจ คนในครอบครัวตามใจเธอตลอด เพราะขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับเธอ แม้แต่ชื่อหลานสาวต้อยยังบังคับตาคำ พี่ชายให้ตั้งชื่อเหมือนเธอเลยจะได้ดูเหมือนแฝด ที่สำคัญพวกเธอยังเกิดรุ่นราวคราวเดียวกันด้วย ถึงจะเป็นน้าหลานกันก็ตาม


    เหมือนกับหลาย ๆ ครอบครัวที่มีลูกคนสุดท้องอายุรุ่นเดียวกับหลาน เพราะว่าลูกคนโตอายุห่างจากลูกคนเล็กอยู่มาก บางคนสิบกว่าปีหรือเกือบจะยี่สิบปีเลยก็มี

    ถึงแม้ว่าต้อยจะปากไวไปหน่อย แต่ข้อดีเธอก็มีเยอะเหมือนกัน ต้อยเป็นคนรักพี่รักน้องและรักเพื่อนฝูง ถ้ามีปัญหาอะไรต้อยมักออกหน้าก่อนเสมอ จนบางครั้งก็กล้าเกินหญิง แต่เดอลาก็ชอบน้าต้อยคนนี้มาก เพราะน้าต้อยมักจะมีขนมและเสื้อผ้าสวย ๆ มาฝากเดอลาเสมอ ตามประสาเด็ก ๆ ที่ชอบของขวัญของฝาก

    “เอ้า! กินน้ำกินในก่อน พากันมาแต่ไกล" ต้อยคว้ากระติกน้ำดื่มโพลาริส ที่อยู่ในกระเป๋าเป้สะพายสีแดงแจ๋ใบเก่งของตัวเองส่งให้แดงดื่ม เพื่อจะได้ดับกระหายหลังจากที่วิ่งตาตื่นมาหาเพื่อน ๆ ด้วยความดีใจ

    อึ้ก! อึ้ก! อึ้ก! แดงเร่งดื่มน้ำจนทำให้ตัวเองจุก

    “พอแล้วกินหยังหลายแท้แบ่งหมู่นำแน" ต้อยเตือนพลางโบ้ยหน้าไปยังขาว ที่ยืนอ้าปากรอดื่มน้ำต่อจากแดงจนปากแห้งแล้ว

    “ลืมคาว ๆ มันเมื่อยเนาะ" แดงตอบพร้อมสีหน้าเจื่อน ๆ รู้สึกผิดกับพี่สาวนิด ๆ ก่อนจะส่งขวดน้ำให้ขาวดื่มต่อ

    “มาเหมิดไปบานหนิสิได้ขึ้นรถขึ้นรา รถไฟใกล้สิออกแล้ว" เขื่อนชายหนุ่มรูปหล่อหน้าคม ที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่เอ่ยขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของม้านั่ง ภายในสถานีรถไฟหัวลำโพง

    ต้อยจำเสียงนั้นได้ดี เสียงของเขื่อนชายหนุ่มที่เธอแอบหลงรัก และเธอก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขื่อนเองก็ชอบพอเธออยู่

    สองปีกว่าแล้วที่ต้อยไม่ได้เห็นหน้าเขื่อน ตั้งแต่เขาติดทหารเกณฑ์ ต้องไปรับใช้ชาติไกลถึงแดนใต้ มาคราวนี้เขื่อนเปลี่ยนไปมาก รูปร่างที่สูงโปร่งเมื่อก่อนกลายมาเป็นชายหนุ่มรูปร่างบึกบึนดูแข็งแรง ภายใต้เสื้อยืดคอกลมของทหารที่เขื่อนสวมใส่อยู่นั้น ไม่สามารถปกปิดมัดกล้ามกำยำของเจ้าตัวได้เลย จนต้อยเผลอส่งยิ้มให้ แต่พอเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอแอบงอนเขาอยู่เพราะขาดการติดต่อไปเลย จดหมายสักฉบับก็ไม่มี ต้อยจึงรีบหุบยิ้มและเบือนหน้าไปที่อื่นทันที

    เขื่อนเห็นท่าทางของต้อย ก็แอบยิ้มกับตัวเองอย่างพอใจ เขารู้ว่าต้อยงอน นั่นก็แสดงว่าเธอยังแอบมีใจกับให้กับเขาอยู่

    “เป็นได๋หมอลงใต้ไปตั้งสองปีบ่คิดฮอดผู้สาวทางพี้บ่" บ่าวเชิดเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขื่อนแซวเพื่อน เพราะรู้ดีว่าเขื่อนเองก็แอบชอบพอต้อยอยู่ไม่น้อย

    “ผู้สาวทางได๋เขาสิเหลียวเบิ่งฮาหมอ" เขื่อนตอบเพื่อนแต่สายตาเหลือบมองไปทางต้อย พร้อมกับส่งยิ้มกรุ้มกริ่มให้

    “สิจีบกะจีบเงิบงาบยุนั่นตลาดวายเหมิดเด้อ” แดงยุส่งหลังจากที่เห็นหนุ่มสาวคู่นี้ไม่ยอมลงเอยกันสักที ทำเอาหญิงสาวที่ดูแก่น ๆ หน้าแดงขึ้นมาทันที

    “มาเด้อไผสิมา บ่มากะอยู่เป็นยามเฝ้าสถานีรถไฟโลด" ต้อยรีบตัดบทและคว้ากระเป๋าเป้สะพาย พร้อมถุงเลก้าวขึ้นโบกี้รถไฟไป

    ทุกคนรีบกุลีกุจอหอบข้าวหอบของวิ่งตามต้อยขึ้นไปด้วย เพื่อจะได้หาที่นั่งติด ๆ กัน เพราะกว่าจะถึงสถานีปลายทางคงต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง

    สมาชิกชาวดอนผักหวานเกือบทุกคนหาที่นั่งบนรถไฟได้เรียบร้อยแล้ว จะมีก็แต่ยายเผื่อนกับตานายสองผัวเมียที่ยังงงวยกับหมายเลขตั๋วโดยสารของตัวเอง

    บ่าวเชิดเห็นสองผัวเมียยืนเก้ ๆ กัง ๆ เลยรีบเข้าไปกระซิบตานาย ว่าตนกับเขื่อนขอสลับที่นั่ง จะได้ช่วยเขื่อนจีบต้อยด้วย แต่แท้จริงแล้วเชิดเองก็หมายตาขาวไว้เหมือนกัน กะว่าจะใช้เวลาเดินทางบนรถไฟนี่แหละกระชับความสัมพันธ์ให้มากขึ้น

    “เห็นอกเห็นใจแนเถาะน้านาย บักเขื่อนมันมักสาวต้อยมาแตโดนแล้ว ให้เขาได้เว้ากันแนเนาะน้าเนาะ” เชิดทำเสียงอ้อนตานายอย่างกับเด็กน้อยอ้อนขอของหวาน

    “สูหนิเนาะยากผู้เฒ่าผู้แก่” ตานายแกล้งบ่นให้เชิด และยอมเปลี่ยนตั๋วโดยสารแต่โดยดี

    “เรียบร้อยแล้วหมอสถานีปลายทางดอนผักหวานซิตี้” บ่าวเชิดตบไหล่เขื่อนเพื่อนเกลอ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งข้าง ๆ พร้อมกับเสยผมจอนวางมาดหล่อแบบหนุ่มบางกอก

    “มาดเพิ่นนั่นคึสิว่าเพิ่นหล่อคักเนาะ” ขาวที่นั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคู่กับต้อยพูดประชดบ่าวเชิด

    “กะแน่หล่ะเนาะ บ่าวส่าบ่าวลือในดอนผักหวานกะว่าแมนอ้ายกับบักเขื่อนหนิหล่ะ แมนบ่หมอ” บ่าวเชิดหันไปขอแรงเสริมจากเขื่อน

    ชายหนุ่มไม่ตอบแต่กลับอมยิ้มพร้อมส่งสายตาหวานให้กับต้อย ที่นั่งอยู่เก้าอี้ริมหน้าต่างฝั่งตรงข้าม ทำเอาหญิงสาวอายหน้าแดงต้องหลบสายตาคมของชายหนุ่มเป็นรอบที่สอง

    “ลูกอม ยาดม ยาหม่อง บ่จ้า? ปิ้งไก่ ตับไก่ บักม่วง มันเภา กะมีเด้อจ้า เอาบ่ ?” หนึ่งในแม่ค้าขายของกินที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ร้องโฆษณาสินค้าตัวเองมาแต่ไกล

    “เอาปิ้งไก่กับข้าวเหนียวจ้ายาย” ต้อยตะโกนเรียกซื้อไก่ปิ้งและข้าวเหนียวกับแม่ค้า ผ่านทางหน้าต่างรถไฟเป็นการแก้เขิน นึกในใจว่าจะทำอย่างไรกว่าจะถึงสถานีรถไฟปลายทางบ้านเกิด ตนจะต้องทนรู้สึกอึดอัดสายตาของชายหนุ่มตรงหน้าแบบนี้ไปอีกกี่ชั่วโมง

    “เอาปิ้งตับกับมันเภานำแนจ้า” ขาวสั่งของกินเพิ่มเผื่อแดงด้วย

    “ทอได๋จ้า” ต้อยถามแม่ค้าพร้อมกับก้มหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์

    “สิบห้าบาทนาง” แม่ค้ายื่นถุงของกินทั้งหมดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างรถไฟให้ต้อย

    “นี่ครับยาย  สิบห้าบาทพอดีบ่ได้ทอนยาก” เขื่อนยื่นเงินค่าของกินที่สาว ๆ สั่งจากแม่ค้า พร้อมกับรับถุงมายื่นให้กับต้อยที่ทำหน้าเหวออยู่

    “เอาไปหิวบ่แมนบ่” เขื่อนเร่งให้ต้อยรับถุงไก่ปิ้งไป ส่วนอีกถุงก็ส่งให้ขาวเพื่อนสนิทของต้อย

    “บ่าวเขื่อนบ่ได้หล่อแต่หน้าตั้วหนิใจกะหล่อนำขอบใจเด้อ” ขาวส่งยิ้มและรีบขอบคุณเขื่อน พร้อมกับรับถุงของกินที่เขาส่งให้

    บ่แมนบ่าวเขื่อนผู้เดียวเด้อหล่อน่ะ อ้ายกะหล่อเด้อ เงินอ้ายคึกันที่ซื้อตับนั่น" พูดจบบ่าวเชิดก็หัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างพอใจ

    “แซ่บบ่น้อปิ้งตับปิ้งไก่เฮามื้อหนิอิหนู" ขาวกระซิบกับต้อยพลางหัวเราะคิกคัก

    “จังว่านั่นหล่ะ" ต้อยกระซิบพร้อมกับหัวเราะผสมโรงกับขาว

    ทุกคนกินข้าวมื้อเย็นบนรถไฟอย่างเอร็ดอร่อย ต่างก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันจนพอสมควร รวมถึงของฝากที่แต่ละคนตั้งใจจะนำไปมอบให้กับครอบครัว และของฝากที่คิดว่าจะถูกใจคนที่บ้านมากที่สุดนั่นก็คือ วิทยุ แต่ที่ฮือฮาที่สุดคงจะเป็นของบ่าวเชิด เพราะเป็นวิทยุเทปที่สามารถเล่นเทปเพลงได้ด้วย คราวนี้แหละบ้านดอนผักหวานของเราจะไม่เงียบเหงาอีกต่อไปเชิดคิดในใจ

    “เอามือมา มีแนวให้" เขื่อนเอ่ยกับต้อยเบา ๆ แต่ก็ไม่สามารถเล็ดลอดสายตาของสองหนุ่มสาวเชิดกับขาวได้

    “แมนหยังอีก" ต้อยทำแกล้งทำเสียงรำคาญ แต่หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นส่ำแล้ว ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะมามุขไหน

    “เอามือมา" ชายหนุ่มทำเสียงดุ

    “จักหยังดอก" หญิงสาวทำท่าอิดออดแต่ก็ยื่นมือไปรับแต่โดยดี

    ตอนรับมาเธอก็รู้ว่าคงเป็นลูกอม พอแบมือดูก็เป็นลูกอมจริง ๆ แต่เป็นลูกอมฮาร์ทบีทที่หนุ่มสาว ๆ สมัยนี้ใช้สื่อรักกัน

    ยังไม่ทันที่ต้อยและเขื่อนจะได้พูดอะไร บ่าวเชิดที่แอบมองอยู่ก็พูดขึ้นมาก่อน

    “กูว่ากูลิแกแล้วมาพ้อมุขมึงหนิกูยอมเลยวะหมอ ฮ่า ฮ่า" เชิดหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างพอใจกับความสำเร็จของเพื่อนเกลอที่กล้าบอกรักต้อยผ่านมุขลูกอมฮาร์ทบีทสื่อรัก

    “ซื้อได้บ่มุขหนิหมอ" บ่าวเชิดพูดทีเล่นทีจริงกับเพื่อน เพราะตนก็อยากจะบอกรักขาวอยู่เหมือนกัน เห็นพูดเก่งหน้าหม้อไปเรื่อย แต่เอาเข้าจริง ๆ บ่าวเชิดก็ไม่รู้จะเริ่มจีบสาวเจ้าแบบไหนเหมือนกัน

    “เอาติ๊หล่ะ เฮาบ่หวงดอกกับหมู่กับพวก ว่าแต่สาวทางได๋หล่ะหมอ" เขื่อนพูดพลางหัวเราะกับเพื่อนอย่างพอใจ แต่ก็รู้ว่าเชิดหมายถึงใคร

    หนิเดะผู้สาวฮา” บ่าวเชิดไม่พูดเปล่า มือก็ยื่นลูกอมฮาร์ดบีทให้กับขาวที่นั่งทำตาเหลือกด้วยความตกใจอยู่ตรงหน้า

    “เป็นบ้าบ่" ขาวยังทำหน้าตาตกใจไม่เลิก เพราะไม่คิดไม่ฝันว่าบ่าวเชิดคนกะล่อนจะมาขอเธอเป็นแฟน

    “บ่บ้าหล่ะมาเป็นผู้สาวอ้ายเนาะ" บ่าวเชิดรีบยัดลูกอมใส่มือให้ขาวเป็นการมัดมือชก

    สองหนุ่มหัวเราะอย่างพอใจกับภารกิจพิชิตรักของตนในครั้งนี้ ทำเอาสองสาวหาเรื่องมาค่อนแคะสองหนุ่มไม่หยุดเพื่อเป็นการแก้เขิน

    “พากันฟ่ากินเด้อ เว้าเล่นเว้าหัวกันอยู่นั่จักนอยเขาปิดไฟบ่เห็นฮุงเด้อ” ตานายร้องตะโกนมาบอกหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่พูดจาเย้าหยอกกันไม่ลดลาวาศอกให้กัน จนเริ่มส่งเสียงรบกวนคนข้าง ๆ

    “เรียบร้อยแล้วน้า" บ่าวเชิดร้องตอบตานาย

    “เรียบร้อยกะพากันหลับกันนอน ตื่นขึ้นมาสิได้ฮอดบ้านเลย" ตานายกำชับอีกรอบ

    “พวกเจ้านั่นหล่ะหัวร่อเสียงดังถืกด่าเลยเห็นบ่" ขาวบ่นให้เชิดกับเขื่อนหลังจากที่โดนตานายดุมา

    “นอน ๆ คะเจ้าปิดไฟแล้ว" เขื่อนเอ่ยพลางหยิบเสื้อทหารของตัวเองมาคลุมให้ต้อย ถึงจะโดนเธอทำตาดุนิดหน่อย แต่เธอก็ห่มเสื้อของเขาแต่โดยดี


    บนขบวนรถไฟอบอวลไปด้วยความรักและความคิดถึงบ้านของผู้คนที่โดยสารมาด้วยกัน โดยเฉพาะชาวดอนผักหวาน พวกเขาคือหนึ่งในความหวังของครอบครัว ที่ยอมเสียสละความสุขของตัวเอง เดินทางรอนแรมจากบ้านเกิดมืองนอน เพื่อมาแลกกับเม็ดเงินในบางกอก เมืองศิวิไลที่ผู้คนขนานนามให้ว่า เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล

    และรถไฟขบวนนี้นี่แหละจะพาทุกคนกลับบ้านเกิดของพวกเขา บ้านที่เกิดความรัก เกิดความสุข หรือแม้กระทั่งความทุกข์ บ้านที่พร้อมจะอ้าแขนต้อนรับลูกหลานทุกคน


    “บางกอกจ๋า ข้าลาแล้ว”

    จบตอน  แล้วพ้อกันใหม่เด้อจ้า

    ด้วยฮัก  งามดอกบัว

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in