ก่อนตะวันรอนngamdokbua
นวนิยายเรื่อง : ก่อนตะวันรอน ตอนที่ 13 : หอมไอดิน กลิ่นความสุข
  • นวนิยายเรื่อง : ก่อนตะวันรอน

    ตอนที่ 13 :  หอมไอดิน กลิ่นความสุข


    โป้กเป้ก! โป้กเป้ก! โป้กเป้ก!

    เสียงฝนตกกระทบหลังคายังคงดังกึกก้องอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ใต้บ้านเรือนที่หลังคาทำจากสังกะสีแทบไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แม้แต่การพูดจากันก็ต้องร้องตะโกน หรือไม่ก็ต้องเข้ามากระซิบข้างหู

    “น้าต้อยเว้านิทานให้หนูฟังแน” สาวน้อยกระชับอ้อมแขนเล็ก ๆ ที่กอดเกี่ยวแขนผู้เป็นน้าให้แน่นขึ้น ในขณะที่อ้อนขอฟังนิทาน

    “ฟังสุมื้อบ่เบื่อบ่? ” หญิงสาวลูบหัวหลานรักด้วยความเอ็นดู

    “บ่จ้า มื้อนี้เอาเรื่องบักซวยอีกเด้อน้า” เดอลากะพริบตาขึ้นลงออดอ้อนราวกับว่าผู้เป็นน้าจะเห็น

    นับครั้งไม่ถ้วนที่เดอลาขอฟังนิทานจากน้าสาว และจบลงด้วยการขอฟังเพลงจากวิทยุ ก่อนที่เธอจะหลับใหลไปกับเสียงดนตรี แต่ค่ำคืนนี้โชคไม่เข้าข้าง เพราะพายุฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้สัญญาณทั้งเอเอ็มและเอฟเอ็ม ที่เคยฟังได้ชัดแจ๋วกลับฟังไม่ได้ศัพท์ นักร้องจำเป็นอย่างสาวต้อยเลยต้องรับบทเป็นผู้ขับกล่อมหลานรัก ด้วยบทเพลง “วอนลมฝากรัก” ซึ่งก็เป็นเพลงเดียวนั่นแหละที่เธอพอจะร้องกับเขาได้บ้าง เพราะฮิตติดหูกันทั่วบ้านทั่วเมือง

    สาวน้อยหลับไปการขับกล่อมจากเสียงร้องของผู้เป็นน้า ส่วนนักร้องจำเป็นนั้นยังคงยิ้มกับตัวเองอย่างมีความสุข แม้ว่าหัวใจและความคิดถึงจะล่องลอยไปกับสายฝนเพื่อหาหนุ่มคนรักแล้วก็ตาม


    เอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก! เอ้ก อี้ เอ้ก เอ้ก!

    ในช่วงเช้ามืดของวันใหม่ ผู้คนถูกปลุกให้ตื่นจากการนอนหลับที่ยาวนานหลายชั่วโมง ด้วยเสียงขันโต้ตอบกันไปมาของบรรดาไก่โต้งทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่

    สาวต้อยหลังจากได้ยินเสียงไก่ขันก็รีบลุกออกจากที่นอนทันที โดยไม่ลืมที่จะคว้าตะเกียงติดมือมาด้วย ในขณะที่เธอกำลังจะก้าวออกมาเดอลาก็รู้สึกตัวพอดี จะว่าไปก็ได้เวลาที่เดอลาตื่นเป็นประจำอยู่แล้ว

    “น้าต้อยให้หนูไปซ่อยบ่? ” สาวน้อยถามผู้เป็นน้า ทั้ง ๆ ที่สองมือยังปัดป่ายกับผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงอยู่เลย

    “บ่ต้องดอกหนูนอนต่อสา เดี๋ยวน้าไปนึ่งข้าวเอง” สาวต้อยหันกลับมาเพื่อบอกหลานสาว ใบหน้าที่พอเห็นวับ ๆ แวม ๆ จากเปลวแสงกะเกียงที่ไหวไปมา แต่ก็พอจะมองออกว่าเธอรักและเอ็นดูหลานสาวไม่น้อยเลย

    “หนูนอนอิ่มแล้ว เดี๋ยวหนูไปซ่อย” สาวน้อยไม่รอท่า รีบคลานออกจากมุ้งตามผู้เป็นน้าไปทันที

    “หนูจกข้าวเย็นไว้ถ้าน้าเด้อ เดี๋ยวน้าดังไฟแล้วสิไปเซอะข้าวใส่หวด” สาวต้อยจัดแจงหน้าที่ให้ผู้เป็นหลาน ก่อนที่จะนำขี้ไต้มาก่อไฟในเตา

    “น้าต้อยไปเก็บแมงมันบ่ หนูว่าแมงมันสิออกหลายอยู่เด้” เดอลาเอ่ยชวนผู้เป็นน้า หลังจากแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วเห็นมีดาวระยิบระยับ ประดับข้างพระจันทร์อยู่เต็มไปหมด สัญชาตญาณลูกหลานบ้านทุ่งรู้ได้ทันทีเลย  ว่าหลังจากที่ฝนตกหนักแล้ววันรุ่งขึ้นมีแดดออก แมงมันอาหารอีสานรสเด็ดก็จะออกมาให้ผู้คนได้เก็บกินกันจนอิ่มเป็นมื้อเลยเชียวแหละ

    “ไปกะไปติ๊หล่ะ แต่ต้องนึ่งข้าวตักน้ำใส่ไหให้เต็มเหมิดก่อน” หญิงสาวตอบก่อนที่จะรับข้าวเย็นที่ผู้เป็นหลานเตรียมไว้ เพื่อที่จะนำไปอุ่นในหวดข้าว  รวมกับข้าวที่เธอเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

    ยอดหญ้าที่เหี่ยวแห้งก่อนหน้านี้ เวลาเหยียบย่ำทีก็จะได้ยินเสียงดังกร๊อบแกร๊บ แต่หลังจากที่ได้น้ำฝนเมื่อคืนที่ผ่านมา นอกจากจะอ่อนยวบลงแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้คนตามท้องทุ่งจะได้สัมผัสนั่นก็คือกลิ่นของไอดิน

    เดอลารับปากสาวต้อยคอยเฝ้าหม้อนึ่งข้าว ส่วนสาวต้อยเองก็รีบไปตักน้ำจากบ่อหน้าบ้านมาใส่ในไห ในระหว่างที่ข้าวสุกเธอก็ตักน้ำใส่ไหจนเต็มทั้งหมด คนที่มารับช่วงงานบ้านต่อก็คือแม่นาง ส่วนสองสาวน้าหลานก็รีบไปหาอุปกรณ์ออกล่าแมงมันต่อไป

    “ถือดี ๆ เด้ออย่าให้น้ำเฟียดออกจากคุ” สาวต้อยกำชับผู้เป็นหลาน หลังจากที่เห็นคุถังเหวี่ยงไปมาตามแรงเดินของหลานสาว

    “จ้าน้า” เดอลายิ้มแป้นตอบรับ ก่อนที่จะกระชับมือน้อย ๆ กำห่วงคุถังให้แน่นขึ้น

    สองสาวเดินฝ่าความมืดตรงไปยังโพนสำสาข้างห้วยแดง ที่อยู่ปลายนาของพวกเธอก่อนเลย เพราะทุกครั้งที่มีแมงมันออก ที่ตรงนี้ก็มีให้เก็บไม่หวาดไม่ไหวเหมือนกัน บางคราเก็บที่เดียวก็ได้ครึ่งค่อนคุถังแล้ว

    หน้าดินที่แห้งผากมานาน หลังจากได้รับน้ำฝนก็พร้อมคืนชีพให้กับทุกสรรพสิ่ง ที่อาศัยดินและน้ำเป็นอาหาร แสงเงินต่อด้วยแสงทองจากดวงอาทิตย์เริ่มทอทอดมาสู่ผืนดิน กลิ่นความหอมและไอของดินค่อย ๆ พวยพุ่งออกมาปกคลุมท้องทุ่ง นับเป็นภาพและสัมผัสที่มีเสน่ห์ไม่น้อยเลย ใครได้พบเห็นเป็นต้องหลงใหล

    แม้แต่ลูกหลานชาวดอนผักหวานอย่างต้อยและเดอลา ที่เกิดและโตกับบรรยากาศแบบนี้ พวกเธอยังต้องหยุดเพื่อจ้องมองและรับสัมผัสอันงดงามนี้ “กลิ่นไอดิน”

    “หอมไอดินเนาะน้าต้อย” เดอลาบอกกับน้าสาวในขณะที่ยืนหลับตา เพื่อที่จะสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดฟอดใหญ่ ๆ

    “หอมคักหนู น้ามักกลิ่นไอดิน มันหอม เวลาได้กลิ่นไอดินมันมีความสุขตั้ว กลิ่นไอดินนอกจากสิหอมแล้ว เป็นสัญญาณว่าดอกกระเจียวเห็ดป่ากะสิออกให้เฮาได้เก็บกินนำ ซาวไฮซาวนาอย่างพวกเฮากะสิได้เฮ็ดนา กะไอดินนี่หล่ะเป็นสัญญาณบอกอย่างดีเลย” สาวต้อยพูดด้วยใบหน้าอาบยิัมให้หลานฟัง

    “หอมไอดิน หอมกลิ่นความสุขแมนบ่น้า? ” เดอลายิ้มแป้นมองหน้าผู้เป็นน้าอย่างมีความสุข

    “โอ้ สำบัดสำนวนแท้น้อ หลานไผวะ” ต้อยหัวเราะคิกคักพอใจหลานสาว

    “ปะ! ไปกันเถาะ สิได้ฟ่าวเก็บฟ่าวเมีย เดี๋ยวไทเฮือนถ่ากินข้าว” ผู้เป็นน้าเร่ง

    แมงมันใต้โพนสำสาออกมาให้ต้อยกับเดอลาได้เก็บตามคาด ทั้งสองรีบเก็บเพราะแม่ของแมงมันดุนัก ถึงจะตัวเล็กเท่ามดแต่พิษสงร้ายกาจ ใครโดนกัดเป็นต้องปูดโปนกันไป จนต้องใช้ยาทาเลยทีเดียว

    “พอแล้วหล่ะหนู ได้หลายแล้ว ฟ่าวเมือสิได้คั่วไปใส่จังหันพระนำ” สาวต้อยบอกกับหลานสาว ก่อนจะเดินไปคว้าคุถังมาถือไว้เอง

    “น้าย่านหนูเฮ็ดข่วมหวา? ” เดอลาอดขำไม่ได้

    “หนูว่าบ่เป็นตะย้านหวา? ” ผู้เป็นน้าตอบกลับ ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะคิกคักด้วยความพอใจ ที่ต่างฝ่ายต่างรู้ทันกัน

    กับข้าวมื้อเช้าที่บ้านเดอลานอกจากจะมีแกงหน่อไม้ดองใส่จิ้งโกร่งที่เหลือจากเมื่อคืนวานนิดหน่อยแล้ว ยังมีแจ่วแมงมันและแมงมันคั่วรสเด็ดอีกด้วย

    ซึ่งนานทีปีหนถึงจะได้กิน เพราะแมงมันไม่ได้ออกมาให้เก็บบ่อย ๆ จะมีมาให้ผู้คนได้เก็บกินก็ตอนช่วงหน้าฝนใหม่แบบนี้ ถ้าจะว่าไปแมงมันมาพร้อมกลิ่นดินก็ไม่ผิดนัก

    “แม่มื้อนี้หนูขอไปวัดกับน้าต้อยเด้อ” เดอลาอ้อนแม่

    “ไปกะไป ฟ่าวไปฟ่าวมาเด้อ แม่สิเอาข้าวไปส่งพ่ออยู่ท่งนา เพิ่นไปไถนาฮุดป่านนี้ทันได้กลับมาอยู่” แม่นางบอกลูกสาว ในขณะที่มือก็สาละวนจัดแจงกะติ๊บข้าวและถ้วยจานลงในตะกร้า เตรียมเอาไปให้ตาสีผัวรักที่ทุ่งนาได้กิน

    “ต้นแล้วไป๊ มา! แม่สิไปแล้วเด้!” แม่นางเรียกลูกชายก่อนที่จะยกไม้คานขึ้นบ่า แล้วปีนบันไดลงเรือนไปรอต้นด้านล่าง

    ส่วนเดอลากับต้อยก็เตรียมของไปถวายภัตตาหารเช้าพระที่วัดต่อ

    ที่ศาลาวัดบ้านดอนผักหวาน มีผู้เฒ่าผู้แก่และคนหนุ่มสาวไม่น้อยเลยที่มาทำบุญที่วัดในตอนเช้า เด็ก ๆ อย่างเดอลาก็ติดสอยห้อยตามญาติผู้ใหญ่มาวัดด้วย วัดจึงเป็นสถานที่ที่พบปะของชาวดอนผักหวานในทุก ๆ วันเลยก็ว่าได้ อย่างน้อยก็ช่วงเช้าแบบนี้

    “โอ้! เหลียวเบิ่งถ้วยในพาข้าวคึตะย้านแท้น้อ แดงจืงคืงยุ” หลวงตาพูดไปหัวเราะไป

    “มื้อนี้ไทบ้านดอนผักหวานหมานแมงมันหลวงตา” ผู้ใหญ่บ้านคงหัวเราเอิ้กอ้ากผสมโรงกับหลวงตา ทำให้ทุกคนบนศาลาหัวเราะไปด้วย

    “หมานคักหมานแนเหลียวเบิ่งถ้วยได๋กะมีแต่แมงมัน” ตาชมเสริมไปอีก

    “พระในเมืองในนบ่ได้ฉันท์เด้อแบบหนิ แมนบ่ครับหลวงตา? ” ตาชมเอ่ยถามหลวงตา กะจะบอกว่า อีสานนีัดีแท้มีของกินทุกสิ่งทุกอย่างให้เลือกกิน แม้แต่ของหายากก็ตาม

    หลวงตายิ้มแทนคำตอบ ก่อนที่จะเริ่มสวดมนต์

    ส่วนสาวต้อยตั้งใจจะมาบอกบ่าวเขื่อน เรื่องที่พี่สาวตนชวนไปกินข้าวที่บ้านเป็นการตอบแทนน้ำใจเขา ที่มีต่อเธอและครอบครัวมาตลอด เธอมองหาบ่าวเขื่อนรอบ ๆ ศาลาแต่ก็ไม่พบ เห็นแต่ยายทองแม่ของบ่าวเขื่อนที่นั่งพิงต้นเสาวัดเคี้ยวหมากอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ จะให้เข้าไปถามยายทองเธอก็ไม่กล้า เห็นทีการนัดแนะหนุ่มคนรักให้ไปกินข้าวที่บ้านคงจะลำบากเสียแล้ว สาวต้อยได้แต่ถอนหายใจ

    “นางต้อยสิฟ่าวไปไสบ่ลูกหล่า? คันบ่ฟ่าว ไปเอามันแซงยุเฮือนเมือหนึ่งแนเด้อ แม่ไปขุดมาได้หลายเติบยุ เห็นแม่อีนางหล่าจ่มว่าอยากกิน” ยายทองที่กำลังเคี้ยวหมากอย่างเอร็ดอร่อยร้องบอกสาวต้อย ก่อนที่จะคว้ากระป๋องมาคายคำหมากที่เคี้ยวจนจืดชืดทิ้ง

    สาวต้อยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ว่ายายทองแม่ของชายคนรักชวนเธอไปที่บ้าน ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่นี้เธอหาทนทางที่จะเจอกับบ่าวเขื่อนไม่ได้เลย ซึ่งปรกติแล้วเธอจะเห็นบ่าวเขื่อนมากับยายทองผู้เป็นแม่ตลอดเลย

    “จ้าแมป้า” สาวต้อยตอบสั้น ๆ เพราะเธอดีใจเหลือเกิน ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว

    ยายทองแอบยิ้มที่มุมปาก ที่ได้ช่วยให้ต้อยกับลูกชายได้พบกันแบบไม่น่าเกลียด ซึ่งจริง ๆ แล้วยายทองและผู้ใหญ่ทางฝั่งสาวต้อยได้พูดคุยกันมาตลอดถึงความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวทั้งคู่ เพียงแต่รอให้ทั้งสองได้มั่นใจในความรักของตัวเองก่อน และตอนนี้ผู้ใหญ่เห็นว่าทั้งคู่คงพร้อมที่จะร่วมหอลงโรงกันแล้ว ติดแค่ว่าหนุ่มสาวทั้งคู่ยังเขินอายกันอยู่ ไม่กล้าเข้าหาผู้ใหญ่มากนัก

    การนัดแนะให้บ่าวเขื่อนไปกินข้าวบ้านสาวต้อย รวมถึงการที่ยายทองบอกให้สาวต้อยไปเอามันแซงที่บ้านตน ก็เป็นแผนของผู้ใหญ่ทั้งนััน โดยที่บ่าวเขื่อนกับสาวต้อยไม่รู้ตัวเลย

    “ยายได้มันแซงมาแต่ไสจ้า หนูอยากไปขุดนำ” เดอลายิ้มแป้นถามยายทอง

    “ถ้ายายบอกหนูสิบ่ไปขุดเอาเหมิดบ่? ” ยายทองเย้าเดอลาเล่น

    “ยายกะว่าไปทั่ว หนูบ่ขุดเอาเหมิดดอก สิจ่งไว้ให้ยุดอกจักหัวสองหัว” เดอลาหัวเราะคิกคัก หลังจากได้เย้ายายทองกลับ

    “ยายว่าสิบอก คึดไปคึดมาบ่บอกซ้ำดอก” ยายทองก็ไม่เบา สามสาวสามวัยเดินไปหัวเราะไปตลอดทาง เพราะทั้งเดอลาเองและยายทองก็ช่างพูดช่างเจรจาอยู่แล้ว แม้แต่สาวต้อยก็เถอะปรกติแล้วเธอก็พูดเป็นต่อยหอยเหมือนกัน แต่อยู่ต่อหน้าผู้เป็นแม่ของชายคนรัก สาวเจ้ารู้สึกเคอะเขินยังไงก็บอกไม่ถูก

    “อิแม่! ต้อย! ไปจังได๋คือได้มานำกัน? ” บ่าวเขื่อนคิ้วขมวด ทั้งดีใจและสงสัยที่เห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน

    “อ้ายเขื่อน! หนูกะมานำเด้อจ้า” เดอลาเบ้ปากแซว”

    “ฮ่า..ฮ่า..โตน้อย โตจ่อยหลายอ้ายเลยบ่เห็น” บ่าวเขื่อนหัวเราะชอบใจ รู้สึกดีเป็นพิเศษที่เห็นแม่บังเกิดเกล้าและแม่ทูนหัวมาด้วยกัน

    “แม่ให้นางต้อยมาเอามันแซงเมือกิน ไป! ไปเอามาให้แม่แน กะต่ามันแซงตั้งอยู่ซานเล้าหนั่นหล่ะ” ยายทองชี้ไม้ชี้มือไปทางยุ้งข้าว ก่อนที่จะเดินไปนั่งบนแคร่ใต้ต้นจำปาหน้าบ้าน

    เดอลาเดินตามยายทองต้อย ๆ เพราะยังอยากถามเรื่องมันแซงอยู่ ส่วนสาวต้อยยืนเก้ ๆ กัง ๆ ทำตัวไม่ถูก

    “นางต้อยไปเบิ่งอ้ายดู้ มันหาพ้อบ่กะต่งกะต่าหนั่นหน่ะ” ยายทองรีบจัดการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้คุยกัน

    “จ้าป้า” สาวต้อยตอบรับ ก่อนที่จะรีบสาวเท้าตามชายหนุ่มไป

    บ่าวเขื่อนเหลือบไปเห็นว่าสาวคนรักเดินตามมาเกือบจะถึงแล้ว ก็อดที่จะถามไม่ได้ว่ารู้สึกยังไงที่มากับแม่เขา

    “มื้อนี้คือทรงเงียบแท้ เขินบ่มากับแม่อ้าย?” ใบหน้าคมเข้มยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจ

    “สั่นเหมิดแล้วหนิ บ่ค่อยได้เว้ากับแม่ป้าเลาจักเทือ” สาวต้อยบอกอย่างไม่อาย

    “ย่านจนสั่นเลยบ่ ฮ่า..ฮ่า..” ชายหนุ่มยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ถามด้วยแววตากรุ้มกริ่ม

    กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสบู่จากกายชายหนุ่มที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ทำเอาสาวเจ้าหน้าแดง รีบถอยออกห่างทันที ถึงจะละเมอทำตัวไม่ถูกที่ยายทองชวนมาบ้าน แต่สัญชาตญาณความเขินอายก็ยังมีอยู่มาก รู้ว่าการอยู่ใกล้ชายหนุ่มในระยะกระชั้นชิดเช่นนี้ คงไม่ดีแน่ เพราะหัวใจของเธอเริ่มจะเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว

    “มันแซง! อ้ายเขื่อนผีบ้า” สาวต้อยรีบผลักอกชายหนุ่มออกไป ก่อนที่จะเดินไปคว้าเอาตะกร้ามันแซงที่วางอยู่บนชานยุ้งข้าวมาถือไว้ซะเอง

    “ถ่าอ้ายแน!” บ่าวเขื่อนสาวเท้ายาวเดินตามสาวคนรักไปอย่างอารมณ์ดี

    “เอามาถึกกะต่าบ่หล่ะ เอามาให้แม่เบิ่งดู้” ยายทองยื่นมือไปรอรับตะกร้ามันแซงจากสาวต้อย

    “มันมีกะต่าเดี่ยวบ่แมนบ่แม่? ”

    “กะจักหล่ะเห็นว่าไปโดนแล้ว” ยายทองอมยิ้มแซวลูกชาย

    สาวต้อยหน้าแดงอายม้วนก่อนที่จะบอกขอบคุณยายทองสำหรับมันแซง

    “นางหล่าเมือเถาะ สิได้ไปหาแนวกินไว้กินสวยนำ” สาวต้อยรีบชวนเดอลากลับ เพราะยิ่งอยู่ยิ่งทำตัวไม่ถูก โดนแม่ลูกสองคนแซวตลอด

    “น้าต้อยชวนอ้ายเขื่อนไปกินข้าวแล้วบ่? ”

    ทุกคนต่างมองต้อยเป็นตาเดียว โดยเฉพาะบ่าวเขื่อนที่มองหน้าต้อยอย่างสงสัย

    “บ่..”

    “อ้าว! คือบ่บอกเพิ่น น้าต้อยลืมหวา? ” เดอลาถามต่อ

    “จังได๋หนิ? ” บ่าวเขื่อนเค้นเอาคำตอบ

    “เอื้อยนางเพิ่นให้มาชวนไปกินข้าวยุเฮือน ป้าทองไปนำเด้อจ้า” สาวต้อยอดด่าตัวเองในใจไม่ได้ ที่เผลอเชิญทั้งบ้านแบบนี้ เหมือนจะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอกันเลย

    ตื่น! สาวต้อยบอกตัวเอง แค่ชวนไปกินข้าวคงไม่มีอะไรหรอก

    ------ จบตอน -----

    แล้วพบกันใหม่นะคะ

    ด้วยฮัก  งามดอกบัว

    สงวนลิขสิทธ์

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in