my writingschayanin
เดรัจฉานผู้บริสุทธิ์ที่เผยด้านมืดของ “สัตว์ประเสริฐ”
  • “โลกนี้ดีได้เพราะหมาแมว ถ้าเราเจอแต่มนุษย์ เราจะเป็นบ้า” 

    เป็นคำพูดของจิว - กานดา รุ่นน้องที่ฉันสนิทตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย จนตอนนี้ก็ยังคงเป็นพี่น้องร่วมสถาบันกันในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อายุที่ต่างกันเพียงหนึ่งปีทำให้เราพูดคุยกันเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่าจะยึดตามลำดับอาวุโส 

    จิวเป็นคนที่รักสัตว์อย่างเปิดเผย ถ้าติดตามอินสตาแกรมของเธอจะพบว่า มีรูปหมาแมวแทรกอยู่ไม่น้อย และเป็นเรื่องปกติที่เราจะเจอ “น้อง” สัตว์โลกนานาชนิดในสตอรี่ของเธอ พร้อมกับเสียงแหลมสูงที่แสดงออกถึงความรักและเอ็นดูที่จิวมีต่อพวกมัน 

    บทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ทำให้ฉันเข้าใจมากขึ้นว่าสัตว์มีความหมายต่อจิวมากขนาดไหน กลิ่นหอมนมของลูกสัตว์เป็นอย่างไร และทำไมจิวถึงเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าสัตว์นั้นดีกว่าคน  

    เพื่อนเล่นคลายเหงาในบ้านสวน

    “แต่ก่อนไม่มีเพื่อนเล่น เลยผูกพันกับพวกสัตว์มาโดยตลอด” 

    จิวเติบโตขึ้นมาในบ้านที่ทำสวนผลไม้ ในจังหวัดจันทบุรี ด้วยความที่อยู่ห่างไกลจากผู้คน เพื่อนคนแรกในชีวิตของเธอจึงเป็นหมาที่แม่เก็บมาเลี้ยง บ้านเธอผ่านการเลี้ยงหมามาหลายตัว ทั้งหมดล้วนมาจากการรับมาเลี้ยง โดยที่มันหลงเข้ามาบ้าง มีคนให้มาบ้าง หมาที่คนงานในสวนไม่เหลียวแลบ้าง นอกจากสัตว์เลี้ยงแล้ว บ้านสวนยังทำให้เธอใกล้ชิดกับสัตว์ป่าทั้งกระรอก กระถิก กระจ้อน กระต่าย นก ฯลฯ  

    ตรุษจีนกลิ่นนม

    เคยเก็บหนูบ้านมาเลี้ยงครั้งหนึ่ง วันนั้นไปตรุษจีน เลยตั้งชื่อมันว่าตรุษจีน  จิวเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อพูดถึงประสบการณ์สมัยมัธยมต้นที่แอบเลี้ยงสัตว์ในบ้านเป็นครั้งแรก

    “น้าใช้ไปเก็บดอกไม้ตรงศาลพระภูมิเอามาไหว้เจ้า เก็บอยู่ก็เห็นสิ่งหนึ่งแดง ๆ กำลังดิ้น มีมดคันไฟขึ้นเต็มเลย เห็นว่ามันเป็นหนูเลยเก็บมันขึ้นมา ปัดมด แล้วก็เอามาเลี้ยง โดยที่หลบซ่อนจากแม่ ยาย และน้า ใส่กล่องเอาไว้ใต้เตียง”

    จิวดูแลหนูตัวนี้ตามความเข้าใจของเด็กวัยสิบกว่าขวบ จนขนมันขึ้นเป็นสีเทาทั่วทั่งตัว “ก็ป้อนน้ำป้อนนม ไปโรงเรียนก็รีบกลับมาดู จำได้ว่าชอบกลิ่นตัวมันมาก กลิ่นมันนม ๆ” แต่สุดท้ายหนูตัวนี้ก็สิ้นชีวิตลง โดยจิวคาดว่าเป็นเพราะมันแพ้นมวัว

    ประสบการณ์แอบเลี้ยงสัตว์ของจิวยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าครั้งแรกจะผิดพลาด เธอเล่าย้อนความรู้สึกในตอนนั้นว่า “รู้สึกสนุกนะเวลาแอบเลี้ยง ตื่นเต้น” 

    เธอเล่าถึงการแอบเก็บนกพิราบเล็กที่บาดเจ็บมาเลี้ยงในห้องนอน แต่นกตัวนั้นต้องถึงแก่ชีวิตเมื่อน้า ที่บ้าน เข้าใจผิดว่าเธอเปิดโคมไฟทิ้งไว้จึงมาปิดให้ ความหวังดีนั้นทำลายแหล่งความอบอุ่นหนึ่งเดียวของ นกน้อย จนมันแข็งตายในห้องแอร์ น้ำเสียงของจิวขณะเล่าเรื่องยังคงแสดงถึงความผิดหวังในตัวเองและเธอรู้สึกผิดเพราะเป็นส่วนหนึ่งในการตายของสัตว์เหล่านี้ ด้วยการไม่ยอมบอกที่บ้าน รวมถึงความสะเพร่าของเธอเอง ทำให้เธอคิดว่าไม่อยากเลี้ยงอะไรอีกแล้ว  

    ช่วยเหลือแต่ไม่ผูกพัน 

    แม้ว่าความรู้สึกอยากเลี้ยงจะไม่มีแล้ว แต่ความสงสารและเอ็นดูยังไม่หายไป เธอทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นสัตว์ตัวหนึ่งกำลังจะตายต่อหน้าต่อตา 

    การช่วยสัตว์ครั้งล่าสุดของจิวเมื่อปีที่ผ่านมา คือการพาลูกแมวที่เลือดออกไปโรงพยาบาลทุกวัน เพื่อไปให้น้ำเกลือ เหตุที่โรงพยาบาลห้ามไม่ให้น้องแมวค้าง เป็นเพราะคนมักจะเอาสัตว์ที่เจ็บป่วยมาทิ้งไว้แล้วไม่กลับมาเหลียวแลอีก 

    “ตลอดเวลาที่ทำการรักษา กูคิดว่ากูไม่อยากเลี้ยง เข็ดแล้วกับการที่ต้องมานั่งเสียใจถ้ามันตาย หรือมันเป็นอะไรเพราะเราอีก พยายามคิดว่าจะเอาไปให้คนอื่นเลี้ยงถ้ามันแข็งแรงดีแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ไม่รอด แล้วกูรู้สึกเสียใจมาก มันเหมือนเราทุ่มเทให้กับอะไรไปเยอะแล้วมันไม่ได้อย่างที่หวัง ตอนนั้นท้อแท้มาก ไม่อยากเอาตัวเองไปผูกพันกับตัวอะไรอีกแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะน่าสงสารขนาดไหน”

    สัตว์ทำให้เห็นความเป็นมนุษย์ที่เลวร้าย

    พอได้ก้าวเข้าไปช่วยเหลือสัตว์อย่างจริงจังมากขึ้น จิวได้เห็นถึงความเลวร้ายที่เกิดกับสัตว์ในแบบที่น้อยคนนักจะได้รับรู้ เธอเล่าถึงตอนที่ไปช่วยทำความสะอาดกรงที่สวนสัตว์แห่งหนึ่งในลพบุรี ขณะที่เธอป้อนอาหารให้ลิง มันดึงมือเธอไปด้วยทำให้เธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ทำให้เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ตีลิงตัวนั้นด้วยความรุนแรง

    “คือกูเจ็บก็จริง แต่มันไม่ได้พยายามจะทำร้ายกูขนาดนั้น มันจะกินของมันนั่นแหละ แต่มันจับมือไปด้วยเฉย ๆ พอเขาตีลิงต่อหน้าก็รู้สึกว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ถืออภิสิทธิ์ตัวเองเหนือสัตว์อื่นในโลกนี้ กล้าดียังไงมาเรียกสัตว์ตัวอื่นว่าเดรัจฉานทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นคุณค่าในชีวิตของสัตว์อื่นเท่ากับตัวเอง

    จิวพูดด้วยความคับข้องใจถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นว่า “มีสัตว์หลายตัวที่บาดเจ็บจากการถูกล่า พิการแล้วก็มาอยู่ในสวนสัตว์ เหมือนสร้างสวนสัตว์เพื่อรองรับการกระทำของมนุษย์เลว ๆ คนอื่น” 

    “มันไม่มีสัตว์ตัวไหนที่ล่าเพื่อความสนุก มันล่าเพื่อความอยู่รอด เพื่อความจำเป็นของมัน” 

    เธอพูดต่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เธอเห็นถึงความแตกต่างอย่างระหว่างคนกับสัตว์ว่า “รู้สึกว่าสัตว์มันทำให้เห็นความเป็นมนุษย์เรามากขึ้น คือถ้าไม่มีสัตว์ เราจะไม่มีตัวเปรียบเทียบว่าสิ่งที่ซื่อสัตย์หรือบริสุทธิ์ คืออะไร สิ่งที่ไม่รู้เรื่องไม่คิดร้ายคืออะไร” 

    เพราะสบายใจจึงเป็นมิตรกับสัตว์ทั่วโลก

    ฉันเข้าใจถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับสัตว์ และรู้สึกสงสารที่มันได้รับการปฏิบัติแบบนี้ แต่ยังคงสงสัยว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเวลาจิวอยู่กับสัตว์มีความพิเศษอย่างไร ทำไมเธอจึงผูกพันและรักที่จะปกป้องสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ 

    “มันคือความรู้สึกเอ็นดู” จิวตอบฉันอย่างรวดเร็ว “สิ่งที่มันแสดงออกมาต่อเรามันรู้สึกบริสุทธิ์ ไม่ผ่านมารยาใด ๆ รู้สึกว่ามันรักและซื่อสัตย์กับเราแบบไม่มีเงื่อนไข เล่นแล้วมันสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะด่าเรากลับ (หัวเราะ)” 

    จิวอธิบายต่อว่าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นกับสัตว์ทุกตัวที่เธอพบ “พวกหมาจร หรือหมาคนอื่น ก็ยังรู้สึกใกล้ชิด เป็นมิตรด้วยตั้งแต่แรกพบ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะทำไม อาจจะเป็นเพราะเลี้ยงพวกมันมาเยอะ หรือเพราะเอาตัวเองไปคลุกคลีกับมันเยอะ เลยรู้สึกว่าสัตว์ทุกตัวคือเพื่อนเรา” 

    เธอบอกกับฉันด้วยความจริงใจว่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทใด เธอคิดว่ามันมีค่าเท่ากับมนุษย์ทั้งหมด   

    ยกเว้นยุงกับเห็บ 

    “มันทำหมากูป่วยเยอะมาก คือมันเป็นพาหะของพยาธิเม็ดเลือดแล้วทำให้ (หมา) ตายง่ายมาก” ฉันขำออกมาเมื่อเธอขึ้นเสียงด้วยอารมณ์โมโหแล้วสาปส่งทิ้งท้ายว่าให้พวกนั้น “ตาย ๆ ไปซะ” คำพูดของจิว สะท้อนว่าเธอเกลียดความไม่เท่าเทียมและการเอาเปรียบชีวิตทุกรูปแบบ ไม่ว่าผู้เอาเปรียบจะเป็นใครก็ตาม   

    สัตว์เชื่อมสัมพันธ์ 

    จิวเล่าว่าช่วงนี้เธอสนิทกับที่บ้านมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะมีสัตว์เลี้ยงเชื่อมช่องว่างที่เกิดขึ้น จากการที่เธอต้องย้ายมาอยู่หอใกล้มหาวิทยาลัย 

    “ด้วยความที่ไปอยู่คนเดียวมา ก็แสดงความรักความห่วงใยกับที่บ้านไม่ถูก มีอะไรไม่พูดกันตรง ๆ การถามว่ากินข้าวรึยัง เป็นการแสดงความห่วงใยมากที่สุดแล้ว” 

    จนกระทั่งมีนกช่างจ้อตัวหนึ่งหลงเข้ามา ทำให้คนในบ้านมีเรื่องให้พูดคุยกันมากขึ้น  

    “น้องเป็นนกบ้าน ชื่อแก้ว ไม่รู้หลุดจากบ้านไหน และตอนนี้น้องอยู่ในกรงที่บ้าน ทุกคนจะเดินมาคุยด้วย พอเดินมาคุยมันก็มีเสียงขึ้นมาในบ้าน ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น” 

    นอกจากนกก็ “ไอ้เงิน” หมาที่จิวเลี้ยงมานาน เป็นตัวเปิดบทสนทนาให้คนในบ้านพูดถึงความน่ารักหรือความโง่ของมัน และผลัดเปลี่ยนกันพามันไปอาบน้ำหรือหาหมอ 

    “เดี๋ยวนี้รู้สึกสนิทกับที่บ้านมากขึ้นเพราะแต่ก่อนแทบจะไม่มีกิจกรรมอะไรที่ทำด้วยกันเลย บวกกับความที่เหนื่อยมาด้วย แม่ก็เหนื่อยกับการทำงาน ไม่มีแรงจะทำอะไร แต่ถ้าเป็นสัตว์ มันไม่ต้องออกแรงมาก คือแค่นั่งคุยหรือนอนเล่นกับมันก็พอ หรือตอนนี้แม่ชอบแมวมาก พอมีแมวมาในบ้านก็พูดมากขึ้น แซวว่า ‘อย่ามาทำอะไรลูกชั้นนะ’ อะไรแบบนี้ ก็เลยได้คุยกันมากกว่าเดิม”  

    บทเรียนที่ได้และความสุขจากสัตว์

    ประสบการณ์การช่วยเหลือสัตว์ที่ผ่านมาทำให้เธอผูกพันกับสัตว์มากกว่าคน ถ้าให้เลือกว่าอยากได้สิ่งมีชีวิตแบบใดอยู่เป็นเพื่อน เธอก็จะเลือกสัตว์อยู่วันยังค่ำ 

    เธอยังยืนยันคำเดิมก่อนเราจะจบบทสนทนาว่า “มนุษย์มันน่ากลัว น่ากลัวยิ่งกว่าสิงโต น่ากลัวยิ่งกว่าหมี หรืออะไรใดๆ ทั้งหมดในโลก” 

    ถึงจะมีความรู้สึกลบต่อบางแง่มุมของมนุษย์ แต่ความรู้สึกต่อโลกของเธอยังสดใส เธอวิเคราะห์ว่าที่ตัวเองร่าเริงได้จนทุกวันนี้ เป็นเพราะความรักและเอ็นดูในสรรพสัตว์ ทำให้เธอมีความสุขง่ายขึ้น เพราะได้เพื่อนใหม่และประสบการณ์ใหม่ทุกวันแค่เดินออกไปนอกบ้าน  

    น้องแมวที่จิวอุ้มอยู่ชื่อถุงเท้า เป็นแมวที่แม่ของมันไม่รักเพราะมันเกิดมาสีไม่เหมือนลูกแมวตัวอื่น มันจึงชอบอ้อนคนมากเป็นพิเศษ จิวเจอกับถุงเท้าจากตอนที่ไปค่ายอาสาและได้อาศัยอยู่กับชาวปกาเกอะญอ
    ภาพปก: 02.02gallery
    *เขียนเมื่อเดือนมีนาคม 2020
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in