my writingschayanin
แง่งามความเป็นมนุษย์ในคอนเสิร์ตนักร้องเกาหลี
  • ฉันเคยได้ยินหลายคนบอกว่าถ้าไปคอนเสิร์ตแล้ว จะเลิก “ติ่ง” นักร้องกลุ่มนั้นไม่ได้อีกเลย เหมือนเป็นพิธีกรรมบางอย่างที่ผูกโยงแฟนคลับเข้ากับศิลปินอย่างถาวร เพราะเมื่อไอดอลที่เคยเห็นผ่านจอมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า เสน่ห์เกินต้านของพวกเขาจะทำให้เหล่าสาวกถอนตัวไม่ขึ้น 

    แต่ประสบการณ์การไปคอนเสิร์ตของติ่งมือใหม่อย่างฉันไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาบอกไปเสียทั้งหมด จริงอยู่ที่ความหล่อของพวกเขาทำเอาฉันกรี๊ดคอแทบแตก แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ได้ค้นพบความงดงามในความเป็นคนที่ดีต่อใจไม่แพ้กัน

    กรุงเทพฯ: มหานครแห่งมหรสพ 

    ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เป็นสถานที่แห่งความทรงจำของฉันในปี 2019 คอนเสิร์ตนักร้องเกาหลีทั้งวงบอยแบนด์และวงดนตรีที่ฉันชอบเกิดขึ้นในฮอลล์นั้น

    แท้จริงแล้วตำแหน่งของเมืองทองธานีอยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี แต่เดาว่าถ้าชื่อต่อท้ายโชว์เป็น “live in Nonthaburi” แทน “live in Bangkok” อาจทำให้คนต่างชาติสับสนว่าตกลงจัดที่ไหนในไทยแลนด์กันแน่ การใช้ชื่อเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ใกล้กันจึงเข้าใจง่ายกว่า

    (จังหวัดที่อยู่เหนือ) กรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองที่ศิลปินต่างประเทศมักจะมาจัดแสดงคอนเสิร์ตอยู่ไม่ขาดสาย แฟนคลับจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียจึงแห่มารวมตัวกันในบ้านเราเช่นเดียวกัน จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในปี 2017 พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาดูคอนเสิร์ตเป็นประจำราว 50% สะท้อนศักยภาพของสินค้าและบริการด้านบันเทิงในฐานะกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของประเทศ

    แต่ฉันและผู้ชมอีกหลายคนก็ยังคงสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมเรายังต้องนั่งรถหลายต่อเพื่อไปในสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งที่สถานที่แบบนี้ควรจะเดินทางง่ายไม่ใช่หรือ

    บนทางเดินแห่งความฝันนี้ 

    ฉันเก็บความสงสัยเหล่านั้นไว้ในใจ และเดินก้มหน้าหลบความร้อนจากแดดช่วงบ่าย เพื่อไปรอ Shuttle Bus (เขาตั้งชื่อให้ดูหรู แต่ที่จริงคือรถตู้ธรรมดา) บริเวณ BTS หมอชิตที่มุ่งตรงไปยังเมืองทองธานี จุดหมายที่ความฝันของพวกเรารออยู่

    หลังจากค่าโดยสารคนละ 35 บาทถูกทยอยส่งไปยังคนขับ แทบทุกคนบนรถต่างก็ง่วนกับหน้าจอพกพาของตนเอง บางคนหลับตาลงเพื่อให้ได้งีบเป็นเวลาราว 45 นาที แอร์บนรถช่วยคลายความร้อนได้บ้าง แต่ถ้าเป็นมนุษย์ขี้เมา (รถ) อย่างฉันก็ต้องอดทนกับอาการคลื่นไส้ ยิ่งถ้าวันไหนได้นั่งแถวหลังหรือเบาะเสริม แทบจะรู้สึกถึงทุกรอยตะปุ่มตะป่ำบนท้องถนนของเมืองกรุงเทพฯ ดุจเทพสร้างเลยทีเดียว 

    ระหว่างเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ เป็นปกติที่จะเห็นกลุ่มคนที่ดูแวบแรกก็รู้ว่าไปงานเดียวกัน บางคนแต่งตัวตามสีประจำวง บางคนแต่งตัวแฟนซีโดดเด่นด้วยความหวังว่าคนบนเวทีจะสังเกตเห็นเขาท่ามกลางผู้คนมากมาย บางคนถือแท่งไฟ บางคนฟังเพลงของศิลปินที่กำลังจะไปดู และแทบทุกคนไถทวิตเตอร์เพื่อดูความเคลื่อนไหวของศิลปินและกลุ่มแฟนคลับคนอื่นๆ ที่ถึงบริเวณงานแล้ว 

    เมื่อลงจากรถตู้ ฉันต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 500 เมตรจนกว่าจะถึงสถานที่จัดแสดง หลายคนเลือกจะมาถึงบริเวณงานก่อนเวลาแสดงไม่ต่ำกว่าห้าชั่วโมง กิจกรรมระหว่างนั้นมีให้ทำมากมาย ทั้งรับบัตรเข้างาน ซื้อสินค้าออฟฟิเชียลที่ส่งตรงมาจากเกาหลี รอศิลปินเดินทางมาถึงฮอลล์ พบปะกับกลุ่มแฟนคลับด้วยกัน ต่อคิวรอเข้างาน ฯลฯ 

    ช่วงเวลาที่รอคอย

    ระหว่างรอให้ศิลปินปรากฏตัว ภายในสถานที่จัดแสดงจะมีการเปิดเพลงของหรือคลิปวิดีโอเกี่ยวกับวงนั้นเพื่อเลี้ยงอารมณ์ตื่นเต้นของเหล่าผู้ชมให้สดใหม่อยู่เสมอ 

    ทันใดนั้น ไฟในฮอลล์ก็มืดลง เพลงและคลิปเงียบเสียงไป 

    ทุกคนพร้อมใจกันส่งเสียงแหลมสูงเพื่อบอกว่าอยากเจอศิลปินคนโปรดไม่ไหวแล้ว ! 

    และแล้ว ... 
     
    เพลงหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยก็ดังขึ้น ตามขนบมหรสพแบบไทยๆ ผู้ชมยืนบ้างนั่งบ้างตามความศรัทธาในคนที่เพลงนั้นพูดถึง ฉันสงสัยเหมือนกันว่าแฟนคลับต่างประเทศหรือแม้แต่ตัวศิลปินที่อยู่หลังเวทีคิดอย่างไรกับวัฒนธรรมนี้ จะมีที่ไหนอีกไหมที่ต้องมาย้ำความสำคัญของคนกลุ่มหนึ่งกันจนถึงหน้าเวทีคอนเสิร์ต  

    ช่วงเวลาที่รอคอย (จริงๆ)

    เมื่อเพลงที่ถูกบังคับให้เปิดจบลง เสียงแห่งความตื่นเต้นก็ดังขึ้นอีกครั้งจากทุกมุมห้อง แสงจากแท่งไฟในมือทุกคนเปล่งประกายสั่นไหวในความมืด 

    เสียงกรี๊ดที่ว่าดังแล้วยังกระหึ่มขึ้นไปได้อีกเมื่อสมาชิกวงแต่ละคนปรากฏตัวขึ้นบนเวที 

    พวกเขาเคลื่อนไหวร่างกายอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกับร้องและแร็พสลับท่อนกันไปอย่างคล่องแคล่ว เสียงเบสดูเหมือนจะดังชัดจนทำให้หัวใจของชั้นเต้นตามคนบนเวทีไปด้วย ควันจากดรายไอซ์ลอยฟุ้งพร้อมกับเอฟเฟ็กต์ไฟที่ลุกโชนตามจังหวะเพลง ส่งให้ภาพทั้งหมดดูมหัศจรรย์และน่าตื่นตาตื่นใจ การออกออกแบบแสงอย่างประณีตทำให้เฉดสีสว่างเหล่านั้นเสริมให้การแสดงบนเวทีน่าดึงดูดและมีพลังมากขึ้นไปอีก   

    ความรู้สึกแรกของฉันคือพูดไม่ออก ทุกอย่างดูดีจนแทบจะไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง ไม่อยากเชื่อว่าวันนี้ฉันจะได้มาเห็นคนที่ฉันตามดูในอินเทอร์เน็ตอยู่หลายเดือนกับตาตัวเอง

    คนข้างบนกับคนข้างล่าง

    หลังจากเพลงที่สามจบลง ศิลปินก็เริ่มทักทายและพูดคุยกับแฟนคลับ พายุความรู้สึกที่ท่วมท้นของฉันสงบลงไปบ้าง เมื่อการแสดงดำเนินต่อไปตามลำดับ ฉันจึงเริ่มมีสติมาสังเกตรายละเอียดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในธันเดอร์โดมแห่งนี้

    ผู้ชมทุกคนล้วนตกอยู่ในห้วงความอัศจรรย์ใจไม่ต่างกับฉัน บางคนแสดงออกด้วยการส่งเสียง บางคนแกว่งแท่งไฟและขยับร่างกายไปตามเพลง บางคนไม่ได้ขยับตัวมากมายแต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความสุข 

    ตั้งแต่การแสดงเริ่ม คนกลุ่มเดียวที่ดูไม่สนุกไปกับงาน คือพนักงานรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ที่คอยชูป้ายห้ามบันทึกภาพและเสียง (ซึ่งก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี) เพราะตลอดสองชั่วโมงนั้นพวกเขาจะต้องคอยเฝ้าดูกลุ่มผู้ชมที่สนุกสนานอย่างฉันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรือละเมิดกฎของต้นสังกัด

    เมื่อมองออกไปไกลจากที่นั่งมากขึ้นอีกนิดจะพบทีมงานที่คอนโทรลหรือแผงควบคุม พวกเขาดูเหมือนจะไม่ยุ่งมาก แต่ก็ยังต้องมีสมาธิกับการแสดงเพื่อจะแน่ใจว่าระบบที่เซ็ตมาจะดำเนินไปอย่างเรียบร้อย มีคนเดียวในกลุ่มนั้นที่ยืนแทบตลอดการแสดงเพื่อคอยให้คิวกับทุกฝ่าย อีกกลุ่มที่ทำงานอย่างหนักคือเหล่าตากล้องที่ต้องถ่ายการแสดงเพื่อฉายขึ้นบนจอ LED และบันทึกการเดินทางที่มาไกลขึ้นอีกก้าวของศิลปินกลุ่มนี้ 

    การกวาดสายตาไปรอบๆ ทำให้ฉันตระหนักได้ว่า คอนเสิร์ตหนึ่งจะเกิดขึ้นและสมบูรณ์แบบได้ ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานหนักของคนล่างเวที ทั้งทีมงานและแฟนคลับ ที่ไม่ได้เหนื่อยน้อยไปกว่าคนบนเวทีเลย

    ถอดเปลือกเทพเจ้า มองเห็นมนุษย์ผู้มีความตั้งใจ

    ยิ่งดูคอนเสิร์ตไปนานขึ้น ความรู้สึกว่าศิลปินบนเวที “เหมือนไม่มีอยู่จริง” แทบจะไม่หลงเหลือในใจฉันเลย ฉันกลับรู้สึกว่าพวกเขา “จริง” เหลือเกิน เมื่อมองดูพวกเขาร้องและเต้น หรือเล่นดนตรีไปพร้อมกับ เอนเตอร์เทนผู้คน ทำให้ฉันรู้สึกชื่นชมพวกเขาในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในอาชีพของตนเอง สำเร็จในที่นี้หมายความว่า ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น   

    ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ต่างไปกับเวลาที่คนในอาชีพอื่นๆ เป็นแรงบันดาลใจให้กับฉัน 

    ฉันชื่นชมนักร้องเกาหลี ในระดับความรู้สึกที่เท่ากับการชื่นชมครูอาจารย์ผู้มีความรู้ไหลเวียนในตัวและถ่ายทอดออกมาอย่างตั้งใจ เท่ากับชื่นชมสื่อที่ตั้งมั่นกับการนำเสนอความจริงรอบด้าน เท่ากับชื่นชมทนายความที่อาสาให้คำปรึกษากับคนที่เป็นเหยื่อของกฎหมายไม่ชอบธรรม เท่ากับชื่นชมแม่ค้าขายกับข้าวที่เลือกวัตถุดิบที่ดี อร่อย และราคาไม่แพง เท่ากับชื่นชมแม่บ้านที่ทำความสะอาดห้องน้ำพร้อมกับพูดขอบคุณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ คนทั้งหมดที่ฉันกล่าวมาล้วนใช้เวลาในการฝึกฝนทักษะ บ่มเพาะความสามารถในตัวเองให้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำ และผลงานของเขาสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นในทางใดทางหนึ่ง   

    อาจพูดได้ว่าส่วนหนึ่งที่พวกเขาสำเร็จในอาชีพ เป็นเพราะพวกเขาโชคดีที่เจอในสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่ถนัด แต่ฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าต่อให้โชคดีแค่ไหน ถ้าไม่ได้ใช้เวลาเคี่ยวกรำตนเองให้แก่กล้าในวิชา คงยากที่จะพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จนั้นอย่างมั่นคง

    นักร้องเกาหลีที่ดูมั่นใจและโชว์ความสามารถต่อหน้าคนหลายพันได้ พวกเขาต่างผ่านการฝึกมาอย่างหนักทั้งร้อง เต้น แร็พ การวางตัว การรักษาภาพลักษณ์ วิธีการคุยกับแฟนคลับ และอีกหลายทักษะ บางคนใช้เวลามากกว่าสิบปีก่อนจะเป็นศิลปินที่มีคอนเสิร์ตของตัวเองได้ และต่อให้พวกเขาจะหน้าตาดีแค่ไหน ก็ไม่ได้รับประกันว่าพวกเขาจะเป็นที่ชื่นชอบ มิเช่นนั้นคนหน้าตาดีทุกคนคงกลายเป็นศิลปินดาราไปแล้ว

    ศิลปินในวงดนตรีก็ซ้อมหนักไม่แพ้กันเพื่อให้คุ้นเคยกับเครื่องดนตรีราวกับว่าเป็นอีกอวัยวะหนึ่งของตน ทั้งยังต้องแต่งเพลง ผลิตเพลง และหาเทคนิคให้คนดูสนุกไปกับพวกเขา รวมไปถึงรักษาสุขภาพร่างกายตัวเองให้แข็งแรงเพื่อที่จะสามารถเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลกและแสดงสดได้อย่างเต็มที่

    เชื่อมโยงกันด้วยความสุขและความฝัน

    เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงท้ายของการแสดงอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงที่ศิลปินจะได้พูดความรู้สึกตัวเองกับแฟนคลับ มีคำพูดของศิลปินในคอนเสิร์ตสองคนที่ยังติดอยู่ในใจฉัน

    เจย์หรือแจฮยอง มือกีตาร์วง DAY6 กล่าวก่อนจะจากกันว่า “ทุกสิ่งจะสวยงามต่อเมื่อคุณมองว่ามันสวยงาม ดังนั้นคุณเป็นคนเลือกว่าอะไรจะดีหรือแย่ ถ้าคุณตัดสินใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้จะเป็นวันที่ดี มันก็จะเป็นวันที่ดีครับ”

    “วันนี้มันทำให้ผมคิดว่า ทุกคนน่าจะมีความฝันเหมือนพวกเราน่ะครับ ผมอยากให้ความฝันของทุกคนเป็นจริงเหมือนที่ความฝันของพวกเราเป็นจริง ทุกคนมีแพสชั่นดีและเยอะขนาดนี้ ความฝันของทุกคนมาเป็นจริงได้นะครับ” เป็นคำพูดของแทยง หัวหน้าวงบอยแบนด์ NCT127

    คำพูดให้กำลังใจเหล่านี้ บางคนอาจมองว่าเป็นการมองโลกแบบแง่บวกอย่างเกินจริง แต่เมื่อได้ฟังไปพร้อมกับคนจำนวนมาก สัมผัสได้ถึงความจริงใจและความหวังดีของผู้พูด ก็ทำให้ฉันย้อนคิดเกี่ยวกับความยากง่ายของการมีความสุขในแต่ละวัน ความฝัน รวมไปถึงแพสชั่นในชีวิตของฉัน สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งบอกว่า ต่อให้เราจะพูดกันคนละภาษา แต่ความเป็นมนุษย์ของเราในเรื่องดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างง่ายดาย

    Empowering moments: คำขอบคุณและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน

    ศิลปินทุกคนพูดอยู่เสมอว่าพวกเขารู้สึกขอบคุณแฟนคลับจากใจจริง ถ้าไม่มีพวกเรา ก็ไม่มีพวกเขา ฉันเองก็รู้สึกขอบคุณคนเหล่านี้เช่นกัน เพราะหากขาดเสียงเพลงของพวกเขา บางช่วงของชีวิตคงน่าเบื่อ สิ้นหวังและยากลำบากเกินทนเช่นกัน 

    ภายใต้แสงไฟหลากสีที่สาดส่องไปบทเวที สิ่งที่กระจ่างชัดในสายตาฉันคือคน   

    ความรู้สึกว่าศิลปินเป็นเทพเจ้า หลอมละลายลงเมื่อฉันได้อยู่ร่วมกับพวกเขาในห้องกว้างห้องเดียวกัน มวลพลังงานที่เราต่างเห็นคุณค่าของอีกฝ่ายในฐานะมนุษย์ที่เท่ากัน เติมเต็มหัวใจและจิตวิญญาณของฉันให้มีความสุขอย่างหาที่ใดไม่ได้ 

    การมาคอนเสิร์ตสำหรับฉัน นอกจากจะมาดูศิลปินที่ชอบแล้ว ยังได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้ที่มนุษย์มอบพลังบวกให้แก่กัน พลังนั้นไหลเวียนอยู่ในปฏิสัมพันธ์ของพวกเราที่เลือกจะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไข

    แม้แสงไฟบนเวทีจะมืดลงไป ธันเดอร์โดมกลายเป็นห้องว่างอีกครั้ง แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสถานที่แห่งนั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจฉัน ความสุข กำลังใจ และแง่มุมของความเป็นมนุษย์ที่ฉันพบในช่วงเวลานั้น ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ ส่งพลังให้ฉันก้าวเดินต่อไปตามทางของตนเองแบบที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อวาน และอยากที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เหมือนกับศิลปินและทีมงานที่ฉันได้พบ แล้วเราค่อยกลับมาเจอกันใหม่ในปีถัดไป เพื่อเติมความรู้สึกที่อบอุ่นในใจแบบนี้ให้กัน จากคนหนึ่งสู่อีกคน 

    แทบจะรอคอนเสิร์ตครั้งต่อไปไม่ไหวแล้ว   


    *dedicated to all artists in the world that make our life less painful :)
    **ตอนเขียนยังไม่มีโควิดค่ะ :'(


    Taeyong's full ment (190622 NEO CITY : BANGKOK-The Origin)



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in