พอรู้ว่า ielts เอาที่ 5.5 ขึ้นไป เราก็คิดเลยว่าน่าจะพอไหว เพราะค่าเฉลี่ยการสอบ ielts ทั่วโลกอยู่ที่ 6-6.5 ไอ้เราก็ลูกสมเด็จย่า เด็กแม่ฟ้าหลวงที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน มันต้องได้สิหวะ ไม่อยากทำให้มหาวิทยาลัยผิดหวัง เลยตั้งเป้าไว้ว่าอย่างน้อยก็ต้องได้ไม่ต่ำว่า 5.5 ในทุกๆทักษะ นั่นคือแรงบรรดาลใจมุมที่ทำให้มันดูสวยงาม คือเขียนให้ดูสวย โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เบื้องหลังคือ ค่าสอบแพงมาก สำหรับเราคือแพงแบบ ทำใจและเต็มใจที่จะจ่ายแค่ครั้งเดียว มีกำลังที่จะจ่ายแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และนั้นคือแรงบรรดาลใจที่แท้จริง และเป็นแรงกดดันในเชิงบวก
หลังจากตั้งเป้าแล้วว่า มันต้องจบในการสอบครั้งเดียว สิ่งที่เราทำเป็นอย่างแรกคือ จองวันสอบก่อนเลย สำหรับเราถ้ามันมี dealine เส้นตาย กำหนดว่าเมื่อไร เราก็จะตั้งใจมากขึ้น บวกกับเป็นการบีบบังคับว่าต้องเริ่มอ่านหนังสือได้แล้ว เราก็เรียงลำดับตามการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ฟัง พูด อ่าน เขียน
การฟัง หนึ่งในเหตุผลของการเลิกลา คือเค้าบอกว่าเรายังดูไทย Youtube อยู่เลย(เอาจริงถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่า ไทย Youtube ผิดอะไร) ทำให้เป็นปมมาก แต่มันกับส่งผลดี คือเราไม่ดูไม่ฟังอะไรที่เป็นภาษาไทยเลย ตั้งแต่วันนั้น ทำให้ได้ฝึก ทักษะการฟังแบบจริงจังไปในตัว คือทุกการใช้ชีวิตคือภาษาอังกฤษหมด และตอนนั้นไม่ได้ไปเจอเพื่อนคนไทยเลย โฟกัสที่ตัวเองจริงๆ
การพูด เพื่อนร่วมงานคือไม่มีใครเป็นไทยเลย มันเลยเหมือนเป็นอะไรที่ตายตัวว่าต้องใช้ภาษาอังกฤษ และบ้านที่เราอยู่ก็แชร์กับคนที่นี่ ตอนนั้นคือเอาจริงพูดภาษาไทยก็ตอนวีดีโอคอลหาแม่ในทุกๆวันแค่นั้นเลย
การอ่าน ปกติเราก็อ่านหนังสือในเวลาว่าง แต่มันอาจจะไม่ได้เป็นแนววิชาการ แต่ก็ถือว่าได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา บวกกับเราฝึกทำข้อสอบจริงเลย เราไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด ห้องสมุดที่นี่คือดีมาก และทุกมุมเมืองคือมีห้องสมุด มากไปกว่านั้นคือมีหนังสือทุกชนิด เราก็ยืม Cambridge English IELTS ยืมมารวมๆน่าจะสิบเล่มได้ และเอามาอ่านแล้วฝึกทำข้อสอบ
การเขียน เช่นเดียวกับการอ่าน แต่เราเป็นคนเขียนไดอารี่ จดบันทึกอยู่แล้ว เราเลยเปลี่ยนจากเขียนภาษาไทย มาเป็นเขียนภาษาอังกฤษ มันก็เหมือนเป็นการฝึกไปในทุกๆวัน
หลังจากจองวันสอบแล้ว เราก็รู้ตัวเองว่ามีเวลาในการเตรียมตัว 1 เดือน ตอนนั้นตารางการใช้ชีวิตคือ ถ้าทำงานกะตอนเช้า เราก็จะตื่นตีห้า ไปยิมออกกำลังกายแล้วไปทำงาน กลับมาถึงบ้าน คือฝึกทำข้อสอบ เราทำแบบเหมือนสอบจริง คือจับเวลา ใช้กระดาษคำตอบเหมือนที่เค้าใช้ในห้องสอบ เราหาจากในเน็ตแล้วปริ้นออกมา คือพยายามสร้างบรรยายให้เหมือนการสอบ ร่างกายและจิตใจจะได้ชินกับมัน แต่การสอบจริง มันยาวนานมาก ใช้เวลาประมาณเกือบสามชั่วโมง และบวกกับเราทำงานเต็มเวลา มันไม่มีเวลามากพอที่จะฝึกทำทั้งสี่ทักษะในครั้งเดียว นอกจากเวลาไม่พอ ร่างกายมันก็ล้าจากการทำงานมาแล้ว เราเลยต้องแบ่ง ไม่ทำทั้งหมดสี่ทักษะรวดเดียว ส่วนมากเราจะฝึกการฟังและอ่านด้วยกัน มันก็ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง การฟังสามสิบนาที การอ่านหนึ่งชั่วโมง
อาทิตย์แรกของการฝึกทำข้อสอบพร้อมกับการทำงานไปด้วย เหนื่อยมาก แบบมากๆ และรู้สึกว่ายังปรับตัวไม่ได้ เพราะเอาจริงๆเราเรียนมหาลัย ก็เมื่อสิบปีที่แล้ว คือมันห่างหายจากการเรียนมากนาน บวกกับรู้สึกว่าสมองมันไม่ได้ไวเหมือนสมัยก่อน และล้าไวมาก ฟิวเหมือนแบตเตอรี่มือถือเครื่องที่ใช้งานมานานพอสมควร แล้วมันเริ่มเสื่อม ใช้เวลาชาร์จนานขึ้นกว่าจะเต็ม ยังไม่พอ พอถึงเวลาใช้งานจริง ยังใช้ไม่ทันถึงไหนแบตก็จะหมดอีกรอบแล้ว
เช่นมีบางวันที่เลิกงานมาแล้วรู้สึกสมองมันล้า เราก็จะบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าวันไหนไม่มีอารมณ์ที่จะฝึกทำข้อสอบ เราก็จะบังคับตัวเองให้ไปเดิน เดินออกกำลังกาย ไปเดินที่สวนสาธารณะใกล้บ้าน ให้ร่างกายได้เจอกับธรรมชาติและผ่อนคลาย สำหรับเราการเดินมันเหมือนทำให้สมองโล่ง เหมือนเป็นการเคลียร์สมอง และทำให้จิตนิ่ง ระหว่างที่เราเดินเราก็จะฟังPodcast (พอดแคสต์) ที่เป็นภาษาอังกฤษไปด้วย ก็เป็นการฝึกทักษะการฟังไปในตัว หลังจากไปเดินมาแล้ว เราก็จะฝึกทำข้อสอบ แต่ถ้าวันไหนมันล้าจริงๆ เราก็จะทำแค่การฟัง เพราะมันใช้เวลาแค่สามสิบนาที
เป้าหมายของเราคือไม่ว่าวันนั้นจะเป็นยังไงต้องก็ฝึก แม้จะแค่หนึ่งทักษะ ก็ยังดี ไม่มีวันไหนที่เราปล่อยผ่านไปโดยไม่ฝึกฝนเลย
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in