My First StoryAnawit Jitmana
มิติด้านไม่เท่าของอินเทอร์เน็ต x วลีที่พี่ตูนไม่ได้กล่าว
  • นับว่าเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันเสมอ ในช่วงของยุคดิจิทัล กับประเด็น 'Cyberbullying’ หรือการรังแกผ่านทางโลกออนไลน์ ซึ่งนานวันก็ยิ่งส่งผลกระทบออกเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งบนเส้นทางวิ่งระยะ 2,191 กม. ของพี่ตูน บอดี้สแลม

    อย่างไรก็ตาม 'วิถีของการกลั่นแกล้ง' อาจเปรียบได้กับการไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของความคิดหรืออำนาจ ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมเป็นผู้ที่เหนือกว่า หากจะย้อนกลับไปเพื่อให้เห็นภาพชัดที่สุด ในช่วงชีวิตของวัยเรียนก็คงเป็นช่วงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หลายคนต้องเคย ถูกแกล้ง หรือบางทีอาจเป็น ผู้แกล้ง เสียเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเจอหน้าอีกฝ่ายและต้องใช้เวลาพอสมควรในการลงมือ หรือในฝั่งผู้ถูกกระทำ ก็แค่ถอนตัวออกจากสภาพแวดล้อมแย่ๆ เพื่อเป็นการยุติปัญหา

    แต่กับ Cyberbully ไม่เป็นเช่นนั้น การเข้ามาของ Internet ได้ตัดข้อจำกัดในด้านมิติของเวลาและการพบหน้าทิ้งไป คุณสามารถปั่นกระแสหรือสร้างคอนเทนท์ในแง่ลบให้แก่อีกฝ่ายตอนตี1 เพื่อให้เจ้าตัวตื่นมาอ่านเจอในหน้าฟีดตอนเช้าพร้อมกับเหล่าชาวเน็ตที่ชื่นชอบดราม่าและเตรียมที่จะกดแชร์เรื่องนั้นๆลงไปใน Social Network .. ถ้าเป็นแบบนี้แล้วคุณจะหนีไปไหนได้อีก?

    อย่างกรณีของ ‘วลีที่พี่ตูนไม่ได้กล่าว’ เกิดขึ้นระหว่างโครงการก้าวคนละก้าวกำลังเดินทางไปเรื่อยๆท่ามกลางภาพความประทับใจและกระแสชื่นชม ตูน บอดี้สแลม หลายเพจได้นำประโยคคำคมมาทำเป็นภาพ พร้อมอ้างว่าเป็นคำพูดของเจ้าตัว ซึ่งมีหนึ่งคำพูดที่ตูนไม่ได้กล่าวไว้ และมียอดแชร์สูงจนน่าตกใจ ที่ว่า

    คุณจะเดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างไรถ้ามัวแต่ปาก้อนหินใส่หมาที่เห่าตลอดทาง”

    ในดราม่านี้เอง ถือว่าเป็น Cyberbully ที่แอบอ้างและสร้างความเดือดร้อน จนเจ้าตัวได้โพสต์ผ่านอินสตาแกรมถึงคำคมดังกล่าวที่มีภาพและชื่อของเขาอยู่ว่า “ผมเคารพทุกความคิดและความเห็น และผมก็รักสุนัขไม่มีทางที่ผมจะพูดเรื่องปาก้อนหินใส่สุนัขแน่นอนอย่าจับคำพูดคนอื่นมาแล้วใส่ชื่อผมข้างใต้อีกเลยนะครับ ขอร้องนะ และขอบคุณมากครับ” เพราะว่าคำพูดประโยคนี้ทั้งหมดเป็นคำพูดของ วินสตัน เชอร์ชิลล์ (Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ

    Illustration - Roseanna's cyberbullying story

    ท้ายที่สุดแล้ว อีกด้านของ Internet ได้เปลี่ยนสนามของการรังแกให้ร้ายกาจและยากที่จะหยุดปัญหาแต่ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะถ้าว่ากันจริงๆแล้ว ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดจากผู้ใช้งาน ซึ่งผู้ใช้งานก็คือตัวบุคคล จึงสอดคล้องกับคำพูดที่ว่า โลกโซเชียลมันไม่ได้น่ากลัว..เท่ากับคนที่ใช้โซเชียล

    ก่อนที่สังคมจะบอบช้ำไปมากกว่านี้ จะดีกว่าไหม ที่คุณจะระงับนิ้วที่ไปเร็วกว่าการหยุดคิดตรึกตรองและการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น.. คิดก่อนคลิ๊ก ด้วยกับความเรียบง่ายนี้ ทว่าทรงพลัง

    เพราะหนึ่งนาทีที่คุณพิมพ์..หนึ่งนาทีที่คุณได้แสดงความเห็นชั่วคราว คงอาจต้องแลกกับชีวิตระยะยาวของใครบางคน

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in