รีวิวเว้ย (2260) เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นับเป็รเหตุการณ์รัฐประหารและการเข่นฆ่าสังหารหมู่ (massacre) นิสิตนักศึกษาและประชาชน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง ที่เป็นการใช้กำลังของกองทัพและตำรวจตระเวนชายแดนที่ติดอาวุธสงคราม ร่วมกับกลุ่มอันธพาลรับจ้างและฝูงชนที่ถูกหน่วยงานรัฐปลุกระดมกระทั่งนำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งมีตัวแสดงหลาย ๆ ตัว บุคคลมีชื่อเสียงหลายคนที่อยู่ในเรื่องเล่าของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายมวลชน ซึ่งตัวแสดงสำคัญหนึ่งนั้นคือนักเขียนนามอุโฆษที่ทำหน้าที่ปลุกระดมผ่านวิทยายานเกราะและสื่อต่าง ๆ หรือกระทั่งพระสงฆ์ที่ออกมาให้ความเห็นเอาไว้อย่าง "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" ในมิติทางการเมืองการปกครอง เหตุการณ์ความรุนแรงนี้ถือเป็นกระบวนการหยุดยั้งการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย เพื่อรักษาอำนาจบารมีของชนชั้นเดิมและผู้กุมอำนาจรัฐในขณะนั้นเอาไว้ และเหตุการณ์นี้เองยังเป็นการสร้างข้อถกเถียงสำคัญของสังคมว่าแท้จริงแล้วสถานะของ 6 ตุลา และสถานะของความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์และความเกี่ยวเนื่อง สังคมนี้ควรจัดการและจดจำมันอย่างไร

หนังสือ : 50 ปี : มรดกของ 6 ตุลา
โดย : กษิดิศ อนันทนาธร บก.
จำนวน : 176 หน้า
.
"50 ปี 6 ตุลา : มรดกของ 6 ตุลา" เป็นการรวบรวมบทความเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สำคัญ โดยมีบทนำที่เขียนโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ "50 ปี 6 ตุลา : มรดกของ 6 ตุลา" ได้รวบรวมมุมมองจากนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องหลากหลายท่าน อาทิ พระไพศาล วิสาโล สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กฤษฎางค์ นุตจรัส ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และ ธงชัย วินิจจะกูล เพื่อร่วมกันทบทวนและตั้งคำถามถึงมรดกที่ตกทอดมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว
.
ในบทนำของ "50 ปี 6 ตุลา : มรดกของ 6 ตุลา" ชาญวิทย์ ผู้ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ในฐานะรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ได้นิยามเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่าคือรัฐประหารและการเข่นฆ่าสังหารหมู่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง โดยเป็นการใช้กำลังติดอาวุธสงครามของตำรวจตระเวนชายแดน และฝูงชนที่ถูกปลุกระดมด้วยความคลั่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นกระบวนการหยุดยั้งการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย
.
"50 ปี 6 ตุลา : มรดกของ 6 ตุลา" ยังได้หยิบยกบริบททางสังคมการเมืองในยุคนั้น โดยอ้างอิงถึงบทความของเบนเนดิกต์ แอนเดอร์สัน ที่ชี้ให้เห็นถึงการก่อตัวของชนชั้นกลางไทยที่เคยต่อต้านเผด็จการในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่เมื่อเกิดชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เวียดนาม และลาว ในปี 2518 ชนชั้นกลางเหล่านี้เกิดอาการตระหนกตกใจและหวาดกลัว จนหันกลับไปเป็นผู้สนับสนุนการทำลายล้างขบวนการนักศึกษาและประชาชนฝ่ายซ้ายอย่างเหี้ยมโหดในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
.
"50 ปี 6 ตุลา : มรดกของ 6 ตุลา" ครอบคลุมประเด็นที่หลากหลาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง "มรดก" ของเหตุการณ์นี้ในหลายมิติ ดังที่ปรากฏในสารบัญ อย่าง การตั้งคำถามว่า "6 ตุลา คืออะไร" การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์บาดแผลที่รอวันดอกไม้ผลิบาน การมองเหตุการณ์ผ่านสายตาของประจักษ์พยาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงมรดกบาปของ 6 ตุลา เข้ากับประเด็นร่วมสมัยอย่างอานุภาพของมาตรา 112 รวมถึงการศึกษาเรื่องสายธารเพลงเพื่อชีวิต รวมทั้งยังมีภาคผนวกที่เป็นการชุมนุมปาฐกถาโดยนักวิชาการอีกหลายท่าน
.
"50 ปี 6 ตุลา : มรดกของ 6 ตุลา" แสดงให้เห็นถึงเรื่องของการต่อสู้ทางความทรงจำและการบันทึกประวัติศาสตร์ โดยในบทนำได้ยกคำกล่าวของ จอร์จ ออร์เวลล์ จากหนังสือ 1984 ที่ว่า "ผู้ที่ยึดกุมอดีตไว้ได้ ก็จะยึดกุมซึ่งอนาคต และผู้ที่ยึดกุมปัจจุบันไว้ได้ ก็จะยึดกุมไว้ซึ่งอดีต" การรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ใช่แค่การนึกถึงอดีต แต่คือการพยายามควบคุมการตีความประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความทรงจำให้คนรุ่นปัจจุบันได้มีสิ่งติดตัวในการเดินสู่อนาคต
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in