รีวิวเว้ย (2255) การเมืองและการจัดการสิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไม่อาจแยกจากกันได้ เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่มีการใช้อำนาจกำหนดกติกาการเข้าถึงทรัพยากร การกำหนดสิทธิ และกระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลให้มีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมทางการเมืองและการแข่งขันช่วงชิงอำนาจทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน วิชารัฐศาสตร์ได้ให้ความสนใจและมีบทบาทสำคัญในการศึกษาประเด็นสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน โดยทำหน้าที่อธิบายปรากฏการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านกรอบแนวคิดเรื่อง "ความจริง" "ความรู้" และ "อำนาจ" ที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างการจัดการ การนำองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ซึ่งมีความคุ้นเคยด้านการเมืองและการบริหารมาบูรณาการร่วมกับการจัดการสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำอาจนำไปสู่การทำความเข้าใจความซับซ้อนของอำนาจรัฐในการจัดการสิ่งแวดล้อม (และรวมไปถึงทรัพยากรธรรมชาติ)

หนังสือ : การเมืองเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม: จากความจริง ความรู้ สู่อำนาจ
โดย : โสภารัตน์ จารุสมบัติ
จำนวน : 216 หน้า
.
"การเมืองเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม: จากความจริง ความรู้ สู่อำนาจ" เป็นหนังสือที่เปิดมุมมองใหม่ในการทำความเข้าใจปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านเลนส์ทางรัฐศาสตร์ ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตินั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคนิคหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความสลับซับซ้อนและไม่อาจหลีกพ้นจากการเมืองและการใช้อำนาจเพื่อกำหนดกติกาในการเข้าถึงทรัพยากร หนังสือเล่มนี้พาผู้อ่านไปสำรวจโครงสร้างของระบบนิเวศทางการเมืองผ่านแก่นหลักสามประการ ได้แก่ ความจริง ความรู้ และอำนาจ
.
"การเมืองเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม: จากความจริง ความรู้ สู่อำนาจ" ได้ตั้งคำถามถึง "ความจริง" (Truth) เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชี้ให้เห็นว่าในยุคปัจจุบันหรือยุคหลังความจริง (post-truth era) ข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกท้าทายและบิดเบือน ผู้เขียนได้ยกกรณีศึกษาที่ชัดเจนอย่างเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วที่อ่าวพร้าว จังหวัดระยอง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันของความจริงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารความจริงมักถูกเลือกนำเสนอเพียงบางส่วนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ทำให้ความจริงด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ช่วงชิงวาทกรรมทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ถัดมาคือมิติของ "ความรู้" (Knowledge) ที่ "การเมืองเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม: จากความจริง ความรู้ สู่อำนาจ" ได้วิพากษ์บทบาทของความรู้ทางวิทยาศาสตร์กระแสหลักที่มักจะถูกผูกขาดและใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับการกำหนดนโยบาย ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าการจำแนกประเภทและสร้างมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อม เช่น การประเมินคาร์บอนเครดิตป่าไม้ หรือการตีมูลค่าบริการทางนิเวศ (Ecosystem Services) ล้วนมีนัยทางการเมืองแอบแฝงอยู่ พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มักจะถูกเบียดขับไปอยู่ชายขอบ โดยเสนอว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนจำเป็นต้องบูรณาการความรู้จากหลากหลายศาสตร์และเปิดพื้นที่ให้ความรู้จากชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
.
มิติของ "อำนาจ" (Power) "การเมืองเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม: จากความจริง ความรู้ สู่อำนาจ" ได้อธิบายถึงกลไกการทำงานของอำนาจทั้งที่ "มองเห็น" และ "ซ่อนเร้น" ในกระบวนการจัดการสิ่งแวดล้อม ปัญหาสิ่งแวดล้อมมักถูกทำให้ความเป็นเรื่องการเมืองลดลง (depoliticized) เพื่อให้ดูเป็นเพียงเรื่องของการจัดการเชิงเทคนิค แต่แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยความไม่สมมาตรของอำนาจระหว่างตัวแสดงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ ทุน หรือประชาชนในพื้นที่ หนังสือได้เน้นย้ำว่าการทำความเข้าใจอำนาจในหลากหลายมิติ ทั้งอำนาจที่ใช้บังคับและอำนาจที่ใช้เกื้อหนุน เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่คำตอบของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
.
"การเมืองเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม: จากความจริง ความรู้ สู่อำนาจ" เป็นผลงานวิชาการที่ชวนให้ผู้อ่านตระหนักว่า เราไม่สามารถพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนได้หากเพิกเฉยต่อธรรมชาติของการเมืองและการใช้อำนาจ การจะสร้างการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์สู่การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องรู้เท่าทันวาทกรรมแห่งความจริง ตั้งคำถามต่ออำนาจความรู้ที่ครอบงำ และผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้ทรัพยากรทุกกลุ่ม เพื่อทำความเข้าใจมิติทางสังคมและการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in