รีวิวเว้ย (2254) ยูโทเปีย (Utopia) คือแนวคิดเกี่ยวกับ "สังคมอุดมคติ" หรือดินแดนในฝันที่มีความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งประชากรทุกคนมีความเสมอภาค ปราศจากความยากจน ความขัดแย้ง และการกดขี่ คำนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกโดย โทมัส มอร์ (Thomas More) ในหนังสือชื่อเดียวกันเมื่อปี ค.ศ. 1516 โดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกที่แฝงความหมายเชิงเล่นคำว่า "สถานที่ที่ดีเลิศ" (Eutopia) และ "สถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง" (Outopia) ปัจจุบันคำว่ายูโทเปียมักถูกใช้เพื่อเปรียบเปรยถึงเป้าหมายหรือรูปแบบสังคมที่มนุษย์ใฝ่ฝันอยากให้เป็น แม้ในทางปฏิบัติอาจเป็นเพียงจินตนาการที่ยากจะเกิดขึ้นจริงก็ตาม

หนังสือ : ล้านนายูโทเปีย
โดย : ภิญญาพันธุ์ พจนะลาวัณย์
จำนวน : 246 หน้า
.
"ล้านนายูโทเปีย" ชวนผู้อ่านก้าวข้ามภาพจำอันงดงามและโรแมนติกของภาคเหนือ เพื่อเข้าไปสำรวจแก่นแท้ของการสร้างตัวตนและภาพลักษณ์ของ "ล้านนา" ในมิติที่แตกต่างไปจากความเข้าใจแบบเดิมของใครหลายคน "ล้านนายูโทเปีย" ไม่ได้ชวนให้เราท่องจำประวัติศาสตร์แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่กลับทำหน้าที่เป็นเสมือนแว่นขยายที่ส่องให้เห็น "ประวัติศาสตร์ระยะใกล้" หรือความกลางเก่ากลางใหม่ที่เพิ่งถูกประกอบสร้าง (ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง) ขึ้นมาไม่นานนัก ซึ่งเป็นการท้าทายต่อภาพจำของ "คนเมือง/ภาคเหนือน" ในความทรงจำของผู้คน
.
ประเด็นหลักที่ "ล้านนายูโทเปีย" มุ่งนำเสนอแบ่งออกเป็นสองส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือการฉายภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของภาคเหนือ-ล้านนาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ "สิ่งพิมพ์" และ "ความทรงจำ" เป็นเครื่องมือในการสืบสาวเรื่องราว ส่วนที่สองคือการเจาะลึกบทบาทของ "ปัญญาชนท้องถิ่น" ผู้ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลิตองค์ความรู้และประกอบสร้างภาพลักษณ์ของท้องถิ่นทั้งทางตรงและทางอ้อม กระบวนการเหล่านี้เองที่ทำให้ล้านนากลายเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์และการเมือง มากกว่าจะเป็นเพียงภูมิภาคที่หยุดนิ่งอยู่กับจารีตโบราณ
.
เมื่อเจาะลึกลงไปใน ภาคที่ 1 ภาคเหนือกับประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง "ล้านนายูโทเปีย" ได้พาเราไปสำรวจความเคลื่อนไหวผ่านหน้ากระดาษของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเชียงใหม่และลำปาง รวมถึงการตั้งคำถามถึงพื้นที่ของ "สามัญชน" ในสื่ออย่างหนังสือพิมพ์คนเมืองช่วงปี 2496 นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับ "พื้นที่ความทรงจำเดือนตุลาในภาคเหนือ" ซึ่งสะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์การเมืองแบบลักกะปิดลักกะเปิด ทำให้ตระหนักว่าภูมิภาคแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความสงบงาม แต่ยังซุกซ่อนรอยแผลและพลวัตทางการเมืองระดับชาติเอาไว้อย่างเงียบเชียบ
.
ภาคที่ 2 ปัญญาชนล้านนา-ภาคเหนือ ถือเป็นส่วนที่ช่วยเผยให้เห็นเบื้องหลังของชุดความคิดที่ครอบสังคมเหนืออยู่ ผ่านการวิเคราะห์ชีวประวัติและผลงานของบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ส.ธรรมยศ ในฐานะนักท้องถิ่นนิยมทางไกล ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ที่หนังสือตีความอย่างท้าทายว่ามิใช่นักรบท้องถิ่น แต่เป็นผู้สร้าง "คนเมืองกระฎุมพี" เพื่อรับใช้รัฐไทย ไปจนถึง ธเนศวร์ เจริญเมือง กับแนวคิด "ล้านนายูโทเปีย" และเส้นขอบฟ้าของสำนักท้องถิ่นนิยม การชำแหละบทบาทของปัญญาชน (คนเมือง) เหล่านี้ช่วยให้เข้าใจรากฐานของวัฒนธรรมที่ถูกผลิตซ้ำในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น
.
"ล้านนายูโทเปีย" เป็นจุดเริ่มต้นชั้นดีสำหรับการตั้งคำถามต่อสังคมเมือง ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ว่า "วัฒนธรรมล้านนาได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับภาคอีสานและภาคใต้" ซึ่ง "ล้านนายูโทเปีย" นี้ได้กระตุ้นให้คิดต่อว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรเปิดพื้นที่สนทนาเพื่อท้าทายขนบเดิม ๆ และทลายเพดานความเชื่อแบบเก่าทิ้งไป เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ที่สอดคล้องกับบริบท ความทรงจำ และความเป็นจริงของพื้นที่ให้มากกว่าที่เป็นอยู่
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in