My First Storylemonessing
ดูคอนต่างประเทศคนเดียวใครว่าเหงา? เราจะเล่าให้ฟัง :’))



  • ปลายปี 2018 หลังจาก NCT127 ประกาศทัวร์ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกเราก็ตัดสินใจว่าจะไปดูคอนเสิร์ตของศิลปินที่ตัวเองชอบในต่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วยเหมือนกัน

    นี่ไม่ใช่การไปญี่ปุ่นของเราครั้งแรกการไปผจญภัยที่เกาะฮอกไกโดเมื่อปี 2016 ช่วยให้เราปีกกล้าขาแข็งมากพอจะออกเดินทางโดยลำพังอีกครั้งแม้จะได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าการจองตั๋วคอนเสิร์ตในประเทศญี่ปุ่นนั้นยากเย็นเหลือเกินแต่เราก็คิดว่าเอาน่ะ ลองดู

    เราหาข้อมูลการรับจองตั๋วผ่านทางทวิตเตอร์โดยขั้นตอนแรกจะต้องสมัครอีเมลแม็กกาซีนของ NCT127 ก่อนถึงจะมีสิทธิ์จองตั๋วและลุ้นที่นั่งดีๆ  เราพยายามสมัครอีเมลแม็กกาซีนด้วยความช่วยเหลือจากพี่คนหนึ่งในทวิตเตอร์ จากนั้นก็ส่งรายละเอียดการจองตั๋วสำหรับแฟนคลับรอบแรก ความรู้สึกตอนนั้นโคตรจะลุ้นตื่นเต้น ใจสั่น จนถึงวันประกาศผลล็อตโต้ปรากฏว่าเราพลาด ความรู้สึกใจเสียก็เริ่มมาแล้วแต่ก็คิดว่าเอาน่ะยังมีรอบสองอยู่นี่นา     ไซตามะอารีนาจะไม่มีที่ให้เราเชียวเหรอ?

    เราฝากพี่คนเดิมในทวิตเตอร์ช่วยจองตั๋วอีกครั้งแต่ผลล็อตโต้ครั้งที่สองออกมาเราก็ยังพลาด ตอนนั้นเริ่มคิดว่าคงไม่มีดวงแล้วล่ะแต่ด้วยความที่อยากเจอน้อง อยากไปดูคอนเสิร์ตครั้งแรกของน้อง (เพราะตอนนั้นที่ไทยยังไม่ประกาศทัวร์) เราเลยตัดสินใจว่าเอาวะ ใช้เงินแก้ปัญหาและในที่สุดเราก็ได้ตั๋วคอนเสิร์ตมาในราคาที่แพงกว่าต้นทุนนิดหน่อย แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้

    หลังจากได้ตั๋วแล้วก็เริ่มสบายใจเราทำแพลนเที่ยวญี่ปุ่นโดยดูจากรีวิวหลายๆ ที่ ช่วงที่มีคอนเสิร์ตเป็นช่วงที่ซากุระฟูลบลูมในโตเกียวพอดีเราเลยมองโลกในแง่ดีว่าถึงจะได้ตั๋วมาในราคาแพงนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าได้ไปเที่ยวไปดูดอกไม้ด้วย   คุ้มแล้วสำหรับทริปนี้




    เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนกลางคืนและไปถึงสนามบินนาริตะประมาณ 7 โมงเช้า

    ตอนลงมาจากเครื่องบินรู้สึกว่าหนาวมากเช็คอุณหภูมิดูแล้วประมาณ 10 องศา ตอนนั้นโคตรจะแฮปปี้เลยเพราะอยู่เมืองไทยไม่เจออากาศเย็นขนาดนี้มานานแล้วเราลากกระเป๋าผ่านตม. ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ได้เดินทางเข้าเมืองโดยรถไฟ

    บรรยากาศสองข้างทางในฤดูใบไม้ผลิสวยมากเราเจอซากุระ  แมคโนเลีย แล้วก็ดิฟโฟดิลผ่านหน้าต่างรถไฟ สวยจนอยากจะยกกล้องมาถ่ายรูป แต่ก็คิดว่าควรเก็บภาพด้วยตามากกว่าเรายังมีเวลาอยู่ญี่ปุ่นอีก 7 วัน เดี๋ยวค่อยไปเดินเล่นสวนสาธารณะแล้วเก็บภาพเอาทีหลังก็ได้เพราะฤดูใบไม้ผลิยังอยู่กับเราอีกตั้งหลายวัน

    ที่พักของเราสามคืนแรกเป็นโรงแรมในย่านชินจูกุ หลังจากเช็คอินเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้วเราก็ออกมาเดินเล่นและหาอะไรกินในละแวกนั้น ตอนนั้นรู้สึกว่าหนาวขึ้นมาอีกแล้ว หนาวจนต้องเช็คอุณหภูมิอีกรอบและพบว่า 8 องศา โอ้โห บ่ายกว่า ๆ แล้วแต่หนาวกว่าเมื่อเช้าไปอีก แต่เราก็ยังสู้นะ พอกินข้าวอิ่มแล้วก็นั่งรถไฟไปดูซากุระที่แม่น้ำเมกุโระ จุดชมซากุระอันเลื่องลือของกรุงโตเกียว แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ถึงคนจะเยอะแต่ก็พอมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูป เราไปถึงประมาณห้าโมงเย็น ฟ้ากำลังเริ่มมืด คิดว่าน่าจะถ่ายรูปไม่สวยแล้วเพราะไม่มีแสง แต่ปรากฏว่ากลีบซากุระสีชมพูเข้ากับแสงไฟสีนวลๆ มากกว่าที่คิด มันสวยจนเรารู้สึกว้าว ดีจังเลยที่ได้มา บรรยากาศดีมากจนเดินเล่นเพลินเลยแหละ  





    เราเดินเล่นที่แม่น้ำเมกุโระประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็กลับโรงแรมไปพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไปไซตามะ ซึ่งเอาจริงแล้วมันไม่ได้ไกลหรอกนั่งรถไฟแป๊บๆ ก็ถึงแล้ว แต่เราอยากไปเร็วเผื่อจะหลง (เนื่องจากสถานีรถไฟชินจูกุใหญ่แล้วก็ชวนงงมากๆ ) อีกอย่างเราอยากไปดูด้วยว่าแถวนั้นมีอะไรบ้างคอนเสิร์ตจะเริ่มตอนประมาณหนึ่งทุ่มเราจะได้มีเวลาเดินเล่นซื้อของหน้าคอนโดยไม่ต้องรีบ :’))





    วันรุ่งขึ้นเราไปถึงไซตามะตั้งแต่สิบเอ็ดโมงคิดว่ามาเร็วแล้วใช่ไหม?

    แต่มีคนมาเร็วมากกว่าเราอีกส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้านแฟนไซต์มาขายของกัน เรามีนัดรับของกับแฟนคลับชาวญี่ปุ่นในทวิตเตอร์ ความขำคือในทวิตเรา DM คุยกันเป็นภาษาอังกฤษแต่พอเจอตัวจริงแล้วดันเขินคุยกันไม่ถูกซะอย่างนั้น กลายเป็นว่าเขาพูดภาษาญี่ปุ่นกับเรา ส่วนเราก็ทำหน้างงเพราะไม่เข้าใจความหมายสุดท้ายก็หัวเราะให้กันแล้วแยกย้ายกันไปแบบเขินๆ แต่ก็ถือว่าเป็นโมเม้นท์ที่น่ารักดี

    หลังแยกจากคนญี่ปุ่นแล้วเราก็ไปกินข้าว แถวไซตามะอารีน่ามีห้างให้เข้าไปหลบหนาว นั่งกินกาแฟได้ยาว ๆ จนกว่าคอนจะเริ่มแต่ภารกิจเรายังไม่จบเพราะต้องไปซื้อ Goods หน้าคอนก่อน หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วเราก็ไปต่อแถวซึ่งยาวเป็นหางว่าวในใจคิดว่าต้องรอนานมากแน่ๆ หนาวก็หนาว แต่เอาวะหนาวยังดีกว่าร้อนเพราะอย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราเหงื่อออกจนไปนั่งเหนอะตัวอยู่ในฮอลล์ แต่ปรากฏว่าระบบการจัดการของทีมงานญี่ปุ่นดีมาก สต๊าฟทำงานเร็วมากเราไปต่อแถวแค่หนึ่งชั่วโมงก็ได้ซื้อของที่ต้องการแล้ว รอไม่นานเลย แฮปปี้มากประทับใจความเป็นระบบระเบียบที่สุดเลยจริงๆ 

    เสร็จภารกิจซื้อของก็ยังมีเวลาเหลือเราเลยไปนั่งกินชาเขียวรอที่สตาร์บัคส์ด้วยความที่วันนี้คนเยอะและส่วนใหญ่ก็น่าจะมาดูคอนเสิร์ตพนักงานหนุ่มหน้าตาน่ารักเลยเขียนข้อความในใบเสร็จให้เราด้วยว่า 'NCT127 Live enjoy' ความรู้สึกในตอนนั้นคือทำไมน่ารักจังเลย รู้ด้วยว่าเรามาดูคอน (คิดว่าน่าจะรู้เพราะเราสะพายกระเป๋า NCT127 หราเลย) มันเป็นความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เมดมายเดย์มาก การได้เจอผู้คนดีๆ ถึงจะคุยกันคนละภาษาแต่ก็ไม่ทำให้เรารู้สึกกลัวเลยนะ ยิ่งเขาใจดีกับเรา เราก็ยิ่งชอบบ้านเมืองเขา ต่อให้คนไทยหลายๆ คนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นจะบอกว่าประเทศนี้ก็ไม่ได้ดีเว่อร์ขนาดนั้น แต่ในเมื่อเราเจอมุมดีๆ ด้านดีๆ เราก็อยากเอาตรงนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังนะ ถูกไหม? 



    เรานั่งกินชาเขียวจนหมดแล้วก็กลับไปที่อารีน่า วันนี้หนาวมากแล้วดันใส่กระโปรงสั้นมา โห หนาวจนขาสั่น อยากเข้าไปนั่งในฮอลล์แต่ก็ต้องรอคนที่เราซื้อตั๋วต่อพาเข้าไปพร้อมกัน เราก็เดินถ่ายรูปวนๆ อยู่แถวๆ นั้น แฟนคลับ NCT ที่มาส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่นประมาณ 70% ส่วนอีก 30% เป็นคนต่างชาติ เราเจอคนไทยเยอะมาก คิดว่าส่วนใหญ่น่าจะคิดเหมือนเรานั่นแหละว่าต้องมาดูให้ถึงที่เพราะไม่รู้ว่าที่ไทยจะมีเมื่อไหร่ 

    ประมาณหกโมงเราก็เจอกับคนซื้อตั๋วที่นัดกันไว้ ตั๋วคอนญี่ปุ่นจะเป็นแบบ QR Code สแกนก่อนเข้าไปด้านใน แล้วคอนญี่ปุ่นจะมีความพิเศษคือแจกการ์ดน้องด้วย แต่เป็นการ์ดแบบสุ่ม เราได้แทยงแต่เราเมนแจฮยอน พอเข้าไปด้านในก็มีคนรอแลกการ์ดอยู่เยอะเลย ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะแลกได้เพราะเมนแจฮยอนเยอะ แล้วการ์ดก็หายากด้วยแต่คนที่เราไปด้วยช่วยให้เราได้การ์ดแจฮยอนมาจนได้ เมดมายเดย์อีกแล้ววันนี้เจอแต่คนน่ารัก :’))




    หลังจากแลกการ์ดเสร็จแล้วก็เข้าไปนั่งรอด้านในมีอย่างหนึ่งที่เราชอบในคอนเสิร์ตญี่ปุ่นก็คือสต๊าฟเข้มงวดมาก ใครหยิบกล้องหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปถ้าโดนเห็นจะถูกพาออกไปทันที (ดีไม่ดีไม่ได้กลับเข้ามาด้วย) ซึ่งเราว่ามันดีนะ เพราะทำให้เราได้โฟกัสกับคอนเสิร์ตอย่างเต็มที่ เก็บภาพด้วยตาและความทรงจำ ไม่ต้องมัวพะวงกับการถ่ายรูปถ่ายคลิปศิลปิน เป็นวันที่ได้สนุกกับการดูคอนเสิร์ตต่อให้คนข้างๆ จะเป็นคนที่เพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ตาม แต่เราก็นั่งกรี๊ดแล้วก็โบกแท่งไฟไปด้วยกัน 

    คอนเสิร์ตประมาณ 3 ชั่วโมง NCT127 โชว์เต็มที่มากๆ น้องพูดบนเวทีเป็นภาษาญี่ปุ่น ตอนพูดเกาหลีก็มีล่ามแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกที ถามว่าเราเข้าใจไหม? คำตอบคือไม่เลย แต่เราสามารถหัวเราะแล้วก็ยิ้มไปกับศิลปินบนเวทีได้ พลังความรักมันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยจริงๆ

    วันนั้นจำได้ว่าตอนเดินออกมาจากคอนเสิร์ตเรายังตัวลอยๆ อยู่เลย ครั้งแรกกับการมาดูคอนเสิร์ตต่างประเทศแล้วก็ไม่ผิดหวัง เราเจอคนญี่ปุ่นนิสัยดี แล้วก็เจอคนไทยน่ารัก พลังติ่งมันทำให้เราเหมือนรู้จักกันมานานแล้วนั่นแหละคือเหตุผลที่เราบอกว่าการไปดูคอนเสิร์ตคนเดียวที่ต่างประเทศมันไม่เหงาเพราะเราจะเจอคนที่มีความชอบในเรื่องเดียวกันเยอะแยะไปหมด คุ้มค่ามากๆ กับการจองตั๋วและใช้เงินแก้ปัญหา ตอนนั้นเราคิดเลยว่าถ้ามีโอกาสแล้วก็มีเงินอีก.. เราจะมาดูคอนเสิร์ตของ NCT ที่ญี่ปุ่นอีกครั้งให้ได้ รู้สึกว่าตัวเองอัพเลเวลความปีกกล้าขาแข็งขึ้นไปอีก

    แต่พูดจริง ๆ นะ.. ถ้าหากว่ามันไม่เหลือบ่ากว่าแรง ไม่เดือดร้อนใคร การได้ดูคอนเสิร์ตของศิลปินที่ชอบมันช่วยฮีลลิ่งหัวใจได้ดีมากๆ อย่างน้อยๆ เขาก็เป็นแรงพลักดันให้เราอยากทำงาน หาเงินเพื่อมาซื้อความสุขให้กับตัวเอง ได้เห็นศิลปินตั้งใจทำงานกลับจากคอนเสิร์ตแล้วเราก็ต้องตั้งใจทำงานของตัวเองด้วยเหมือนกัน 

    การเป็นติ่งมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียนั่นแหละ แต่ถ้าเรารู้สึกบาลานซ์เงินและเวลาให้ดีมันก็ไม่เดือดร้อนใครนะจริงไหม?

     

    เราว่าหลายคนน่าจะมีความชอบอะไรสักอย่างมากๆ เป็นแรงบันดาลใจ

    อย่างคนชอบดูบอลก็อาจจะมีความฝันว่าอยากไปดูนักบอลคนโปรดลงสนามจริงๆ สักครั้ง

    เราว่ามันเหมือนกันความชอบจะเป็นแรงพลักดันให้เราอยากทำอะไรสักอย่างด้วยความตั้งใจ

    ซึ่งเราว่ามันเป็นเรื่องดี ๆ นะ :’))


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in