เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เรื่องเล่าจากหน้า WallSirisak Chanprasert
เรื่องเล่าจากหน้า Wall
  • สืบเนื่องจากเพื่อนสาวถามว่าการเป็นตุ๊ดคือบาปในคริสต์ศาสนา?

    ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า

    Karl Marx เคยกล่าวไว้ว่า "religion is the opiate of the masses" หมายความว่า religion เป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ต้องการจะควบคุมสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่กลุ่มคนเหล่านั้นต้องการ

    การตีความคัมภีร์สำคัญทางศาสนาต้องระลึกไว้เสมอว่า

    1. มันเป็นเรื่องนานมาแล้วและบอกเล่าสืบต่อกันมา กว่าจะมีคนจดจารเป็นลายลักษณ์อักษรตัวละครที่โลดแล่นอยู่ในเนื้อเรื่องก็ล้มหายตายจากกันหมด

    2. มีการแปลจากภาษาที่ใช้ในตอนแรกมาตั้งกี่ครั้ง ข้อความชั้นต้นพอตกมาถึงหน้ากระดาษที่เราอ่านความหมายก็อาจจะเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ยกตัวอย่าง หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานก็มีการสังขยานาครั้งที่ 1 ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็จำต่อๆกันมาจนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (200 กว่าปีหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน) ที่เป็นหน้าเสื่อแผ่ขยายพระพุทธศาสนาไปยังดินแดนต่างๆ ถึงจุดนั้นน่าจะเริ่มมีการจดบันทึกเป็นภาษามคธ (พอผ่านมาสุวรรณภูมิก็ถูกแปลเป็นภาษามอญ พม่า ไทย-ลาว โบราณ เป็นต้น) ส่วนในชมพูทวีปกาลเวลาผ่านไปมหายานก็ถือกำเนิดขึ้นแล้วมีการจดจารคำสอนและพระสูตรต่างๆเป็นภาษาสันสกฤต พอไต้ซือเสวียนจั้งเดินทางจากฉางอันมานาลันทาก็เอาพระไตรปิฎกที่เป็นภาษาสันสกฤต (ของมหายาน) ไปแปลเป็นภาษาจีนที่เจดีย์ห่านป่า จากนั้นก็แปลกันไปกันมา จนยากที่จะเชื่อว่าข้อความสำคัญจะไม่ตกหายหรือเพิ่มเติมขึ้นตามใจของผู้แปล

    หรืออย่างในศาสนาคริสต์ที่ Old Testament เอามาจากฮิบรูโบราณ ส่วน Jesus พูดภาษาอาราเมค bible จึงน่าจะจดด้วยอาราเมคไม่ก็ฮิบรูโบราณ จากนั้นก็เอาไปแปลที่ Library of Alexandria (ในอียิปต์) โดยพวกกรีกเป็นภาษากรีก; St. Jerome เอาเวอร์ชั่นกรีกไปแปลเป็นลาตินที่ Portugal แล้วก็แปลกันไปกันมาจนเป็นเวอร์ชั่น King James ที่ถือเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน

    หรืออย่างอิสลามที่มูฮัมหมัดขึ้นเขาและได้รับสาส์นจากพระเจ้า ใครจะไปรู้ว่าอาจจะ hallucinate หรือแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อเป็นกุศโลบายที่คิดจะรวมสังคมชนเผ่าแถบคาบสมุทรอาราเบียให้เป็นปึกแผ่น?

    3. เราไม่สามารถตีความคัมภีร์สำคัญทางศาสนาแบบตรงตามตัวอักษร (literal interpretation) เพราะไม่มีเหตุผลที่สามารถรองรับการแปลนั้นได้เลย (นอกเสียจากเราจะยอมศิโรราบให้กับความไม่มีเหตุผล) เช่นคนเราจะท้องโดยไม่มีการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิได้อย่างไร? คนเราเกิดมาแล้วเดินเจ็ดก้าวได้อย่างไร? คนเราจะทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นได้อย่างไร? และอีกมากมายที่สาธยายไม่สิ้น ฉะนั้นเรื่องเหลือเชื่อและอภินิหารทั้งหลายน่าจะเกิดจาก ก) แปลผิดจากต้นฉบับ ยกตัวอย่างเช่น คำว่าชาติในสำนึกของคนทั่วไปคือช่วงที่เกิดมาในชีวิตหนึ่ง แต่ในปฏิจสมุปบาท ชาติก็คือขั้นตอนการเกิดทุกข์ที่เกิดมาในเสี้ยวเวลานั้นๆ พอดับทุกข์ชาติก็ดับไปไม่จำเป็นต้องรอเกิดใหม่ ข) เป็นการใช้โวหารในการประพันธ์เช่นเพื่อนสาวบอกว่าวันนี้ไป 7-11 มาแม่งคนล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน ถามว่ามีคน 2,100,000 คนแออัดปานเบียดแป้งอยู่ใน 7-11? ก็ไม่ ค) คือจินตนาการของผู้ประพันธ์ และถึงแม้เราจะมีจินตนาการลึกล้ำขนาดไหนมันก็ต้องมีฐานมาจากประสบการณ์ เอาง่ายๆ ในชาดกทั้งหลายในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่เคยเกิดเป็น สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส, E. coli, หรือ ยีราฟ เพราะพระพุทธเจ้าเกิดในชมพูทวีปในช่วงเวลาที่ไม่รู้จักไดโนเสาร์ บัตเตรี และ สัตว์พื้นถิ่นแอฟริกา ตรงกันข้ามถ้าพระพุทธเจ้าเกิดใน Okavango delta ใน บอสวาน่า ก็อาจจะมีซักชาติที่ผู้ประพันธ์จะให้พระพุทธเจ้าเป็นฮิปโป นี่เป็นสามเหตุผลหลักที่ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าเราต้องมีสติและใช้เหตุผลในเรื่องของศาสนาอยู่ตลอดเวลา

    ทีนี้กลับมาที่เรื่องเป็นตุ๊ดในศาสนาคริสต์ คาดว่าน่าจะเอามาจากเรื่องเมือง Sodom ที่ถูกพระเจ้าทำลาย ใน Old Testament มีเทวดาสองตนมาเคาะประตูเยี่ยมคุณ Lot คุณ Lot จึงทำการต้อนรับขับสู้ให้สมเกียรติ ระหว่างนั้นเองผู้ชายชาวเมือง Sodom ก็มารวมกลุ่มกันที่หน้าบ้านคุณ Lot และออกคำสั่งให้เอาเทวดาทั้งสองออกมา 'to know' (นี่คือคำที่ Septuagint หนังสือที่รวมรวมบทความที่เป็นต้นกำเนิดของ Old Testament ที่แปลเป็นกรีกมาจากภาษาฮิบรูโบราณเลือกใช้ - แปลที่ Library of Alexandria) ด้วยความที่คุณ Lot กลัวว่าจะเกิดเหตุเภทภัยกับตัวเองหากต้องมอบเทวดาสองตนนี้แก่ชาวเมือง คุณ Lot จึงเสนอว่าจะมอบลูกสาวสองคนให้แก่ชาวเมืองเพื่อจะไปทำอะไรก็ได้ (อีกครั้งที่คนแปลใช้คำว่า 'to know') เพราะลูกสาวทั้งสองไม่เคย 'have known' ใคร ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงที่ไอ้คำว่า 'to know' และ 'have known' ในที่นี้มันแปลว่าอะไรกันแน่?

    ต้นฉบับภาษาฮิบรูโบราณใช้คำว่า 'yadha' ว่ากันว่าภาษานี้มีคำที่น้อยกว่าความหมายนั่นก็คือคำหนึ่งคำสามารถใช้แทนได้มากกว่าหนึ่งนิยามขึ้นอยู่กับตำแหน่งของคำในประโยคและการเปลี่ยนแปลงรูปคำ มากไปกว่านั้นสมัยที่แปล Septuagint ความรักแบบ paiderastia คือความรักในอุดมคติระหว่าง mature adult male กับ yound male เริ่มเสื่อมและถูกผลักไสออกไปจากความคิดกระแสหลัก (แม้ในช่วงเวลานั้นอาณาจักรโรมันยังมีพวก Elite ผู้ชายที่มีสนมเป็นผู้ชายอาศัยอยู่ในบ้านร่วมกับภรรยา!) คำว่า 'yadha' ที่แปลว่า 'to know' จึงถูกเอามานิยามใหม่ว่าพวกผู้ชายแห่งเมือง Sodom นี่อยากมีเพศสัมพันธ์กับเทวดา!

    พอเทวดาได้ยินจึงทำร้ายพวกผู้ชายเหล่านั้นและก็บอกคุณ Lot และครอบครัวให้หนีออกไปจากเมือง Sodom ซะเพราะวันพรุ่งพระเจ้าจะผลาญราพเมืองนี้ไม่ให้เหลือซาก และคำว่า Sodomy ก็ถือกำเนิดขึ้นมาใช้ในความหมายว่าเป็นการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย (homosexual เริ่มใช้ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ส่วน gay คริสต์ศตวรรษที่ 20) และเป็น blasphemy คือบาปมหันต์ (ทั้งที่จริงๆแล้วคำว่า 'yadha' มีปรากฎในต้นฉบับภาษาฮิบรูโบราณมากกว่า 800 ครั้ง จริงอยู่ที่ส่วนใหญ่แปลว่า coitus แต่ไม่มีสักครั้งที่ 'yadha' จะถูกใช้ในความหมายว่าเป็นการ coitus ระหว่างชายกับชายนอกจากครั้งนี้ และถ้าหากชาวเมืองต้องการจะ coitus กับเทวดาจริง คุณ Lot จะเอาลูกสาวส่งไปแทนเพื่ออะไร? นักศาสนาวิทยาหัวก้าวหน้าหลายต่อหลายท่านได้ทำการศึกษาและโต้แย้งเพื่อกำจัดอคติที่เกิดจากการแปลคำว่า 'yadha' แต่คงเป็นเรื่องยากเพราะมันฝังรากลึกอยู่ในความเชื่อของพวกเคร่งศาสนาและคริสตจักรโรมันคาทอลิกจนกลายเป็นหน่วยพันธุกรรมที่ conserved มานับพัน generations ไปซะแล้ว) และไอ้ sodomy นี่แหล่ะที่ฆ่าคนตายมาตั้งไม่รู้เท่าไร ไม่ว่าจะเป็นกระเทยยุคกลางที่โดนเผาทั้งเป็นตาม public square หรือ ชนเผ่าอินเดียนพื้นเมืองผู้ชายที่แต่ง crossed-dress (ทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรมว่าเป็นกลุ่มคนสำคัญในเผ่าทำหน้าที่ทางด้าน spiritual) ก็ถูกพวก conquistadors จากสเปน โยนให้หมาขย้ำในนามของพระเจ้า (มันน่าตลกที่คนเราสามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นเพื่อใครก็ไม่รู้ที่ตั้งแต่บรรพบุรุษมนุษย์เริ่มเดินสองขาจนกระทั่งถึงจุดที่ข้าพเจ้านั่งพิมพ์บทความใน iPhone ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีจริง แถมใครคนนี้ยังคุ้มดีคุ้มร้าย เดี๋ยวก็บันดาลให้น้ำท่วมโลก เดี๋ยวก็เผาเมืองนั้นเมืองนี้ เดียวก็ให้อับราฮัมฆ่าลูกตัวเอง!?!)

    ฉะนั้นแล้วอย่าไปใส่ใจอะไรมาก เขาด่าเขาว่าก็เออออไป กลับบ้านก็ไปเต้นเลดีกาก้าเอามันส์ ถ้าพระเจ้ามีจริงข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเจ้ารักทุกคน ไม่อย่างนั้น Plato, Socrates, Alexander the Great, Leonardo Davinci, Michelangelo Buonarotti, และอัจฉริยะบุคคลในโลกอีกเป็นร้อยเป็นพันก็คงตกในรกกันหมดแหล่ะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in