สืบเนื่องมาจากมีกระแสอยากให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า
ไม่เคยมีพุทธเถรวาทแท้ในสังคมไทย
บรรพบุรุษของคนไทยที่พูดภาษาในตระกูลย่อยไทยลาวตระกูลใหญ่ออสโตรเอเชียติกส์ (ไม่นับรวมลูกหลานชาวจีนที่มีมากกว่า 1/3 ของประชากรไทยในปัจจุบัน) นับถือผีมาตั้งแต่จำความได้ ทั้งผีฟ้า พญาแถน ผีแมน เสื้อเมือง ทรงเมือง เจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา และอีกมากมายนับไม่ถ้วน ศาสนาผีจึงได้ลงหลักปักฐานฝังอยู่ใน DNA ของคนไทยทุกคน
พุทธเถรวาทเข้ามาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 4 โดยการนำของพระโสณะและอุตรเถระซึ่งเป็นพระธรรมฑูตที่พระเจ้าอโศกส่งมายังดินแดนสุวรรณภูมิ ปัจจุบันยังถกเถียงกันอยู่ว่าดินแดนสุวรรณภูมินั้นอยู่ตรงไหน พม่าว่าอยู่ที่พม่า ไทยว่าอยู่ที่นครปฐม (เพราะเจอธรรมจักรกับกวางหมอบแถวเจดีย์พระปะโทน) ถ้าว่ากันตามภูมิศาสตร์ สุวรรณภูมิน่าจะอยู่ที่พม่าเพราะดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นดินตะกอนที่ถูกทับถมและอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ฉะนั้นเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วนครปฐมหรือแม้แต่กรุงเทพยังน่าจะเป็นวุ้นอยู่
สุโขทัย อยุธยา ศรีสัชนาลัย และอีกหลายๆเมืองแถบภาคกลางตอนบนเจริญขึ้นมาพร้อมกัน สุโขทัยน่าจะได้อิทธิพลของพุทธเถรวาทมากกว่าอยุธยาที่ได้รับอิทธิพลศาสนาพราหมณ์มาจากอาณาจักรขอม แต่ถึงที่สุดทั้งผีพราหม์และพุทธได้ผสมปนเปกันกลายเป็นศาสนาพุทธเถรวาทแบบไทยๆมาตั้งแต่หลายร้อยปีที่แล้ว ดังจะเห็นได้จากวรรณคดีที่เก่าแก่ที่สุดของไทยคือโองการแช่งน้ำที่เอาคติความเชื่อของทั้งสามศาสนามาใช้เป็นต้นเรื่องในการแต่ง
ตัวอย่าง
...เอนกถ่องพระสงฆ์ช่วยดู
เขียวจรรยายิ่งได้
ขุนหงส์ทองเกล้าสี่ช่วยดู
ชรอ่ำฟ้าใต้แผ่นหงาย
ฟ้าฟัดพรีใจยังช่วยดู
ใจตายตนบ่ใกล้
สี่ปวงผีหาวแห่งช่วยดู
พื้นใต้ชื่อกามภูมิ...
แค่สองบทก็อุดมไปด้วยพุทธ (ให้พระสงฆ์มาช่วยดูว่าใครคิดคดทรยศ) พราหมณ์ (ขุนหงส์ทองเกล้าสี่ก็คือพระพรหม) และ ผี (สี่ปวงผีหาวแห่ง) ฉะนั้นพุทธที่พระเจ้าอโศกมหาราชต้องการเผยแผ่พอมาถึงอุษาคเนย์ก็กลายเป็นพุทธแบบไทยๆที่เราเห็นอยู่ในทุกวันนี้
ฉะนั้นการบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติก็เกิดคำถามตามมาว่าจะเอาพุทธแบบไหน?
แบบเถรวาทแท้ๆ? (ซึ่งน่าจะสาบสูญไปตั้งแต่ตอนแต่งโองการแช่งน้ำ)
แบบพุทธผสมผีเช่นในกรณีที่เชิญพระมาตั้งศาลพระภูมิหรือเป็นประธานสวดภาณยักษ์?
แบบพุทธผสมพราหมณ์เช่นในกรณีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ?
แบบพุทธเถรวาทผสมมหายานเช่นในกรณีกินเจหรือเดินกงเต็กตอนญาติผู้ใหญ่ตาย?
หรือแบบพุทธผสมขงจื๊อที่ไหว้บรรพบุรุษและพระพุทธรูปในวันตรุษสารท?
ประเด็นคือศาสนาเป็นเรื่องของบุคคล การบรรจุว่าศาสนานั้นศาสนานี้เป็นศาสนาประจำชาติในระยะสั้นอาจไม่เป็นปัญหาแต่ในระยะยาวอาจมีการเอนเอียงให้ความสำคัญกับศาสนานั้นมากกว่าศานาอื่น ข้าพเจ้าเห็นสมควรว่าควรปล่อยให้ทุกคนมีเสรีในการแสวงหาคำตอบทางจิตวิญญาณด้วยตัวเองจะดีกว่า
ป.ล. 1. ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจารึกหลักที่ 1 หรือจารึกพ่อขุนรามเก่าที่สุด จารึกหลักที่ 2 หรือจารึกวัดศรีชุมของสมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามณีศรีรัตนลังกาทีปมหาสามีเป็นเจ้าน่าจะเก่ากว่า
ป.ล. 2. อ. ประเสริฐ ณ นคร บอกว่าจารึกหลักที่ 1 เก่าสุด แต่ อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ บอกว่าจารึกหลักที่ 1 ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เหตุผลของ อ. พิริยะน่าเชื่อถือกว่าข้าพเจ้าจึงคิดว่าจารึกหลักที่ 1 ไม่เก่าจริง ฉะนั้นโองการแช่งน้ำจึงเก่าสุด
*ข้อความใน 'เรื่องเล่าจากหน้า wall' เป็นข้อความที่ข้าพเจ้าโพสต์บน Status ใน FaceBook ฉะนั้นจึงเหมือนการเล่าเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ศึกษามาให้เพื่อนฟัง อาจจะใช้ไทยคำอังกฤษคำและคำพูดที่ไม่สุภาพในบางครั้ง ขอให้โปรดเข้าใจ :)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in