ว่าด้วยเรื่อง ISIS
ทุกสิ่งในโลกไม่สามารถอยู่เหนือกาลเวลา แม้แต่กฎทางฟิสิกส์ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงหากมีข้อมูลที่สร้างทฤษฎีใหม่มาหักล้างชุดความรู้เก่าได้
นี่เป็นเหตุผลที่เราทุกคนต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ยอมรับแต่ต้อง 'embrace' คือยอมรับอย่างเต็มใจ ส่วนชุดความคิดที่เก่าหรือไม่สมัยนิยมก็ต้องตกหายไปจากความทรงจำ มันป่วยการที่จะรื้อฟื้นหรือพยายามที่จะฟื้นชีพมันขึ้นมา
ถ้าหากข้าพเจ้าบริจาคลูกและเมียให้แก่เพื่อนข้าพเจ้าเพราะหวังจะนิพพาน ลูกเมียของข้าพเจ้าก็คงแจ้งความให้ตำรวจมาจับโทษฐานริอ่านค้ามนุษย์ หรือวันดีคืนดีข้าพเจ้าก็ตั้งแท่นบวงสรวงบูชาพระเจ้าโดยเอาลูกแท้ๆมาเตรียมเชือดคอเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ข้าพเจ้าก็มั่นใจว่าคงไม่มีเทวดาองค์ไหนบินมาสรรเสริญศรัทธาอันแก่กล้าของข้าพเจ้า ตรงกันข้ามข้าพเจ้าคงถูกจับไปขังในทัณฑสถานไม่สามารถทำพลีกรรมพระเจ้าได้อีกเป็นแน่ หรือข้าพเจ้าคิดจะเอาเด็กอายุ 13-14 เป็นภรรยาข้าพเจ้าก็คงโดนสังคมประนามว่าเป็นไอ้แก่ตัณหากลับและโดนทางการล่าตัวหรืออาจจะต้องโดนประหารชีวิตเป็นแน่แท้
ข้าพเจ้ามีความเห็นว่ารัฐอิสลามหรือ ISIS เกิดจากการแปลหรือหยิบเอาข้อความในพนะคัมภีร์อัลกุรอ่านและฮาดิธมาใช้อย่างไม่ดูปริบทข้าพเจ้าไม่ได้นั่งเทียนเขียนความคิดเห็นขึ้นมาเองแต่ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือที่เขียนขึ้นโดยนักวิชาการศาสนาอิสลามและอ่านพระคัมภีร์ด้วยตัวเอง พี่น้องมุสลิมหลายท่านอาจจะแย้งว่าศาสนาอิสลามไม่ได้สอนเยี่ยงนั้น นี่แหละที่ข้าพเจ้าอยากให้เกิดเป็นประเด็นในเมื่อหน้ามือและหลังมือเกิดจากการตีความของคนสองกลุ่มและเราไม่สามารถที่จะทำลายคัมภีร์หรือลบล้างความเชื่อทางศาสนาที่ฝังรากมายาวนานได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องแก้ที่ต้นเหตุคือจัดการสังคายนาพระคัมภีร์และระเบียบปฏิบัติให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับศตวรรษนี้ เพื่อไม่ให้มีคนใจบาปหยิบเอาไปใช้ในทางที่ผิด (ข้าพเจ้าคิดว่าการกระทำเยี่ยงนี้ยากมากในทางปฏิบัติแต่ข้าพเจ้าคิดว่าหากริเริ่มที่จะทำก็ยังมีประโยชน์มากกว่าการติดแฮชแท็ก notinmyname)
ข้าพเจ้าขอย้ำว่าข้าพเจ้าไม่เกลียดศาสนาแต่ข้าพเจ้าคิดว่ายุคนี้คนเราไม่จำเป็นต้องมีศาสนาก็สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างสงบสุข
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in