สืบเนื่องจากละครข้าบดินทร์
ศักดินา หรือ ระบบศักดินา (feudalism) เป็นการแบ่งชนชั้นทางสังคม เป็นสิ่งที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นใต้ปกครองหรือชนชั้นต่ำกว่า
ทำไมต้องเป็นศักดินา? สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากความคิดที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้ที่ครอบครองแผ่นดินทั้งหมดในราชอาณาจักร (kingdom) เพราะฉะนั้นการแบ่งสันปันส่วนที่ดินทำกินให้แก่ขุนนางไพร่ทาสจึงเป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์เท่านั้น แม้แต้คำว่ากษัตริย์ก็มาจากคำภาษาสันสกฤตคือเกษตร (บาลีว่า เขต) แปลว่าที่ดิน แล้วแผลงเป็นกษัตริย์ (บาลีว่า ขัตติยะ) แปลว่าผู้มีที่ดิน อนึ่งศักดินาเป็นเพียงตำแหน่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีตำแหน่งที่นาเท่านั้นเท่านี้ไร่จะมีที่นาเท่านั้นเท่านี้จริงๆ
ระบบศักดินาไทยเริ่มมีการใช้อย่างจริงจังคือสมัยพระบรมไตรโลกนาถโดยพระองค์ท่านได้ตรากฎหมาย "พระไอยการตำแหน่งนายพลและนายทหารหัวเมือง" ในปี พ.ศ. 1998 หรือ ค.ศ. 1455; สมัยนั้นยังไม่ใช่การปกครองที่เรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) เพราะยังมีการแบ่งราชอาณาจักรเป็นหัวเมืองชั้นนอก ชั้นใน ชั้นเอกถึงจัตวา สมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเริ่มใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 คือพระองค์ท่านได้รวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างแท้จริงและล่มสลายในรัชกาลที่ 7 โดยคณะราษฎร์ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย (แบบไทย) ตั้งแต่ ค.ศ. 1932 (ที่ใช้ ค.ศ. คือจะได้เทียบกับช่วงเวลาต่างๆในโลกนี้ได้ หาได้กระแดะแต่ประการใดไม่) เป็นต้นมา
ในพระไอยการได้จำแนกกลุ่มชนออกเป็นดังนี้
1. พระมหากษัตริย์ ไม่มีศักดินา เพราะเป็นเจ้าของราชอาณาจักร
2. ชนชั้นปกครองแบ่งเป็น
2.1. เจ้านาย (จำไม่ได้ว่ามีศักดินาเท่าไรยกเว้นพระมหาอุปราช) คือ ลูกหลานและเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ แบ่งเป็น พระมหาอุปราช (100,000ไร่) เจ้าฟ้า (ลูกหลวง - เจ้าฟ้าเองยังแบ่งได้อีกหลายชั้นตามสถานะของแม่ เช่นถ้าแม่มีฐานะเป็นพระมเหสี, พระบรมราชเทวี, หรือเป็นเจ้า ลูกก็จะเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก เป็นต้น) พระองค์เจ้า (หลานหลวง - ลูกของเจ้าฟ้า หลานของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งก็แบ่งเป็นหลายชั้นตามชาติกำเนิดและตำแหน่งของแม่เช่นกัน) หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ และ หม่อมหลวง (ปัจจุบันสองหม่อมสุดท้ายไม่ถือว่าเป็นเจ้า); เจ้านายได้ยศติดตัวมาแต่กำเนิด (Ascriptive status หรือ born to be) ในทางทฤษฎี status เหล่านี้เป็นระบบปิดคือเป็นแล้วเป็นเลยเหมือนระบบวรรณะ (caste) แต่เอาเข้าจริงก็สามารถเลื่อนขึ้นเลื่อนลงได้
2.2. ขุนนาง คือ ไพร่ที่เข้าถวายตัวรับราชการแก่พระมหากษัตริย์ (Achieved status) มีทั้งขุนนางฝ่ายหน้าและฝ่ายใน (ฝ่ายในก็ไปเป็นเมีย เมียน้อย นางบำเรอ นางรำ นั่นแหละ) ส่วนฝ่ายนอกก็มียศสูงสุดคือ เจ้าพระยา (10,000 ไร่) และไล่ลงมาเป็น พระยา (5,000 ไร่) พระ หลวง ขุน หมื่น พัน (ศักดินาก็ลดต่ำลงมา - จำไม่ได้แล้ว) อนึ่งในสมัยธนบุรีมีสมเด็จเจ้าพระยา (30,000 ไร่) 1 คน คือ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกหรือ ร.1 และในสมัยรัตนโกสินทร์มีสมเด็จเจ้าพระยา 3 คน คือ สมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ สมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ และ สมเด็จเจ้าพระยามหาพิชัยญาติ ทั้งหมดเป็นคนในตระกูลบุนนาค ที่ดังที่สุดก็คือคนที่ 2 หรือคุณชายช่วงในเรื่องข้าบดินทร์เพราะได้เป็นผู้สำเร็จราชการ (regent) ในสมัย ร.5
3. ชนชั้นใต้ปกครองแบ่งเป็น
3.1. ไพร่ (25 ไร่)
- ไพร่หลวง คือ ไพร่ที่ไม่มีสังกัดมูลนาย ต้องทำงานให้หลวงโดยไม่มีค่าตอบแทน ต้องทำงานให้หลวง 6 เดือนใน 1 ปี ที่เรียกว่าเข้าเดือนออกเดือน พวกไพร่พวกนี้ลำบาก หางานทำเพื่อเลี้ยงชีพก็ยาก จึงกระเสือกกระสนหามูลนายสังกัด
- ไพร่สม คือ ไพร่ที่มีสังกัดหรือมูลนาย ทำงานให้มูลนาย ถือว่ามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่าไพร่หลวงเพราะไม่ต้องโดนเกณฑ์ไปทำงานสร้างวัดสร้างวัง นี่เป็นที่มาของคำว่าเจ้าขุนมูลนาย และ กลายมาเป็นสังคมอุปถัมภ์ในที่สุด น่าจะเป็นต้นกำเนิดของระบอบ "ทักษิณ" ที่เฟื่องฟูรุ่งเรืองในปัจจุบัน (นี่คือเรื่องจริงที่ต้องยอมรับ - สำหรับคนที่บอกว่าประชานิยมไม่ได้เกิดจากระบบนี้ แสดงว่าไม่คนเขียนก็เขานั่นแหละที่ผิดหรือคิดไม่ได้ - และจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพราะมันเป็นพัฒนาการของสังคม - ดูข้างล่าง; แต่เราต้องจำกัดหรือกำจัดไม่ให้ระบบอุปถัมภ์แบบนี้เป็นภัยต่อการพัฒนาประเทศ)
3.2. ทาส (5 ไร่) ไม่ต้องอธิบายมาก ทาสเป็นกลุ่มชนที่ไม่มีความเป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้านาย
สังคมโลกมนุษย์ทั้งหมดมีพัฒนาการตั้งแต่อยู่อย่างโดดเดียว รวมกลุ่มกันหาอาหาร ตั้งรกรากเลี้ยงสัตว์เพาะปลูก เลือกหัวหน้าเพื่อเป็นตัวแทนต่อรองกับกลุ่มอื่นๆ หัวหน้าจึงมีความสำคัญและมีคนเคารพมาก พอสังคมขยายตัวหัวหน้าก็ยิ่งมีสถานะ (status) ที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น; เป็นเรื่องธรรมดามากๆที่สังคมจะมีการแบ่งชนชั้นหรือหน้าที่การทำงานเพราะระบบการพัฒนาสังคมของมนุษย์มันเอื้อให้เป็นเช่นนั้น หัวหน้าสังคมที่ได้รับการยกย่องมากๆก็ผันตัวมาเป็น เจ้าบ้าน เจ้าเมือง เจ้ารัฐ กษัตริย์ และ จักรพรรดิ ฯลฯ; พอเป็นระดับเจ้าครั้นจะให้ผู้อยู่ใต้ปกครองเข้าถึงง่ายหรือพูดจาเหมือนที่พูดคุยกับเพื่อนก็ใช่ที่ นอกจากนี้ยังต้องทำตัวให้น่าเกรงขามเพื่อป้องกันการรุกรานของกลุ่มอื่น ดังนั้นเจ้าทั้งหลายจึงได้ผันตัวไปเป็น คนเหนือคน, สมมติเทพ, อวตารของพระนารายณ์คือพระราม (King Rama ทั้งหลาย), โอรสสวรรค์ (ฮ่องเต้ของจักรวรรด์จีน), โอรสของพระอาทิตย์ (ฟาโรห์ และ king ของอาณาจักรมายัน) เป็นต้น; อารยธรรม, วัฒนธรรม, และ ศิลปะวิทยาการทั้งหลายก็ได้รับอานิสงส์พัฒนาขึ้นมาเป็นมรดกโลกก็เพราะระบบสังคมแบบกษัตริย์นั่นเอง แต่มันก็ไม่ดีเสมอไปพอศิลปวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้นผู้คนทั้งหลายก็ตระหนักได้ว่าอันที่จริงคนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันทำไมต้องยกย่องเชิดชูคนหรือกลุ่มคนหนึ่งๆขึ้นเป็นใหญ่กว่าตน นอกจากนี้บางสังคม (บางสังคมนะแจ๊ะ) ยังถูกกดขี่จากระบบกษัตริย์เช่นในฝรั่งเศสก่อนช่วงยุค French Revolution หรือ จักรวรรดิจีนสมัยราชวงศ์ชิง หรือ กลุ่มคนที่หนีโลกเก่ามายังโลกใหม่คืออเมริกา ระบบการปกครองจึงแตกขยายออกไปมากมายทั้ง ประชาธิปไตย (Democracy) หรือ คอมมิวนิสต์ (Communism) เป็นต้น
จบและ ต้องอ่านให้จบนะคะอีแซนดี้ เดี๋ยวจะส่ง Quiz ผ่าน inbox ไปให้ทำ; ต้องได้มากกว่า 85% ถึงจะผ่าน
แนะนำหนังสือน่าอ่าน
1. โฉมหน้าศักดินาไทย โดย จิตร ภูมิศักดิ์
2. Gun Germs and Steel โดย Jared Diamond
3. Collapse โดย Jared Diamond
4. The third chimpanzee โดย Jared Diamond
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in