Lost in Canterbury, Kent by MietheonlyMie
Special : Q&A with Miemi
  •       สวัสดีค่าาา 😁 มี่ไม่ได้หายไปไหนน้า ในตอนนี้เราอยากจะมาอัพเดทเพิ่มเติม เผื่อข้อมูลส่วนนี้อาจจะเป็นประโยชน์ให้กับหลายๆคนที่กำลังสนใจเมือง Canterbury ในประเทศอังกฤษนะคะ 🇬🇧 มีอะไรติชมได้ค่ะ หวังว่าข้อมูลส่วนนี้จะมีประโยชน์กับคนที่สนใจนะคะ ฝากเมือง Cant (เรียกย่อๆว่า "แคนท์") ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ (ภาพปก cover จาก google ค่ะ)
    ปล. ต้องขออภัยหากว่าข้อมูลและรูปภาพซ้ำกับ blog ก่อนหน้านะ เราอยากให้คนที่เขาไม่ได้ติดตามตั้งแต่แรก อ่านแล้วเข้าใจไปกับเรา และเราขอโทษที่ blog อันก่อนหน้านั้นยาวมาก เผื่อสนใจอ่าน blog ก่อนหน้านี้ ก็ฝากด้วยนะคะ (ขายตรงมากเวอร์อะ)
          ขอขอบคุณที่ติดตามผลงานกันนะคะ แต่ว่าก็ต้องขอโทษในความผิดพลาด เช่น การพิมพ์ผิด พิมพ์ตกหล่น หรือพิมพ์ไม่ต่อเนื่องกัน

    Q : นั่งสายการบินอะไรไปที่ประเทศอังกฤษดี ? 
    A : มี 3 สายการบินจากประเทศไทยที่บินตรงไป ณ กรุงลอนดอน สนามบินฮีทโทรวค่ะ จะมี การบินไทย, EVA Air และ British Airways ค่ะ ตัวเราเองนั่งการบินไทย ค่าตั๋วตอนนั้นทางกรุ๊ปจองค่ะ ราคาไปกลับอยู่ที่ 37,xxx บาท (ส่วน British เขาว่าไม่ค่อยโอเคค่ะ ก็บริการตามมาตราฐานฝั่งยุโรป) ส่วนสายการบินอื่นๆ เช่น  Finnair, Emirates, Aeroflot, Qatar, Air France, Lufthansa, KLM, Etihad, Austrian พวกนี้จะเปลี่ยนเครื่องค่ะ หมายความว่าต้อง Transit ลงที่ Hub หลักของสายการบินประเทศนั้นๆ เช่น Finnair ลงที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์, Qatar ลงที่โดฮา ประเทศกาตาร์, Aeroflot ลงเชเรเมเทียโว ประเทศรัสเซีย, Emirates ลงดูไบ UAE, Etihad ลงอาบูดาบี UAE, KLM ลงที่สคิปโฮล ประเทศเนเธอแลนด์, Lufthansa ลงแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมันนี, Austrian ลงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ออสเตรียอยู่ยุโรป ไม่ใช่ออสเตรเลีย, Swiss Air ลงซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, Air France ลงที่ชาร์ลส เดอ โกล ประเทศฝรั่งเศส เอาที่สะดวกค่ะ บางคนชอบเปลี่ยนเครื่องเพราะมีเวลาลงไปยืดเส้นยืดสาย เดินเล่น ช๊อปปิ้ง แต่เราว่ามันเหนื่อยกว่าค่ะ เสียเวลามากกว่าด้วย สู้นั่งยาวนอนยาวเลยน่าจะดีกว่า ก็อึดอัดนิดนึง
    การบินไทย บิน A380 น้าาา

    Q : วีซ่าประเทศอังกฤษผ่านยากมั้ยคะ
    A : ไม่ยากค่ะ ถ้าเอกสารที่ทาง VFS หรือสถานทูตขอมานั้นพร้อม และแปลเอกสารเรียบร้อย เช่น หากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีทะเบียนสมรส จะต้องขอใบปค. 14 ที่เขตของตัวเองนะคะ แต่ถ้าไปกับเอเจ้นท์ก็สบายหน่อยค่ะ เพราะเขาก็จะดำเนินเรื่องการแปลเอกสารให้ เราต้องเตรียมเอกสารภาษาไทยให้พร้อมค่ะ ใบ app ทางเอเจ้นท์จะกรอกให้เราอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ยังไงก็ตามวันจริงเรายังต้องไปยื่นเอกสารเองที่ตึกเทรนดี้ ของ VFS Global อยู่แล้วนะคะ สัมภาษณ์ไม่ยากค่ะ เป็นภาษาไทย หากไปกับโครงการที่โรงเรียนจัดหรือมหาวิทยาลัยจัด โอกาสการไม่ผ่านแทบจะไม่มีเลยค่ะ 
    Visa UK

    Q : ควรจะเลือกไปเมืองไหนดี ? London ดีมั้ยคะ ?
    A : อันนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนค่ะ บางคนชอบเมืองใหญ่ๆ แต่ลอนดอนเป็นที่ๆคนอังกฤษแท้ๆจะอยู่กันในเมืองลอนดอนน้อยกว่าค่ะ เพราะในลอนดอนส่วนมากมีแต่ชาวต่างชาติหรือเด็กอินเตอร์ซะมากกว่า  แต่...งบก็งอกตามค่ะ ของแพงกว่าเมืองเล็ก อากาศเป็นพิษกว่า ยิ่งขาช๊อปปิ้งนี่ยิ่งเสี่ยงอดข้าวค่ะ เพราะจะเอาเงินไปช๊อปหมด ไม่มีเงินกินข้าวค่ะ 5555 อย่างที่เราเคยบอก ตอนแรกก่อนจะไปแคนท์เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมไม่จัดไปลอนดอน สรุปได้ไปลอนดอนวันเดียว อยากกลับแคนท์ค่ะ ลอนดอนวุ่นวาย เรารู้สึกไม่ชอบใจค่ะ แคนท์เป็นเมืองเล็กๆน่ารักค่ะ ❤️❤️❤️ อยู่แล้วสงบกว่า อากาศดีและเย็นค่ะ 
    เอาภาพในลอนดอน (เลินเดิ่น) มาฝาก 555
    ส่วนอันนี้แถวบ้านโฮสต์เรา บนถนน Sturry จ้า

    Q : ทะเลอังกฤษ สวยไหม 
    A : ไม่ค่อยสวยแบบของไทยเราค่ะ หินมันเยอะ น้ำก็เย็น ลมก็แรง เหมาะกับไปหาหอยแมลงภู่มากกว่า นอกชายฝั่งเขาก็ทำกังหันลมมาผลิตไฟฟ้าเลย อันนี้โฮสต์เราพาไป ชื่อว่า Beltinge Beach ที่ Herne Bay นั่นเอง เวลาเดินคือเดินเล่นได้ ต้องใส่รองเท้าจ้า
    ทรายน้อย หินเยอะ
    หินเยอะมากจริงๆ ต้องใส่รองเท้า น้องหมาน่ารักเนอะ

    Q : อยากได้เมืองที่คนไทยน้อยๆค่ะ แนะนำหน่อยสิคะ
    A : เป็นไปได้ยากค่ะ เพราะถ้ายิ่งช่วง summer เด็กมัธยมและนักศีกษาจะแห่กันมาค่ะ มีหมดทุกที่ค่ะ ยิ่งเมืองใหญ่ๆแบบ London, Oxford, Cambridge, Brighton นะ อื้อหือออ อือหืออออออออ เยอะไปไหน ถ้าไม่อยากเจอแนะนำให้มาเรียนภาษาช่วงที่เด็กไทยไม่ได้ปิดเทอมค่ะ จำนวนจะน้อยกว่า แต่ก็ยังมีนะคะ ถ้างบมากหน่อย จะมาเรียนภาษาแบบ 1 ปีหรือ 10 เดือนเลยก็ได้นะคะ Canterbury คนไทยที่เราเจอมีกรุ๊ปเราและอีกกรุ๊ปนึงค่ะ รวมๆแล้วประมาณ 20 กว่าคนค่ะ แต่ช่วงนี้จะมีชาวรัสเซียมาด้วยนะคะ มาแค่ 2 อาทิตย์ค่ะ (คือจะบอกว่า... พวกรัสเซียตัวเหม็นมากกกค่ะ โดยเฉพาะผู้ชาย เหมือนไม่ได้อาบน้ำมา) 
         เมืองอื่นที่เราคิดว่าคนน่าจะน้อยหน่อยก็พวกเมืองเล็กๆ Portsmouth, Bournemouth, Exeter (เมืองนี้ป้าเราไปเรียนภาษามา 1 ปีค่ะ เพื่อนป้าเรียนโท-เอกที่เมืองเอ็กซิ(ส)เทอร์ (อย่าอ่านเป็น เอ็ก-เซ-เตอร์ ฝรั่งจะงงทันทีจ้า), Torquay (โอ้วววว มันอ่านว่า ทอร์-คี นะคะ ไม่ใช่ ทอร์-ค**), Bristol, Surrey, Torbay อะไรแบบนี้ น้อยจริงๆก็ไปเรียนตามศูนย์ภาษาในมหาลัยค่ะ หรือเมืองใหญ่ๆในเครือจักรภพเองก็ดี คนไทยไปน้อยกว่า ตัวอย่างพวก Cardiff ในเวลส์, Belfast ในไอร์แลนด์เหนือ, Edinburgh (เอดินบะระ) หรือ Glasgow ในสก็อตแลนด์ บางคนก็ไป Ireland มีเมืองหลวงคือ Dublin และไอร์แลนด์ ไม่ใช่ Northern Ireland ละก็ไม่ใช่ Iceland คนละประเทศกันจ้า
    ปล. ไอร์แลนด์ไม่ได้อยู่ในสหราชอาณาจักร แต่ไอร์แลนด์เหนืออยู่ในสหราชอาณาจักรจ้า 
    เครือจักรภพหรือ UK จะมี 4 ประเทศคือ ประเทศอังกฤษ,เวลส์,ไอร์แลนด์เหนือ และสก็อตแลนด์

    Q : อยู่แบบหอพักหรือโฮสต์แฟมิลี่ดีกว่ากันคะ ?
    A : ถ้าอยากได้ภาษาเร็วๆ อยู่กับ Host Family ดีกว่าค่ะ แต่เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากนะคะ และการแลกเปลี่ยนภาษาหรือวัฒนธรรมแบบผู้ดีอังกฤษ (?) ค่ะ อยู่กับโฮสต์ดีที่เขาจะจัดอาหารเช้า แพ็คอาหารกลางวันไปทัศนศึกษา และ 3 มื้อในวันอาทิตย์ให้ค่ะ รวมค่าซักเสื้อผ้า,ค่าน้ำ,ค่าฮีทเตอร์อะไรไปหมดแล้วค่ะ ส่วนหอพักเหมาะกับคนที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ มีความเป็นส่วนตัวมากกว่า บางทีจะเซฟค่าใช้จ่ายมากกว่าโฮสต์ค่ะ แต่เราต้องทำอะไรหลายๆอย่างเอง เช่น หยอดเหรียญซักเสื้อผ้า หาข้าวกินเอง กลับกี่โมงก็ไม่มีคนบ่น อิสระกว่าค่ะ
           บางคนยังไม่รู้ว่าชอบอยู่ที่ไหน แบบไหน อาจจะไปเรียนภาษา 10 เดือน ลงเลือกพักกับโฮสต์ 2-3 เดือน หลังจากนั้นหาห้องเช่า ละก็แชร์กับเพื่อนเองก็มีค่ะ 
           แล้วแต่คน บางคนโฮสต์ดีก็รอด ได้โฮสต์แย่ก็ซวยจ้า รูมเมทก็เช่นกัน รูมเมทเฮงซวยต้องตบค่ะ 5555 แต่ถ้าเอาที่สบายใจ อยู่คนเดียวมันสบายใจกว่าค่ะ ถ้าได้รูมเมทดีก็มีบุญ รูมเมทห่วยแตกนับว่าเป็นกรรม เป็นเราเราเพิ่มเงินสัก 5,000 ละอยู่คนเดียวสบายใจกว่าเยอะอะ ไม่ชอบคนที่เพิ่งรู้จักกัน แต่ทำตัวจุ้นจ้าน น่ารำคาญ ซึ่งรูมเมทเฮงซวยจะมีเยอะกว่าแบบดีๆค่ะ
    บ้านโฮสต์เราเอง
    มองจากห้องนอน ไปสวนหลังบ้าน
    ห้องนอนมี 2 เตียง อีกเตียงเราเอามาตากเสื้อผ้า 5555
    พกมาม่าไปเต็มที่เด้อ
    มีทีวี แต่ไม่ค่อยได้ดู
    ห้องนอนเราหลังจัดเสร็จ
    อีกเตียงก็จะรกหน่อยๆ เน่าหน่อยๆ

    Q : มีโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นแนะนำบ้างมั้ยคะ อยากไปมากค่ะ แต่ค่าโครงการปกติสูงมาก
    A : ที่เราแนะนำก็มี UCE ค่ะ มี 4 ประเทศคือประเทศอังกฤษ,นิวซีแลนด์,แคนาดา และออสเตรเลียค่ะ จะต้องจ่ายเงินค่าโครงการตามลำดับที่สอบได้ อย่างนิวและอังจะมีทุนฟรีให้ 3 วีคสำหรับคนที่สอบได้ลำดับที่ 1 ค่ะ โครงการที่เรารู้จักอีกก็ BWKECE ค่ะ นอกจากนั้นเราว่าคงต้องดูไปนะคะ ตอนนี้เรามีสมัครทุนแลกเปลี่ยนระยะสั้นของออสเตรเลียไว้ค่ะ ของ Kingsway ในออสเตรเลีย อะไรยังไงจะมาเขียนบล็อกใหม่ให้อ่านนะคะ

    Q : ถ้าไปแล้วภาษาอังกฤษไม่ดีเลย จะอยู่ได้มั้ยคะ? 
    A : อืมมม เราว่าได้นะคะ ถ้าพยายามก็จะประสบความสำเร็จค่ะ พยายามใช้ภาษามือ และพยายามสื่อสาร อย่าอยู่เกาะกลุ่มกับเพื่อนคนไทย เพราะภาษาเราจะไม่กระดิกไปไหนค่ะ เอาเป็นว่าไปแล้วก็พยายามให้สุดความสามารถค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าแบบ เราพูด broken English เขาจะเข้าใจเรามั้ย เขาจะล้อสำเนียงหรือ pronunciation เราหรือเปล่า อื้อหือ ไปวันแรกโฮสต์มัมบอกว่า "Mie, your English is so good" เรื่องแกรมมาร์นี่เชื่อเราเถอะบางทีเจ้าของภาษายังใช้ไม่ถูกเลย ยังไงเขาก็พยายามจะเข้าใจเราอยู่แล้วค่ะ เพราะเป็นภาษาที่ 2 ของเรา ในขณะที่เจ้าของภาษาบางคนอาจะพูดได้แค่ภาษาเดียวด้วยซ้ำ เน้นสื่อสารค่ะ อย่าไปเน้นแกรมมาร์ อย่าไปเครียดเรื่องแกรมมาร์ค่ะ ถ้าการพูดไม่ต้องถูกแกรมมาร์เป๊ะค่ะ มันตลกค่ะ ถ้าอยากใช้ถูกแกรมมาร์ เราว่าเอาไปใช้กับ writing tasks ใน IELTS ดีกว่านะคะ 


    Q : ไปเมืองผู้ดีเจอคนเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติมั้ยคะ ?
    A : ปัญหาที่หลายๆคนหนักใจสินะคะ สำหรับเรา เราไปแค่ 3 วีคแต่เราไม่เจอการเหยียดอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเราเลยนะคะ ไม่มีทั้งเหยียดผิว, ไม่ถูกเหมารวมว่าเป็นพวกผิวเหลืองมาจากจีนค่ะ แต่คนผิวสีหรือคนอังกฤษบางคนเข้าใจว่า Thailand = China ค่ะ!!!! คุณไม่ได้เรียน Geography มาหรือคะ นั่นคือคำถามที่เรางงมาก เขาเข้าใจว่าประเทศไทยอยู่ในจีนค่ะ นี่หรอบ้านเมืองที่เจริญแล้ว แต่ไม่รู้ว่าไทยอยู่ที่ไหน 55555 อยู่ South East Asia จ๊ะ แต่เราว่ามันก็ต้องมีแหละ พวกการเหยียดเชื้อชาติ เหยียดผิว เหยียดโน่นเหยียดนี่ ธรรมดา ของประเทศที่เจริญแล้ว? เจริญทางวัตถุ แต่บางคนจิตใจเขาไม่ได้เจริญตามนะคะ 

    Q : Stafford House Canterbury ดีหรือเปล่าคะ ? 
    A : สำหรับเรา เราว่าดีนะคะ เราชอบค่ะ การเรียนการสอนของการเรียนภาษาในอังกฤษ หากอายุไม่ถึง 16 ปีจะต้องเรียนรวมกับกรุ๊ปตัวเองตามเงื่อนไขของทาง British Council ค่ะ ซึ่งเราไม่ชอบตรงนี้ค่ะ ตอนนั้นเรา 15 ปีกับ10 เดือน ก็ยังต้องเรียนรวมกับกรุ๊ปค่ะ แต่ถ้า 16 ขึ้นไปจะได้เรียนที่ตึกใหญ่กับนักเรียนต่างชาติอื่นๆค่ะ อายุก็อาจจะมีตั้งแต่ 16-30 ปีได้เลยค่ะ อายุมากกว่านั้นก็มีมาเรียนเหมือนกันนะคะ ชีทการเรียนดีเลยค่ะ มีการเขียน Diary เป็นภาษาอังกฤษ, ทำ project work ต่างๆ, การทัศนศึกษาในเมืองหรือต่างเมือง ข้อเสียคือ ถ้าไปเป็นกรุ๊ปจะมีการจัด Evening Programme หรือ activities ด้วยค่ะ คือไปกินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็กลับไปที่โรงเรียน ร่วมกิจกรรมต่างๆเช่น การดูหนัง, ทำชุดจากถุงขยะ, เรียนรู้วัฒนธรรมของอังกฤษ, ทำไม้เสก หรือ wands แบบในแฮร์รี่ ซึ่งกว่าจะถึงบ้านก็เกือบๆ 3 ทุ่มค่ะ @_@ 
       ส่วนเรื่องค่าเรียน ลองเช็คดูในเว็บที่แนบให้ได้เลยค่ะ มันจะมีออปชั่นต่างๆให้เลือกด้วยนะคะ
    เช่น ไปรับที่สนามบิน คอร์สชนิดต่างๆ ระยะเวลาการเรียนค่ะ 
       ของเราก็มีไปทัศนศึกษาแบบเต็มวัน อย่าง Oxford, London, Harry Potter Studios, Westfield shopping, Bicester Village (อ่านว่า บีส-เตอร์ ไม่ใช่ ไบ-เชส-เตอร์ แปะ เผื่อจะได้อ่านชื่อเมืองอังกฤษกันแบบถูกๆ ละก็แปะอีกอัน) อะไรงี้ย์ ละก็เมืองใกล้เคียงเช่น  Chatham Dockyard เป็นอู่จอดเรือ, Dover Castle, Leeds Castle
    ตัวอย่างโปรแกรมอาทิตย์แรก
    ตัวอย่างโปรแกรมอาทิตย์ที่สอง
    ตัวอย่างจาก Harry Potter 
    ไปที่ Oxford
    ไปที่ Chatham Dockyard
    ตัวอย่าง project work
    ตัวอย่าง project work
    ที่ทำ magic wands หรือ harry potter night
    Magic wand ที่เราทำค่ะ 55555
    ผิดพลาดเรื่องปืนกาวย้อยค่ะ 555

    Q : อาหารการกินในอังกฤษเป็นยังไงคะ 
    A : เอ่อ คนกินเผ็ดอาจจะลงแดงตายได้ค่ะ อย่างเช่นเรา โหยหาผัดกะเพราและต้มยำกุ้งค่ะ ร้านอาหารไทยในเมืองก็ราคาสูงอยู่พอตัว จานนึงเกือบ 300 บาท (เยอะและคุ้มนะคะ) แกงเขียวหวานจะเป็นแบบประยุกต์นะคะ คือพริกแกงแทบไม่เผ็ดเลย รสชาติฝรั่งมาก ใส่เม็ดถั่วลันเตาแทนมะเขือพวง ใส่แครอท อะไรแบบนี้ค่ะ มาแล้วอย่าพลาด Fish&Chips นะคะ ลองทานอาหารพื้นเมืองดูดีกว่าค่ะ เผื่ออยากล้างการกินเผ็ดด้วย แต่เรากับของเผ็ดมันคู่กันค่ะ ขาดเผ็ดละเหมือนมันไม่อร่อย อาหารในอังกฤษจะแนวจืดๆหน่อย อาหารเช้าก็ซีเรียลโง่ๆ ที่ต้องกินทุกเช้า, อาหารกลางวันก็สเต็กบ้าง ข้าวที่อิมพอร์ตจากอินเดีย (คล้ายๆข้าวที่เอาไปทำเบอร์ยานี จะเรียวๆร่วนๆ ไม่อร่อยเหมือนข้าวหอมมะลิไทยค่ะ) ข้าวเย็นบางทีก็พาสต้าจืดชืด เย็นๆ น่องไก่ตุ๋นซอส ลาซานญ่าผัก เลวร้ายที่สุดคือวันนึงโรงอาหารของโรงเรียนพยายามจะทำซุปพะแนงของไทยค่ะ โดยใช้ชื่อว่า Thai Red Curry และมีเส้นสปาเก็ตตี้ปรากฎว่า.... รุ่นน้องเอาสปาเก็ตตี้มาราดน้ำซุปอันนั้น และ.... มันจืดมากกกกก เหมือนน้ำล้างถ้วยเลย มันเหลวๆใสๆไม่มีความพะแนงหรือแกงเผ็ดเลย
    รีซอตโต้
    ข้าวกับน่องไก่ และมันทอด
    แต่อันนี้อร่อย เชื่อเราดิ
    พาสต้าซอสครีมเห็ด
    สเต็กปลาอร่อยยยยย ข้าน้อยขอแนะนำ

    Q : City Centre คืออะไร ?
    A : เป็นจุดศูนย์กลางของเมืองที่รวบรวมร้านค้าต่างๆ และร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า อาจมีตลาดนัดในวันศุกร์ด้วยค่ะ จะมีอยู่ทุกเมืองค่ะ มีคนบอกเราว่า "ขนาดความใหญ่ของเมืองวัดได้จาก City Centre" อย่างในเมือง Canterbury จะเรียกว่า Canterbury City Centre ค่ะ จะมีร้านอย่างเช่น M&S Foodhall ที่ใหญ่อลังการกว่าของไทยมากค่ะ ของกินคือครบเลย จะสอยซูชิ อาหารอิตาเลียน อาหารเอเชียน อาหารอินเดียน มีหมดจ้า ผลไม้อย่างสตรอว์เบอร์รี่ จะขายถูกมาก แพ็คละ 1 ปอนด์ (จากตลาดนัดวันศุกร์ เป็นสตรอวร์เบอร์รี่ อิมพอร์ตมาจากสเปนจ้า), boots, H&M, Primark, Tesco Lotus, Clinton อะไรแบบนี้ มีทุกเมืองค่ะ ปล. ป้าเราบอกว่า เมืองไหนไม่มี Lush เป็นเมืองบ้านนอกค่ะ 55555 หรือจะเรียกอีกอย่างว่าก็เป็นแหล่งเปย์เงินดีๆนั่นเอง ช๊อปปิ้งวนไปค่ะ
    ภาพประกอบจาก Google
    บรรยากาศ City Centre จาก Google (เพิ่มเติม : เผื่อสนใจบล็อกเรา)
    อันนี้เราถ่ายมาเอง
    ตลาดนัดมีวันศุกร์
    หน้าร้าน Clinton ใกล้ๆ Boots
    อย่าพลาดการ์ดหมี me to u นะ
    การ์ดเยอะมาก เราชอบบบ

    Q : มีแกลเลอรี่ดีๆเยอะมั้ยคะ
    A : ตอบตรงๆคือไม่มีเลยน่าจะดีกว่าค่ะ แต่ที่เด่นๆของเมืองนี้คือพวกสถาปัตยกรรมค่ะ จริงๆไปเที่ยวเมืองอื่นในแคว้นเดียวกันก็ดีนะคะ เช่น ตอนนั้นที่โฮสต์พาเราไปเล่นแทรมโปลีน มันมีลานสเก็ตน้ำแข็งหรือไอซ์สเก็ตด้วยน่ะค่ะ เลยถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีละคลายเครียดได้อย่างนึง เมือง Gillingham ค่ะ

    Q : แหล่งช๊อปปิ้งหายากมั้ยคะ ?
    A : แหล่งช๊อปปิ้งก็คือ City Centre น่ะแหละค่ะ แต่ไม่มีโรงหนังนะคะ โรงหนังจะอยู่ใกล้ๆกันค่ะ แต่จะอยู่ติดถนนใหญ่ตรงวงเวียนค่ะ 
    อันนี้ยืมภาพมาจาก Google นะคะ โรงหนังชื่อ ODEON ค่ะ

    Q : ราคาของค่าเรียนภาษา 1 เดือนที่ Stafford House แพงมั้ยคะ ?
    A : คำนวณตรงนี้ค่ะ แต่เดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ดูละกันนะคะ เราเลือกเป็น Standard Eng 25 ชม. ต่อสัปดาห์นะคะ เวลาเรียน 4 วีค เลือกโฮสต์แบบพักเดี่ยว มีอาหารเช้าและเย็นให้ (ถ้าอายุต่ำกว่า 18 ต้องเลือก Half board เท่านั้นค่ะ) มีบริการรับส่งที่สนามบินรวมทั้งหมด 2,080 ปอนด์ค่ะ เทียบเป็นเงินไทยก็ประมาณ 91,000 บาทค่ะ ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน วีซ่า ค่าใช้จ่ายส่วนตัวนะคะ ส่วน Excursions อาจจะต้องจ่ายเพิ่มค่ะ (ในโรงเรียนจะมีแปะบอร์ดข้อมูลให้ว่าถ้าจะไปที่ไหนนอกเหนือจากที่โรงเรียนจัดต้องมีคนขั้นต่ำเท่าไหร่ ราคาต่อคนเท่าไหร่สำหรับบางสถานที่นะคะ) 
          ถ้าสนใจจะไปเรียนหรือจะไปเรียนก็สามารถกด Apply Online บนหน้าเว็บโรงเรียนได้เลยค่ะ
    Half board คืออาหารเช้าและอาหารเย็น บวกกับห้องนอนและห้องน้ำ (อายุต่ำกว่า 18 ต้องเลือกเป็นอันนี้เท่านั้น)
    B&B คือ Bed and Breakfast แปลง่ายๆคือที่นอนกับอาหารเช้า 
    Self Catering คือหาของกินเอง 
    Superio เป็นห้องนอน+ห้องน้ำในตัว 
    การทานข้าวเย็นนั้น เวลาแล้วแต่โฮสต์จ้า
     หน้าตาของการสมัครใบแอพพลิเคชัน
    เมื่อคลิก Apply Online มาก็จะเจอให้ใส่ข้อมูลของเรานะคะ แต่เราเคยไปแล้วและมีผลสอบ TOEFL Junior เลยมั่นใจค่ะว่าระดับตอนนี้คือ Intermediate หรือ CEFR B1 ค่ะ แต่ถ้าใครยังไม่มั่นใจอาจจะเลือกเป็น Not Sure ก็ได้ค่ะ เพราะตอนไปเราก็ต้องไปสอบ Placement Test เพื่อวัดระดับภาษาอยู่ดีค่ะ อ้อ ทาง Stafford House มีคอร์สติวข้อสอบภาษาอังกฤษอย่าง IELTS  , Cambridge English ด้วยนะคะ ส่วน TOEFL มีในสาขาที่อเมริกาค่ะ (Stafford House มีในแคนาดา,อังกฤษและอเมริกาค่ะ ในอเมริกา บางที่เคยเป็น Intrax ค่ะ แล้วมารวมกับ Stafford ทีหลัง) แต่ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ เราแนะนำให้ลองดูคอร์สบนหน้าเว็บก่อนค่ะ และภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน (เราเรียนอันนี้ค่ะ แต่เป็นคอร์ส 15 ชม. เป็นแบบพิเศษ เรียนวันละ 3 ชม. ค่ะ) และภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ
    คอร์ส IELTS จะกำหนดว่าอายุ 16 ปีขึ้นไป และเลเวลภาษาอังกฤษคือระดับกลางหรือ Intermediate ค่ะ มีสอนในประเทศอังกฤษและประเทศแคนาดาค่ะ
    คอร์ส TOEFL จะมีสอนเฉพาะในอเมริกาเท่านั้นค่ะ โดยกำหนดว่าระดับภาษาต้องระดับ Upper Intermediate หรือขั้นสูงของระดับกลางค่ะ CEFR คือ B2 ค่ะ
    คอร์ส Cambridge English สำหรับคนที่ต้องการจะสอบเก็บใบประกาศนียบัตรภาษาอังกฤษค่ะ แต่ Cambridge จะยากกว่าค่ะ โดยเฉพาะ CPE มีคนสอบผ่านน้อยมาก เลยเป็นสาเหตุให้ CAE ถือกำเนิดขึ้นค่ะ โดยประเทศอังกฤษจะมีสอนทั้ง 3 เลเวล ในอเมริกาและแคนาดาจะมีแค่ 2 เลเวลแรกค่ะ ถ้าอยากเรียนเลเวลสูงสุดต้องไปเรียนที่ประเทศอังกฤษค่ะ
    คอร์สภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ ในประเทศอเมริกามีทุกสาขา ในอังกฤษมีแต่ลอนดอน และแคนาดาในโทรอนโต้ค่ะ กำหนดภาษาอังกฤษระดับกลาง หรือ CEFR B1 และอายุ 18 ปีขึ้นไป
    ส่วนถ้าระดับภาษาอังกฤษใครยังไม่ถึง B1 สามารถเรียนคอร์สแบบ General ก่อนได้ค่ะ ระดับกำหนดคือเลเวล A1 หรือ Beginner ค่ะ อายุ 16 ปีขึ้นไป ในอเมริกาไม่ต้องขอวีซ่านักเรียน แต่ถ้าไปอังกฤษต้องขอ C- Short term แบบที่เราขอค่ะ จะได้วีซ่าแบบ 6 เดือนมา ถ้าได้ระดับ B1 หรือ B2 ค่อยอัพไปเรียน IELTS หรือ Cambridge English ก็ได้
    จริงๆคือเราอยากไปสวนสนุกค่ะ ไปคุยกับฟิยอนแล้ว แต่ว่าคนไม่พอค่ะ

    Q : แล้วหน้าตาของเจ้าใบประกาศนียบัตรของ Stafford House เป็นยังไง
    A : เดี๋ยวจะเอารูปของใบที่เราได้ให้ดูค่ะ จะมีแค่ใบเดียวน้าาา (บางที่จะมี 2 ใบ อย่างเช่น EF เป็นต้น)
    จะเป็นกระดาษแบบแข็งงงงงง มีชื่อเรา (ตรงที่เราเอาสีขาวมาทาไว้) จะมีระยะเวลาที่เราเรียน และระดับเลเวลที่ทางโรงเรียนคิดว่าเราเหมาะสม อย่างเช่นของเราคือ at intermediate level หรือระดับกลางนั่นเอง เผื่อคนสงสัยเนอะ ว่า CEFR คืออะไร คือพูดตามตรงๆเลยอะ เฉลี่ยของประเทศไทยอยู่ที่ A2 (ขอโทษน้าที่ต้องพูดตรงๆ ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับการที่เราเรียนแต่แกรมมาร์มากเกินไปจนเกินความจำเป็นหรือเปล่าน้าาา มันดูล้มเหลวมากๆเลยอ่า)
    ด้านหลังคือการอธิบายเลเวลของเรา

    Q : CEFR มันคืออะไร มันสำคัญยังไงกับเรา
    A : CEFR ได้รับการตั้งขึ้นโดยสภายุโรปในปี 1990 ให้เป็นส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สอนภาษาทุกประเทศในยุโรป สภายุโรปต้องการปรับปรุงแนวทางสำหรับลูกจ้างและสถาบันการศึกษาที่ต้องการประเมินความเชี่ยวชาญทางภาษาของผู้สมัคร เกณฑ์ที่กำหนดนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้ในการสอนและการประเมิน
         CEFR ไม่ได้เชื่อมโยงหรือยึดตามแบบทดสอบใดแบบทดสอบหนึ่งเป็นพิเศษ หากแต่เป็นการกำหนดทักษะที่สามารถทำได้โดยการใช้ภาษาต่างประเทศที่ระดับความเชี่ยวชาญใด ๆ ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในทักษะที่ระดับ B1 สามารถทำได้คือ “สามารถเชื่อมโยงเกี่ยวกับหัวข้อที่คุ้นเคยหรือความสนใจของตัวบุคคล” ผู้ที่สอนภาษาต่างประเทศสามารถใช้รายการทักษะที่ต้องทำได้เหล่านี้ในการประเมินและออกแบบบทเรียนเพื่อค้นหาช่องโหว่ของความรู้ทางภาษาสำหรับผู้เรียน
         CEFR ได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางสำหรับการสอนภาษาในทวีปยุโรป รวมทั้งการศึกษาทั่วไปและโรงเรียนสอนภาษาเอกชน ในหลายประเทศใช้ CEFR แทนระบบการวัดระดับที่เคยใช้ในการสอนภาษาต่างประเทศ กระทรวงการศึกษาในยุโรปส่วนใหญ่ระบุเป้าหมายที่อ้างอิงตาม CEFR อย่างชัดเจนสำหรับนักเรียนทุกคนที่สำเร็จระดับมัธยม เช่น ระดับ B2 สำหรับภาษาต่างประเทศภาษาแรก ระดับ B1 สำหรับภาษาต่างประเทศภาษาที่สอง (หมายความว่า จริงๆแล้วเฉลี่ยมาตราฐานประเทศไทยควรอยู่ที่ B2 นั่นเอง) สำหรับการหางานในยุโรปจะใช้คะแนนการทดสอบมาตรฐาน เช่น TOEIC เพื่อกำหนดระดับภาษาอังกฤษ 
        การใช้ CEFR นอกยุโรปยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ประเทศในเอเชียและลาตินอเมริกาบางส่วนได้เริ่มนำไปปรับใช้ในระบบการศึกษาของตนบ้างแล้ว
        ในยุโรป CEFR ได้เพิ่มมาตรฐานการอธิบายระดับความเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศของคุณ โดยเฉพาะในการศึกษา หากคุณเรียนมากกว่าหนึ่งภาษา ที่ยุโรปสามารถใช้ CEFR แสดงระดับภาษาที่มากกว่าสองภาษาในประวัติย่อของคุณ CEFR เป็นกรอบมาตรฐานทั่วทั้งยุโรปในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยและสามารถใช้ได้โดยไม่มีข้อจำกัด
    อย่างไรก็ตาม ในเชิงขององค์กร CEFR ไม่ใช่สิ่งที่เข้าใจกันอย่างกว้างขวาง หากคุณตัดสินใจที่จะใช้ CEFR ในประวัติย่อสำหรับเหตุผลด้านการทำงาน วิธีที่ดีที่สุดคือการระบุเกณฑ์บ่งชี้ระดับทักษะ แสดงคะแนนทดสอบมาตรฐาน และตัวอย่างประสบการณ์ใช้ทักษะทางภาษาของคุณ (การศึกษาต่างประเทศ การทำงานในต่างประเทศ เป็นต้น) ขอบคุณข้อมูลจาก EFSet
      จะมีทั้งหมด 6 เลเวล ระดับ A คือระดับต่ำสุด จึงไล่เลเวลไประดับ C หมายถึงสูงสุด โดยส่วนมาก ประเทศไทยจะเฉลี่ยได้ที่ระดับ A2, Waystage หรือ Basic User นั่นเอง ส่วนระดับ B ถ้าอ้างอิงตามตอนเราสอบ OOPT หรือ Oxford Online Placement Test ระดับ A จะเป็นของช่วงประถมปลายถึงม.ต้น ส่วนม.ปลายจะต้องขึ้นระดับ B แล้ว แต่ในความเป็นจริง ในม.ปลายก็มีคนได้ระดับ A เกลื่อนเลย 
    ระดับของประเทศไทยคือ Low จ้า อ้างอิง ติดอันดับนี้มาหลายปีแล้วนะ เราอยากเห็นไทยพัฒนามากกว่านี้อะ สู้ๆกันนะ ใส่ใจภาษาอังกฤษกันหน่อยยยยยย ระบบการศึกษาควรเปลี่ยนได้ล้าว
    แปะแล้วก็ปวดตับบบบบบ

    Q : ค่าครองชีพของประเทศอังกฤษสูงมากมั้ยคะ
    A : ตอบง่ายๆคือ แล้วแต่งบของแต่ละคนที่มีค่ะ คือตอนเราไป 3 วีคป้าเราให้พกเงินไปประมาณ 600 ปอนด์ค่ะ น่าจะ 25,000 บาท แต่เราใช้จริงก็เกือบๆ 15,000 บาทค่ะ เหลือเงินกลับมาไทย 250 ปอนด์ หรือ 10,000 บาทเศษๆค่ะ อันนี้คือกินแหลก เน้นกินอะค่ะ ไม่ค่อยชอบช๊อป แต่ก็ซื้อขนมกลับมาเยอะอยู่ค่ะ ส่วนกระเป๋าตังค์ Bottega นั่นป้าเราเอาเงินใส่บัตรเดบิตไว้ให้ค่ะ เลยไปรูดซื้อได้เลย แต่ถ้ากินอยู่ย่างประหยัดเราว่ายังไงๆไม่มีทางเกิน 15,000 บาทแน่นอนค่ะ ตัวน้ำแร่จะราคาถูกกว่าประเทศไทยมาก แต่ถ้าอยากเซฟเงินก็พกขวดไป แล้วก็เติมน้ำฟรีตามก๊อกสาธารณะค่ะ มันสะอาดแน่นอน 
    ราคาโค้กกระป๋องคือ 1 ปอนด์ แต่ถ้าขวดจะเป็น 1.25 ปอนด์ อย่าพลาดโค้กวนิลา
    น้ำแร่ชนิดมีฟองจะอยู่ที่ 60 เพนซ์ หรือประมาณ 26 บาท (ในไทยขายพวกนี้แพงมาก)
    เอเวียงกับวอลวิค 50-55 เพนซ์ หรือ 19 - 20 บาท
    มาม่าซองละ 45 เพนซ์ หรือ 20 บาท ถ้วยก็ 1 ปอนด์ 43 บาท
     
    Q : ถ้าจ่ายไปอังกฤษไม่ไหวไปประเทศไหนดีคะ 
    A : รู้จักประเทศ Malta หรือมอลต้า กันมั้ยคะ มอลต้าเป็นประเทศเล็กๆในทวีปยุโรป ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีค่ะ และประเทศอื่นๆ แต่ถ้าจ่ายไม่ไหวจริงๆก็ทางนี้ค่ะ นั่นก็คืออินเดีย,ฟิลิปปินส์หรือมาเลเซียค่ะ แต่จริงๆเราไม่อยากแนะนำ เนื่องจากประเทศเหล่านี้จะใช้ภาษาอังกฤษแบบติดภาษาแม่ค่ะ อาจจะได้สำเนียงและการพูดมาแบบผิดๆ จึงไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ 
    ในมอลต้าจะมีที่ๆนึงที่เราคิดว่าทุกคนน่าจะรู้จักกันก็คือ EF Malta ค่ะ หรือถ้าเทียบจาก 5 ประเทศที่ถูกที่สุดในบรรดาเพื่อนๆ ประกอบไปด้วย ประเทศอังกฤษและเครือจักรภพ เช่น ไอร์แลนด์ สกอตแลนด์ (ต้นฉบับภาษาอังกฤษและ British English แต่สำเนียงก็ต่างกัน เพราะอังกฤษมีหลายสำเนียง) ประเทศแคนาดาสหรัฐอเมริกาประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนตัวคิดว่าที่ราคาถูกสุดคือนิวซีแลนด์กับแคนาดาค่ะ แต่จะบอกว่าเพื่อนเราไปนิวซีแลนด์มา เขาบอกว่าโค้กกระป๋องนึงแพงมาก 3 ดอลล่าร์นิวซีแลนด์ค่ะ (ประมาณ 75 บาทค่ะ แต่อังกฤษโค้กกระป๋องนึง 1 ปอนด์ หรือ 43 บาทค่ะ) ตรงลิ้งก์ที่เราแนบมาคือลิ้งก์ของ The Basetrip ค่ะ จะรวมค่าครองชีพและข้อมูลต่างๆของประเทศนั้นๆมาให้ค่ะ เราเทียบระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆให้ค่ะ แต่สำหรับนิวซีแลนด์คนชอบธรรมชาติและความสงบแบบเราจะชอบมากกว่าค่ะ (แปะกระทู้ "กล้าออกจาก Comfort Zone เพื่อไปเรียนภาษาอังกฤษ และได้เวิร์ควีซ่าทำงานประเทศนิวซีแลนด์")
    เห็นเกาะหรือประเทศมอลต้ากันมั้ยคะ

    Q : วิธีการรับมือกับสภาพอากาศของประเทศอังกฤษ
    A : อังกฤษเป็นประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านอากาศบ่อยมากค่ะ วันนึงเปลี่ยน 3 ฤดูก็คงได้เลยค่ะ หรืออากาศแปรปรวน อย่างที่เราแนะนำ เสื้อที่เราซื้อไป เราซื้อของ The North Face ค่ะ (แต่เราซื้อเสื้อผู้ชายนะคะ เพราะไม่ชอบเสื้อผู้หญิงค่ะ 5555) เราซื้อแบบกันหนาว,กันน้ำและกันลมค่ะ อังกฤษเป็นประเทศที่ฝนจะตกแบบ Shower ค่ะ จะตกเบาๆ แต่ตกแปปเดียวหยุดค่ะ จะไม่พกร่มกันค่ะคนที่นี่ เพราะถ้าลมแรงมาก รูดล่มเราพังได้ค่ะ เขาเลยใส่กันแค่ Jacket แบบ waterproof 

    Q : ความแตกต่างระหว่างประเทศไทยและประเทศอังกฤษ 
    A : แตกต่างกันเรื่องภาษาค่ะ ไปแรกบางคนอาจจะไม่ชินหู ฟังไม่ทัน ฟังไม่รู้เรื่อง จะตอบก็ได้แต่ช็อคๆ งงๆ ไม่รู้จะทำยังไงดี สิ่งที่ควรพูดติดปากมี 4 คำค่ะ Thank You, Sorry, Please และ Excuse Me หรือ Pardon เป็นมารยาทของคนที่นี่ค่ะ และมารยาทอื่นๆ เช่น ไม่ควรชวนเพื่อนมาบ้านโฮสต์ โดยไม่ขออนุญาตค่ะ หรือพาเข้ามาโดยพลการ เป็นการเสียมารยาทอย่างมากค่ะ ควรรักษาระเบียบเวลาและความตรงต่อเวลา อย่าไปตกรถถบัสแบบเราอีกนะ 5555 

    Q : ถ้าเกิดตกรถหรือมีอะไรฉุกเฉินจะติดต่อใครอะไรยังไงดี
    A : เมมเบอร์ Emergency ของ Stafford House Canterbury ได้ เบอร์นี้นะทุกคน แอดไว้ใน whatsapp ก็ได้จะมีเจ้าหน้าที่อ่าน มี 2 เบอร์นะจ๊ะ คือเบอร์ +441227811507 กับ +441277453579 (ฟิยอนเคยบอกว่าถ้าตกรถบัส ก็ don't panic ให้พยายามติดต่อทางโรงเรียนละรออยู่หน้าบ้าน) หรืออีกเบอร์ก็ (เป็นเบอร์ติดต่อ Emergency Excursion Phone Number) 00 44 (0) 7730 142001

    Q : ถ้าเกิดอาการ Homesick และ Culture Shock ควรรับมืออย่างไร
    A : ก่อนอื่น Homesick จะเกิดตอนระยะนึงที่ไปอยู่ต่างประเทศแล้วเกิดคิดถึงบ้านค่ะ (เป็นสิ่งที่เด็กแลกเปลี่ยนจะเจอกันค่ะ) วิธีแก้คือ โทรหาที่บ้านบ้าง จะ Video Call หรือเสียงอย่างเดียวก็ได้ค่ะ แต่อย่าโทรบ่อยๆนะคะ จะแย่ลงมากกว่าดีขึ้นค่ะ ออกไปหากิจกรรมใหม่ๆทำ เช่น Skydiving หรือเดินป่า ตั้งแคมป์ก็ดีนะคะ โดยเฉพาะในนิวซีแลนด์ค่ะ อย่าเครียด หรือบางคนจะพกของรักเน่าๆไปด้วยค่ะ เช่น ตุ๊กตาเน่าตัวโปรด หรือ ตุ๊กตาที่พ่อแม่ซื้อให้ก่อนมา อะไรทำนองนี้ค่ะ แนะนำว่าอย่าเศร้ามากนะคะ
    ขอบคุณภาพจากเด็กดี Study Abroad ค่ะ

    Q : ถ้าสมมุติว่าเกิดมีหนุ่มฝรั่งมาชอบแต่เราต้องกลับแล้วควรจะทำยังไงดี
    A : ข้อนี้จะตอบดูละกันค่ะ แต่ตัวเราเองไม่มีนะคะ อิงประสบการณ์คนอื่นมาล้วนๆเลย พวกเขาใช้ความสัมพันธ์ที่ชื่อว่า LDR หรือ Long-distance relationship ค่ะ เป็นรักแบบทางไกลหรือระยะไกล ข้อดีคือกาลเวลาและความอดทนค่ะจะพิสูจน์ว่าคุณผ่านมันไปได้ แต่ประเด็นหลักคือต้องไว้ใจกันมากๆค่ะ เพื่อรอวันที่จะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ตอบได้แค่นี้นะ 55555

    Q : ร้านอาหารไทยใน Canterbury ล่ะคะ ?
    A : มีร้านนึงค่ะ ชื่อว่า Lanna Thai Cuisine ค่ะ อยู่ใกล้ๆ City Centre เช่นกันค่ะ แปะลิ้งก์หน้าเว็บร้านอาหารไทยร้านนี้ค่ะ แนะนำว่าอย่าทานบ่อยนะคะ เพราะว่าแพงค่ะ เก็บเงินไปกินอาหารท้องถิ่นดีกว่า
    ประหยัดค่าใช้จ่ายก็ซื้อวัตถุดิบไปทำทานเองค่ะ ทำได้เยอะกว่า คุ้มกว่า แต่เราต้องทำเองค่ะ หรือทำเยอะๆแล้วแช่เย็นหรือฟรีซเก็บไว้ทานก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกันนะคะ
    หน้าตาของจานที่เรากินค่ะ คือแซ่บเวอร์มากๆ
    ต้มยำไก่ ถ้วยละ 4 ปอนด์
    หน้าตาแกงเขียวหวาน

    Q : ถ้ามีปัญหาแล้วหาใครช่วยไม่ได้จะทำยังไงดี
    A : เราต้องพึ่งพาตัวเองแล้วล่ะค่ะ ใจเด็ดว่าไปต่างประเทศแล้ว อย่าหวังพึ่งคนอื่นค่ะ แต่เราก็ต้องอดทนแล้วสู้กับสภาพจิตใจของตัวเองเช่นกันค่ะ ถ้าไม่สบายใจ เราว่าซื้อไดอารี่เล่มนึงไปเขียนไประบายความรู้สึกของตัวเองออกมาดีกว่าค่ะ หรือติดต่อเพื่อนสนิทก็ได้ค่ะ

    Q : ถ้าไม่มั่นใจในภาษาอังกฤษเลยจริงๆควรจะทำอย่างไรดี
    A : ดาวน์โหลด Google Translate เอาไว้ค่ะ โหลดแบบออฟไลน์ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษไว้นะคะ หรือกันตายก็ซื้อหนังสือภาษาอังกฤษค่ะ แนะนำเล่มที่ชื่อ Survivor อังกฤษ ติดตัวเอาไว้ค่ะ สำคัญคือต้องพยายามสื่อสารมากๆ ถ้าเอาตัวเองไปอยู่ใน English Atmosphere ยังไงก็ต้องพัฒนาได้ค่ะ ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด สำคัญมากๆคือ ความพยายาม ความกล้า ความบ้าบิ่น การเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง เหล่านี้จะทำให้เราแกร่งและเก่งขึ้นค่ะ
    หน้าตาของ Survivor อังกฤษ

    Q : เรียนภาษาในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันสอนภาษาเวิร์คกว่ากัน ?
    A : แล้วแต่คนและงบอีกเช่นกัน การเรียนภาษาในมหาลัยราคาจะสูงกว่า แต่จะเรียนแบบเป็นงานเป็นการค่ะ จะเรียนเชิงวิชาการหรือ Academic นั่นเอง จะเรียนหนักกว่า และมีการบ้านแบบเป็นชิ้นเป็นอันค่ะ ส่วนการเรียนภาษาตามสถาบันสอนภาษา จะกึ่งเรียนกึ่งเที่ยวค่ะ เราตอบไม่ได้นะ ว่าอันไหนเรียนแล้วเก่งกว่า ในระยะที่สั้นกว่า เพราะบางคนถ้าเขาจะเก่งจริงๆ เขาอยู่ที่เมืองไทยเขาก็เก่งได้ค่ะ หรืออยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า หากไปเรียนที่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก และเอาแต่เกาะกลุ่มอยู่กับคนไทยด้วยกันเอง การจ่ายเงินไปเรียนภาษานั้นก็เปล่าประโยชน์ค่ะ ถ้าทำแบบนั้นเรียนตามสถาบันสอนภาษาในไทยก็ได้ มีโอกาสแล้วต้องใช้มันให้คุ้มค่ากับเงินที่เราจ่ายไปค่ะ แต่ในการเรียนภาษาในมหาลัยเราจะพบมากในนิวซีแลนด์ค่ะ เช่น ของ U of Auckland อย่าง ELA หรือ English Language Academy (เกณฑ์ขั้นต่ำคือ อายุ 17 ปีค่ะ) บางคนเรียนภาษา 1 ปี เผื่อสอบแล้วเรียนโทต่อเลยอะค่ะ ที่เราพอรู้จักในนิวซีแลนด์ก็ aspire 2, EDENZ Colleges ค่ะ

    Q : อะไรคืออาการ Jet Lag และควรรับมืออย่างไร ?
    A : Jet Lag คืออาการอ่อนเพลียหลังจากเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังประเทศปลายทางที่มี Time Zone หรือโซนเวลาที่ต่างจากประเทศต้นทางมากๆ โดยมากมักเกิดกับประเทศที่มีเวลาห่างกัน 4 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะร่างกายของเรายังเคยชินกับเวลาที่ประเทศต้นทางอยู่ (ขอบคุณข้อมูลจาก เด็กดี)
      แต่เราไม่มีอาการนี้ค่ะ ไปถึงแล้วง่วงก็ต้องนอนตามเวลาท้องถิ่นเท่านั้นค่ะ 

    Q : การแลกเงินไปที่ประเทศอังกฤษควรแลกไปที่เท่าไหร่
    A : เราแลกไป600 ปอนด์ค่ะ หรือประมาณ 25,000 บาท กึ่งๆ 26,000 บาทค่ะ เห็นน้องบางคนพ่อแม่ให้พกไป 1,000 ปอนด์ เพราะเอาเสื้อผ้าไปน้อย เลยเปย์เสื้อผ้าตาม H&M, Primark ละหลังจากนั้นก็....เงินหมดภายใน 1 วีคเลยค่ะ 55555 ตัวเราแลกเงินที่ Superrich (สีเขียว) ที่สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้านะคะ เช็คราคาเรทเงินได้ที่นี่ ส่วนการเช็คสาขาจะมีทั้งหมด 14 สาขาค่ะ มีที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, BTS ช่องนนทรี, สำนักงานใหญ่ที่ราชดำริ, ฟิวเจอร์พาร์ค, ท่ามหาราช, วิภาวดี 22, สยามพารากอน, จิวเวอร์รี่เทรดเซนเตอร์, เซ็นทรัลพระราม 9, พาราไดซ์พาร์ค, Mega Bangna, เอเชียทีค, ดิ เอ็มโพเรียม และสนามบินสุวรรณภูมิ 
    หน่วยเงินปอนด์ สเตอริง หรือปอนด์ของประเทศอังกฤษค่ะ (ภาพจาก Google)
    ที่เราแลกไป
    600 ปอนด์เลย ไม่ได้เกือบ 5555

    Q : สามารถพกบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตติดไปเผื่อฉุกเฉิน เช่น เงินไม่พอได้หรือไม่
    A : พกไปได้แน่นอนค่าาา เราก็พกบัตรเดบิตของกสิกรไทยไป ที่ประเทศอังกฤษเนี่ย เราสามารถใช้บัตรเดบิตการ์ดได้อย่างสะดวกสบายค่ะ เพราะเป็น cashless society นั่นเอง ที่สะดวกคือ ไม่ต้องพกเงินสดติดตัว ไม่มีเงินทอน ไม่ต้องรอนับเหรียญค่ะ คือทางร้านจะกดเงินในจำนวนพอดี รูดบัตรจ่าย คือจบ (แต่บางที่อาจมีต้องเซ็นลายเซ็นของเรา ให้เหมือนกับที่เราเซ็นหลังบัตรนะคะ) รับบัตรแทบทุกร้าน ไม่มีค่าธรรมเนียมหักด้วยน้าาา อ่านข้อมูลและขอบคุณข้อมูลจากพันทิป ขอแนบตัวอย่างบัตรเดบิตมาให้ดูด้วยนะคะ ส่วนตัวเราเองจะถามเขาประมาณว่า "Pardon, do you receive a debit card from bank in Thailand?" (แกรมมาร์เน่าอีกเพิ่ล แต่พนักงานเข้าใจเด้อ มิต้องเป็นห่วง) เขาก็จะตอบมาประมาณเป็นภาษาไทยว่า "ขอดูบัตรของคุณหน่อยได้มั้ยคะ ?.." หรือ May I have/see your debit card, please? (จริงๆเขาจะถามสุภาพมากๆค่ะ จะใช้ May I กันหมดเลย ยิ่งช็อปหรูๆใน Bicester แล้วไม่ต้องห่วง พนักงานบริการดีมากกกกก) สักครู่นึงหลังเห็นบัตร เขาจะพูดภาษาอังกฤษตอบกลับมา แปลไทยได้ประมาณว่า... อ๋อ ได้ค่ะ ในประเทศอังกฤษ หากว่าตรงบัตรเดบิตมีสัญลักษณ์ VISA, MasterCard จะสามารถใช้ได้อยู่แล้วนะคะ คือมันก็จะมีของอันอื่นๆอีก เช่น Union Pay, JCB, AmericanExpress, Cirrus จำได้แค่นี้จ้า
    จะเป็น 2 แบรนด์นี้ที่ใช้จ่ายแบบ cashless ในอังกฤษได้เลย ร้านอาหาร ร้านขายของได้หมด
    ตัวอย่างของบัตรเดบิตที่ป้าพาเราไปทำก่อนจะบินไปอังกฤษของกสิกรไทยจ้า
    บางที่ถึงจะใช้ JCB ได้นะ เพื่อความชัวร์ก็ VISA ไม่ก็ MasterCard โลดจ้า
    ลองอ่านดูในเว็บนะจ๊ะ ที่นี่
    แปะความแตกต่างระหว่างบัตรเครดิตและบัตรเดบิตมาให้ เผื่อจะเข้าใจ
    อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ จาก ATM, Debit และเครดิตค่ะ
    สุดท้ายนี้คือสัญลักษณ์ต่างๆที่อาจจะใช้ได้ในประเทศอังกฤษค่ะ

    Q : อยากเซฟเงินในประเทศอังกฤษมีวิธีอะไรบ้าง ?
    A : เข้าร้านราคา 1 ปอนด์ในประเทศอังกฤษค่ะ เช่น Poundland' ละก็ Pound World ค่ะ ทุกอย่างในร้านก็ 1 ปอนด์หรือประมาณ 43 บาทค่ะ อย่ากินมาม่าเยอะนะ 555 จริงๆทาง Stafford House มีแคนทีน หรือโรงอาหารให้ทานอาหารกลางวันกับอาหารเย็นอยู่แล้วจ้า แต่มันก็อาจจะไม่ได้อร่อยมากนะ
    Poundland' ในเมืองแคนท์น้อยน่ารัก พูดล้าวคิดถึงงงงง แปะลิ้งก์สาขา 
    Canterbury 21 St. George Street Canterbury Kent CT1 2SS
    เบอร์โทรติดต่อ 01227 639023
    ส่วนอันนี้ Poundworld จะอยู่คนละด้านกันกับ Poundland' ค่ะ จะอยู่เยื้องๆแบงก์ในเมืองแคนท์เลยค่ะ แปะลิ้งก์ สาขาที่เราไป Canterbury - High Street - Poundworld Plus 32 - 33 High Street Canterbury Kent CT1 2RY (เผื่อเปิด Google Maps)
    ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆก็ Poundland' หาง่ายกว่า มันจะอยู่คนละซีกกัน ประมาณว่า land อยู่เหนือ world จะอยู่ใต้ ถ้า land อยู่ตะวันออก world จะอยู่ตะวันตกค่ะ 5555 แต่เตือนก่อน ว่า Poundworld มีของถูกเยอะมากกว่า poundland' น้าาาาา

    Q : แล้วถ้าต้องการอัพเดทหรือเช็คสกุลเงินไทย - อังกฤษแบบเรียลไทม์ล่ะ? แอพไหนดี ?
    A : สำหรับส่วนตัวเราเองคือเราใช้แอพ CoinCalc ค่ะ ดาวน์โหลดมาจาก Google Play Store  
    แอพนี้ดีค่ะ เราใช้ทุกวันเลย ตอนไปที่อังกฤษ เพราะต้องการจะรู้ค่ะ ว่าเทียบกลับมาเงินไทยแล้วแพงไหม 
    ผลคือแพงอยู่แล้วค่ะ เพราะค่าเงินไทยเล็กกว่าค่าเงินเขา รวมถึงค่าครองชีพที่แพงกว่าเช่นกัน
    หน้าตาของแอพอยู่ตรงมุมขวาบนค่ะ ปล. เผื่อสงสัย เราชอบ Scarlett Johansson ม๊ากมากค่ะ
    โหลดจาก Google Play ค่ะ ส่วนใน App Store ไม่ทราบเช่นกันค่ะว่ามีให้โหลดไหม
    เข้ามาจะเจอหน้าตาแบบนี้ ถ้าต้องการเปลี่ยนสกุลเงินก็คลิกตรง From หรือ to ได้เลย
    ถ้าสลับจากไทยเป็นอังกฤษหรืออังกฤษเป็นไทยก็แค่กดตรงที่เราใส่รูปลูกศรเอาไว้

    Q : ส่วนเรื่องของสภาพอากาศ จะรับมือกับมันยังไงดี
    A : ใช้แอพเช็คสภาพอากาศค่ะ 3 แอพหลักๆที่เราใช้คือ Yahoo อากาศ, weather live ละก็ accuweather  หรือจริงๆเจ้าแอพ accu ไม่ต้องโหลดก็ได้ค่ะ แค่เปิด Google และหาคำว่า accuweather + ชื่อเมืองได้เลย เช่น accuweather + Canterbury ค่ะ เผื่อบางคนเมมเต็มอะไรงี้ 
    ตัวอย่างการค้นหาใน Accuweather ค่ะ บนหน้าเว็บนะคะ
    หน้าแอพ AccuWeather 
    เลือกเองแล้วแต่ความชอบจ้า
    แอพนี้ดีอยู่ค่ะ 
    เปิดมาจะเป็นอย่างนี้จ้า
    มีช่วงแสงทองแสงน้ำเงินให้ด้วย เผื่อชอบถ่ายรูป
    มีพวก UV และทัศนวิสัยให้ด้วย

    ชอบแอพนี้สุด เพราะมีฟีเจอร์ลูกเล่นเยอะดี
    ของ Canterbury ตอนนี้ค่ะ
    จะแสดง 5 หรือ 10 วัน เราเลือกเองได้
    มีบอกฝนและหิมะ
    ที่บอกว่าฟีเจอร์เยอะดีก็คือ ถ้าหิมะตกก็จะมีหิมะตก เป็นพื้นหลัง ถ้าฝนตกก็จะมีฝนและฟ้าผ่า
    เรื่องแอพเช็คอากาศนี่แล้วแต่คนชอบค่ะ แต่ถ้าแนะนำ ส่วนตัวชอบ Yahoo มากที่สุด 

    Q : แล้วเรื่องของซิมล่ะ แนะนำเครือข่ายไหน ?
    A : ของเราคือโครงการซื้อให้ เป็นของเครือข่าย Lebara ค่ะ ค่าซิม 900 กว่าบาท เน็ต 1 GB ซึ่งใช้ไม่หมด ตอนแรกนึกว่าน้อยๆ ที่ไหนได้คือเยอะมาก โทรฟรีต่างประเทศอีก 400 นาที โหลดแอพ Lebara ไว้ในมือถือก็ได้นะ จะได้รู้ว่าเหลืออีกเท่าไหร่
    ยังใช้ไม่ได้นะ ต้องให้ผู้จัดการของ Stafford หรือคนอังกฤษทำให้ เพราะไม่งั้นจะยังใช้ไม่ได้จ้า ของเรารอ 3 วันกว่าจะได้ใช้ซิมอะ

    Q : ร้านกาแฟในอังกฤษระหว่าง Starbucks กับ Costa และ Cafe Rouge อันไหนฮอตกว่ากัน
    A : คนอังกฤษจะชื่นชอบ Costa มากที่สุดจ้า ส่วนมากใน Starbucks จะเป็นพวกคนต่างชาติมากกว่า แล้วแต่ความชอบเช่นกัน บางคนก็ชอบกาแฟในท้องถิ่น หรือ ร้านอื่นมากกว่า
    ปล. มี M&S Cafe ด้วยนะจ๊ะ อ่านไม่ผิดหรอก
    Starbucks คือตอนอยู่อังกฤษนี่เราไม่ได้เข้าไปเลยจ้า แต่ร้านนี้คนจะน้อยสุด
    Cafe Rouge จะเห็นชัดมาก พอมีคนออกมานั่งรับลมบ้าง
    สังเกตดีๆ Costa จะใหญ่กว่า และคนเยอะกว่า
    ตัวเราเองก็เลือก Costa เช่นกัน ฮาาาาา
    หน้าตาของเจ้า M&S จะอยู่ข้างๆ Foodhall เลยจ้า ออกมาก็เจอ
    ช็อปจะใหญ่มาก ข้างหน้าติด Starbucks ข้างหลังเป็น M&S Cafe

    Q : ควรจะแพ็คสบู่และของเหลวยังไงให้ไม่หกราดเสื้อผ้า ตอนโหลดลงใต้ท้องเครื่อง
    A : เราเอาสก็อตเทปพันรอบๆฝาของเหลว พันทั้งแนวตั้งและแนวนอนเลยนะ หลังจากนั้นก็ใส่ถุงซิปล็อกอีกชั้นนึง มาตามในภาพ ละก็ใส่ด้วยซองสีเทาเหลืองอีกทีนึง สรุปคือไม่หกอะ ไม่ต้องห่วง
    ตามนี้เลยจ่ะ เราพกสบู่เหลว สบู่ก้อน แปรงสีฟัน ยาสีฟัน หมวกคลุมผม นีเวียสเปรย์ โลชั่นกันผิวแห้ง แป้งฝุ่น 
    ของเหลวก็พันงี้เลย ยังไงก็ไม่หก ไปถึงค่อยเอากรรไกรแงะออก จอบอ
    เหลือพื้นที่ยัดเสื้อผ้าอีกรัวๆเลย
    ชริ้งงงงงงง

    Q : พกยาอะไรไปบ้างอะ 
    A : ยาสามัญประจำบ้านค่ะ ตึ่งโป๊ะ (เขาบอกว่าที่อังกฤษยาหาซื้อยาก) ก็หยิบผ้าปิดปากไป 5 ชิ้น, วิตามินซี nat c กระปุกเล็ก 1 กระปุก (เราป่วยง่ายอ่ะ เลยเอาวิตามินซีไปกินวันละเม็ดสองเม็ดแก้แพ้อากาศ),เบตาดีนและพลาสเตอร์ปิดแผล, สีชมพูนั่นสงสัยใช่ไหมว่าอะไร? มันคือแผ่นให้ความร้อนอ่ะ อย่าสะเหล่อไปแปะบนเนื้อนะมี่เอ้ย ผิวแกไหม้แน่ **จำไว้ว่าต้องแปะเสื้อชั้นที่ 2 ไม่ก็ 3** ซื้อมาจากร้าน 60 บาท komonoya เพราะ daiso ไม่ค่อยอิมพอร์ตมาขายแล้ว,ยาแก้จุกเสียด + air x รสมิ้นท์ (เอาไปเพราะมันอร่อยยยย ถถถถถ) + ยาคาร์บอนแก้ท้องเสีย, ยาแก้ร้อนในและ kamistad จากเยอรมันนี + เจลแปะแผลร้อนใน เพราะเราเป็นร้อนในง่ายมากๆ สุดท้ายคือโวลทาเรน แก้ปวดน่องและขา #มี่ไปเปิดร้านขายยาค่ะ สุดท้ายเอาไปได้ใช้แค่ 2 อย่างคือโวลทาเรนกับแนทซี 555555 เอาไปก็ยังดีกว่าอะ สบายใจกว่า
    พกไปเปิดร้านขายยาไง บอกล้าว

    Q : วัฒนธรรมการซื้อของฝากโฮสต์นี่สมควรหรือไม่ อย่างไร ?
    A : มันสำคัญอะ จะบอกว่าควรให้ของตั้งแต่วันที่ไปถึงเลย เขาจะได้ดูแลเราดีๆ เพราะอย่างป้าเรา เขาไปซัมเมอร์ฝรั่งเศส เอาของฝากไปให้โฮสต์เหมือนกัน แต่ให้วันสุดท้าย (ป้าโดนแกล้งแบบ เช่น ปิดน้ำตอนอาบน้ำได้ 2 นาทีงี้ ดูแลแย่ๆ ทำกับเราไม่ดีอะ) คือมันเป็นการให้อย่างนึงอะ ตัวเราเองซื้อของให้โฮสต์หมดไปเกือบ 800 บาท ซื้อถุงผ้าช้าง เทียนหอม เทียนดอกไม้ ผลไม้จิ๋ว กางเกงลายช้าง ที่แปะตู้เย็นรูปช้าง อะไรช้างๆเขาจะชอบมากกกก โดยเฉพาะกางเกงอะ เขาชอบจริงๆ แนะนำๆ
    ของฝากโฮสต์จากมี่น้อย
    แถมเข็มกลัดด้วย ช่วงนั้นเกือบสงกรานต์พอดี




    ไว้ถ้ามีอะไรมาอัพเดทจะมาเขียนเพิ่มนะคะ ขอบคุณค่ะ
    ข้อมูลผิดพลาด ทักท้วงได้นะคะ inbox ในเฟสก็ได้
    ถ้านึกคำถามออกจะมาพิมพ์ต่อนะ 
    ฝากเพจนะคะ ช่วยกันกดไลค์หน่อยค่ะ
    FB : Askmiemasi
    Email : askmiemimimi@gmail.com


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in