นิยายรักจีนโบราณJinovel
ครั้นดอกฝูหรงผลิบานในต่างภพ




  • ชื่อเรื่อง : ครั้นดอกฝูหรงผลิบานในต่างภพ
    เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd
    ประพันธ์โดย : 安年(Ān nián)
    บรรณาธิการ : ไพสิฐ ต่วนขำ
    แปลและเรียบเรียงโดย : สิริณี ตันตยานนท์
    พิสูจน์อักษร : อนุตา ไกรทอง


    🌷 คำโปรย

    ‘กู้เจิง’จะทำอย่างไร? เมื่อเธอต้องมาเกิดใหม่ในร่างของ ‘เจิงเอ๋อร์’ ร่างเดิมที่ถูกโบยจนตายเพราะไปแอบอิงกับว่าที่น้องเขยของตัวเอง!


    🌷 เรื่องย่อ

    “เจิงเอ๋อร์…เจ้าต้องใช้ความงามของเจ้าให้เป็นประโยชน์เข้าใจหรือไม่? ครึ่งชีวิตที่เหลือของแม่คงต้องพึ่งเจ้าแล้ว”

    “ไม่! ข้าไม่ใช่เจิงเอ๋อร์ ข้าไม่ใช่คนจากโลกนี้”

    ตายยังไม่ทันได้รู้ตัว… ‘กู้เจิง’ สาวจากโลกอนาคตก็ต้องมาเกิดใหม่ในร่างคุณหนูใหญ่ ‘เจิงเอ๋อร์’ ร่างเดิมที่ถูกโบยจนตาย เพราะถูกพบขณะแอบอิงแนบชิดอยู่ในอ้อมอกของว่าที่น้องเขยของนาง!
    เลือกเส้นทางผิด เหล่าบุรุษรอบตัวต่างก็ดูถูกนาง เป็นเพราะแม่ของตัวเองแท้ๆ เลย มารดาขายส่งเอ๊ย!
    ข้าแค่อยากมีชีวิตอยู่เป็นโสดอย่างเด็ดเดี่ยว สาวยุคเก่าช่วยเข้าใจข้าหน่อยไม่ได้หรือ!?


    🌷 รีวิวนิยาย By Jinovel

    นิยายเรื่องนี้เล่าถึง “กู้เจิง” หญิงสาวจากยุคปัจจุบันข้ามภพมายังของ “เจิงเอ๋อร์” ที่แม้จะมีศักดิเป็นถึงคุณหนูใหญ่ แต่ก็มีแม่เป็นเพียงสาวใช้ที่ปีนขึ้นเตียงของเจ้านายเท่านั้น ส่งผลให้พ่อขอนางพลอยไม่ชอบขี้หน้านางไปด้วย แถมคุณหนูคนนี้ยังถูกมารดาขายส่ง (ที่รักลูกแบบผิดๆ) ส่งตัวลูกสาวไปปีนเตียงองค์ชายผู้ที่กำลังจะแต่งกับน้องสาวต่างแม่ของนางอีก!

    เรื่องราวจากนั้นเป็นอย่างไรน่ะเหรอ... แน่นอนว่ามีแต่ความอับอาย องค์ชายลากนางกลับบ้านไม่พอ ยังโบยต่อหน้าเขาอีกด้วย! หลังจากนั้นนางก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบ... ซะที่ไหน! กู้เจิงจากโลกปัจจุบันได้ย้ายเข้ามาอยู่ในร่างนี้ทันที ความทรงจำร่างเดิมไหลเข้าร่าง “อับอายๆๆ” “มารดาขายส่ง” มีแต่ความคิดนี้วนอยู่ในหัวของนาง แต่กู้เจิงก็กลืนคำว่าอับอายลงไป และลิขิตชีวิตใหม่ของตัวเอง!

    แต่มารดาเจ้ากรรมยังไม่เลิกฟุ้งซ่าน เอาแต่จะจับนางแต่งกับผู้ชายดีๆ แค่นี้ยังอับอายไม่พออีกหรือ?! ไม่ได้องค์ชายก็จะเอาคนสนิทขององค์ชายแทน ด้วยการที่ผลักนางตกน้ำ และรอให้ “บุรุษ” ผู้นั้นมาช่วย… ฮืออออ แถมยังจะให้เขารับผิดชอบด้วยการแต่งกับนางอีก!

    โอ้ยยยย แม่ ฉันโมโห บุรุษคนนั้นก็ดูท่าเข้าใจสถานการณ์ว่าเป็นละครปาหี่ แต่ก็ยังยอมเล่นตามน้ำ บ้าจี้จะแต่งงานกับนางอีก! แม้นางจะอ้อนวอนขอร้องว่า เขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่ดูท่าเขาจะนึกสนุก... ไม่ปฏิเสธซะงั้น! แล้วเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปติดตามได้ในเรื่อง “ครั้นดอกฝูหรงผลิบานในต่างภพ” ได้เลยค่า


    อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่

    🌸Kawebook  คลิกเลย


  • ตอนที่ 1 จังหวะเสียง


      กระดูกในร่างเหมือนกับจะแตกหักจนหมดสิ้นแล้ว ขยับแม้เพียงเล็กน้อยก็เจ็บปวดแทบขาดใจ



    สติของกู้เจิงยังคงเลือนราง นางรู้สึกกระหายน้ำ และด้วยความเจ็บปวดของร่างกายทำให้นางทำได้เพียงขยับริมฝีปากเอ่ยเสียงออกมาเท่านั้น



    “คุณหนูใหญ่ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?” สาวน้อยผู้เกล้าผมมวยจุกสองข้างปรากฏเข้าสู่สายตาของกู้เจิง เด็กสาวมองนางอย่างตื่นเต้นพลางเช็ดน้ำตาแล้วพูดอย่างดีใจ “บ่าวจะรีบไปแจ้งแก่ซู่เหนียงเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” ว่าแล้วก็สาวเท้าวิ่งจากไป



    ในครรลองสายตาของกู้เจิงด้านบนของเตียงไม้ปักลวดลายระกาทองกระต่ายหยกโดยใช้โครงสร้างสุนเหม่า[1] บนผ้าม่านโปร่งข้างๆ กันยังถักร้อยรูปดอกไม้ใบหญ้าทั้งสองด้าน เหมือนจริงราวกับมีชีวิต มองผ่านๆ ยังนึกว่าเป็นของจริง นางจ้องไปที่เตียงฉลุอันหรูหราด้วยสายตาว่างเปล่า จนกระทั่งเด็กสาวที่วิ่งออกไปเมื่อครู่ วิ่งกลับมาอีกครั้งพร้อมตะโกนอย่างตื่นเต้น “คุณหนูใหญ่ ซู่เหนียงมาแล้วเจ้าค่ะ”



    เมื่อเห็นปากของกู้เจิงกำลังจะขยับเด็กสาวก็รีบเอาหูเงี่ยฟังเสียงใกล้ๆ ปากนาง



    “เจิงเอ๋อร์ได้สติแล้วจริงหรือ? สวรรค์คุ้มครอง หลับมาสิบวันในที่สุดก็ฟื้นเสียที” สตรีในชุดกระโปรงเรียบง่ายผู้หนึ่งวิ่งเข้ามา นางหน้าตาสะสวย เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ร่างกายอ่อนช้อย นุ่มนวลงดงามไร้ใดเปรียบ เพียงแต่หางคิ้วที่โก่งงอนขึ้นน้อยๆ นั้นออกจะลดทอนความงามลงไปเสียหน่อย



    “ซู่เหนียง คุณหนูใหญ่หมดสติไปอีกแล้วเจ้าค่ะ” สาวน้อยนางนี้ก็คือบ่าวรับใช้ข้างกายของกู้เจิงนามว่า‘ชุนหง’ ได้ยินคุณหนูใหญ่ของนางเอ่ยได้สามคำก็ไร้ซึ่งเสียง พอมองไป คุณหนูใหญ่ก็สิ้นสติลงอีกครั้ง



    หวังซู่เหนียงรีบก้าวมาดูบุตรสาว ยามเห็นใบหน้าขาวซีดของบุตรีก็น้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวดใจ “ไหนว่าจะฟื้นวันนี้ไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงหมดสติไปอีกแล้วเล่า? หมอผู้นั้นคงไม่ได้หลอกพวกเรากระมัง?”



    “คุณหนูใหญ่เพิ่งทายาขี้ผึ้งไปเมื่อเช้า ท่านหมอบอกว่าตราบใดที่ไม่มีไข้ก็จะไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ”



    หวังซู่เหนียงใช้ผ้าเช็ดหน้าไหมซับหยาดน้ำตา ก่อนจะยื่นมือมามาวางทาบหน้าผากของบุตรสาว เมื่อเห็นว่าอุณหภูมิเป็นปกติจึงผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก “เมื่อครู่เจิงเอ๋อร์พูดอะไรกับเจ้า?”



    “คุณหนูใหญ่พูดออกมาสามคำว่า‘มารดาขายส่ง[2] เจ้าค่ะ มันหมายความว่าอะไรหรือเจ้าคะซู่เหนียง” ชุนหงฉงนอย่างหาคำตอบไม่ได้



    หวังซู่เหนียงชะงักงัน “คำพูดเหลวไหลอะไรกัน นางคงถูกตีจนเลอะเลือนแล้วกระมัง?”



    “ซู่เหนียง คุณหนูใหญ่ต้องเจ็บตรงที่ถูกตีแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ” ชุนหงชี้ไปที่ก้นของนายตนเอง



    เมื่อนึกถึงบั้นท้ายของบุตรสาวที่ถูกโบยอย่างทารุณถึงยี่สิบไม้และยามถูกหามออกมาในสภาพเลือดเปรอะเช่นนั้น หวังซู่เหนียงก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาอีกครั้ง



    “คุณหนูใหญ่ฟื้นแล้วหรือ?” แม่เฒ่าผู้หนึ่งแหวกม่านเดินเข้ามา ด้านหลังยังมีคนใช้ติดตามมาด้วยอีกคน บนถาดในมือที่ยกมามียาขี้ผึ้งวางอยู่ เห็นได้ชัดว่านางหมางเมินต่อหวังซู่เหนียง ถึงน้ำเสียงจะให้ความเคารพอยู่บ้าง แต่สายตากลับดูหมิ่น นางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “นี่เป็นของที่นายหญิงตั้งใจนำมาจากบ้านเพื่อมอบให้คุณหนูใหญ่ใช้ทาแผลเจ้าค่ะ นายหญิงยังกล่าวอีกว่า จากนี้ให้หวังซู่เหนียงอย่าได้ส่งเสริมคุณหนูใหญ่ทำเรื่องโง่งมจนเป็นที่เล่าลือไปให้ผู้คนขบขันอีก”



    หวังซู่เหนียงแอบเบะปากขณะที่แสร้งใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา หลังสบสายตาแหลมคมของแม่เฒ่าก็รีบยิ้มอย่างเอาอกเอาใจพลางพูดว่า “คำพูดของนายหญิง ข้าน้อยจะจดจำไว้เจ้าค่ะ”



    “หากหวังซู่เหนียงจะจดจำได้จริงก็ถือเป็นเรื่องดียิ่ง นายหญิงยังบอกอีกว่าหากมีครั้งหน้าอีก ท่านและคุณหนูใหญ่ก็เก็บข้าวของกลับบ้านเดิมที่ซ่านเจียงเสียเถิด” แม่เฒ่าพูดโดยไม่มองหน้าหวังซู่เหนียง เมื่อกล่าวคำพูดของผู้เป็นนายจบก็หมุนตัวจากไป



    “ซู่เหนียง นายหญิงจะไล่พวกเรากลับบ้านเดิมที่ซ่านเจียงหรือเจ้าคะ” ชุนหงที่อายุยังน้อยตกใจกลัวจนเสียขวัญ



    “นางก็แค่ข่มขู่เราเท่านั้น นางเป็นถึงหญิงสูงศักดิ์เกิดในตระกูลใหญ่ ไม่มีทางลดตัวลงมาต่อกรกับภรรยาต่ำต้อยเช่นข้านี้หรอก” หวังซู่เหนียงไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ในช่วงแรกที่เว่ยซื่อ[3] เข้ามา นางถูกขู่ให้เสียขวัญไปหลายคราจริงๆ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นนางจึงไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ



    “แต่บ่าวคิดว่าครั้งนี้นายหญิงโมโหจริงๆ แล้วเจ้าค่ะ” ชุนหงรู้สึกว่าครานี้นายหญิงพูดจริง เมื่อก่อนไม่ว่าซู่เหนียงกับคุณหนูใหญ่จะทำเกินขอบเขตไปมากแค่ไหน นายหญิงก็จะทำเป็นปิดตาไว้ข้าง ให้อภัยได้ก็ให้อภัย แต่ทว่าครานี้กลับไม่เป็นแบบนั้น “ถึงอย่างไรครั้งนี้คุณหนูใหญ่ก็ทำไม่ดีจริงๆ”



    “มีอะไรไม่ดี?” หวังซู่เหนียงแค่นเสียงเย็น “เมื่อตอนบุตรสาวนางยังเด็กได้ช่วยชีวิตองค์ชายห้าไว้ ถึงได้โชคดีถูกเสนอชื่อให้เป็นพระชายาขององค์ชายห้า ยามข้าให้คุณหนูสามแต่งออกไปจึงให้เจิงเอ๋อร์ติดตามไปเป็นอนุด้วย แต่นางกลับก็ไม่เห็นด้วย เฮ้อ ภายหน้าองค์ชายห้าก็ต้องรับอนุเข้ามาอีกแน่นอน รับผู้อื่นยังมิสู้รับเจิงเอ๋อร์ของเราเสียดีกว่า ไม่ว่าอย่างไรเจิงเอ๋อร์และคุณหนูสามก็เป็นพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันแต่เล็กแต่น้อย จะให้ร้ายบุตรสาวนางได้อย่างไร”



    "แต่นายหญิงกล่าวว่า นางได้เลือกคนไว้ให้คุณหนูใหญ่แล้ว อีกฝ่ายอายุเพียงสิบหกปีก็สอบซิ่วไฉ[4] ได้แล้ว นับว่าเป็นคนที่มีอนาคตยิ่ง หลังคุณหนูใหญ่แต่งเข้าไปก็จะได้เป็นภรรยาเอกเจ้าค่ะ”



    “สิบหกก็สอบซิ่วไฉได้ บัดนี้อายุสิบเก้าแล้ว ยังจะนับเป็นอะไรได้ แถมบ้านยังยากจนอีก เจิงเอ๋อร์แต่งเข้าไปก็มีแต่จะทุกข์ทน เป็นภรรยาเอกมีอะไรดี ทุกวันต้องปรนนิบัติผู้อาวุโสซ้ายขวา ซ้ำยังต้องจัดการงานบ้านงานเรือน จะสุขสบายเท่าเป็นอนุของผู้สูงศักดิ์ได้อย่างไรกัน”



    ชุนหงคิดแล้วคิดอีกพลางพยักหน้า ที่ซู่เหนียงกล่าวมานั้นก็มีเหตุผล



    พอดีกับที่กู้เจิงฟื้นขึ้นมาได้ยินคำสนทนานั้น ก็โกรธจนหมดสติไปอีกรอบ



    เมื่อกู้เจิงตื่นขึ้นจริงๆ ก็เป็นเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้ว นางขยับตัวได้เพียงเล็กน้อย บาดแผลที่ก้นปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกไฟเผา



    นางไม่ใช่คนจากโลกนี้ กู้เจิงในชาติที่แล้วเป็นเพียงผู้ช่วยตัวน้อยที่ตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อหวังจะได้ตำแหน่งสูงขึ้นในบริษัท เมื่อมีวันหยุดจึงถือโอกาสนัดเพื่อนสนิทไปเล่นเทนนิสกัน โดยไม่คาดคิดว่าลูกเทนนิสจะพุ่งมาหาหน้าเธอจังๆ หลังจากตื่นขึ้นก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว



    ทันทีที่ฟื้นขึ้นมาร่างกายของนางเหมือนถูกบังคับกดลงบนพื้น มีคนใช้ท่อนไม้ตีที่ก้นของนาง เสียงดัง ป้าบ ป้าบ ป้าบ นางเจ็บจนหมดสติไปอีกครั้ง



    หลังจากฟื้นสติขึ้นมาก็ได้ยินเสียงนางผู้หนึ่งตะโกนร่ำไห้ราวกับจะขาดใจอยู่ข้างๆ นางร้องห่มร้องไห้พร้อมกล่าวว่า “นายท่าน ท่านยกโทษให้เจิงเอ๋อร์เถิด ถึงอย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวท่าน หากยังโบยต่อไปนางจะตายเอาได้นะเจ้าคะ”



    กู้เจิงไม่ใช่คนที่จะอดทนต่อความเจ็บปวดได้ดีนัก จึงนับประสาอะไรกับการโบยเช่นนี้ ตอนนี้บนใบหน้าของนางจึงแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนคือน้ำตาอันไหนคือน้ำมูก นางเจ็บจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก ศีรษะก็แทบระเบิดด้วยถูกกดและโดนน้ำสาดจนความจำแตกซ่าน เจ้าของร่างเดิมนี้มีนามว่า ‘กู้อวี๋’ มีชื่อเล่นว่า‘เจิงเอ๋อร์’ ซึ่งชื่อเล่นนี้กลับเหมือนชื่อจริงของเธอ นางเป็นบุตรสาวอนุภรรยาของจวนป๋อเจวี๋ย[5]



    นางมาเกิดอยู่ในราชวงศ์ที่มีนามว่า‘เยว่กั๋ว’ เป็นราชวงศ์ที่ผู้หญิงทุกคนล้วนเกลียดชัง



    “โบยให้ตายก็ดี ข้าไม่น่าให้กำเนิดบุตรสาวที่ไร้ยางอายเช่นนี้เลย” ชายผู้นี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาลอย่างมีโทสะ “ไม่คิดว่าจะกล้าทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ออกมาได้ องค์ชายห้าเป็นถึงว่าที่น้องเขยของนาง”



    เรื่องราวอันอัปยศอดสูที่ว่านี่เกินจริงไปมาก นางผู้ซึ่งเป็นร่างเดิมถูกโบย เพราะถูกพบขณะอิงแอบแนบชิดอยู่ในอ้อมอกว่าที่น้องเขยสามของนาง และซู่เหนียงของร่างเดิมนี้ได้ส่งเสริมนางให้แก่องค์ชายห้า หลังรอข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก[6] แล้วภายภาคหน้าก็จะได้เป็นอนุ




    แน่นอนว่ามันไม่สำเร็จ





    ------------------------------------------------------------------------------

    [1] สุนเหม่า เป็นวิธีการเข้าไม้แบบโบราณในการรวมส่วนประกอบสองส่วนเข้าด้วยกัน ส่วนที่ยื่นออกมาเรียกว่า เดือย(สุ่น) มีลักษณะเหมือนอักษรจีนคำว่า 凸 และส่วนเว้าเรียกว่า ร่องหรือรูที่บากไว้(เหม่า) มีลักษณะเป็น 凹 สำหรับนำเดือยมาต่อเพื่อให้เป็นทรงที่ต้องการ

    [2] มารดาขายส่ง เป็นคำด่าในภาษาจีนเสฉวนและฉงชิ่ง โดย妈แปลว่าแม่ 卖แปลว่าขาย 批แปลว่าอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง มีความหมายโดยรวมว่า แม่เป็นนางโลม

    [3] ซื่อ เป็นธรรมเนียมในสมัยก่อนจะใส่คำว่า ‘ซื่อ’(แปลว่า สกุล) ไว้หลังนามสกุลของสตรีที่แต่งงานแล้ว หรืออาจจะเพิ่มนามสกุลสามีไว้ด้านหน้าสุดเพื่อความชัดเจนขึ้น

    [4] ซิ่วไฉ เป็นชื่อเรียกผู้สอบรับเข้าราชการในระดับต้นได้ โดยระดับต้นเป็นการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น(หมู่บ้าน,ตำบล,อำเภอ,จังหวัด)

    [5] ป๋อเจวี๋ย(หมายถึง บรรดาศักดิ์ชั้นป๋อ) เป็นตำแหน่งขุนนางขั้นสูงของจีนโบราณ นับเป็นลำดับที่สองรองจาก ‘กง’ โดยบรรดาศักดิ์แบ่งเป็น ‘กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน’ ตามลำดับ

    [6] ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก หมายถึง แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อีกแล้ว
  • ตอนที่ 2 บิดามารดารังแกข้า

     องค์ชายห้าเป็นถึงผู้ใดกัน? รอบกายองค์ชายผู้สง่าผ่าเผยจะไร้ทหารคอยอารักขาได้อย่างไร? แม้จะไม่มีการอารักขา แต่ในฐานะที่เป็นองค์ชายก็เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกล่อลวงเอาได้ง่ายๆ



    ซู่เหนียงที่เป็นดั่งมารดารังแกบุตรีผู้นั้นพอแผนการไม่สำเร็จ ก็คาดไม่ถึงว่าจะวางยาเหมิงฮั่น* แก่องค์ชายห้าโดยตรง

    (*เป็นยาที่ทำให้คนหมดสติหลังจากทานเข้าไป)



    “โบยเสีย โบยให้แรง” น้ำเสียงสั่นเทาที่เต็มไปด้วยความโกรธขึ้งของบุรุษดังขึ้นอีกครั้ง “จงโบยต่อให้ครบยี่สิบไม้”



    ‘ป้าบ ป้าบ ป้าบ’ เสียงไม้กระทบเนื้อดังขึ้นอีกครา หลังจากโบยต่อเพียงแค่สองทีกู้เจิงก็แทบจะหมดสติลงอีกครั้ง ในความทรงจำอันเลือนรางนางได้ยินเสียงร้องตะโกนอันเจ็บปวดบีบหัวใจของซู่เหนียง “เจิงเอ๋อร์ของข้า นางถูกโบยเจียนตายอยู่รอมร่อ จะโบยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว นายท่าน ข้าขอร้องท่านปล่อยเจิงเอ๋อร์ไปเถิด”



    กู้เจิงไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะร้องไห้ นางจึงได้แต่น้ำตาตกในอยู่ภายในใจพลางก่นด่ามารดาขายส่งยกใหญ่



    “นายท่าน คุณหนูใหญ่หมดสติไปแล้วขอรับ”



    “สาดน้ำเรียกสติแล้วโบยต่อไป”



    อ่างน้ำเย็นสาดลงมา ต่อให้กู้เจิงอยากจะแสร้งเป็นหมดสติเพียงใดก็ทำต่อไม่ไหวแล้ว เมื่อนึกย้อนกลับไปในหัวของนางมีความทรงจำบางอย่าง เจ้าของร่างเดิมได้วางยาองค์ชายห้า แต่ถูกองครักษ์มาพบเข้า จึงถูกตีเข้าจังๆ จนสติดับไปและถูกจับโยนลงต่อหน้ากู้หงหย่งผู้เป็นเจ้าบ้านสกุลกู้



    หลังกู้หงหย่งทราบเรื่องราวแล้วก็เกรี้ยวโกรธจนเกือบได้ขึ้นสวรรค์ก่อนเวลาอันควร ดังนั้นถึงได้มีการใช้กฎประจำตระกูลขึ้นในตอนนี้



    สำหรับกฎประจำตระกูลในจวนป๋อเจวี๋ยแห่งนี้โดยปกติล้วนใช้กับบุรุษ แต่กับเด็กสตรีที่บอบบาง ต่อให้เป็นอนุภรรยาแม้แต่จะตีสักฝ่ามือก็ต้องระวังแรงกำลังและวิธีการ ด้วยกลัวว่าจะเหลือร่องรอยทิ้งไว้ให้ผู้คนรังเกียจ



    “นายท่าน สีหน้าคุณหนูใหญ่ไม่ค่อยดีนัก ยังเหลืออีกสามไม้ ท่านดู...”



    เสียงของกู้หงหย่งยังไม่ทันดัง กลับมีน้ำเสียงเสียดสีเยือกเย็นเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา “ว่ากันว่าใต้เท้าป๋อเจวี๋ยอบรมสตรีได้ดี พูดแล้วไม่รักษาคำพูด นี่เป็นวิธีการสอนของใต้เท้าป๋อเจวี๋ยอย่างนั้นหรือ?”



    เมื่อได้ยินเสียงนี้ กู้เจิงก็ลืมตาขึ้นทันที เจ้าของเสียงก็คือพระเอกในละครฉากน้ำเน่าองค์ชายห้า ‘จ้าวหยวนเช่อ’



    ในตอนที่กู้เจิงเข้ามาอยู่ในร่างนี้ นอกจากจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดทางร่างกายแล้ว ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอับอายยากจะพรรณนาในส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณ เพราะบิดาของร่างเดิมให้บ่าวรับใช้ ใช้วิธีการของตระกูลต่อหน้าคนนอกอย่างองค์ชายห้าเช่นนี้



    เรื่องที่เกิดขึ้นความจริงแล้วเป็นเพราะซู่เหนียง มารดาของนาง เจ้าของร่างเดิมแท้จริงแล้วเป็นหญิงหัวโบราณและเก็บตัวอย่างยิ่ง



    ดังนั้น เจ้าของร่างเดิมไม่ใช่ถูกโบยจนตาย แต่เป็นเพราะถูกโบยต่อหน้าคนนอกจึงอับอายจนตายทั้งเป็น



    ได้ยินเรื่องชีวิตความเป็นความตายมามากมาย แต่อับอายจนตายนั้น นับว่าเป็นครั้งแรก



    เมื่อการหวนความทรงจำสิ้นสุดลง กู้เจิงในยุคปัจจุบันก็กลายเป็นกู้เจิงในยุคโบราณ



    “คุณหนูใหญ่ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?” ชุนหงที่ออกไปล้างหน้าเพราะรู้สึกเพลียและง่วงนอน พอกลับเข้ามาเห็นคุณหนูใหญ่มองบนเตียงอย่างล่องลอย ก็วิ่งมาหาอย่างดีใจ “คุณหนูใหญ่ตื่นแล้วจริงๆ ด้วย”



    กู้เจิงเหลือบมองชุนหงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหลุบม่านตาลงอีกครั้ง แม้เธอจะยอมรับความจริงที่ว่าตนเองได้เข้ามาสู่ที่แห่งนี้อย่างลึกลับจนยากจะเข้าใจ แต่เมื่อใดก็ตามที่สัมผัสถึงความทรงจำสิบหกปีของเจ้าของร่างนี้ กลับรู้สึกว่าหากชีวิตไร้สิ่งให้คะนึงหาก็ช่างไร้ความหมายเสียจริงๆ



    “คุณหนูใหญ่ ท่านหิวหรือยังเจ้าคะ? บ่าวต้มโจ๊กไว้ให้แล้วเจ้าค่ะ”



    กู้เจิงเบนสายตาไปมองชุนหงพร้อมกับขยับริมฝีปาก “เอามาสองชาม จงจำไว้ ใส่เนื้อให้เยอะหน่อย”



    “เจ้าค่ะ” ชุนหงวิ่งออกไปยกอาหารอย่างมีความสุข



    ชุนหงเป็นเด็กสาวรับใช้ที่เติบโตมากับกู้เจิง อุปนิสัยซื่อตรงและจงรักภักดี ด้วยเหตุนี้จึงถูกหวังซู่เหนียง หรือก็คือมารดาผู้ให้กำเนิดของนางชักนำไปในทางไม่ดี



    โจ๊กสองชามนั้นของชุนหงยังไม่ทันจะถูกนำมา หวังซู่เหนียงก็วิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น



    เมื่อเห็นมารดาไร้ค่าผู้นี้ กู้เจิงก็ปวดหัว ปวดตา ปวดมือ ปวดไปทุกที่ จึงหันนอนตะแคงข้างแสร้งทำเป็นหลับไป แต่ยังรู้สึกได้ถึงอ้อมกอดจากด้านหลังที่โอบเข้ามาหาและจับศีรษะนางกดลงในอ้อมอก



    “เจิงเอ๋อร์ของข้า ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นเสียที หากเจ้าไม่ฟื้นขึ้นมาอีก แม่คงจะตกใจกลัวจนตายแล้ว คาดไม่ถึงว่าพ่อที่จิตใจเหี้ยมโหดผู้นั้นของเจ้าจะสั่งให้คนโบยเจ้ายี่สิบไม้จริงๆ เจ้าเป็นแค่หญิงสาวนางหนึ่งจะทนไหวได้อย่างไร”



    กู้เจิงหิวโหยมาหลายวันแล้ว แม้แรงจะผลักก็ยังไม่มี ในขณะที่นางรู้สึกว่าตนเองกำลังจะขาดอากาศหายใจตายในอ้อมอกนั้น มารดาผู้นี้ก็ปล่อยให้นางเป็นอิสระ



    “โอ๊ะ เจิงเอ๋อร์ลูก เจ้าเป็นอะไรไป? จู่ๆ หน้าก็เปลี่ยนเป็นขาวซีดเช่นนี้”



    กู้เจิงสูดลมหายใจเข้าระลอกใหญ่ หลังหอบหายใจอย่างยากลำบากก็รีบผลักหวังซู่เหนียงออกไป “ซู่เหนียง ข้าอยากพักผ่อนค่อยคุยกันพรุ่งนี้เถิดเจ้าค่ะ”



    หวังซู่เหนียงตกตะลึง แก้วตาดำคู่นั้นเอ่อล้นด้วยหยาดน้ำตา “เจิงเอ๋อร์ เมื่อก่อนเจ้าล้วนเรียกข้าว่าท่านแม่ เหตุใดจึงเรียกข้าซู่เหนียงเล่า? แม่รู้ว่าในใจเจ้าจะต้องโทษแม่เป็นแน่ แต่ แต่แม่ก็ไม่คิดว่าองค์ชายห้าผู้นั้นจะโหดเหี้ยมเช่นนี้ นำคุณหนูใหญ่เช่นเจ้าในสภาพแต่งกายไม่มิดชิดโยนลงต่อหน้านายท่าน ซ้ำยังต่อหน้าคนรับใช้มากมาย แม่...”



    “ไม่ต้องพูดแล้วเจ้าค่ะ” พอหวังซู่เหนียงเอ่ยถึงเรื่องนี้ ความละอายและความอัปยศอดสูภายในใจก็พรั่งพรูออกมา ทำอย่างไรก็ควบคุมไม่อยู่ แน่นอน นี่ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกของกู้เจิง แต่น่าจะเป็นของเจ้าของร่างนี้ที่เหลือทิ้งไว้



    เมื่อเห็นสีหน้าของบุตรสาวไม่ดีนัก หวังซู่เหนียงก็เงียบปากลง



    ไม่ง่ายเลยที่กู้เจิงจะถอนตัวออกจากอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดใจเหล่านั้น แววตาซับซ้อนของนางจ้องมองไปยังมารดาไร้ค่าผู้นี้ จากก้นบึ้งของหัวใจอยากจะหลุดพ้นจากนางยิ่งนัก ความทุกข์ยากลำเค็ญเช่นนี้ล้วนเป็นเพราะนางหามาให้ทั้งนั้น หรือจะบอกกับนางตามตรงว่าเจ้าของร่างนี้ตายแล้วดี? บอกว่าข้าไม่ใช่บุตรสาวของนาง?



    แต่ใครเล่าจะเชื่อ



    “ซู่เหนียง หลังจากลูกถูกโบยก็ตระหนักได้แล้ว แม้ท่านจะเป็นผู้ให้กำเนิดลูก แต่ท่านเป็นอนุภรรยา ตามกฎมารยาทนับแต่บรรพบุรุษได้กำหนดไว้ว่า บุตรที่ท่านให้กำเนิดจะเรียกท่านได้แค่ซู่เหนียงเท่านั้น หลังจากนี้ไปพวกเราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เสียจะดีกว่าเจ้าค่ะ” ช่วงหลายวันมานี้นางได้แยกแยะความทรงจำของร่างเดิมมารอบหนึ่ง พยายามจะไม่นึกถึงเล่ห์กลเพทุบายอันไร้ประโยชน์ของหวังซู่เหนียง อันที่จริงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกนางก็นับว่าค่อนข้างสบายนัก นายหญิงมิเพียงไม่ได้ปฏิบัติต่อพวกนางอย่างโหดร้าย กระทั่งยังเรียกได้ว่ากินดีอยู่ดี นอกจากความต่างของภรรยาเอกและอนุภรรยาแล้ว หากสิ่งใดบุตรีภรรยาเอกมีนางเองก็มีเหมือนกัน ตราบใดที่พวกนางทำตามกฎเกณฑ์ชีวิตย่อมดีอย่างแน่แท้



    ทว่าหวังซู่เหนียงดันมักใหญ่ใฝ่สูง ผลสุดท้ายจึงทำเอาบุตรีของนางชอกช้ำไม่ต่างกัน



    อย่างน้อยก็เพื่อชีวิตของนางเอง ต้องกล่อมให้หวังซู่เหนียงสงบจิตสงบใจก่อนชั่วคราว หายนะออกทางปาก* สิ่งใดทำได้ยากก็ให้เริ่มที่ปากเสียก่อน กู้เจิงคิดเช่นนี้

    (*หมายถึง ปัญหาที่เกิดจากการใช้คำพูดคำจาไม่เหมาะสม)



    จะกล่าวว่านางปอดแหกก็ได้ อย่างไรไม้กระดานใหญ่ทั้งยี่สิบไม้นั้นก็ทำลายการสั่งสอนอบรมในยุคสมัยใหม่ของนางหมดสิ้นแล้ว เช่นนั้นก็ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวแล้วกัน



    “หากเราทำตามกฎแล้ว เกรงว่าแม้แต่หน้าท่านพ่อเจ้าก็คงมองไม่ติด” หวังซู่เหนียงกลับคิดว่ากฎระเบียบมีประโยชน์อะไรกัน



    “ซู่เหนียง สิบกว่าปีมานี้ท่านพยายามดึงความสนใจของบิดามาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลยสักครา มิสู้ใช้ชีวิตไปอย่างมั่นคงปลอดภัยเสียจะดีกว่าหรือเจ้าคะ”



    หวังซู่เหนียงเดิมเป็นสาวใช้ห้องข้างก่อนที่นายท่านตระกูลกู้จะแต่งงาน เป็นเพราะในเวลานั้นกู้หงหย่งเจ้าบ้านตระกูลกู้ซึ่งยังเป็นแค่ป๋อเจวี๋ยน้อยไม่อยู่ห้องหอกลับทำเรื่องโง่เขลา ซึ่งตระกูลกู้ตั้งใจคัดเลือกเป็นพิเศษ นับว่าเป็นการชี้ทางสว่างให้ความรู้พื้นฐานด้านการร่วมรักให้แก่เขา หวังซื่อเป็นคนเจ้าแผนการ พยายามหาหนทางเลี่ยงยาคุมกำเนิดอย่างถึงที่สุด และนับว่าโชคดีนักที่นางตั้งครรภ์จริง เพื่อที่จะให้กำเนิดเด็กคนนี้ จึงหลบเลี่ยงที่จะไม่เสพสังวาสอีก และช่างบังเอิญที่นางผอมบางร่างเล็ก คาดไม่ถึงว่าจะทำให้นางปิดบังมาได้จนถึงตอนที่ครรภ์อายุเจ็ดเดือนจริงๆ


    อ่านเรื่องนี้ต่อได้ที่

    🌸Kawebook  คลิกเลย


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in