ไทรอยด์ที่รัก [An Illustrated Story]Rainbow Coral
ไทรอยด์ที่รัก (Part 3)
  • และวันผ่าตัดไทรอยด์ของฉันก็คืบคลานเข้ามา

    ในช่วงเวลาอาทิตย์กว่าๆก่อนวันผ่าตัด ฉันยุ่งกับการรีบปั่นงานล่วงหน้าให้เสร็จ เพื่อจะได้ลายาวพักฟื้นหลังผ่า แต่อีกเหตุผลนึงก็คือฉันพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองออกจากความรู้สึกกังวลเล็กๆที่เริ่มขยายตัว จากที่เคยสะกิดเบาๆ ตอนนี้มันเริ่มเคาะฉันหนักขึ้น ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง ฉันคงคิดว่าก็แค่การผ่าตัด ฉีดยาสลบ ผ่าเสร็จ ฟื้นมาก็หาย แต่พอเป็นตัวเองกลับมีความกลัวลึกๆ

    ถ้ายาสลบยังไม่ออกฤทธิ์เต็มที่แล้วหมอเริ่มผ่าจะทำไง? ถ้าระหว่างผ่ามีภาวะแทรกซ้อนจะทำไง? ถ้าฉันไม่ฟื้นขึ้นมาละ?!
    ความคิดฟุ้งซ้านผุดขึ้นมาเรื่อยๆ 

    “เฮ้ย~ไม่เป็นไรหรอก เราก็รู้จักคนที่ผ่าตัดเยอะแยะ ทุกคนก็หายเป็นปกติดีนี่นา”

    ความคิดชิลล์ๆของฉันก็ยังคงรักษาสมดุลอยู่ได้เสมอ
  • วันที่ 16 มีนาคมเป็นวันศุกร์ ฉันรีบทำงานจนเสร็จเพื่อกลับบ้านไปเตรียมข้าวของเข้าแอดมิทที่โรงพยาบาล ฉันต้องเข้าพักคืนนี้ เพื่อเตรียมผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นตอน 9 โมง

    คุณแม่และพี่ชายไปโรงพยาบาลกับฉันเหมือนเดิม หลังรายงานตัว ฉันต้องตรวจความดัน เอ็กซเรย์ และตรวจคลื่นหัวใจก่อนเข้าห้องพัก ที่โรงพยาบาลนี้มีแต่ห้องพักเดี่ยว ซึ่งก็ดีต่อการพักฟื้นและสะดวกสำหรับคนเฝ้าไข้ (ซึ่งก็คือคุณแม่) ด้วย พยาบาลนำชุดคนไข้มาให้เปลี่ยน หลังจากนั้นก็บอกฉันว่าต้องเจาะเลือด
    “ได้เลยค่ะ ข้างไหนดีคะ” ฉันบริจาคเลือดเป็นประจำอยู่แล้ว เจาะเลือดเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก ฉันจึงพูดอย่างมั่นใจพร้อมยื่นแขนออกไปให้พยาบาลดู

    พยาบาลยิ้มแล้วพลิกแขนที่แหงนขึ้นของฉันลง “เจาะที่มือนะคะ”
    ฉันไม่เคยเจาะเลือดที่มือมาก่อน แต่จินตนาการว่ามันน่าจะเจ็บกว่าที่ข้อพับแขนแน่ และมันก็ไม่ผิดตามที่คิด…
    หลังจากเจาะเสร็จ ฉันถึงรู้ว่าไม่ใช่การเจาะเลือดธรรมดา รูที่เจาะไว้นี้จะเก็บไว้พ่วงกับสายน้ำเกลือที่ทางพยาบาลจะให้ในคืนนั้นด้วย
  • หลังเตรียมการทุกอย่างเสร็จ พยาบาลบอกฉันให้พักผ่อนให้เต็มที่แล้วพรุ่งนี้เช้าจะเอารถเข็นมารับ พี่ชายของฉันก็กลับบ้านไปก่อนมาใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น คุณแม่นอนบนเตียง/โซฟาคนเฝ้าไข้

    พรุ่งนี้แล้วสินะ…


    17 มีนาคม 2561
    หนึ่งเดือนหลังจากวันแรกที่ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจก้อนแปลกๆที่คอของฉัน ก็ถึงวันผ่าตัดครั้งแรกในชีวิต ตารางการผ่าคือ 9 โมงเช้า แต่พยาบาลมารับตั้งแต่ 8 โมงเพื่อพาไปเตรียมตัวที่ห้องผ่าตัด ฉันเปลี่ยนจากชุดคนไข้เป็นชุดผ่าตัด ใส่หมวกรวบผม แล้วนั่งขึ้นบนเก้าอี้เข็นที่พยาบาลเตรียมมา

    ในตอนนั้น ความกังวลในใจพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ฉันต้องผ่าตัดแล้ว! ฉันต้องผ่าตัดแล้ว!!
    “เงียบ!” ความคิดชิลล์ๆของฉันห้ามไว้ 

    “ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์อะไร เราต้องมองโลกในแง่ดีไว้ ทุกอย่างต้องโอเค ทุกอย่างต้องราบรื่น ยิ่งคิดวิตกกังวล ความคิดด้านลบจะทำให้เราเจอเรื่องร้ายๆจริงๆนะ”
    และก็เหมือนความคิดชิลล์ๆของฉันจะชนะอีกครั้ง ฉันควบคุมความกังวลไว้ได้ ยิ้มให้คุณแม่กับพี่ชายที่เดินมาส่งให้กำลังใจก่อนถูกเข็นเข้าห้องผ่า
  • ห้องผ่าตัดที่นี่ไม่ได้ต่างจากห้องที่ฉันเข้าตอนเจาะชิ้นเนื้อเท่าไร อุปกรณ์อาจจะเยอะกว่า แต่ฉันก็ไม่รู้หรอก พยาบาลและผู้ช่วยหมอทุกคนใจดีมาก พยายามให้ฉันรู้สึกสบายกายและสบายใจที่สุดบนเตียง ฉันยังกลัวเรื่องยาสลบอยู่นิดหน่อย เพื่อนที่เคยผ่าตัดของฉันเคยบอกว่าพอเจอยาสลบ เราก็จะไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย รู้ตัวอีกที่ก็ผ่าเสร็จแล้ว แต่การที่จะหลับสนิททั้งๆที่ไม่ได้ง่วง เป็นอะไรที่ฉันยังไม่สามารถจินตนาการว่าจะทำได้
    “คุณหมอบอกให้ดมยาสลบได้เลย” พยาบาลคนนึงบอกวิสัญญีแพทย์แล้วบอกว่าคุณหมอกำลังมา

    “งั้นเอาเลยนะครับ” วิสัญญีแพทย์หันมาพูดกับฉัน

    “เอาให้หลับสนิทเลยนะคะ” 

    ฉันพูดจริงจังแต่เขากลับขำ เขารับปากว่าหลับแน่นอน แล้วเอาที่ครอบปากมาครอบให้ เครื่องที่เชื่อมกับที่ครอบปากน่าจะกำลังสูบฉีดยาสลบเข้ามา ฉันรู้สึกตื่นตัว มองไปรอบๆห้องสีขาวนี้ คุณหมอยังไม่มา พยาบาลจัดผ้าห่มให้ฉันนอนสบาย
  • แล้วฉันก็รู้สึกตัว! 

    เป็นการตื่นเหมือนมีคนกำลังปลุก ฉันรู้สึกคอแห้งผาด ระคายคอไปหมด ฉันยังง่วงเกินกว่าที่จะลืมตา แต่ได้ยินนางพยาบาลคนนึงกำลังพูดด้วย

    “ได้ยินมั้ยคะ รู้สึกยังไงบ้าง”

    “ขอน้ำ…” ฉันพยายามพูดให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ คอแห้งจนแทบทนไม่ไหว
    “ตอนนี้ยังทานน้ำไม่ได้นะคะ” พยาบาลตอบปฏิเสธการขอของฉัน 

    ฉันเป็นผู้ป่วยนะ เพิ่งโดนผ่ามาหยกๆ ขอน้ำดื่มหน่อยไม่ได้รึไง?! ฉันรู้สึกเคืองเพราะความไม่สบายตัวของตัวเอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทน ฉันจินตนาการไปเองว่าที่รู้สึกระคายคอขนาดนี้ต้องเป็นเพราะถูกใส่ท่อช่วยหายใจเหมือนในหนังแน่ๆ

    ฉันไม่รู้ว่าตัวเองหลับๆตื่นๆอยู่นานแค่ไหน รู้แต่ว่าทุกครั้งที่รู้สึกตัวสิ่งเดียวที่คิดคืออยากดื่มน้ำ พยาบาลมาคุยกับฉันอีกครั้ง ฉันตอบเหมือนเดิม “ขอน้ำ”
  • “ตอนนี้ทานได้นิดเดียวนะคะ” แล้วฉันก็รู้สึกถึงหยดน้ำ 3-4 หยดบนริมฝีปาก ถึงจะน้อยเกินกว่าที่จะทำให้หายกระหายได้ แต่มันช่างเป็นความรู้สึกที่วิเศษสุด คนที่ติดอยู่ในทะเลทรายแล้วฝนตกลงมาคงรู้สึกแบบนี้สินะ!
    ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ฉันถึงได้ยินพยาบาลบอกว่าจะพากลับห้อง ฉันรู้สึกพอมีสติอยู่บ้าง แต่ไม่มีแรงเปิดตาค้างไว้นาน 

    “ถึงห้องแล้วนะคะ” พยาบาลบอกฉันที่หลับตาอยู่ “อุ๊ย! มีลูกโป่งด้วย พยาบาลอยากได้บ้างจัง”
    ฉันลืมตาขึ้นมองหาลูกโป่งที่พยาบาลพูดถึง มีลูกโป่งใบใหญ่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ฉันไม่รู้ว่าใครให้มา แต่แอบดีใจที่มีคนส่งของมาเยี่ยมไข้

    ฉันรู้สึกถึงตอนที่ถูกยกย้ายจากเตียงเข็นมาบนเตียงนอนในห้อง แล้วฉันก็หลับไป

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Piti Pui (@pitipui)
รูปฝนตกกลางทะเลทรายทำไห้เรื่องซีเรียสขำได้ ตลกดี
Rainbow Coral (@fb1015608890269)
@pitipui ดีใจที่คิดอย่างนั้นค่ะ ไม่อยากให้คนอ่านแล้วเครียดตาม ^^
Cha-ame (@Cha-ame)
รอติดตามตอนต่อไปค่าา
Rainbow Coral (@fb1015608890269)
@Cha-ame จะเล่าให้จบใน part หน้าละค่ะ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ 😊