ไทรอยด์ที่รัก [An Illustrated Story]Rung Fu
ไทรอยด์ที่รัก (Part 4 - End)
  • หลังออกจากห้องผ่า ทุกครั้งที่ฉันฟื้นสิ่งเดียวที่ฉันขอคือน้ำ ซึ่งก็ยังดื่มไม่ได้มากมาย น้ำตาฉันไหลตลอดเวลาทั้งๆที่ไม่ได้รู้สึกเจ็บหรือเศร้าอะไร ฉันได้ยินพยาบาลถามว่าเอายาแก้ปวดมั้ย จริงๆแล้วฉันไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ก็ขอยาแก้ปวดไว้ก่อน เผื่อว่าตอนปวดพยาบาลไม่อยู่
    วันแรกหลังผ่าฉันไม่สามารถทำให้ตัวเองตื่นได้อย่างเต็มที่ แม้แต่ตอนที่เพื่อนมาเยี่ยมไข้ ฉันทำได้แค่โบกมือให้เบาๆแล้วพยายามไม่ให้ตัวเองเสียมารยาทหลับ แต่คนที่ต้องคุยกับเพื่อนฉันแทนก็หนีไม่พ้นคุณแม่ที่เฝ้าไข้อยู่ ฉันมารู้ทีหลังว่าลูกโป่งใบใหญ่ที่ได้มา เพื่อนที่ทำงานเป็นคนสั่งส่งมาให้ ฉันยังพูดไม่ค่อยได้ เลยได้แต่ไลน์ไปขอบคุณ
  • วันแรกฉันยังกินอะไรไม่ได้ จึงต้องพึ่งน้ำเกลืออย่างเดียว วันที่ 2 ทางโรงพยาบาลเตรียมอาหารเหลวให้ มื้อแรกเป็นซุปเห็ดเหลว กับน้ำแกงใส หลังจากนั้นอาหารของฉันก็ข้นขึ้นเรื่อยๆ เป็นโจ๊กบ้าง ข้าวต้มบ้าง แต่สำหรับฉันเอง ฉันไม่อยากกินอะไรที่ต้องเคี้ยวเลย แม้แต่การขยับปากเคี้ยวข้าวต้มยังรู้สึกลำบากสำหรับฉัน
    พยาบาลทุกคนใจดีและเอาใจใส่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นการวัดความดันกับอุณหภูมิ (วัดบ่อยมาก ตอนกลางคืนนอนอยู่ก็ถูกปลุกให้มาวัดหลายรอบ) การเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า (ฉันไม่ได้อาบน้ำเลยใน 3 วันที่อยู่โรงพยาบาล) หรือการจัดหาสิ่งที่ฉันต้องการ 

    ฉันไอตลอดเวลา รู้สึกว่าในคอมีแต่เสมหะ แต่ก็ออกแรงขับออกมาไม่ได้ พยาบาลบอกว่าฉันต้องดื่มน้ำเยอะๆให้เสมหะเหลวลง แต่ฉันดื่มน้ำได้ทีละคำเล็กๆ ถึงจะดื่มบ่อย แต่ก็เติมน้ำเข้าร่างกายได้ไม่มากพอ มีอยู่คืนหนึ่ง เสมหะถูกสะสมไว้เยอะจนฉันอาเจียนออกมาเป็นเสมหะ พยาบาลจึงต้องให้กะละมังใบเล็กๆไว้ใกล้ๆเตียง เผื่อฉันอาเจียนอีก
  • ประสบการณ์หลังผ่าไม่สบายนัก ฉันใช้กระดาษทิชชู่หมดเป็นม้วนๆ หลังก็เจ็บจากการนอนทับมาทั้งวัน (ไม่เคยคิดว่าการนอนเฉยๆก็ทรมานได้ขนาดนี้) เพราะผ่าตัดทางช่องปาก จึงยังแปรงฟันไม่ได้ ฉันเลยต้องใช้วิธีบ้วนปากทำความสะอาดแทนทุกวัน
    ก่อนผ่าตัดฉันไม่เคยถามคุณหมอถึงวิธีการผ่าอย่างละเอียดเพราะกลัว รู้แต่ว่าจะผ่าโดยการเจาะรูตรงเหงือกข้างหน้าฟันด้านล่าง แต่หลังผ่า ฉันมองตัวเองในกระจกแล้วเห็นไหมที่มุมปาก 2 ข้าง ฉันไม่กล้าคิดว่าแผลในปากจริงๆแล้วมีเยอะและใหญ่แค่ไหน คิดแค่ว่าจะเก็บไว้ถามคุณหมออีกที
    คุณหมอที่ดูแลฉันมี 2 คน นอกจากคุณหมอที่ผ่าให้ฉันแล้ว มีคูณหมอผู้หญิงอีกคนนึงที่มาดูอาการทั่วไป คุณหมอที่ผ่าตัดให้ฉันมาดูอาการ 3 วันหลังผ่า คุณหมออธิบายว่าได้ผ่าเอาไทรอยด์ด้านขวาของฉันออกทั้งหมด (ฉันตกใจนิดหน่อยเพราะนึกว่าผ่าออกแค่ก้อนเนื้อ) เพราะหากผ่าออกแค่ก้อนเนื้อแล้วผลตรวจบอกว่าเป็นเนื้อร้าย ก็ต้องกลับมาผ่าเอาไทรอยด์ออกทั้งหมดอยู่ดี ส่วนวิธีการผ่า คุณหมอใช้วิธีเจาะรู 3 รู: 2 รูตรงมุมปากสองข้าง แล้วรูใหญ่อีกรูตรงกลางเหงือก ทั้งหมดเพื่อให้สอดเครื่องมือและกล้องเข้าไป แต่รูใหญ่ตรงกลางจะถูกใช้เป็นหลักในการเอาไทรอยด์ออกมา
  • หลังจากอยู่โรงพยาบาล 3 คืน ฉันก็ออกจากโรงพยาบาล

    ถึงจะยังไม่ปกติ แต่ฉันก็รู้สึกมีแรงพอที่จะเดินออกจากห้องพักไปที่รถโดยไม่ต้องใช้รถเข็น พยาบาลที่ดูแลฉันมาตลอด 3 คืนบอกลาฉันอย่างอบอุ่น
    ช่วงแรกๆที่ฉันกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ฉันยังเหนื่อยบ่อยและนอนเยอะมาก คุณแม่ต้องเนรมิตข้าวต้มและโจ๊กต่างๆให้ฉันกินทุกมื้อ เพราะฉันยังกินอาหารแข็งไม่ค่อยได้ จากการที่กินอาหารที่แตกต่างกันทุกวันทำให้ฉันรู้สึกถึงผลข้างเคียงของการผ่าตัด นั่นก็คือประสาทรับรู้รสของฉันหายไป! (ตอนกินอาหารโรงพยาบาลนึกว่าเค้าทำมาจืดๆให้คนไข้ซะอีก) ไม่ใช่แค่รสเท่านั้น เมื่อฉันชงกาแฟที่ตัวเองชอบมากมาดื่มแต่ไม่ได้กลิ่นหอมของกาแฟแม้แต่น้อยก็ทำให้รู้ว่าประสาทรับรู้กลิ่นของฉันก็หายไปด้วย! การที่คนที่รักในการกินมากมายอย่างฉัน ไม่สามารถรับรู้กลิ่นและรสได้ มันช่างเป็นความทรมานแสนสาหัส แต่คิดในทางที่ดี มันก็ทำให้ฉันอยากอาหารน้อยลง ได้ลดความอ้วนไปในตัวด้วย…
  • ผลข้างเคียงอื่นๆของการผ่าตัดก็คือ อาการตึงที่ลำคอและปาก คุณหมอบอกว่านี่เกิดจากพังพืดที่ก่อตัวขึ้นเพื่อสมานแผลจากการผ่าตัด ฉันเงยหน้าลำบาก ปากด้านล่างขยับได้ไม่เป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ฉันยังเสียงแหบ ทำให้เวลาพูดอะไรคนอื่นมักไม่ได้ยิน หรือไม่เข้าใจ น่าหงุดหงิดพอสมควรเลยทีเดียว

    ฉันยังมีอาการไอจากเสมหะตลอดเวลา ฉันพยายามดื่มน้ำมากๆ แม้แต่ตอนนอนก็มีน้ำไว้ข้างตัว ตอนกลางคืนฉันมักคันคอแล้วไอจนตื่นทุกคืน กว่าจะนอนหลับสนิทได้ทั้งคืนก็หลังผ่าตัดประมาณ 2 อาทิตย์
    ในช่วงเวลาพักฟื้นที่ฉันอยู่บ้าน ฉันพยายามไม่นั่งๆนอนๆทั้งวัน หางานอดิเรก(วาดรูป)ทำบ้าง ทำงานบ้านเบาๆบ้าง ถือเป็นการออกกำลังกาย และช่วยงานคุณแม่ที่ทำข้าวต้มให้ฉันกินทุกมื้อไปในตัว
  • และแล้วก็ถึงวันที่หมอนัดมาฟังผลชิ้นเนื้อ 

    จริงสินะ ผ่าตัดเสร็จใช่ว่าจะจบเรื่อง ผลนี่ต่างหาก จะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ผลการเจาะชิ้นเนื้อเป็นแค่การคาดคะเน แต่การตรวจชิ้นเนื้อที่ผ่าออกมาแล้วนี้ จะเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะบอกฉันว่าก้อนเนื้อนี้คืออะไร 
    ฉันและคุณแม่ไปหาคุณหมออีกครั้งตามนัด การทักทายกับคุณหมอในครั้งนี้ ฉันไม่ต้องพยายามพูดให้คุณหมอจำฉันได้อีกต่อไป

    “ผลออกมาแล้วนะครับ” คุณหมอบอก “มันคือ…”


    ไม่ว่าผลจะเป็นอะไร ฉันคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา จะทำให้ฉันและไทรอยด์ที่รักอีกข้างที่เหลือรับมือมันได้อย่างแน่นอน
    ---------------------------------------------------------------- จบ -----------------------------------------------------------

    ขอบคุณคนที่ติดตามอ่านจนจบนะคะ หวังว่าทุกคนจะมีสุขภาพที่ดี ว่างๆพยายามสังเกตร่างกายของตัวเองให้มากนะคะ เพราะเราคือหมอที่ดีที่สุดของตัวเองค่ะ :) 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Beaunt (@beaunt_chris_th)
สู้ๆ นะคะ นี่เป็นไทรอยด์เหมือนกัน เราเป็นตั้งแต่เด็กแล้ว อายุ 7 ขวบ แต่ไม่ได้ผ่าออก เพราะว่าไม่ได้เป็นเนื้อร้าย แค่เป็น Hyperthyroidism เลยต้องกินยาทุกวันตลอด จนอายุ 21 ปี หมอถึงส่งตัวไปกลืนเกลือแร่ (รังสี) เพื่อให้ต่อมไทรอยด์เล็กลง ผลิตฮอร์โมนน้อยลง แต่ผลข้างเคียงคือ เป็น Hypothyroidism แทน เลยต้องกินฮอโมนไทรอยด์ตลอดชีวิต เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมหมอไม่ให้ผ่า จะได้ไม่ต้องกินยา พอมาอ่านตรงนี้รู้เลยว่า กินยาตลอดชีวิตดีกว่าอีก :)
ปล.วาดรูปน่ารักดีค่ะ อ่านแล้วไม่เบื่อ
yuii1811 (@yuii1811)
เป็นกำลังใจให้นะคะ ดูแลตัวเองดีๆ ขอให้ไม่กลับมาเป็นอีกนะคะ เราเข้าจดี ความทรมานของไทรอยด์และหลังผ่าตัด
ไว้ว่างๆ เราจะมาเล่าประสบการณ์การเป็นไทรอยด์18ปีของเราให้อ่านบ้างนะ
Rung Fu (@fb1015608890269)
@yuii1811 ขอบคุณค่า จะรออ่านนะคะ
Rung Fu (@fb1015608890269)
ผลสรุปขอไม่เปิดเผยในการเล่าเรื่องนี้ละกันนะคะ อยากให้คนอ่านจินตนาการและคิดในทางที่ดีเอง ถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้อยากเล่าต่อ จะมาเขียนใหม่นะคะ :)
Cha-ame (@Cha-ame)
@fb1015608890269 โอเคเบยค่ะ หวังว่าคุณควจะสบายดีนะคะ 😙
Cha-ame (@Cha-ame)
สรุปเป็นอะไรมั้ยคะ
Piti Pui (@pitipui)
ขอบคุณที่เขียนให้อ่านกัน แถมรูปประกอบอีกต่างหาก
ว่าแต่สรุป มันคือ??? อะไรหนอ