My StoriesJirattipat Tengamnuay
ตะลุยเนปาล(ตอน6)...ตะลอนเที่ยวในกาฐมาณฑุ

  • วันที่ 25 ธันวาคม 2559

    ไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะถ่ายภาพคุณลุงให้ได้ เลยรีบตื่นแต่เช้าแล้วลงมาดักรอคุณลุงที่ตรงส่วนห้องอาหารเวลาเดิมที่เจอเมื่อวาน ก็คิดอยู่ว่าจะเจอหรือเปล่า แต่ถ้าไม่เจอก็พบกันลำบากแล้ว เพราะเดี๋ยวเราก็ต้องออกไปข้างนอกทั้งวัน กลับมาก็หาโอกาสเจอยาก วันนี้วันคริสต์มาสก็วางแผนไปเดินเที่ยวในย่านทาเมลด้วย ไม่รู้จะกลับเมื่อไหร่ คุณลุงก็คงไปเดินเที่ยวเหมือนกัน และพรุ่งนี้เราก็ต้องออกตั้งแต่เช้ามากๆ เพื่อเดินทางไปอีกเมืองหนึ่ง คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว


    เดินลงมาที่โต๊ะอาหารโต๊ะเดิม เวลาช่วงเดิมคือ 8 โมงเช้า ก็ยังไม่เห็นคุณลุงลงมา ก็สั่งอาหารแล้วรอดูตรงบันไดว่าคุณลุงจะลงมาหรือเปล่า จะได้เจอไหม เราก็สั่งอาหารเหมือนเดิมที่ทานเมื่อวานเพราะไม่รู้จะทานอะไรแต่สั่งสำหรับเราชุดเดียว ส่วนพี่เขายังไม่ตื่น ความจริงเรายังไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนกันด้วยซ้ำเพราะที่สำคัญที่จะไปก็ไปมาเมื่อวานแล้ว


    จนแปดโมงเศษ คุณลุงก็เดินลงมา เดินไปคุยกับพนักงานตรงรีเซฟชั่นแป๊ปนึงแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะที่เดิม คือเรานั่งกันเหมือนเมื่อวานเด๊ะ เราก็พยายามชวนเขาคุยด้วยภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ เรื่องเมื่อวาน พยายามเกริ่นถึงพี่คนที่มาด้วยว่าเราไปเล่าให้พี่เขาฟัง พี่เขาเลยบอกมาว่าพวกเราเจอกันบนเครื่องบินจริงๆ เขา "52A" ส่วนเรา "52B" (พี่ "52C" แต่ดันจำคุณลุงได้) แต่เหมือนตอนนี้คุณลุงเขาไม่อยากคุยกับเราเท่าไหร่ เราก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน ถ้าเป็นภาษาไทย คงหาเรื่องมาคุยได้ แต่นี่แบบคุยกันไม่กี่ประโยค เราก็รู้ว่าทั้งเราและคุณลุงไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมาก (แต่เรางูๆ ปลาๆ กว่าเยอะ) แต่พยายามต้องมีอะไรคุยบ้าง เพราะยังไงเราก็ต้องถ่ายภาพคุณลุงเป็นที่ระลึกก็ได้ แล้วอยู่ๆ จะไปยกมือถือถ่ายภาพมันก็แปลกๆ ไม่ดี แบบอย่างเรา ไม่ได้สนิทแค่บังเอิญเจอกัน แล้วมายกมือถือถ่ายภาพแบบตั้งใจ เราก็ว่ามันแปลกๆ เหมือนกัน คุยกันเรื่อยๆ เราก็รู้ว่าคุณลุงเป็นช่างภาพ (ถ้าไม่เข้าใจผิดไป) และจะอยู่ที่เนปาลอีกหลายสัปดาห์ ถ้าจำไม่ผิดเป็นเดือนมั้ง แล้วเขาก็โชว์เว็บแกลเลอรี่ภาพถ่าย ตอนแรกเราคิดว่าของเขาเหรอ แต่ไม่ใช่เป็นของคนอื่น เราเดินไปดูและถือโอกาสถ่ายภาพเว็บที่เขาเปิดให้ดูเป็นที่ระลึก (เราชอบถ่ายภาพเก็บความทรงจำมาก) และเราก็ได้รู้ว่าความจริงเขาเป็นคนญี่ปุ่น เพราะเขาอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่น


    คุณลุงเขาบอกเราด้วยว่าเมื่อวานเจอเราที่ "Pashupatinath Temple" เห็นพี่ที่มากับเราเดินกับแฟนของเขา เราเลยบอกคุณลุงไปว่าผู้ชายคนนั้นเป็นมัคคุเทศก์ แต่ก็บังเอิญมากที่ไปเจอกัน แต่คือคุณลุงเห็นพวกเรานะแต่เราไม่เห็นคุณลุง ที่วัดนั้นคนก็เยอะมากด้วย ความจริงเราอยากพูดมากว่า "โลกมันกลมหรือไม่มีที่ให้ไปจริงๆ อะไรจะเจอกันขนาดนี้" แต่พอดีพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ขนาดนั้น นั่งทานอาหารเช้ากันสักพัก คุณลุงก็เดินกลับขึ้นห้องไป เราก็เดินไปที่รีเซฟชั่นเพื่อสอบถามสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจแถวย่านนี้ ตอนแรกเราเหลือสถานที่เที่ยวอีกแห่งคือ "Changu Narayan" แต่ค่ารถที่จะเหมาไปแพงเพราะค่อนข้างไกล เราเลยเลือกจะเที่ยวแถวย่านนี้ดู ตอนนั้นพี่เขายังไม่ลงมา เราเลยจะคุยกับพนักงานโรงแรมให้ได้สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจก่อนแล้วค่อยขึ้นไปคุยกับพี่เขาบนห้องว่าสนใจหรือเปล่า จะได้เตรียมตัวเดินทางกัน เพราะวันนี้เราจะเที่ยวใน "Kathmandu" วันสุดท้าย

    พนักงานตรงรีเซฟชั่นก็ให้เราไปนั่งรอตรงโต๊ะรับแขก เราก็เข้า google จากมือถือหาสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน "Kathmandu" นั่งรออยู่ 10 นาทีพนักงานก็เดินมาคุยกับเรา พร้อมกระดาษและปากกาที่จดชื่อสถานที่ท่องเที่ยวให้เรา เขาก็แนะนำมา 4 - 5 ที่พร้อมราคาถ้าเหมารถไป


    นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่เขาแนะนำมาแล้ว เรายังถามถึงการเหมารถไป "Bhaktapur" พรุ่งนี้ด้วย เขาก็บอกราคาค่าเหมารถมา 2,500 รูปีเนปาล หารกันคนละ 1,250 รูปีเนปาล โดยจะไปที่ "Changu Narayan" ก่อนเพราะเป็นทางผ่านไป "Bhaktapur" อยู่แล้ว

    ได้รายละเอียดและค่ารถมาครบ เราก็ขึ้นไปบนห้องเพื่อปรึกษาพี่เขา พี่เขาก็แนะว่า 4 สถานที่ที่พนักงานโรงแรมแนะมาเราน่าจะเดินเท้าไปเองได้ ส่วนค่าเหมารถไป "Bhaktapur" พรุ่งนี้ พี่เขาก็ตกลง เมื่อเตรียมตัวพร้อมออกเดินทาง เราก็ลงไปที่รีเซฟชั่น เพราะพี่เขาจะสอบถามเส้นทาง พนักงานโรงแรมก็ยื่นแผนที่เล็กๆ มาให้พร้อมอธิบายว่าแต่ละสถานที่อยู่ตรงไหน


    พวกเราสองคนออกจากโรงแรมตอนประมาณ 10 โมงเศษและต้องเดินผ่านย่านทาเมล ซึ่งเราไม่เคยเดินกันตอนกลางวันเลย ดังนั้นจึงถือว่าดีมากที่เราจะได้เดินดูร้านค้าต่างๆ ระหว่างทางตอนสว่างๆ เราก็เดินตามพี่เขาไปแล้วคอยถ่ายภาพสิ่งที่น่าสนใจระหว่างเส้นทาง


    ระหว่างทาง บางครั้งพี่เขาก็เอาแผนที่เล็กๆ ที่ได้มาจากพนักงานโรงแรมถามทางคนแถวนั้น เราก็เดินตามพี่เขาไปเรื่อยๆ และถ่ายภาพสิ่งที่น่าสนใจข้างทางต่อไป เพราะแสงตอนกลางวันกับกลางคืนแตกต่างกันมากอยู่แล้ว และเช้าๆ แบบนี้คนไม่เยอะด้วย อยากเก็บบรรยากาศย่านทาเมลให้มากที่สุดเพราะพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้าเราจะนั่งรถออกจากเมืองนี้กันแล้ว


    สถานที่แรกที่เราตัดสินใจจะไปและอยู่ไม่ไกลจากย่านที่เราพักคือ "Dream Garden" แต่ก็ต้องผ่านการถามคนที่เราเดินผ่านหลายคนเหมือนกัน แต่พอเราเดินออกจากย่านทาเมลมาสู่ตัวถนนใหญ่เราก็พบเจอสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่วางขาย, ผู้คนหรืออาคารบ้านเรือน


    พอข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามที่เขาขายผ้าลายสวยๆ ที่แขวนบนกำแพงเรียงรายกันไป พี่เขาก็หยุดดู สอบถามราคา เราก็เดินดูด้วยเหมือนกัน แต่บอกเลยว่าราคาแพง (ในความคิดเรา) เราเลยไม่ได้สนใจมากแค่ถ่ายภาพไว้ ให้พี่เดินดูเลือกแล้วสอบถามราคาไป


    สุดท้ายพี่เขาก็ไม่ได้ตัดสินใจซื้อผ้าผืนไหน เราเลยเดินกันต่อไปถึงสี่แยกที่อยู่ไม่ไกลก็ยังหา "Dream Garden" ไม่เจอ เลยตัดสินใจข้ามถนน และคิดว่าน่าจะอยู่แถวนี้เพราะตามแผนที่แผ่นเล็กที่ได้มา สถานที่มันไม่น่าอยู่ไกลจากย่านที่เราพักมากนัก 


    เดินไปตามทางตามแนวกำแพงก็ยังไม่เห็นสถานที่ที่จะเป็น "Dream Garden" แต่คิดว่าไม่น่าไกลแน่นอน เลยลองถามคนที่เดินผ่านดูว่าสถานที่อยู่ตรงไหน เขาก็ดูแผนที่บนบัตรเล็กๆ ที่เรายื่นให้ดูแล้วบอกให้เดินตรงไปอีก เราก็เดินต่อไป จนผ่านไป 5 - 6 นาที ซึ่งถ้ามาเดินจริงๆ มันก็นานเหมือนกันแต่ก็ไม่เจอสถานที่นี้จนไปสุดทางที่สี่แยกอีกแห่ง เราก็ตัดสินใจเดินเลี้ยวตามแนวกำแพงไปด้านขวา ตอนนั้นก็คิดว่าน่าจะใกล้ถึงแล้วนะ เพราะในแผนที่มันไม่ไกลเลยนะ แล้วทำไมเดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอสักที 


    เดินมาจนถึงเหมือนค่ายทหาร (ไม่แน่ใจ) แต่มีทหารประจำการอยู่หน้าประตู เราเลยเดินไปสอบถามเส้นทางเขาและยื่นบัตรแผนที่เล็กๆ ให้เขาดู แต่เขาก็ไม่ทราบ เรายืนลังเลอยู่จนเห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินมาทางเรา ท่าทางน่าจะช่วยเราได้ เพราะตอนนี้เราไม่แน่ใจแล้ว จากแผนที่มันอยู่ไม่ไกล แต่เดินถามคนมาแล้วเดินตามทางที่เขาบอก เราก็มาหลงอยู่ตรงที่เรายืนอยู่ตรงนี้และก็หา "Dream Garden" ไม่เจออยู่ดี เราก็หวังจากลักษณะท่าทางของผู้ชายคนนี้ เขาน่าจะช่วยเราได้ เขาก็มาดูแผนที่ที่เรายื่นให้อย่างตั้งใจ แล้วชี้ให้เรากลับไปทางเก่าที่เราเดินผ่านมา เราเลยต้องเดินย้อนกลับไปทางเก่าอีกรอบและหวังว่าจะเจอสถานที่ที่เราตามหาสักที เราเดินกันไปจนถึงสี่แยกแรกที่เราข้ามผ่านแล้วเดินกลับไปเส้นทางเก่าที่เราหยุดยืนดูผ้าที่แขวนขายบนกำแพงเมื่อกี้แล้วถามทหารที่ประจำป้อมว่าไปทางไหนต่อ ตกลงเรามาถูกทางแล้วหรือยัง?


    เดินต่อมาได้ประมาณ 5 นาทีดูเวลา 11 โมงแล้วเราก็มาเจอป้าย "Garden of Dream" ตรงทางเดินเดียวที่ถ้าเดินต่อไปจะเจอที่เขาขายผ้าสวยๆ บนกำแพงเมื่อกี้ จริงๆ สรุปก็คือว่าเราเดินผ่านมาแล้ว แล้วเราก็เดินผ่านไป คือป้ายมันอยู่เหนือศีรษะเรา และเราคิดว่าต้องข้ามสี่แยกไปก่อน เมื่อมาถึงสถานที่ที่เราตั้งใจมาเที่ยวชมได้สำเร็จ เราก็เดินเข้าไปด้านใน

    เดินเข้ามาแค่ส่วนด้านนอกของ "Garden of Dream" เราก็เจอการจัดสวนและปฏิมากรรมตกแต่งแบบยุโรปเลย ซึ่งก่อนเดินเข้าด้านในต้องจ่ายค่าเข้าก่อน ซึ่งคนละ 200 รูปีเนปาล 

    ด้านในก็จัดสวนแบบยุโรปและมีอาคารแบบยุโรป คือเป็นสถานที่เล็กๆ ไม่ใหญ่มากแต่ก็สวยเหมือนเมืองสวรรค์ เป็นแหล่งพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติของเมือง Kathmandu 


    เมืิ่อเดินดูรอบๆ สวน นอกจากตึกและสวนแบบยุโรปที่มีความสวยงามแล้ว ยังมีชิงช้า, น้ำพุ และบันไดขึ้นชั้น 2 เพื่อชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวนจากมุมบนด้วย ซึ่งทางขึ้นชั้น 2 จะมีอยู่ทั้งสองด้านของสวนแห่งนี้ และถ้าเดินไปมุมด้านหนึ่งจะมีส่วนของร้านอาหารอยู่ด้วย ซึ่งในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาสก็จะมีการตกแต่งสถานที่ด้วยต้นคริสต์มาสอยู่บริเวณหน้าร้าน


    11 โมงกว่าเราก็เดินออกจาก "Garden of Dream" แค่ก้าวเท้าออกมายืนข้างหน้าอาคาร หันไปทางขวามือเราก็จะเจอผ้าลายสวยๆ ที่แขวนขายบนกำแพงทันที พี่ก็ชวนเรากลับไปถ่ายรูปกับผ้าสวยๆ เหล่านี้กันเพื่อเก็บเป็นที่ระลึก ความจริงเราชอบผ้าสีเหลืองที่มีลายเหมือนพระอาทิตย์และมีรูปหน้าตรงกลางมากเลยต้องขอไปยืนถ่ายภาพคู่ด้วยซักหน่อย


    พอถ่ายภาพคู่กับผ้าสวยๆ เสร็จ เราก็เดินข้ามฝั่งถนนเพื่อไปยังสถานที่ต่อไป นั่นคือ "ROYAL PALACE" แล้วเราก็เดินย้อนกลับไปทางสี่แยกที่เราหลงเดินไปเมื่อกี้นี้ แล้วก็ถึงเวลาถามทางเพื่อความถูกต้องอีกครั้ง เราข้ามถนนที่สี่แยกเดิมแต่เดินไปคนละเส้นทางกับที่เราเดินหลงทางไปเมื่อกี้ ระหว่างรอข้ามถนนแล้วข้ามไปอีกฝั่ง ข้างหน้าเราเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ที่โดดเด่นที่พี่เขาบอกให้เราดูคือผู้หญิงในกลุ่มนั้นใส่เสื้อกันหนาวแบบดูหนาวมาก คืออากาศก็เย็นแหละเพราะเราก็ใส่เสื้อกันหนาว แต่ก็ไม่ได้หนาวขนาดนั้นและตอนที่เราเดินก็ 11 โมงกว่าแล้วด้วย แล้วเราก็เดินผ่านนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นมา (รู้สึกว่าตัวเองขี้นินทาจริงๆ)


    เดินต่อมาอีกไม่ไกลก็ถึง "ROYAL PALACE" ??? เห็นมีคนยืนรออยู่หน้าประตูที่เหมือนปิด เลยเดินไปส่องๆ ดูบ้างแล้วก็เจอป้ายหน้าประตูเหนือหัวว่าปิดวันนี้...อ้าว..ยืนด่อมๆ มองๆ สักพักก็ไม่รู้ทำไงต่อ คืออุตส่าห์เดินมาแล้ว และเสียดายเพราะไม่ได้เข้าชมวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสมาอีกเมื่อไหร่


    ยืนอยู่ตรงนั้นสักพัก คิดจะไปไหนต่อ เพราะความจริงก็มีแพลนไปที่อื่นอีก (แต่ที่ที่มีแพลนจะไปก็มีข่าวว่าเสียหายจากแผ่นดินไหวเยอะเหมือนกัน ตอนนี้เลยไม่แน่ใจสิ่งที่เหลืออยู่) ยืนหันไปมา ก็หันไปด้านหลังแล้วเห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้า ตลอดเส้นทางด้านหลัง แม้อยู่ไกลออกไปหน่อย เห็นมีแต่ร้านแบรนด์ดังเรียงไปสองข้างทาง น่าสนใจเหมือนว่าเรามาอยู่แหล่งคนมีฐานะของที่นี่เข้า  ตอนที่อยู่โพคารา เคยคุยกับพี่ว่าที่นี่จะมีห้างสรรพสินค้าไหม เพราะที่โพคาราเหมือนจะไม่มี จนเรามารู้ว่ามีห้างสรรพสินค้าตอนดูหนังบนรถบัส พอหันไปเจอแหล่งแบรนด์ดังเลยดูเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก สะกิดบอกพี่เขา พี่เขาก็สนใจ เราสองคนเลยเดินข้ามถนนไปตามแหล่งร้านค้าเหล่านั้น ข้ามมาถึงเดินผ่านไม่กี่ร้าน พี่เขาก็แว่บเข้าร้าน adidas ไป เราก็เดินตามเข้าไปด้วย พี่เขาดูของนู้นนี้ เราก็แค่เดินดูของบ้างเล่นๆ เพราะไม่ซื้อแน่นอน งบน้อย


    เดินตามพี่เขาเข้าออกร้านนั้นร้านนี้บ้าง แต่ส่วนใหญ่เราจะเดินไปตามทางดูนั้นดูนี่รอบๆ มากกว่า สถานที่แบบนี้อาจเป็นอะไรธรรมดาๆ ของคนพื้นที่และอาจไมได้ต่างไปจากตอนเราอยู่เมืองไทย แต่เราอยู่เนปาลตอนนี้ ดังนั้นอะไรที่เราเห็นจึงดูน่าสนใจ แค่เดินดูบ้านเมืองเขาก็เหมือนทำให้เราได้อะไรที่น่าสนใจใหม่ๆ แล้ว 


    เดินตามถนนไปเรื่อยๆ ก็ผ่านร้านแบรนด์ดังข้างทางไป มี KFC และ PIZZA HUT ร้านใหญ่ร้านดังด้วย แต่เพราะยังไม่หิว เราสองคนเลยแค่เดินผ่านไปก่อน ตัวเองก็ถ่ายรูปสองข้างทางไปเรื่อยๆ เพราะรู้ดีว่าเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะได้เดินผ่านที่นี่ในทริปนี้ 

    เดินกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงวงเวียนที่มีรูปปั้นอยู่ตรงกลาง ไม่แน่ใจรูปปั้นนี้คือใคร เห็นเหมือนมีป้ายตรงฐานรูปปั้น แต่เราไม่ได้ข้ามไปตรงนั้น เดินผ่านตรงไปอีกนิด เมื่อเห็นไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็เดินย้อนกลับมาแล้วข้ามไปอีกฟาก แต่ระหว่างทางเห็นอะไรน่าสนใจก็ถ่ายรูปเก็บไว้ นอกจากพวกร้านต่างๆ ข้างทางก็พวกคนขายของข้างทาง อาจดูธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่อาจน่าสนใจสำหรับคนต่างชาติ (บางคน)


    ข้างฟากมาจากตรงแถวหน้าร้าน KFC เราก็เจอตึก 2 - 3 ชั้นที่มีร้านอาหาร - ร้านค้าแต่อาจเรียกไม่ได้ว่าเป็นห้างสรรพสินค้า เดินตามพี่เขาขึ้นตามบันไดข้างหน้า ดูเงียบๆ ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ อาจเพราะร้านส่วนใหญ่ตรงบริเวณนั้นปิด ที่เปิดก็ไม่ดูน่าสนใจอะไร พี่เขาเดินเข้าไปในร้านบางร้าน แป๊ปเดียวก็ออกมา เราก็ถ่ายรูปแต่บริเวณข้างหน้า เมื่อเห็นไม่มีอะไรก็ตัดสินใจเดินออกจากบริเวณตึกนั้นเพื่อสำรวจบริเวณรอบๆ ต่อไป


    เดินออกมาจากตึกนั้นก็เดินตรงไปอีกนิดก็เจอสี่แยกที่มีรูปปั้นตรงกลาง พี่เขาเดินเลี้ยวซ้ายไป เราก็เดินตาม ก็เป็นถนนเส้นเล็กๆ ที่มีร้านเรียงกันข้างทาง เดินไปไม่ไกลมาก ฝั่งตรงข้ามของถนน เราก็เจอห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เราสองคนยังไม่เคยเดินห้างของเนปาลมาก่อน เลยตัดสินใจเดินข้ามถนนไปเดินสำรวจในห้างแห่งนั้นดู ถือเป็นการเดินเข้าห้างสรรพสินค้าเนปาลครั้งแรก


    ร้านแรกที่เราเข้าคือร้าน "MINISO" ร้านน่ารักๆ ที่จัดแต่งอย่างสวยงาม ข้างในมีของขายมากมาย พวกตุ๊กตา ของใช้น่ารักๆ ตอนเดินดูก็คิดๆ ว่าจะซื้อฝากน้องที่บ้านดีไหม ดูราคาแล้วก็คิดๆ แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรกลับมา แค่เดินดูและถ่ายภาพของน่ารักๆ ในร้านเท่านั้น


    พอออกจากร้าน "MINISO" เป้าหมายต่อไปของเราก็คือขึ้นไปเดินเล่นบนห้าง ความคาดหวังก็คงคิดว่าเหมือนกับห้างสรรพสินค้าของไทยเรา แต่พอเข้าไปเดินเล่นจริงๆ คือบอกตรงๆ ว่าไม่มีอะไรเลย มีร้านค้าแต่ก็น้อยมาก ข้างนอกดูเหมือนใหญ่แต่ข้างในกลับเล็ก ตอนแรกที่เดินเข้าไปก็เห็นว่าน่าสนใจเพราะมีร้านขายเครื่องดื่มและมีเก้าอี้นั่งแบบสบายๆ ใกล้ๆ บันไดเลื่อน แต่พอขึ้นบันไดเลื่อนไปแต่ละชั้นก็มีร้านค้าไม่กี่ร้านรอบๆ เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นร้านขายเสื้อผ้า ในห้างก็มีพนักงานใส่ชุดซานตาครอสเพราะวันนี้เป็นวันคริสต์มาส แต่คนเดินน้อยมาก สรุปก็แวะเข้าห้องน้ำและออกไปนอกห้าง แต่ที่น่าสนใจก็คือแต่ละชั้นจะมีบันไดเลื่อนแค่อันเดียวเท่านั้นคือขึ้น ส่วนถ้าลงจะมีบันไดให้เดินลง ซึ่งถ้าดูจากพื้นที่ในห้างข้างในก็จะเข้าใจว่าทำไมถึงมีบันไดเลื่อนแต่ละชั้นแค่อันเดียวเพราะพื้นที่คงไม่พอ และอาจจะประหยัดไฟ เพราะอาจเหมือนกับบ้านเราที่พอมีคนขึ้นบันได้ก็เลื่อน แต่พอไม่มีคนขึ้น บันได้ก็หยุด แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ของเราที่ได้มาเดินห้างสรรพสินค้าจริงๆ ของเนปาล 


    พอออกจากห้างสรรพสินค้ามา เราก็เดินย้อนกลับไปทางเดิมที่จะเป็นสี่แยกที่มีรูปปั้น แต่สังเกตตั้งแต่ตอนเห็นห้างนี้ครั้งแรกแล้วว่าจะมีโรงภาพยนตร์ เพราะมีโปสเตอร์หนังตรงทางเข้าที่จอดรถหลายเรื่องและมีตู้ที่ไม่แน่ใจว่าตู้ยามหรือเปล่ามีคำว่า "Box Office" เดินไม่ไกลก็ย้อนกลับมาจุดสี่แยกที่มีร้านค้า
    แบรนด์ดังๆ ตั้งเรียงรายอยู่ พี่ที่มาด้วยก็แวะเข้าบางร้าน เราก็ยืนรอด้านนอก ร้านตรงจุดนี้จะเป็นพวกแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง "ZARA" ระหว่างพี่เขาเดินเข้าร้านต่างๆ เราก็ถ่ายรูปบริเวณรอบๆ ร้านตรงจุดนั้น พอพี่ออกมาก็เดินย้อนกลับไปทางเก่า และตรงไปที่ "KFC" เพราะก็ไม่รู้จะทานอะไรเหมือนกัน เราก็เดินดูราคาแล้วก็ตัดสินใจไม่ทานอะไรเพราะกังวลเงินในกระเป๋า ส่วนพี่เขาสั่งมาชุดหนึ่ง เราก็หาที่นั่งทานกันและคิดว่าจะไปที่ไหนต่อดี ความจริงแพลนของเราคือไป "Kathmandu durbar square" แต่ก็มีข่าวว่าเสียหายเยอะจากแผ่นดินไหว คือก็เสิร์จรูปใน GOOGLE ดูเหมือนกันความเสียหาย แต่ไหนๆ คือไม่รู้จะไปไหนแล้วพวกเราเลยตัดสินใจที่จะไปที่นี่กัน ก่อนออกจากร้านพี่เขาก็เอาแผนที่เล็กๆ ที่ได้มาจากพนักงานโรงแรมให้พนักงานร้าน "KFC" ดูว่าอยู่ตรงไหนและอีกไกลหรือเปล่าที่จะเดินไป พนักงานก็แนะนำเราดี สรุปสถานที่ต่อไปคือเราจะเดินๆ ไปที่ "Kathmandu durbar square" กัน


    เดินไปตามทางที่พนักงานร้านแนะนำก็เข้าสู่เขตเมืองที่คนเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีร้านค้า, ห้างสรรพสินค้า, ตลาด อากาศก็ร้อนมาก แต่ความแปลกใหม่เพราะเป็นสถานท่ี่ไม่เคยมาก็เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ตาม 2 ข้างทาง พี่เขาก็มีการถามทางเรื่อยๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเราถามทาง แล้วเหมือนคนที่เราถามจะเข้าใจว่าเป็น "Patan durbar square" แล้วบอกให้เราขึ้น Taxi ไป แต่พวกเรา 2 คนว่าไม่ใช่เพราะที่ถามๆ มา "Kathmandu durbar square" มันต้องอีกไม่ไกล เราสามารถเดินไปได้


    เดินต่อไปไม่ไกลก็มาถึงทางเลี้ยวที่มีซุ้มทางเข้าขนาดใหญ่สีขาว เห็นพี่เขาไปถามทางผู้หญิงชุดแดงคนหนึ่งแล้วบอกเราว่าผู้หญิงคนนี้ให้ตามเขาไป ตอนแรกเราไม่เชื่อว่าทางนี้เป็นทางไป "Kathmandu durbar square" เพราะเหมือนข้างในเป็นพวกร้านค้า และคนเยอะมากๆ แต่เราก็แค่เดินตามพี่เขาไป ไปไหนไปกัน แต่ยิ่งเดินเข้าไปทางเส้นนั้นก็ไม่เห็นมีโบราณสถานที่ควรจะเป็น "Kathmandu durbar square" มีแต่ร้านค้าเต็มไปหมด และคนเยอะมาก รถก็เยอะด้วย เหมือนแหล่งร้านค้าแถวสำเพ็ง, เยาวราช 


    เดินเข้ามาได้ระยะหนึ่งก็แยกกับผู้หญิงชุดแดงคนนั้นแล้วเดินต่อมาจนถึง "BISHAL BAZAR" ที่อยู่ด้านข้างขวามือ จะมีสถูปสีขาวเล็กๆ อยู่ตรงด้านหน้า เดินเข้าไปจะมีร้านค้าเล็กๆ มีบอร์ดข่าวอยู่ข้างๆ ส่วนด้านในจะเป็น Supermarket ซึ่งมีของขายและคนเดินเยอะกว่าห้างสรรพสินค้าที่เราเพิ่งเข้าไปสำรวจมามากๆ


    ออกจาก  "BISHAL BAZAR" เราก็เดินกันต่อไป ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกไกลแค่ไหนถึงจะถึง "Kathmandu durbar square" ก็เดินกันไปเรื่อยๆ คิดว่ามาสำรวจเมืองแล้วกัน


    เดินต่อมาอีกไม่ไกล (มั้ง) ก็เข้าเขตที่มีอาคารแบบโบราณ และมีป้อมเล็กๆ อยู่ตรงด้านหน้า ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ทราบว่าคือทางเข้าหรือเปล่า แล้วเราต้องจ่ายเงินไหม แต่ก็เดินผ่านเข้าไปเลย ก็มีแอบหันไปมองว่ามีใครจ่ายเงินไหม แต่ก็เห็นคนเขาเดินกันเข้ามา ก็คิดว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของเขตนั้นแต่ไม่ใช่ "Kathmandu durbar square" เพราะก็มีร้านค้ารายทาง (ตอนหลังก็จ่ายเงินค่าเข้ากันที่อีกป้อมทางเข้า คนละ 1,000 รูปีเนปาล) ก็เดินเข้ามาอีกนิดก็เห็นมีอาคารแบบโบราณที่มีไม้ค้ำยันเอาไว้ ซึ่งน่าจะเกิดจากแผ่นดินไหว อีกด้านก็เป็นตลาดของเก่าและเครื่องประดับแบบแบกะดิน มองเข้าไปด้านในก็มีอาคารแบบโบราณ และมีไม้ค้ำยันไว้เหมือนกัน ตอนนั้นเลยคิดว่านี่แหละ "Kathmandu durbar square" ตอนแรกคิดว่าเสียหายจากแผ่นดินไหวเยอะ ความจริงก็ยังอยู่ในสภาพที่ดีอยู่และสวยงามอยู่ 


    หลังเดินวนๆ ตลาดของเก่า-เครื่องประดับ สิ่งต่อไปที่มองหาคืออาคารไหนที่องค์กุมารีอยู่ เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญที่มาถึง "Kathmandu durbar square" แล้วต้องได้มีโอกาสพบองค์กุมารี เลยเดินไปถามคนแถวนั้น เขาก็ชี้ไปที่อาคารหนึ่งที่อยู่ถัดไป ซึ่งอาคารหลังนี้มองจากมุมที่ยืนอยู่ก็ไม่แน่ใจว่าองค์กุมารีอยู่ที่อาคารนี้จริงไหม หรืออยู่อาคารหลังไหนด้านใน ซึ่งอย่างไรก็ต้องพบให้ได้ เพราะไม่รู้ชีวิตนี้จะมีโอกาสกลับมาเนปาลอีกหรือเปล่า


    เดินเข้าไปด้านในก็มีอาคารอยู่หลายหลังแต่ก็มีร่องรอยความเสียหายจากแผ่นดินไหว มีไม้ค้ำอาคาร ปิดซ่อมแซม แต่ก็ยังคงความสวยงามเอาไว้อยู่และมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก เราสองคนก็เดิน-ยืน ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ตามอาคารต่างๆ เอาไว้เป็นความทรงจำว่าเคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้แล้ว


    ตอนที่เดินเข้าไปก็พยายามมองว่าอาคารไหนที่องค์กุมารีอยู่ ในใจก็คิดว่าอาจจะเป็นอาคารที่มีคนชี้ให้ดูว่าอาคารนี้ แต่ตอนนั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน คนเยอะมากวันที่ไป นกก็เยอะ แต่เหมือนเป็นฉากที่เวลานกเยอะๆ เราต้องถ่ายภาพแบบเรายืนและมีนกบินประกอบฉากให้ได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไปบังคับนกให้บิน หรือเวลานกบิน เราก็ไม่ได้ยกกล้องขึ้นมาทันถ่ายภาพไว้ แต่อาคารรอบๆ ตัวเราทุกหลังสวยและสื่อถึงสถาปัตยกรรมเนปาลได้อย่างงดงามและน่าประทับใจแม้จะพังเพราะแผ่นดินไหวไปหลายส่วน พวกเรา 2 คนถ่ายภาพไปหลายภาพสมกับที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสมาเยือน


    พอเราเดินสำรวจและถ่ายภาพจนพอใจแล้วเราก็ตามหาอาคารที่องค์กุมารีประทับ ซึ่งก็คืออาคารหลังที่มีคนชี้ให้เราดูตอนแรกแต่ต้องเดินเข้าไปข้างในซึ่งจะมีลานโล่งตรงกลางและมีอาคารล้อมซึ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น ซึ่งเราต้องยืนรอจนถึงเวลาก็พยายามหามุมที่ดีที่สุด แต่เขาห้ามถ่ายภาพเมื่อองค์กุมารีออกมาจากช่องหน้าต่าง แต่ระหว่างรอ เราก็สามารถถ่ายภาพอาคารรอบๆ ได้


    หลังจากเราได้เจอองค์กุมารีแล้ว พวกเราก็เดินออกมาด้านนอก "Kathmandu durbar square" ซึ่งจะเป็นตลาดซึ่งเวลาเดินจะคิดถึงย่านสำเพ็ง-คลองถม ซึี่งร้านค้าเยอะและคนเยอะมากๆ บางช่วงเบียดกันสุดๆ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนอาจเพราะที่นี่บางทีก็มีวัวมาเดินตามถนนกับเราด้วย เราก็เดินไปเรื่อยๆ ดูสินค้าและผู้คนที่เดินผ่านไปมา เจออะไรน่าสนใจก็ถ่ายภาพเอาไว้เป็นความทรงจำ


    มีสินค้าที่ทำจากผ้าเยอะมาก ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า นอกจากนั้นก็พวกสินค้าเครื่องใช้ต่างๆ มีให้เลือกหลากหลายแบบและหลากหลายขนาด ถ้าถามถึงราคา ความจริงถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ไม่ได้แพง


    บางร้านก็มีขายของคริสต์มาสเพราะวันนี้เป็นวันคริสต์มาสพอดี พี่เขาก็เดินหาแบบเสื้อคลุมที่เหมือนพอคลุมไหล่ก็เป็นแนวสามเหลี่ยมลงมาเหมือนเสื้อไหมพรม เราก็เดินตามพี่เขาไปเรื่อยๆ เพราะไม่คิดจะซื้ออะไรเป็นพิเศษอยู่แล้ว ง่ายๆ คือมีเงินไม่เยอะ และเมื่อวานก็ซื้อพวกของฝากเล็กๆ น้อยๆ ไปแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะไปซื้อของฝากอีกรอบที่ภักตะปูร์ที่เราจะเดินทางไปพรุ่งนี้ทีเดียว


    ตอนที่เดินในตลาดนอกจากสินค้าก็ยังผ่านพวกอาคารที่มีสถาปัตยกรรมแบบโบราณและเทวสถานเล็กๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเรียกแบบนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นแบบจีนๆ ก็คงเรียกว่าศาลเจ้า เพราะเป็นสถานที่ที่คนมาไหว้บูชาขอพรแต่ว่ามีขนาดเล็ก แต่ก็มีความงดงาม


    เทวสถานเล็กๆ แห่งแรกก็เข้าไปถ่ายรูปทางด้านหน้า แต่พอผ่านมาถึงแห่งที่สองที่มีขนาดใหญ่กว่านิดนึง ก็เดินเข้าไปสำรวจเพราะอยากรู้ว่าข้างในเป็นอย่างไรและอยากถ่ายภาพเก็บไว้ด้วย 


    ตอนแรกถ่ายภาพด้านหน้าและคนที่มาไหว้บูชา แต่พอเดินมาทางด้านข้างก็เจอผู้หญิงใส่ชุดสีแดงคนหนึ่ง เขาพูดอะไร เราไม่ทราบแต่เขาจับมือเราไปวางแปะไว้ที่ผนังที่มีรูปสลักนูนสูงของสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนพื้นสีทอง เราก็วางมือแปะตามแล้วถ่ายภาพไว้ด้วย แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เดินไป เราก็เลยถ่ายภาพด้านหลังผู้หญิงคนนั้นเก็บไว้ แต่เหมือนเขาจะให้เราเดินตาม แล้วให้แปะมือกับผนังที่แกะสลักอีกอัน แล้วเดินไปแบบอ้อมมุมหายไป เราเดินถ่ายภาพสิ่งที่เราสนใจรอบๆ ตรงนั้นต่อ จนมาเจอห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่มีผู้หญิงกำลังนั่งทำเทียนอยู่ (ถ้ามาดูจากรูป) ก็ถ่ายภาพเก็บเอาไว้ด้วย 


    ความจริงเราก็ไม่รู้ผู้หญิงคนนั้นต้องการสื่อสารอะไรกับเรา แต่แป๊ปเดียวผู้หญิงคนนั้นก็เดินกลับมาแล้วทำท่าให้เราเดินตามไปอีก เราก็ถ่ายรูปไว้ เพราะเหมือนความทรงจำ เราอยากบันทึกความทรงจำ
    ผ่านภาพถ่าย เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราก็คงลืมอะไรไปหลายอย่าง ยกเว้นภาพที่เมื่อเราดูก็จะนึกถึงความทรงจำที่หายไปขึ้นมา

    เรารีบเดินตามผู้หญิงชุดแดงไป พอเลี้ยววนกลับมาด้านหน้าเทวสถาน ผู้หญิงคนนั้นก็หันกลับมามองเรา แล้วนำเราไปด้านหน้าเทวสถานที่กำลังมีการประกอบพิธีอะไรสักอย่าง มีผู้ชายเดินวนและมีการสั่นกระดิ่งแล้วผู้ชายก็เดินเข้าไปในอาคาร เราก็ถ่ายเป็นคลิปเก็บไว้เพราะไม่ได้เจออะไรง่ายๆ แบบนี้เพราะเราไม่ได้อยู่ที่เนปาล ตรงที่เรายืนก็มีผู้ชายอีกคน คือเขาทำอะไร เราก็ทำตาม แบบเขาคำนับ เราก็คำนับตามคือเราหันไปถ่ายคลิปเขาด้วย ผู้ชายคนนั้นหลังคำนับก็เงยหน้ามาเหล่มองว่าเราทำไรด้วย เราก็อยู่ตรงนั้นจนพิธีเสร็จ ซึ่งก็เป็นความทรงจำที่ดีและน่าสนใจ


    พอออกจากเทวสถาน เราก็เดินย้อนกลับไปทาง "Kathmandu durbar square" เพื่อตั้งตนหาทางกลับที่พักกัน ตลอดทางที่เดินกลับ พี่เขาก็แวะร้านผ้าหลายร้าน คงเพราะต้องการซื้อของฝาก เราก็เดินตามไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึง "Kathmandu durbar square" ก็มาถึงร้านผ้าร้านหนึ่งที่มีผ้าเยอะมากๆ พี่เขาก็เดินเข้าไปดู คนขายก็เอาผ้าออกมาให้เลือกหลายแบบ เราก็เดินๆ นั่งๆ อยู่ในร้านเพราะไม่ได้สนใจจะซื้ออะไรแต่ยอมรับว่าร้านนี้มีผ้าสวยๆ หลายแบบ


    เดินถ่ายภาพรอบๆ ร้าน ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ดูพี่เลือกผ้าจนฟ้าเริ่มมืด ตัวเราเองก็ได้ผ้ากลับมา 2 ผืนเพราะเห็นผ้าที่พี่เขาเลือกแล้วอยากได้ไปฝากป้าเรา 2 คน พี่เขาก็สนับสนุนให้ซื้อไปเลย เราเลยได้ผ้าสีน้ำตาล 850 รูปีเนปาลและผ้าสีขาวราคา 1,350 รูปีเนปาลกลับมาฝากป้าของเรา 2 คน


    ตอนกลับก็เดินผ่าน "Kathmandu durbar square" ตอนแรกคิดว่าคงต้องเดินไกล แต่ไม่นานก็กลับถึงที่พักเหมือนความจริงมันไม่ได้อยู่ไกลกันมาก แต่เราอาจเดินไปนู้นนี่ตอนมา หรืออาจเดินอ้อมไปก็ได้ พอตอนเดินกลับ ถามๆ คนที่เดินผ่านก็ได้ทางกลับมาที่พักประมาณครึ่งชั่วโมงเศษๆ 


    เดินถึงที่พักก็เข้าห้องไปเก็บของแล้วจะออกไปเดินรอบๆ ย่านทาเมล ความจริงคาดหวังว่าวันนี้วันคริสต์มาสน่าจะมีอะไรสวยๆ น่าสนใจแบบเฉลิมฉลอง และเราจะไปแลกเงินกันด้วยเพราะย่านทาเมลมีร้านแลกเงินเยอะและเรทดีกว่าที่อื่นๆ ตอนที่เดินดูก็มี 106, 106.5 และ 107 ซึ่งตอนที่แลกเงินก็คิดว่าเรทนี้ดีที่สุดแล้ว แต่พอเดินต่อไปไม่ไกลเราก็เจอ 107.5 ซะงั้น -_-" ต่างกันนิดเดียวแต่ก็อยากได้เรทดีที่สุดแหละ ก็แลกกันคนละ 100 ดอลลาร์เพราะมะรืนนี้เราก็กลับเมืองไทยกันแล้ว


    เดินในทาเมลคิดว่าบรรยากาศจะครึกครื้นในวันคริสต์มาส คือก็มีคนใส่ชุดธีมคริสต์มาส หรือร้านหลายร้าน พนักงานก็ใส่หมวกหรือสวมชุดธีมคริสต์มาส แต่บรรยากาศกลับเงียบเหงากว่าเมื่อวานอีก แบบเดินกันเซ็งๆ ก็เดินดูสินค้าตามร้านค้ากันไป แต่เราติดใจในเรื่องราคาผ้าที่เราเพิ่งซื้อมากๆ พอเดินถึงร้านหนึ่งที่มีผ้าแนวเดียวกับที่เราซื้อ เลยลองถามราคาดู เจ้าของร้านก็ให้เราดูเนื้อผ้า จุดไฟบนเศษผ้าโชว์ว่าของแท้ และลดแหลก จำไม่ได้เริ่มต้นเท่าไหร่แต่ลงมาเยอะจนเราไม่แน่ใจว่าที่เราซื้อไปอ่ะแพงกว่า และไม่น่ารีบซื้อ แต่เราดูเนื้อผ้าเหมือนบางๆ เลยถ่ายภาพไว้เพื่อเอาไปเทียบกับของที่เราซื้อ เจ้าของร้านก็เห็นว่าลดๆ แต่เราก็ยังไม่ซื้อก็เลยถามว่าจะให้ราคาเท่าไหร่ เราก็คิดว่าต้องซื้อไปฝากใครอีกไหม แต่สุดท้ายตกลงไม่ซื้อ แต่ในใจเสียดายว่ารีบซื้อไปไหม แต่ต้องกลับไปเอารูปที่ถ่ายเนื้อผ้าไว้ไปเทียบกับผ้าที่ซื้อก่อนเพราะเหมือนจำๆ ได้ว่าเนื้อผ้าที่เราซื้อมาเหมือนจะหนากว่า


    เดินดูสินค้ากันไปสักพัก เราก็เดินหาร้านทานข้าวมื้อดึกกัน ก็มีหลายร้านให้เลือก เราก็เดินดูเมนูหน้าร้าน ดูราคา แล้วตัดสินใจเลือกร้านหนึ่งที่ราคาไม่แพง (คือถูกจริง) แล้วเดินขึ้นไปชั้น 2 จะได้ดูวิวด้านล่างด้วย ที่นี่ก็มี wifi ให้เล่น ตัวเองก็สั่งข้าวผัดและโค้กไป คือมาเนปาล อาหารส่วนใหญ่ที่ตัวเองทานก็คือข้าวผัดกับสเต็กไก่สลับๆ กันไป


    ราคาอาหารมื้อนี้ของเรา 200 รูปีเนปาล ข้าวผัด 140 รูปีเนปาลส่วนโค้ก 60 รูปีเนปาล

    คริสต์มาสที่ย่านทาเมลกร่อยมาก พอเราทานข้าวเย็นเสร็จก็เดินกลับที่พักเพื่อพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปภักตะปูร์กัน พอถึงห้องก็เอาผ้าที่เราซื้อกับในรูปที่เราถ่ายไว้มาเทียบ ของที่เราซื้อหนากว่า พี่เขาก็บอกของที่เราซื้อหนาและคุณภาพดีกว่า เราก็สบายใจขึ้น คือมาเที่ยวไม่ได้มีเงินมากมาย เวลาซื้อของเลยอยากได้แบบราคาคุ้มหน่อย แล้วเราก็ทำรายการรายจ่ายทั้งหมดและที่ติดพี่เขาไว้เพราะต้องแสดงตัวเลขให้ชัดเจนจะได้ไม่ผิดใจกัน และเราไม่อยากแบบโกงเขาหรือมีไรค้างคาไม่แน่ใจเรื่องเงินกับใครเพราะไม่ดีจริงๆ 


    Wifi โรงแรมนี้ไม่ได้ดีมาก บางทีใช้ไม่ได้ก็ต้องตามพนักงานขึ้นมาดูซึ่ง Router ก็อยู่ระหว่างขั้นพักบันได ที่พักที่ Kathmandu เป็นที่พักเดียวของทริปเราที่มี TV ดูกัน หลังจากเราเอารูปจากมือถือใส่คอมและจัดกระเป๋าแล้ว เราก็นอนมาดู TV กัน 

    เวลาผ่านไปเร็วมากสุดๆ คิดถึงตอนอยู่ Pokhara ก็เดินรอบๆ ชิลๆ เห็นหลายๆ ร้านเตรียมงานคริสมาสต์ก็คิดว่าย่าน Thamal ต่างชาติเยอะคงจัดเต็ม แต่พอมา Kathmandu เจอความวุ่นวาย รถติด ฝุ่นเยอะ บีบแตรกันสนั่น ซอยมืดหลายซอย คริสมาสต์ก็ไม่มีไร ก็อดคิดถึง Pokhara ไม่ได้ดูชิลกว่า โรงแรมก็ดี พนักงานก็ดี แต่โรงแรมที่ Kathmandu ก็เหมือนบริการดี แต่ไม่รู้นินทาลับหลังไหมเพราะฟังไม่ออก 555+ แต่ก็อดคิดถึง Pokhara ไม่ได้ แต่พอไป Paktapur ก็คงคิดถึง Kathmandu เหมือนกัน แม้วุ่นวายมากที่เมืองหลวง คิดถึงไปหมด ตอนนอนดูทีวีกับพี่ที่ไปด้วย ดูรายการ big brothers และละครที่นางเอกแปลงร่างเป็นงูได้ ออกดราม่า ผสมปาฏิหาริย์ด้วย นางเอกจัดหน้าเต็มตลอด เหมือนละครไทย จะป่วยหรือจะตื่น หน้าเด้ง พี่เขาก็พากษ์ๆ แม้ฟังไม่ออก ก็ตลกและขำดีกับทริปเล็กๆ ของพวกเรา พรุ่งนี้คือไป Paktapur  เราจะแยกที่พ่ักกันนอนก็ไม่รู้ที่พักของเรา 2 คนนี่ห่างกันไกลแค่ไหนก็หวังว่าจะใกล้ๆ กัน พรุ่งนี้ไปถึงแล้วคงรู้เองแหละ 555+




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in