My StoriesJirattipat Tengamnuay
ตะลุยเนปาล(ตอน4)...เดินทางสู่กาฐมาณฑุ
  • วันที่ 23 ธันวาคม 2559 (ไดอารี่สุดสุด)

    เช้านี้เราตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีห้ากว่า มาเตรียมความพร้อมและจะรีบไปซื้อขนมปังด้วย ก็หวังว่าร้านเขาคงเปิดและมีขนมปังร้อนๆ รอให้เรามาซื้อแล้วนะ พอหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินลากรองเท้าแตะไปร้านขนมปังแถวๆ ที่พัก ตอนนั้นฟ้าก็สว่างนิดนึงเพราะหกโมงเศษๆ แล้ว 


    แต่พอมาถึงร้าน เขาก็ยังอบขนมปังไม่เสร็จ ถ้าจะซื้อก็มีแค่ขนมปังที่เหลือจากเมื่อคืน เราก็ยืนดูว่าจะซื้อชิ้นไหนเพราะไม่มีเวลาแล้วเลยเลือกขนมปัง 2 แบบอย่างละชิ้น คือมัฟฟินและครัวซองต์จะได้เร็วๆ แต่ดูก็รู้แหละ ค้างคืนแบบนี้ ขนมปังมันแข็งแน่นอนแต่ก็ไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ



    ตอนเดินกลับที่พัก แม้ระยะทางไม่ไกล แต่เพราะเราลากอีแตะออกมาแล้วทางขรุขระ สรุปแผลที่เราได้เมื่อวานตอนลงเขาก็ถึงกับเลือดออกเพราะสะดุดทางเดินที่ไม่เรียบ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินต่อไป 

    ความจริงตั้งแต่ตอนมาเดินตามทางเดินแถวย่านที่พักตั้งแต่คืนแรก เราก็เห็นแล้วว่าตามพื้นหลายจุด พื้นทางเดินจะขรุขระผุพังไม่เรียบ เจอเยอะๆ เข้าเราเลยถ่ายภาพเก็บมาเป็นที่ระลึกด้วย แต่ถึงไม่เรียบอย่างไร ถ้าเดินระมัดระวังก็คงไม่เจออุบัติเหตุให้เจ็บตัวอยู่ดี



    พอใกล้เวลา 7 โมงเช้า ก็ลงมาคืนกุญแจห้องแล้วเคลียร์เงินกับทางโรงแรม ซึ่งพวกเราติดเงินโรงแรมอยู่ 5,300 รูปีเนปาลสำหรับค่ารถไป 3 สถานที่ พอ 7 โมงก็นั่งรถตู้จากโรงแรมไปท่ารถโดยสารเพื่อออกเดินทางสู่กาฐมาณฑุ ซึ่งบนรถตู้ก็มีแขกคนอื่นที่จะไปท่ารถเหมือนกับเราร่วมเดินทางไปด้วย


    นั่งรถตู้มาไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงท่ารถโดยสาร ซึ่งวันนี้ฟ้าเปิดมาก แม้ตึกบังแต่ก็เห็นภูเขาหิมะทางด้านหลังได้อย่างชัดเจน ซึ่งเราเสียดายกันมากเพราะเมื่อวานไปดูที่จุดชมวิว ฟ้าดันปิด หมอกลง แต่วันนี้ตอนเราจะออกจากเมืองนี้ ฟ้าดันเปิด มาเห็นภูเขาหิมะแต่ก็โดนตึกบังหมด ก็เลยได้แต่ไปยืนถ่ายภาพภูเขาหิมะที่มีตึกบังไปแบบนี้แหละดีกว่าไม่ได้ภาพเลย


    พอดูเวลาใกล้เวลารถออกก็ขึ้นรถกัน พี่เขาขึ้นก่อนเราและเลือกที่นั่งที่ไม่มีขอบหน้าต่างบัง เราเลยทำไรไม่ได้เลยต้องนั่งแถวข้างหลังพี่เขา เวลาถ่ายภาพก็พยายามแทรกๆ มือถือถ่ายภาพวิวข้างทางที่รถวิ่งผ่านแล้วกัน ซึ่งรถบัสก็เป็นแบบพัดลม แต่อากาศเย็นๆ อยู่แล้ว ไม่เปิดหน้าต่างก็อยู่ได้สบาย ตอนเรานั่งรอรถออกก็มีผู้ชายคนนึงเดินมาบอกว่าเขาได้ที่นั่งริมหน้าต่างตรงที่เรานั่ง เราเลยเอาตั๋วโชว์ให้เขาดูว่าเราก็จองตรงนี้ริมหน้าต่างเหมือนกัน เขาเลยทำไรไม่ได้เพราะอย่างไรเราก็ไม่ลุก เขาเลยไปนั่งเก้าอี้อีกฝั่งนึ่งซึ่งก็ไม่ได้ที่นั่งข้างหน้าต่างอยู่ดี แต่สุดท้ายพอเจ้าของที่มา เขาก็ต้องมานั่งข้างเราที่ไม่ใช่ริมหน้าต่าง รถออกประมาณ  7.40 น.


    เราพยายามถ่ายภาพภูเขาหิมะตอนรถวิ่งแต่อาคารที่เรียงกันตามข้างทางก็บังอยู่ดี ก็ถ่ายภาพเท่าที่ได้ รถก็วิ่งหยุดรับคนครั้งสองครั้งก่อนเดินทางต่อ จนเก้าโมงเศษๆ รถก็หยุดพักทานอาหารกัน เราซึ่งแบก
    โน๊ตบุ๊คมาด้วยก็ทิ้งโน๊ตบุ๊คไว้บนรถไม่ได้ต้องแบกลงมาด้วย หนักก็ต้องแบกไปดีกว่าหาย


    เราซึ่งทานขนมปังมาแล้ว 2 ชิ้น พี่เขาก็ทานอะไรรองท้องมาแล้วเหมือนกัน พวกเราเลยเลือกเข้าห้องน้ำแล้วมานั่งรถเวลารถออกแทน แต่เจอพี่ที่มาด้วยทักทำไมใส่รองเท้าแตะทั้งที่หนาว เลยให้เขาดูแผล พี่บอกน่ากลัว ปรากฏผ่านมาจาก 6 โมงกว่าถึง 9 โมงเลือดยังออก เลยได้พลาสเตอร์พี่เขามาแปะ แต่ก็เจ็บนิ้วโป้งเท้าอยู่ดีทั้งวัน แต่ดีที่วันนี้ไม่ต้องเดินเยอะ นั่งเปื่อยๆ เซ็งๆ ขาชาอยู่บนรถเป็นส่วนใหญ่


    พอถึงเวลาก็เดินทางต่อตอนเก้าโมงกว่า ตอนนี้สองข้างทางก็เป็นธรรมชาติแล้ว ก็นั่งรถไป ถ่ายภาพวิวที่สนใจไปด้วยเรื่อยๆ เพราะต้องเดินทางประมาณ 7 - 8 ชั่วโมง (ตามรีวิว แต่ความจริงนานกว่านั้นแฮะ)



    นั่งดูวิว ถ่ายภาพข้างทางไปเรื่อยๆ บนรถก็เปิดทีวีให้ดู ตอนที่พวกเราอยู่ Pokhara เคยคุยกับพี่เขาเล่นๆว่าที่เนปาลจะมีห้างสรรพสินค้าไหม เพราะที่ Pokhara ไม่เห็นมีเลยมีแต่ร้านค้าข้างทาง แต่ในทีวีมีฉากที่ตัวละครไปเดินที่ห้างสรรพสินค้า ก็คิดว่าอาจจะมีที่ Kathmandu เพราะเป็นเมืองหลวง

    ตอนเปิดทีวีบนรถช่วงแรกๆ จะเปิด MV หนวกหูมาก แต่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นหนังเรื่องหนึ่ง เปิดช่วงที่รถติดๆ ไม่มีไรทำเลยดูทีวีไป ที่เราดูคือตอนแรกคิดว่าพระเอกลงแป้งผิดเบอร์ไปนะ ตอนที่ดูเป็นฉากเหมือนพ่อนางเอกกีดกันมั้ง (ดูตามภาพ) พระเอกพอเจอนางเอกก็ตะลึงไร ค้างนาน และพระเอกเหมือนเป็นตากล้อง พานางเอกไปเต้น ฝุ่นสีกระจาย แล้วไปปั่นจักรยาน เพื่อนพระเอกนางเอกขอแต่งงานกัน สุดท้ายพระเอกนางเอกเข้าใจ บางทีก็ไม่แน่ใจพูดภาษาไร เหมือนได้ยินพูดภาษาอังกฤษ แต่ก็เหมือนภาษาเนปาล 


    ความจริงรถนี้มีประกาศว่ามี wifi ฟรี มี Password ให้ด้วยแค่ใช้ไม่ได้จริง ตอนขึ้นมานั่งก็เห็นปลั๊กไฟบนรถด้วย ตอนแรกไม่กล้าชาร์จกลัวระเบิด แต่ลองดูก็ได้เผื่อชาร์จได้แต่มันก็ชาร์จไม่ได้จริงๆ แถมมันดึงไม่ออกด้วย (ที่ว่างระหว่างเบาะกับปลั๊กไฟแคบ) แบบโง่แท้ๆ ที่เสียบเข้าไป แต่สุดท้ายก็ดึงออก คืออยู่กันหลายชั่วโมงบนรถ wifi ก็ไม่มี ที่ชาร์จแบตก็ชาร์จไม่ได้จริง ก็นั่งดูทีวีกับถ่ายภาพวิวข้างทางไป


    เดินทางจนมาถึงเวลาเที่ยง รถก็มาจอดพักทานข้าวเที่ยงกัน เรากับพี่เดินๆ เข้าไปดูแล้วตัดสินใจไม่ทานไม่น่าไว้ใจจะทานแม้คนอื่นจะทานกัน (อาจทานไม่เป็น) พี่เขาเลยชวนเราข้ามถนนไปอีกฝั่งเพื่อหาของทาน เราก็เดินข้ามถนนกันไป แต่เดินๆ ดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่ทานได้ เลยข้ามถนนกลับมา เข้าห้องน้ำและรอเวลาออกเดินทางต่อ ตัดสินใจไปทานตอนถึงที่พักทีเดียว


    ส่วนห้องน้ำที่จุดทานอาหารนี้ ต้องเลือกเข้านิดนึง แต่ความจริงมีประมาณ 4 - 5 ห้อง ส่วนที่ราดน้ำก็เป็นกระป๋องเล็กๆ รองน้ำก๊อก ก็สกปรกดี (ไม่ได้ว่าประเทศเขาหรอก เมืองไทยก็มีเหมือนกัน แค่เห็นแบบไหนก็พูดแบบนั้น) เปิดเข้าไปเหมือนมีกระดาษทิชชู่ลอยในคอห่าน กดชักโครกไม่ลงแต่ก็เข้ากันไปในห้องที่เข้าได้เพราะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะได้เข้าห้องน้ำอีก


    พอเที่ยงกว่าก็ออกเดินทางต่อ ผ่านสองข้างทางที่เป็นบ้านคนกับธรรมชาติข้างทาง จนบ่ายสองเศษๆ ก็มาจุดพักจุดที่สาม ให้เข้าห้องน้ำและซื้อของทานเล็กๆ น้อยๆ พี่เขาไปเจอเลย์รสชาติแปลกๆ ที่เมืองไทยไม่มี เลยเอามาให้ลองทานดูบนรถ


    รถแล่นต่อมาได้สักพัก รถก็เริ่มติดหนัก เรามองขึ้นไปตรงถนนบนภูเขาก็เห็นรถติดยาวอยู่ รถก็แล่นบ้างติดบ้างขึ้นเขาไป เราก็มองวิวข้างทาง สลับมองเหลือบไปเห็นผู้ชายจีนที่นั่งข้างๆ กำลังดูหนังจีนบนมือถืออยู่ ซึ่งเนตดีมากแม้ดูจากบนเขา (ตอนหลังมาคุยกับพี่เขา พี่เขาก็บอกคนข้างๆ เขาก็เหมือนกัน เนตเร็วดี ไม่รู้ใช้ของอะไร ของเราใช้แค่ wifi ตามที่พักเท่านั้น) แต่ระหว่างตอนที่นั่งข้างกัน คนจีนข้างๆ ก็เอาแต่บ่นๆ เหมือนนัดคนไว้แต่รถติดไปไม่ทัน (คิดเอาเองแต่เขาบ่นจริงแบบอารมณ์ไม่ดี)


    พอขึ้นเขามาอีกนิดหนึ่งทีนี้รถติดนานเลย และถนนบนเขาก็ไม่ได้กว้างอะไร มองลงไปข้างล่างตรงถนนก่อนเลี้ยวขึ้นมา รถก็เริ่มติดจากแถวสั้นๆ ก็กลายเป็นแถวยาวขึ้นเรื่อยๆ สักพักก็มีรถหวอมา เหมือนข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งต้องรอให้เจ้าหน้าที่เคลียร์ให้เสร็จก่อนถีงจะเดินทางกันต่อได้ ติดกันอย่างน้อย 25 นาทีเป็นแถวยาวแล้วขยับทีละนิดไปเรื่อยๆ 


    จนสุดท้ายรถก็แล่นต่อไปได้ แต่พอเข้าเขตเมืองกาฐมาณฑุ รถก็เริ่มติดหนักอีก ข้างทางก็มีอาคาร, ผู้คนและซากปรักหักพัง เราก็ถ่ายภาพข้างทางไปเรื่อยๆ และรวบรวมรูปแถบชานเมืองมาเก็บไว้เป็นความทรงจำ (ความจริงควรเอาแต่รูปสิ่งสวยงามของเนปาลมาลง แต่ก็คือภาพจริงและวิถีชีวิตที่เราไปพบเจอมาในการท่องเที่ยวครั้งนี้)


    เราก็นั่งอยู่บนรถติดไปเรื่อยๆ เพราะต้องไปลงใกล้ๆ เขตย่านทาเมล ซึ่งข้างทางก็มีป้ายโฆษณาสินค้าตรึมและฝุ่นก็เยอะมากเหมือนกัน แต่ก็มีความสวยงามและเอกลักษณ์ของเมืองที่เราต้องยกมือถือคอยเก็บภาพด้วยความสนใจ



    จนประมาณ 5 โมงครึ่งเราก็ฝ่ารถติดมาถึงจุดที่เราจะต้องลงจากรถกัน ตอนลงก็ถามผู้โดยสารคนอื่นที่เหลือบนรถว่าแถวย่านทาเมลใช่ไหม (ไม่แน่ใจแต่เห็นคนลงเยอะ) เขาก็บอกลงตรงนี้แหละแล้วต่อ Taxi เอา ตกลงจากรีวิว  7 - 8 ชั่วโมง ความจริง 10 ชั่วโมง พี่เขาก็บอกเสียเวลาเที่ยวไปทั้งวัน 


    เราสองคนก็เดินไปเอากระเป๋าเดินทางจากท้ายรถ ก็มีคนมาเรียกแบบพวกคนขับ Taxi หาลูกค้าตามปกติทั่วไป แต่พี่เขาไม่เอาจะไปเรียกข้างหน้า เลยเดินลากประเป๋าตามกันไป พี่เขาก็ขอใบที่เราปริ้นโรงแรมที่จองมา แต่หา Taxi เรียกไม่ได้ พี่เขาเลยจะเดินย้อนกลับไป แต่พอดีมีลุงคนหนึ่งเข้ามาเลยดูชื่อโรงแรมกัน ตอนแรกลุงถามจะให้เท่าไร พี่เขาถามกลับเรียกเท่าไหร่ ลุงบอก 400 รูปีเนปาล พี่เขาเลยบอก 300 รูปีเนปาล ลุงบอก 350 รูปีเนปาล พี่เขาเลยจะไปเรียกคันอื่น ลุงเลยยอมแต่ลุงก็ไม่รู้จักว่าโรงแรมอยู่ไหน รู้แค่ในใบบอกว่าอยู่ในย่าน Thamel เราเลยบอกไปถึงที่นั่นก่อนซึ่งไม่น่าไกลแล้วค่อยถามคนแถวนั่นดู


    เรานั่งหน้าคู่คนขับเพราะข้างหลังวางกระเป๋าเดินทางด้วย คนขับก็ดูชื่อโรงแรมกับที่ตั้งอีกครั้ง พอถึงเขตย่านทาเมล (ระหว่างทางรถก็ติ๊ดติด) ลุงก็ลงรถไปถามร้านค้าแถวนั้น เราเห็นรอบๆ รถไม่น่าไว้วางใจเลยกดล็อคประตูรถไป (ไม่ว่าอยู่ที่ไหนบนโลกแหละแม้แต่เมืองไทย แม้มีคนอยู่บนรถก็ควรล็อครถเคยอ่านข่าวที่อยู่ๆ มีคนแปลกหน้าเปิดรถเข้ามานั่งแล้วไล่คนอยู่ในรถลงไปแล้วขับรถหนีไปเลย) 


    ลุงกลับมาบอกว่าไกล และบอกเขาไม่ได้กำไร อยากขอเงินเพิ่ม เราก็หันไปถามพี่ที่นั่งเบาะหลังว่าเอาไง พี่เขาก็บอกให้ไปถึงโรงแรมก่อนว่าไกลแค่ไหน แต่เราพยายามมองทางที่รถผ่านคือไม่น่าใช่เขตโรงแรมเห็นแต่แหล่งชอปปิ้ง แต่สุดท้ายก็เลี้ยวมาซอยหนึ่งซึ่งไม่ได้ไกลจากจุดที่จอดรถถามทางเมื่อกี้เท่าไหร่ 
    เราเห็นป้ายโรงแรมใหญ่มากทางข้างขวาของรถ "Hotel Dream City" ซึ่งลุงขับผ่านไป เราเลยตะโกนขึ้นมาว่าให้หยุด คนขับก็บอกให้เราใจเย็นๆ แล้วกลับรถมาจอดแถวบริเวณหน้าโรงแรม เราก็เอากระเป๋าลงจากรถกัน ลุงคนขับก็บอกจะเอา 500 รูปีเนปาล พี่เขาก็ถามเราว่ามีแบงค์ย่อยไหมจ่ายไปก่อน เราบอกไม่มี ที่ต้องจ่ายแบงค์ย่อย เพราะคนขับจะไม่ทอน แต่เราตกลงกันที่ 300 รูปีเนปาลและความจริงไม่ได้ไกลตามที่เขาอ้าง เราเลยบอกพี่ว่าต้องไปแลกในโรงแรมแล้วให้พี่เอาเงินมา แบงค์ 500 รูปีเนปาลนี่แหละ แล้วเราก็บอกให้พี่รอตรงนี้เฝ้ากระเป๋าแล้วเราก็วิ่งเข้าไปในโรงแรมพร้อมใบจองที่ปริ้นมาและเงินเพื่อเอาไปแลกที่รีเซฟชั่น บอกเขาว่าเราจองพักที่นี่ ขอแลกเงินไปจ่าย taxi ซึ่งรออยู่ข้างหน้าโรงแรมเขาก็ให้แลกแบงค์ 100 มา 5 ใบ


    เราก็วิ่งเอาเงินออกไปให้พี่เขา พี่เขาก็จ่ายคนขับ taxi ไปประมาณว่าให้เท่านี้ คนขับพอได้เงินก็ไปยืนสูบบุหรี่ฝั่งตรงข้ามถนน พนักงานที่ตามเรามาก็มาช่วยยกกระเป๋าเข้าโรงแรม ซึ่งเราคิดว่าโชคดีมากที่คนขับไม่รู้ที่ตั้งโรงแรม แล้วขับมาทางที่ผ่านหน้าโรงแรมพอดี (แต่ไม่รู้ลุงแกดันเลี้ยวผิดซอยแต่ดันมาถูกซอยโรงแรมเราหรือเปล่า แต่ตอนขับรถผ่านก็ไม่เห็นมองหาข้างทางเลย เราต้องคอยมองถึงได้เจอป้ายโรงแรม) เพราะย่านทาเมลมีหลายซอย เราไม่เคยมา ไม่รู้เส้นทาง คนขับจะพาเราอ้อมหรือพาเราวนก็ได้ เราก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันก็ไกลแค่นั้น แล้วตอนนั้นคนขับก็บอกให้เราจ่ายเพิ่มก็ได้ ซึ่งถือว่าโชคดีมาก
    (ความจริงตอนลุงลงไปถามทางไม่รู้คุยอะไรกัน คนที่ถูกถามบอกให้มาซอยนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันไม่ไกลจริงๆ ไม่อยากไรลุงมากนักหรอกเพราะตอนดูที่ตั้งของโรงแรมตอนแรกก็ตั้งใจดูที่อยู่ดี และเข้าใจลุงแกก็ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวแหละ แต่ทุกอย่างคือตามตกลงกัน)

    พอเข้ามาในโรงแรมก็จัดการเรื่องห้องพัก ซึ่งมีโซนห้องอาหารอยู่ใกล้ๆ ที่ยังเปิดอยู่ ก็ตกลงทานกันในโรงแรม เราได้ห้อง 305 ก็เดินตามพนักงานขึ้นไป ชั้นของเรามี 5 ห้อง ตอนที่ไปยืนอยู่หน้าห้องพัก พนักงานกำลังจะไขกุญแจเข้าห้อง ก็มีลุงห้องตรงข้ามเปิดประตูมาถามพนักงานเกี่ยวกับผ้าเช็ดตัวที่ไม่มี พนักงานเลยเดินไปดู เราเลยหงุดหงิดเพราะเดินทางเหนื่อยๆ ช่วยไขกุญแจห้องให้เราก่อนได้ไหม พอเข้าห้องได้ ก็มี 3 เตียง พี่เขาบอกจองได้ห้องนี้ แบบห้อง 2 เตียงเต็ม เราก็โอเค แล้วก็เดินดูห้องน้ำว่ามีผ้าเช็ดตัวไหม เราเลือกเตียงติดประตู (เข้ามาแล้ววางกระเป๋าโน๊ตบุ๊คลงเตียงแรกเลย หนัก แล้วก็เอาเตียงนี้แหละ) พี่นอนเตียงติดหน้าต่าง เว้นเตียงกลางไว้ ซึ่งก็ดีมีพื้นที่ส่วนตัวกัน


    เราสองคนอาบน้ำเสร็จก็ลงมาทานข้าวชั้นล่างที่พักซึ่งยังเปิดอยู่ เอาเมนูมาดู ราคาก็ประมาณ 250 - 500 รูปีเนปาล ที่นี่มีเพิ่มค่าบริการแต่ไม่มีภาษี 2 คนรวมกันมื้อนี้ 924 รูปีเนปาล พอทานเสร็จพี่เขาก็ชวนออกไปเดินดูรอบๆ ย่านทาเมลตอนกลางคืน และหาร้านแลกเงินด้วย ซึ่งก็มีอยู่หลายร้าน ก็พยายามหาเรทดีดี ซึ่งปกติก็ 106.5 - 107 รูปีเนปาลต่อ 1 ดอลลาร์ ของเราได้ 106.73 เพราะคิดว่าเรทดีสุดแล้ว แต่พอเดินไปอีกดันเจอ 107 รูปีเนปาลต่อ 1 ดอลลาร์


    เดินตามตรอกซอกซอยไปเรื่อยๆ เก็บภาพบรรยากาศย่านทาเมลตอนกลางคืนสำหรับคืนแรกที่เรามาถึง


    ตามร้านค้าและร้านอาหารที่เราเดินผ่าน หลายร้านก็ตกแต่งตามเทศกาลคริสต์มาสเพราะวันนี้เป็นวันที่ 23 ธันวาคมแล้ว


    เดินกันจนสองทุ่มกว่า ร้านค้าก็เริ่มปิดจะหมดแล้วก็เดินกลับที่พัก พออาบน้ำเสร็จก็แกะพลาสเตอร์ดูแผลที่นิ้วเท้าเรา ซึ่งไม่เห็นว่าจะดีขึ้นและเจ็บอยู่ เราก็ยิ่งกังวล ความจริงตอนเดินออกไปหลังทานข้าวเย็น เราว่าจะหาร้านขายยา แต่ไม่ค่อยแน่ใจเรื่องยาเขาและราคา คือจะบอกคนขายว่าไง แกะพลาสเตอร์ให้เขาดูแผลเหรอ ตรงเท้าเลยนี่นะ ความจริงหมายตาร้านหนึ่งไว้ตอนเดินออกจากโรงแรมไปเดินดูรอบๆ ย่านทาเมล เพราะดูยาเยอะ แต่ตอนเดินกลับมา ร้านปิดพอดี เลยลงไปถามพนักงานโรงแรมว่ามียาไหม ตอนแรกอยากหาแค่ยาแดงมาทาๆ หยอดๆ แต่ไม่รู้เรียกไร แบบเบตาดีน เขาจะรู้จักไหมเพราะนี่ไม่ใช่เมืองไทย ภาษาเนปาลเราก็ไม่ได้ อังกฤษก็โง่ แบบทำไมคิดไม่ซื้อยามาเผื่อจากกรุงเทพฯ พลาสเตอร์ก็ไม่เอามาทั้งที่ตั้งใจซื้อ คืออยากบอกว่าถนนเนปาลไม่ได้ดีมาก เดินไม่ดีสะดุดได้แผลซ้ำอีก สุดท้ายพนักงานโรงแรมแนะนำไปโรงพยาบาลรัฐเดินไป 5 นาทีจากโรงแรมโดยมีพนักงานโรงแรมคนหนึ่งช่วยนำทางเราไป (ขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเรา) เราก็ถามว่าถูกไหมๆ เพราะไม่มีเงิน คิดถึงเมื่อวานรีบเดินลงเขาแทนไปแท๊กซี่กับพี่ ไมรู้คุ้มไม่คุ้มไรกลัวแผลอักเสบ ระหว่างทางที่เดินก็ผ่านร้านขายยานะ 2 ร้านก็ว่าแวะดีไหมแทนไปโรงพยาบาล 


    เดินมาถึงโรงพยาบาล หมอก็มาดูๆ ถามว่าเป็นไรมา สั่งยาให้ เราก็บอกเขาเอาถูกๆ นะ ไม่มีเงิน หมอเขียนใบสั่งยาให้พนักงานโรงแรมที่พาเรามาไปเอายา (ไม่มีค่าเสียเวลาหมอที่มาดูแผลเราที่ดูสกปรกซกมก) 


    ตอนแรก คนที่ห้องเภสัชเอายาราคา 220 รูปีเนปาลมาให้ เราบอกเอาถูกกว่านั้น แบบถูกเท่าที่หาได้ (Cheapestๆ) คนประจำห้องยาเลยหยิบยาราคา 125 รูปีเนปาลมาให้ ไม่รู้คุ้มไหมเนี่ย แต่ก็ผ่านแล้วผ่านไป แค่กลัวแผลเป็นไร อักเสบแค่นั้นจริงๆ เพราะเจ็บไม่หาย ก็ถือว่ามาเนปาลทั้งทีก็มาชมโรงพยาบาลด้วยไปเลยแล้วกัน แต่พยาบาลก็ดี ตอนเราแกะพลาสเตอร์แล้วเจ็บ เขาก็ก้มลงมาดูแผลเราและบอกค่อยๆ แกะ แต่เราห่วงแต่เรื่องเงินก็เลยอาจลืมขอบคุณเขาไป


    กลับมาถึงโรงแรมก็แวะเอาแผนที่ที่ล็อบบี้ที่พักแล้วขึ้นไปเปิดโน๊ตบุ๊คดูสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่หาไว้ใส่ใน word ก่อนมาเนปาลพร้อมดูใบที่เราไปถามพนักงานโรงแรมเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวของ Kathmandu เขาก็แนะนำให้เหมารถไป โดยพนักงานแนะนำมา 4 สถานที่พร้อมราคาเหมารถ 4,000 รูปีเนปาล (คนละ 2,000 รูปีเนปาล) ในเวลา 6 - 8 ชั่วโมงซึ่งก็น่าจะคุ้มเพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดังๆ  4 ที่ 


    ดูเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวพรุ่งนี้เสร็จแล้ว เราก็มาเคลียร์เงินที่ค้างพี่ไว้ที่ Pokhara และเพราะมันมีเศษที่จ่ายเป็นเงินรูปีเนปาล ซึ่งเราก็ต้องละเอียดไม่อยากผิดใจกันเรื่องเงิน ติดหนี้ไว้เท่าไหร่ต้องจ่ายคืนเท่านั้น เราเลยคิดแปลงจากรูปีเนปาล เป็นดอลลาร์ จากดอลลาร์ เป็นเงินบาทไทย แล้วถ่ายภาพรายจ่ายที่เราทำไว้ให้พี่เขาดูทางไลน์เพื่อเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานและตรวจเช็คว่าถูกต้องทั้งหมดใช่หรือเปล่า


    พอส่งไลน์แจ้งรายจ่าย + หนี้ที่ติดไว้ให้พี่เขาเสร็จทางไลน์ เราก็นับเงินไปคืนพี่เขา (ต้องเอาเงินคืนตอนนี้เลยเพราะเราย้ายมาเมืองใหม่แล้ว และเรทค่าเงินเปลี่ยนจากเราแลกใช้ที่โพคารา 104.6 รูปีเนปาล แต่ที่ Kathmandu เราแลก 106.75 รูปีเนปาล ) ซึ่งพี่เขาก็บอกว่าที่เป็นเศษไม่ต้องเพราะนิดเดียว คือประมาณ 50 สตางค์ (ที่เราคิดไว้)


    ก่อนนอนเราก็ทายาแล้วเอาทิชชู่พันห่อนิ้วโป้งเท้าเราไว้เพราะกลัวยาโดนผ้าปูที่นอนหรือผ้าห่มแล้วยาหายหมด (ไม่อยากขอพลาสเตอร์พี่เพิ่ม เกรงใจแบบทำไมไม่เตรียมมาเผื่อ) เราสองคนนอนดูทีวีสักพักก็เข้านอนเพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in