เรื่องเล่าของความรักRed Panda
ทานตะวัน (ตอนต้น)

  • “...ไอช่า” เธอเอ่ยชื่อผู้ที่ปลุกตน

    “คุณหลับ เดอาช่วงนี้คุณหลับบ่อย งานหนักเหรอครับ” เขาถามอย่างเป็นห่วง ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาของร้านกาแฟข้างเธอ

    “ดูละครน่ะ” เธอส่ายหัวยิ้ม ๆ ตอบเขาเสียงงัวเงีย

    “งั้นคุณนอนต่อเถอะ เดี๋ยวขนมมาแล้วผมปลุก” เขาบอก หัวเราะเสียงเบา





    เพียงชั่วกะพริบตา เดอาก็กลับมานั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะอาหาร ในห้องเช่าของตนอีกครั้ง เธอนั่งกะพริบตาอยู่ครู่หนึ่ง ปรับสายตาให้เข้ากับแสงไฟนีออนในห้อง ไม่ใช่แสงตะวันตามธรรมชาติแบบเมื่อครู่ก่อน แล้วหันไปหยิบและสนใจหน้าจอโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะ


    13:35 น.

    จันทร์ 4 มีนาคม

    วันนี้พิพิธภัณฑ์ปิด ไม่ต้องไปทำงาน


    ผ่านไปแค่ 5 นาทีเองเหรอ เดอาคิดอย่างตกใจ หญิงสาวจำได้ว่าเธออยู่เล่นกับอลันนานมาก นานจนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน แต่เวลาบนหน้าจอโทรศัพท์กลับบอกว่าเธอหายไปเพียง 5 นาทีเท่านั้น เดอารีบลุกขึ้นจากที่นั่งมือถือโทรศัพท์ไว้มั่น เธอเดินเร็วผ่านห้องน้ำอย่างลืมเจ็บแผลหิมะกัดที่ฝ่าเท้า เข้าห้องนอน แล้วออกไปที่ระเบียง


    ท้องฟ้ายามบ่ายเดือนเมษายนสว่างสดใส ผิดกับจิตใจของเดอาที่กำลังปั่นป่วน เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเธอ ทุกครั้งที่เธอเดินทางเวลาไม่เคยบิดเบือนเช่นนี้ ถ้าเธอไม่อยู่โลกนี้ 3 ชั่วโมง แล้วกลับมาเวลาก็จะผ่านไป 3 ชั่วโมง แต่นี่ เธออยู่กับอลันยาวนานหลายชั่วโมง แต่เวลากลับผ่านไปเพียง 5 นาที


    “คุณ! คุณเป็นอะไรรึเปล่า” เดอาสะดุ้งหลุดจากภวังค์ เมื่อได้ยินเสียงจากถนนเบื้องล่าง เธอก้มลงมองเจ้าของเสียง เขาเป็นชายแก่ร่างอ้วน เจ้าของร้านตัดเสื้อในอาคารฝั่งตรงข้ามนั่นเอง เดอาไม่เคยใช้บริการของเขา แต่เห็นเขามาซื้อขนมในร้านใต้ห้องเช่าของเธอบ่อย ๆ หากเธอจำไม่ผิด เขาน่าจะชื่อปิแอร์ อะไรสักอย่าง


    “เอ้อ ไม่เป็นอะไรค่ะ” เดอาตะโกนตอบเขา


    “คุณแน่ใจนะ หน้าคุณซีดเชียว ให้ผมเรียกรถพยาบาลไหม” ปิแอร์ถาม เสียงดังจนบรรดาผู้ที่ผ่านทางไปมาเงยหน้าขึ้นสนใจเธอ และเริ่มยืนรวมกันเป็นกลุ่ม


    “ขอบคุณค่ะ ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันคงนอนไม่พอ” เดอารีบตะโกนตอบพลางส่งยิ้มให้เขาคล้ายจะยืนยันว่าเธอสบายดี


    “งั้นก็ดี เอ้า! ทุกคนแยกย้าย” ปิแอร์พยักหน้าเข้าใจ เขาหันไปสลายกลุ่มคนเล็ก ๆ รอบตัว เดอารีบกลับเข้าไปในห้องนอน ทรุดนั่งบนพื้นพิงประตูระเบียง


    บางทีอาจมีคนถ่ายรูปฉัน เอาไปส่งต่อ ๆ กันในโซเชียลมีเดีย พร้อมกับข้อความให้กำลังใจชีวิต หรือเรื่องใส่สี ตีไข่อย่าง ‘หญิงสาวนิรนามคิดสั้น’ แต่โชคดีมีช่างตัดเสื้อช่วยพูดโน้มน้าวใจจนรอดชีวิต โอ้ย...เดอาเอ๋ย เดอา แม่ยิ่งเชื่อข่าวในโซเชียลจมีเดียากปากป้า ๆ ง่ายอยู่ หากมีคนแชร์เรื่องเกินจริงไปถึงหูแม่ แม่คงซักถามยาวแน่ ๆ เดอาคิดอย่างกังวลจนผมกลายเป็นสีม่วงเข้มหมองหม่น


    ทำไมหนอ ทำไมฉันต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้จากเรื่องกังวลนั้นสมองเธอก็วกกลับไปที่เรื่องเดิม เดอารู้ว่าคิดเช่นนี้มีแต่เสียสุขภาพจิต แต่เธอก็ไม่อาจห้ามสมองหรือห้ามใจได้


    เธออยากโทรหาแม่ แต่ไม่รู้จะพูดอะไรให้แม่ฟัง

    เธออยากโทรหาพ่อ แต่มั่นใจว่าพ่อต้องพูดว่าเป็นเพราะเธอไม่ค่อยออกกำลังกาย

    เธออยากโทรหามีอา แต่กลัวจะรบกวนเวลาของพี่สาวกับครอบครัว

    เธออยากโทรหาโซอา แต่ไม่อยากรบกวนเวลาทำงานของพี่ชาย

    เธออยากโทรหากาลาเทอา แต่ไม่อยากรบกวนเวลาเรียนของน้องสาว

    เธออยากโทรหาโนอา แต่น้องชายชอบพูดแต่เรื่องสวนผักของเขาจนหมดเวลาคุยกัน

    สุดท้าย...เดอาก็คิดวนกลับมาจุดเดิม ปัญหาเดิม และคำถามเดิม


    หญิงสาวถอนหายใจแรง ๆ พยุงตัวขึ้นจากพื้น แล้วเดินออกจากห้องนอน นั่งเฉย ๆ ตรงนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เธอควรหาของอร่อย ๆ กิน แล้วหาข้อมูลทำงานต่อ แล้ววันนั้นพิซซ่ารสไก่น้ำผึ้ง ราคาไม่แพงจากร้านอาหารอิตาเลียนข้างร้านตัดเสื้อของปิแอร์ ก็กลายเป็นอาหารกลางวันและอาหารเย็นของเดอา


    คืนนั้นเดอานอนหลับไม่สนิทนัก แต่ราวกับอาการตื่นในสถานที่อื่นของเธอเข้าใจว่าเธอต้องไปทำงานในวันรุ่งขึ้นจึงไม่รบกวนเธอขณะหลับ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหลังเลิกงาน มันจะไม่มารบกวนเธอ




    อลัน แวนเลอร์ชายหนุ่มวัย 18 ปี ในชุดทหารชั้นผู้น้อยกำลังยกดอกป๊อปปี้สีแดงสดส่องกับแสงอาทิตย์อย่างละเอียด เพื่อดูลวดลายบนกลีบของมันที่เขาเข้าใจว่าเป็นเส้นเลือดของดอกไม้ แล้วจมูกรั้นของเด็กหนุ่มก็ได้กลิ่นดอกมะลิจากข้างกาย พร้อมน้ำหนักไม่เบานักที่กดบนไหล่ขวา


    เขาสะดุ้งจนทำดอกไม้หลุดมือ เหลียวมองที่ไหล่


    ใครคนหนึ่งกำลังนั่งหลับคอพับคออ่อนพิงไหล่เขา! เด็กหนุ่มตกใจมาก แต่เมื่อตั้งสติพิจารณาเขาก็นึกได้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร เพราะเป็นผู้ที่เขาเฝ้ามองหา และนึกถึงมาหลายปี


    “…คุณดอกไม้” อลันเอ่ยกับกลุ่มผมสีขาวอมม่วงบนไหล่




    เดอาสะดุ้งนั่งตัวตรงตาสว่างทันที เธอตกใจจนผมกลายเป็นสีเหลืองทอง รีบเหลียวมองรอบตัว แล้วไปสบตากับดวงตาสีฟ้าสุกใสของเด็กหนุ่มข้างกาย เธอพินิจใบหน้าเขา ไม่มั่นใจว่าตนเคยเห็นเด็กหนุ่มคนนี้หรือไม่ แต่บางอย่างในใจบอกเธอว่าเธอรู้จักเขา จนเธอนึกถึงคำที่เขาใช้เรียกเธอเมื่อครู่ จึงนึกออกว่าคือ อลัน แม้เด็กชายจะกลายเป็นเด็กหนุ่มแล้ว


    “คุณดอกไม้ คุณดอกไม้จริง ๆ ด้วย” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้ม


    เดอาสำรวจความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าเด็กหนุ่ม อลันเปลี่ยนไปมาก ตัวสูงขึ้น ใบหน้ายาวตกกระแสดงเค้าหน้าของอะกาธาร์ที่ติดตรึงอยู่ในสมองของเดอานับตั้งแต่ที่เธอแตะหลังมือของหญิงสาวชัดเจน แต่ใบหน้าของอลันคมกว่ามารดา ทั้งจมูกโด่ง โหนกแก้มสูง ริมฝีปากอิ่มได้รูป แต่ไม่ใคร่จะเห็นหยักของริมฝีปากบน และสีผิวที่เข้มขึ้น


    เขาคล้ายอะกาธาร์มากโดยเฉพาะดวงตา แต่ผิวของอลันไม่ดีเหมือนมารดา จึงมีกระ มีฝ้าขึ้นเต็มไปหมด


    “หนู...โตขึ้นเยอะเลย” เอดาเอ่ยกับอดีตเด็กชายเสียงเบา เขาไม่ตอบอะไร แต่ส่งยิ้มละไมพิมพ์เดียวกับอะกาธาร์ไม่มีผิด


    “แต่คุณดอกไม้ไม่เปลี่ยนไปเลย ยกเว้นสี” เด็กหนุ่มบอกหลังจากพวกเขาขยับตัวออกจากกัน


    จริงสิ สีเสื้อ เดอาคิด ก่อนหน้านี้เธอจำได้ว่ากำลังนั่งอยู่บนขบวนรถไฟเที่ยว 5 โมงเย็น ขากลับจากทำงาน อาจเพราะวันนี้มีกลุ่มเด็กนักเรียนจากโรงเรียนในละแวกพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เข้ามาทัศนศึกษาแบบเต็มวันในที่ทำงานของเธอ กอปรกับเมื่อคืนก่อนเธอนอนหลับไม่สนิท เดอาจึงเหนื่อยเป็นพิเศษ จนแทบฝืนลืมตาตื่นไม่ไหวยามนั่งบนที่ว่างในขบวนรถ รู้สึกตัวอีกที เธอก็นั่งหลับพิงไหล่อลันอยู่ตรงนี้แล้ว เดอาจึงยังใส่เครื่องแบบสีแดงเข้มของพิพิธภัณฑ์อยู่


    เมื่อคิดถึงเสื้อผ้าเดอาก็สังเกตชุดของเด็กหนุ่ม


    “หนูเป็นทหารเหรอ” หญิงสาวถาม ตอนนี้ผมของเธอกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม


    “ครับ เพิ่งสมัครเข้ามาเป็นได้ไม่กี่สัปดาห์ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าเขาก็จะส่งพวกผมไปแนวหน้าแล้ว” อลันตอบเธอ ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มตาม


    “แนวหน้า มีสงครามเหรอ” เดอาถามอีก


    “ครับ สงครามใหญ่เลย” เขาตอบเธอ พยายามยิ้มแม้ใบหน้าหม่นหมอง


    “หนูอายุเท่าไรแล้ว” เดอาถามเมื่อพิจารณาเห็นอลันเป็นวัยรุ่นร่างกายผอมเกร็ง คือผอมแต่มีแรง เดอาเชื่อว่าเขาดูแข็งแรง เพราะได้วิ่งเล่นในทุ่งดอกไม้ และช่วยมารดาทำงานแบกหามทุกวัน ใบหน้าของอลันยังเหลือเค้าความเป็นเด็กถึงเจ็ดในสิบส่วน เดอาจึงไม่แน่ใจนักว่าเขาอายุเท่าไรแน่


    “ปีนี้สิบแปดครับ ตรงกับที่ทางการต้องการพอดี” อลันตอบเธอท่าทางเช่นเดิม


    เดอามองเด็กหนุ่มนิ่ง เธอไม่รู้ว่าควรถามอะไรเขาต่อ ทุกอย่างเงียบ นิ่ง คล้ายทั้งโลกตกอยู่ในห้วงแห่งความสลดใจ


    สายลมหอบหนึ่งพัดผ่าน ทำพงหญ้าข้างโรงเก็บเครื่องบินรบของทางการเสียดสีกัน


    “อีกเดี๋ยวผมต้องไปแล้ว จะหมดเวลาพักแล้ว” อลันเอ่ยกับเดอาด้วยสีหน้ายากจะบรรยาย


    เขาพูดแล้วเด็ดดอกป๊อปปี้ขึ้นมาอีกดอก เดอาไม่ได้มองว่าเป็นดอกสีอะไร เพราะเห็นเพียงปกหนังของสมุดเล่มเล็กที่อลันสอดดอกไม้แนบไว้ ชายหนุ่มคงจะทำดอกไม้ทับ


    “หนูทำดอกไม้ทับเหรอ” เธอถาม ส่วนเขาลุกขึ้นยืน


    “แอบทำน่ะครับ ผมวาดรูปไม่เก่ง แต่อยากเก็บภาพดอกไม้ไว้ศึกษา เลยใช้วิธีนี้” อลันส่งยิ้มให้เธอ ‘สดใสคล้ายดวงตะวัน ผิดกับก่อนหน้านี้ ราวกับน้ำเน่าสะท้อนภาพดวงเดือน’ ยิ่งมีความทุกข์มาก ภาพของความสุขก็ยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น


    “แล้วหนูเก็บดอกไม้ไว้ที่ไหน” เดอาถามต่อ เมื่อสัมผัสได้ว่าพูดเรื่องดอกไม้ทับทำให้อลันมีความสุขใจ


    “ในนี้ครับ” เขาพูดพลางชูสมุดปกหนังสีน้ำตาลเล่มนั้นให้ดู ลังเลนิดหนึ่งแล้วยื่นมันให้เธอเปิดดู


    “เยอะมากเลยหนู” เดอาพูดเมื่อกรีดหนังสือผ่าน ๆ เห็นดอกไม้สอดทับอยู่แทบทุกหน้า


    “ผมเก็บดอกไม้ทุกที่ที่ผมเจอ” อลันตอบพลางยิ้มภาคภูมิใจ เหมือนเด็กชายวัยห้าขวบคนเดิม


    “อะกาธาร์ซื้อสมุดนี้ให้เหรอ” เดอายิ้มตาม เธอถามเมื่อเปิดหน้าท้ายสุดเห็นลายมือชื่ออะกาธาร์เขียนไว้ พร้อมคำอวยพรวันเกิด


    “ครับ แม่ให้ผมมาเขียนบันทึก แต่ผมเอามาเก็บดอกไม้” อลันเกาแก้มอย่างลืมตัว เมื่อนึกถึงคำพูดของแม่ว่าอยากให้เขาเขียนบันทึกจะได้หัดเขียนได้สวยเสียที


    “ดีแล้ว นี่ก็เป็นวิธีบันทึกแบบหนึ่ง” เดอาบอกเด็กหนุ่ม น้ำเสียงมั่นคง ใบหน้ายิ้มละไม


    “จริงเหรอครับ คุณดอกไม้” อลันถามตาโต


    “จริงสิหนู” เดอาตอบหนักแน่นเช่นเดิม แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะพูดอะไรกันมากกว่านี้ เสียงแตรรวมพลก็ดังขึ้น


    “ต้องไปแล้ว! แตรดังแล้ว” สิ้นคำ อลันรีบขอสมุดคืนจากเดอา แล้ววิ่งไปทางจุดรวมพลของตน เขารีบจนลืมรองเท้าหนังของทหารไว้กลางทุ่งหญ้า ข้างโรงจอดเครื่องบิน


    เดอามองจนภาพอลันลับสายตา แล้วจึงเพิ่งคิดได้ว่าเธอเห็นเขาเท้าเปล่า ซึ่งหมายความว่าอลันน้อยของเธอไม่ได้สวมรองเท้า!


    แย่แล้ว อลัน! เดี๋ยวก็ถูกลงโทษหรอกเดอาคิด เธอลุกขึ้นเดินหารองเท้าของเด็กหนุ่ม เธอตั้งใจว่า จะเฝ้ารองเท้าให้เด็กหนุ่มจนกว่าเขาจะกลับมารับไป เพราะเธอไม่รู้ว่าจะไปตามหาอลันจากที่ใดในค่ายฝึกแห่งนี้


    เดอาเดินหารองเท้าที่เธอไม่เคยเห็นอยู่ร่วมชั่วโมง จนแผลหิมะกัดที่เท้าเริ่มแสบร้อนอีกครั้ง จึงหยุดเดิน นั่งลงแหวกดูตามกอดอกป๊อปปี้หลากสีข้าง ๆ ตัว เผื่อจะโชคดีเจอรองเท้าของเด็กหนุ่ม แต่ไม่พบ


    เดอาลุกขึ้นหาต่อ เดินบ้าง หยุดบ้าง ก้ม ๆ เงย ๆ จนในที่สุดเธอก็เจอรองเท้าของอลัน


    รองเท้าคู่นั้นวางนิ่งอยู่ในพงหญ้านิ่มไม่สูงนัก มีดอกป๊อปปี้หลากสีบังรอบ ๆ คล้ายจะบังแดด บังตาคนไม่ให้หามันพบ คล้ายมันจะเก็บรักษารองเท้าหนังคู่เก่า ๆ นั้นอย่างดี ราวกับเป็นของวิเศษมีค่าเหลือแสน


    เดอามองรองเท้าคู่นั้น เธอกำลังจะก้มไปหยิบมัน แต่ทันใดนั้นกลับมีมือกร้านคู่หนึ่ง ไวกว่ามือเธอ


    เดอาตกใจเงยหน้ามองโจรขโมยรองเท้าทันที เขาสบตาเธอนานพอให้เธอเห็นดวงตาสีอำพันประกายทอง แล้วเธอก็เห็นเขามองเมินทะลุเธอเป็น ราวกับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเธอ ทั้ง ๆ ที่เธออยู่ตรงหน้าชิดมาก


    อะไรของเขาเดอาคิดอย่างหงุดหงิด


    เธอกำลังจะเอ่ยทักชายคนนี้ แต่เพียงแค่คิดจะขยับปาก เดอาก็กลับมานั่งอยู่บนเก้าอี้ในตู้โดยสารรถไฟขบวนเดิมเสียแล้ว




    ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น อัสลาน เดวิสบอกตัวเองในใจ ตามที่ปู่ของเขาสอนให้ทำเวลาพบเจออณูพิเศษเช่นอณูของผู้ดูแลชีวิต อณูที่เดินทางข้ามเวลา ข้ามมิติ ข้ามดวงดาวได้ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการทำงานของพวกเขา


    “พวกเขามีหน้าที่ของตน ผู้พิทักษ์อย่างเราเองก็เช่นกัน ฉะนั้นจงอย่ารบกวน เห็น หรือทักทายพวกเขาหากไม่จำเป็น มิเช่นนั้นจักรวาลอาจเสียสมดุล” ปู่สอนเขาเช่นนี้ตั้งแต่เขาจำความได้... ชายหนุ่มมองอณูของเดอาปลิวไปตามสายลม ...ไม่ ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น


    อัสลานเป็นทหารเกณฑ์เช่นเดียวกับอลัน แต่เขากร้านโลกกว่าเด็กหนุ่มมาก...มากเหลือเกิน


    เขาทรุดตัวนั่งยอง ๆ มือแหวกพงหญ้าหารองเท้า ถอนหายใจเสียงดัง พึมพำกับตัวเองอย่างรำคาญใจว่า “นี่รอบที่ห้าของสัปดาห์แล้วนะ”




    “นี่รอบที่ห้าของสัปดาห์แล้วนะ พลทหารแวนเลอร์ รอบที่ห้า! ที่ผมลงโทษคุณไปไม่ส่งผลให้คุณปรับปรุงพฤติกรรมเลยรึไง! คุณเป็นซินเดอเรลล่ารึไง คิดหรือว่าจะมีคนเก็บรองเท้ามาคืนคุณทุกครั้ง แล้วครั้งนี้คุณมีอะไรจะแก้ตัวอีก” ผู้กองสตีเฟนสันตะโกนลั่นใส่หน้าอลันจนพลทหารทั้งหมู่ของเด็กหนุ่มสะดุ้ง แล้วนับประสาอะไรกับอลันที่ผู้กองเรียกให้ออกไปยืนหน้าแถว


    เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายใช้เวลาหาเสียงอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ไม่มีครับ” เขาไม่กล้าสบตาผู้กองร่างเตี้ยคนนี้เลย เพราะกลัวจะกลายเป็นการท้าทายหาเรื่องใส่ตัวโดยใช่เหตุ


    “คุณนี่ ขนาดรองเท้ายังลืมใส่ ต่อไปก็ลืมใส่กระสุนลงในปืนสิ” ผู้กองยังพูดดังเช่นเดิม ขณะที่อลันรู้สึกราวกับตัวหดเล็กลีบเหลือแค่คืบ เพราะถูกจับจ้องจากสายตาผู้กองและเพื่อนทั้งหมู่ เขาได้แต่พูดขอโทษซ้ำไปมา


    “คุณพูดแบบนี้ทุกที คราวหน้าอย่าให้ผมเห็นอีกนะว่าคุณไม่ใส่รองเท้า ไม่งั้นหมู่คุณต้องวิดพื้นข้างละสองร้อยครั้ง” สิ้นคำของผู้กองวัยกลางคน อลันคล้ายได้ยินเสียงโอดครวญในใจจากเพื่อนในหมู่ แล้วพวกเขาก็เริ่มฝึกเช่นทุกวัน


    พวกเขาฝึกจนถึงเวลาอาหารเย็น โชคดีของอลัน แม้ผู้กองสตีเฟนสันจะเข้มงวดเรื่องเครื่องแบบและระเบียบวินัย แต่ไม่เคยลงโทษให้ใครอดอาหารหลังการฝึกหนัก เด็กหนุ่มหน้ากระ จึงยังได้นั่งกินอาหารเย็นกับเพื่อนร่วมหมู่


    “อย่าสลดเลยน่า ซินเดอเรลล่า เดี๋ยวพอปล่อยพักนายค่อยออกไปตามหารองเท้าก็ได้” พลทหารคนหนึ่งที่นั่งกินมันบดเย็นชืดอยู่ข้างอลันพูดพลางตบไหล่เพื่อน ดูเหมือนหลังจากผู้กองเรียกเขาว่าซินเดอเรลล่า ชื่อนั้นก็กลายเป็นฉายาของอลันที่คนทั้งหมู่เรียกตาม ขณะคาร์ล เมย์สัน เพื่อนร่วมหมู่อีกคนของอลันกระชากเสียงถามว่า “แล้วทำไมนายลืมรองเท้าบ่อยนักนี้วะ รอบที่ห้าของสัปดาห์นะ ทำได้ไง”


    “ก็เท้าผมหายใจไม่ออก เลยถอดทิ้งไว้ตอนพัก” อลันตอบ ตักมันบดคำโตเข้าปาก แล้วแทบจะพ่นพรวดออกมา เมื่อนายทหารอีกคนเข้ามากอดคอจากด้านหลังอย่างแรง นายทหารคนนี้ชื่อ ชาเวย์ แวลียาร์ด เป็นชายร่างสูงไล่เลี่ยกับอลัน แต่อายุมากกว่าอะกาธาร์เสียอีก ชาเวย์เคยบอกว่าเขาเป็นชาวนา ก่อนทางการจะส่งหมายเรียกตัวไปที่บ้าน


    “เหตุผลของเอ็งโคตรเป็นซินเดอเรลล่าเลย ข้ารู้แล้วว่าทางการคัดเลือกคนจากแค่อายุกับขนาดตัว ไม่ใช่จากมันสมอง” ชาเวย์พูดพลางเอากำปั้นปั่นหัวอลันอย่างมันเขี้ยว เขาเอ็นดูเด็กหนุ่มคนนี้ เพราะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวที่บ้าน แค่เห็นอลันเขาก็รู้สึกโชคดีที่ลูกเขาเป็นลูกสาว เพราะเขาคงใจสลายที่ต้องเห็นลูกมาอยู่ในสนามรบ ชาเวย์สงสารแม่ของอลันจับใจ


    “พูดแรงไป อย่างน้อยไอ้หนูนี่ก็คอยเขียนจดหมายให้แกนะเว้ย” เพื่อนทหารวัยเดียวกับชาเวย์อีกคนที่นั่งหัวโต๊ะพูดยิ้ม ๆ ใช้ช้อนชี้ชาเวย์


    “เออว่ะ เอาอย่างนี้ไหม คราวหน้าเอ็งลืมรองเท้าอีกก็ไปเอาคู่สำรองของข้าใส่เลย อยู่ใต้เตียงโน่นแน่ะ” ชาเวย์หัวเราะ นิ้วโป้งชี้ไปทางหอนอนของพวกเขา


    “คู่เก่าของแกน่ะเรอะ วันก่อนฉันนึกว่ามีอะไรเน่าตายในห้องเลยเดินดู ปรากฏว่ารองเท้าแกนั่นแหละ มันเหม็นยิ่งกว่าซากหนูที่นอนเน่าตายอยู่ข้าง ๆ อีก” นายทหารหัวโต๊ะคนเดิมว่าอีก เรียกเสียงหัวเราะจากทหารทั้งโต๊ะทันที


    “พูดอะไรให้เด็กมันกลัว นั่นน่ะเขาเรียก ‘กลิ่นของบ้าน’ เหม็นที่ไหนวะ” ทุกคนระเบิดหัวเราะกับท่าทางมั่นใจของชาเวย์


    วันนี้เป็นวันที่อลันโชคดี เพราะตรงกับวันที่ได้รับจดหมายจากทางบ้าน ทุกคนในหมู่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงไม่ต่อว่า ไม่ถือโทษเขาในวันนี้


    เด็กหนุ่มรอจนเสียงแตรบอกหมดเวลาพักดังขึ้น เขารีบเก็บจาน แต่ยังไม่ทันออกไปจากโรงครัว บุรุษไปรษณีย์ของกองทัพก็เข้ามาส่งจดหมายจากทางบ้าน เมื่อจดหมายจากมารดามาถึงมือเขา อลันก็ลืมเรื่องรองเท้าสนิท


    แม้ตอนนี้อะกาธาร์จะเป็นหญิงชาวบ้าน แต่อดีตเคยเป็นลูกผู้ดีเก่าในเขตชายแดนทางตอนเหนือของประเทศ แต่สงครามทำให้เธอกลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุสิบสอง ทรัพย์สินถูกปล้นไปหมดตอนข้าศึกบุกโจมตี ยังดีที่มาจอรี่หาตัวเธอพบ เธอจึงไม่ตายอยู่ข้างถนน และมีโอกาสพบรักกับพ่อของอลัน จนเด็กหนุ่มได้เกิดมา เหตุนี้เองอะกาธาร์จึงพอมีการศึกษาอยู่บ้าง ประกอบกับเธอชอบเขียนจดหมายและชอบเขียนหนังสือ จดหมายของอลันจึงอยู่ในซองที่อ้วนแทบปริแตกทุกสุดสัปดาห์ แรก ๆ ทุกคนในหมู่คิดว่าอะกาธาร์ส่งของขวัญมาให้ลูกด้วยในซอง แต่ข้างในมีแต่กระดาษเขียนจดหมายหลายแผ่นอัดแน่น จนแต่ละแผ่นที่หยิบออกมาเรียบกริบคล้ายถูกรีดด้วยเครื่องรีดกระดาษในโรงงานหนังสือพิมพ์


    จดหมายจากแม่ทำให้อลันรู้สึกราวกับหัวใจที่เหมือนกองไฟใกล้มอดดับ ได้ไม้ฟืนชั้นดีมาเติมพลังไฟให้ลุกโชน กระจายความอบอุ่นไปทั่วร่าง


    อลันบรรจงเปิดผนึกซองจดหมายอย่างเบามือ กวาดสายตาไปตามแถวอักษรอันเป็นระเบียบของมารดา ราวนักเดินทางกลางทะเลทรายพบโอเอซิส เนื้อความในจดหมายคือชีวิตของแม่แต่ละวัน และนาข้าว อดีตทุ่งดอกไม้หลังกระท่อมของเขา...


    ทันทีที่อะกาธาร์รู้ว่าลูกชายต้องจากไปสนามรบ เธอก็เปลี่ยนทุ่งดอกไม้หลังกระท่อมน้อยกลายเป็นทุ่งนาข้าวสาลี เพราะกลัวว่าเสบียงอาหารของทางการมีไม่พอสำหรับทหารทุกนาย แล้วลูกชายของเธอจะต้องท้องหิว


    อลันเจ็บปวดใจกับการตัดสินใจเช่นนี้ของมารดา เพราะเขาชอบทุ่งดอกไม้ตรงนั้นมากตั้งแต่เด็ก แต่เขาจะทำอะไรได้ เมื่อข้าวสาลีและเสบียงอาหารเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าดอกไม้ ที่สำคัญคือแม่ของเขาหวังดี เด็กหนุ่มจึงไม่เคยบอกใครว่าเขาเสียใจ แม้บางครั้งเขาต้องการคนมาเข้าใจบ้างก็ตาม


    ทำไมดอกไม้พวกนั้นต้องตายเพื่อสงครามที่พวกมันไม่ได้ก่ออลันคิดทุกครั้งที่เห็นคำว่า ‘ข้าวสาลี’ ในจดหมายของแม่...คำที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บแปลบในอก


    “ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะหนู” อลันละสายตาจากจดหมายของมารดา เงยหน้าขึ้นมองใบหน้ากังวลของเดอา เธอนั่งเท้าคางมองเขาจากอีกฝั่งของโต๊ะอาหารในโรงครัว


    อลันไม่แปลกใจที่หญิงสาวอยู่ที่นี่ อันที่จริงเด็กหนุ่มรู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของทุกสถานที่ เขาเห็นเธอบ่อยมากตั้งแต่เล็ก บางครั้งเห็นในทุ่งดอกไม้หลังบ้าน บางครั้งเห็นอยู่ข้างเตียง บางครั้งในจัตุรัสกลางเมือง และบางครั้งหน้าประตูบ้านของเขา ราวกับเธออยู่ทั่วทุกที่ เพียงแต่ต้องสังเกตหน่อยจึงมองเห็น


    อะกาธาร์เรียกหญิงสาวผู้นี้ว่า ‘เทพมารดร’ แต่สำหรับเขาเธอคือ ‘คุณดอกไม้’ และจะเป็นคุณดอกไม้ตลอดไป


    “อลัน หนูเป็นอะไรรึเปล่า” เดอาถามซ้ำเมื่อเด็กหนุ่มเงียบไป เขาส่ายหน้าน้อย ๆ ตอบเพียงว่าเขาคิดถึงบ้าน หญิงสาวไม่ถามอะไรต่อ แต่ลุกขึ้นย้ายมานั่งข้างเด็กหนุ่ม ยื่นมือไปแตะจดหมายที่อลันอ่านเพิ่งจบเชิงขออนุญาต แล้วหยิบมาอ่านเมื่ออลันพยักหน้า เดอาโอดครวญจนเกินจริงว่า “แย่แล้ว เพื่อน ๆ ฉันกลายเป็นข้าวสาลีไปหมดแล้ว!” หวังให้เด็กหนุ่มผู้รักดอกไม้ไม่เหงาเศร้าเกินไป


    สิ้นคำพูด ใบหน้าตกกระของอลันก็พลันผ่อนคลายขึ้น




    TBC

    ...........................................

    อืม รองเท้าค่ะ

    เทคนิคหาเพื่อนค่ะ----

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in