เรื่องเล่าของความรักRed Panda
ทานตะวัน (ตอนท้าย)
  • “แถวตรง! วันนี้หมู่ของคุณมีนายทหารใหม่ย้ายมาจากอีกหมู่ จากนี้ไปหมู่ 3 จะมีสมาชิกครบ 11 นาย รับทราบ!” เสียงตะโกนของผู้กองสตีเฟนสันปลุกอลันและเพื่อนร่วมหมู่สะดุ้งตื่น ลุกขึ้นยืนตรงที่ปลายเตียงทั้งยังงัวเงีย ตั้งแต่แตรปลุกยังไม่ดัง พวกเขาใช้เวลานาทีเศษพยายามยืนทรงตัวให้ตรง พลางสะกิดปลุกเพื่อนทหารผู้เหมือนจะยืนหลับต่อหน้าผู้กองร่างเตี้ย


    “พวกคุณรับทราบไหม!” เมื่อเห็นปฏิกิริยาของนายทหารใต้บังคับบัญชาไม่เป็นไปตามคาด ผู้กองวัยกลางคนก็ตะโกนบอกอีกครั้ง


    “ระ…รับทราบครับ!” คือคำตอบที่ทหารหนุ่มหมู่ 3 แห่งกองทัพขานรับอย่างไม่ค่อยพร้อมเพรียงนัก แน่นอน พวกเขาจึงต้องพูดซ้ำอีกห้ารอบจนพร้อมเพรียงกันตรงใจผู้กอง


    “ดี! ทีนี้ไปย้ายของลงจากเตียงหลังที่ว่างด้วย ผมจะกลับมาตรวจอีกครั้งหลังอาหารเช้า อย่าให้ผมเห็นเตียงใครโยนเหรียญแล้วไม่เด้งด้วย และซินเดอเรลล่า...หวังว่าวันนี้ผมจะเห็นคุณสวมรองเท้าลงลานฝึก เลิกแถว!” ว่าจบ ผู้กองสตีเฟนสันก็หันไปพยักหน้าให้ผู้มาใหม่เดินเข้ามา เขากวาดตาสำรวจจนแน่ใจว่านายทหารทุกคนอยู่ครบ จึงเดินออกจากห้องพักของหมู่ที่ 3 ไม่ให้พวกทหารเกณฑ์เสียเวลายืนส่งตามระเบียบนานนัก


    เมื่อผู้กองจอมดุจากไป หมู่ 3 ก็ผ่อนคลาย เริ่มพูดคุยเล่นหัว พลางพยายามปลุกกันให้ตื่น ขณะที่สมองค่อย ๆ เรียบเรียงคำพูดของผู้กองสู่ความเข้าใจ


    ชาเวย์เป็นคนแรกที่ประมวลผลคำพูดสำเร็จ เพราะเป็นคนเดียวที่ตื่นเต็มตา การย่างเข้าวัยกลางคนก่อนเวลาอันควร ทำให้เขามีปัญหานอนไม่ค่อยหลับ ผิดกับอลันผู้หลับทั้งยืนเมื่อครู่นี้ ชาเวย์จึงหันไปสนใจนายทหารผู้มาใหม่ก่อนใคร


    “นายมาใหม่รึ หน่วยก้านดีจริง ๆ ชื่ออะไร” ชาเวย์ทักทายอีกฝ่ายพลางยื่นมือให้สัมผัส


    “อัสลาน เดวิส” คนมาใหม่แนะนำตัวเสียงเรียบ เขาจับมือกับชาเวย์ เขย่าเบา ๆ เป็นพิธี


    “ชื่อเพราะดี เตียงของนายอยู่ริมสุดโน่นข้างเตียงของซินเดอเรลล่า นายยกข้าวของรก ๆ บนเตียงลงมากองบนพื้นได้เลย เดี๋ยวพอพวกนี้ได้สติกว่านี้จะขนกลับเตียงพวกเขาเอง” ชาเวย์ว่าพลางชี้ไปทางเตียงนั้น ตบไหล่อัสลานเบา ๆ เป็นเชิงอนุญาต


    “ซินเดอเรลล่า” อัสลานทวนคำพูดของชาเวย์อย่างไม่เข้าใจ ชาเวย์ผู้เป็นมิตรตอบเสียงใสร่าเริงว่า “ไอ้หนุ่มคนนั้นไง” เขาชี้ไปที่อลัน ผู้เพิ่งล้มตัวนอนคว่ำบนเตียงอย่างแรงเท้าชี้ฟ้า แล้วอธิบายให้สมาชิกใหม่ตามทันว่า “เขาทำรองเท้าหายบ่อย สัปดาห์นี้ทำหายห้าครั้งแล้ว ผู้กองเลยเรียกว่าซินเดอเรลล่า”


    อัสลานพยักหน้าเข้าใจ แล้วเดินไปที่เตียงของตน ขณะเดินชายหนุ่มเห็นนายทหารบางคนลุกออกไปเข้าห้องน้ำ บางคนคลานลงไปหาของใต้เตียง และบางคนนอนต่อ เขาเดินไปจนถึงเตียงตัวเอง อัสลานทำตามที่ชาเวย์บอก เขายกข้าวของทุกอย่างลงมาวางบนพื้นปลายเตียง แล้วเริ่มจัดสัมภาระอันน้อยนิดของตนเข้าตู้เก็บของข้างเตียง


    ห้องพักของหมู่ 3 มีเตียงนอน 11 เตียง แต่ละเตียงตั้งตู้เหล็กขนาดกลางไว้ข้าง ๆ สำหรับเก็บของส่วนตัว แต่ก็มีทหารในหมู่บางคนนิยมซุกข้าวของส่วนตัวไว้ใต้เตียงมากกว่า


    เตียงของอัสลานอยู่ด้านในสุดผนังห้อง ถัดจากเตียงเขาคือเตียงของอลัน เตียงหน้าสุดติดประตูเข้าออกคือเตียงของชาเวย์


    อัสลานใช้เวลาไม่กี่นาทีก็จัดของเรียบร้อย เขาเดินทางบ่อย ข้าวของติดตัวจึงน้อย


    อัสลานนั่งบนเตียง เพ่งมองเพื่อนใหม่บนเตียงข้าง ๆ ครู่หนึ่ง


    “ซินเดอเรลล่า” อัสลานเรียกชื่ออีกฝ่ายตามชาเวย์เสียงเรียบ


    “ขอทีเถอะ ผมชื่ออลัน” เด็กหนุ่มเจ้าของฉายาตอบอู้อี้เพราะยังนอนคว่ำหน้า


    “อลัน” อัสลานแก้ด้วยเสียงเรียบเช่นเดิม แต่บนปากยิ้มบาง ๆ


    “ใช่” อลันพลิกศีรษะหันไปทางสมาชิกใหม่ของหมู่ ขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจ


    นี่กี่โมงแล้ว เด็กหนุ่มคิดอย่างง่วงงุน


    “นี่ใช่รองเท้าของนายรึเปล่า” อัสลานถาม หยิบรองเท้าหนังของทหารคู่หนึ่งจากถุงสัมภาระยื่นให้ตรงหน้าเด็กหนุ่ม


    รองเท้า รองเท้าไหนอลันปรือตาดูวัตถุสีดำอยู่ครู่หนึ่ง พยายามเบิกตาตื่น จนเห็นภาพรองเท้าคู่ชีพที่ตนถอดวางไว้ข้างโกดังเก็บเครื่องบินเมื่อวันก่อนชัดเจนก็ลุกพรวด


    “เฮ้ย!” เด็กหนุ่มตื่นเต็มตาแทบจะทันที...และนี่ คือบทสนทนาแรกของอัสลาน เดวิส และอลัน แวนเลอร์




    หลังจากเช้าวันนั้น ที่อัสลานเก็บรองเท้าของอลันมาให้ และอลันประหลาดใจจนแทบตกเตียง สมาชิกหมู่ 3 ก็เรียกอัสลานว่า ‘เจ้าชาย’ เพราะเป็นผู้เก็บรองเท้ามาให้ซินเดอเรลล่า และช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากบทลงโทษของผู้กองสตีเฟนสัน


    พวกเขาฝึกร่วมกันหนึ่งสัปดาห์เต็ม ตลอดเจ็ดวันนั้นไม่มีวันไหนเลยที่อลันไม่สวมรองเท้า ผู้กองสตีเฟนสันประหลาดใจจนออกปากชมว่าเด็กหนุ่มมีพัฒนาการ โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วอลันยังมีพฤติกรรมเช่นเดิม เพียงแต่เขามีอัสลานคอยตามเก็บรองเท้ามาให้ อัสลานนับเอาการเก็บรองเท้าของอลันเป็นหน้าที่หนึ่งของตนทันทีที่คนในหมู่เล่าให้ฟังถึงบทลงโทษที่ผู้กองกำหนดไว้ หากอลันไม่สวมรองเท้าฝึกอีก


    ใช่ว่าทุกคนในหมู่ตามใจอลัน เพียงแต่พวกเขารู้ดีว่าถึงทำโทษตักเตือนเช่นไร เด็กหนุ่มก็มีโอกาสลืมรองเท้าอยู่ดี คล้ายเป็นความเคยชินที่ไม่อาจแก้ให้หาย ฉะนั้นการที่อัสลานคอยตามเก็บรองเท้าให้อลันอย่างจริงจัง จึงราวกับสวรรค์มาโปรดหมู่ 3 เพราะพวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าเวลาพักอลันไปที่ไหน และลืมรองเท้าไว้ที่ใด


    เวลาเจ็ดวัน จะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อย หากนับด้วยสัปดาห์ ก็แค่หนึ่ง หากนับด้วยชั่วโมงก็มากถึงหนึ่งร้อยหกสิบแปด ต่างกันที่ความละเอียดในการนับ และมุมมองเรื่องคุณค่าของเวลาชีวิตแต่ละคน สำหรับนายทหารเหล่านี้ ทุกวินาทีของพวกเขามีค่า เพราะหนึ่งสัปดาห์นี้คือการนับถอยหลังเข้าสู่นรกที่ชื่อว่า สงคราม


    วันหนึ่งผู้กองเรียกพวกเขาไปถ่ายรูปหมู่ วันนั้นเป็นวันที่อลันรู้สึกสนุกที่สุดตั้งแต่มาประจำการในกองทัพ พวกเขายกโขยงไปถ่ายรูปตามจุดต่าง ๆ ในค่าย ถ่ายกับเครื่องบินบ้าง ถ่ายหน้าโรงเก็บเครื่องบินบ้าง กระทั่งในห้องน้ำก็ยังมีคนอุตริเข้าไปถ่ายภาพ วันต่อมาพวกเขาก็ได้ภาพขาวดำของตัวเองคนละหลายใบ


    อลัน กับชาเวย์ และนายทหารคนอื่น รีบแนบรูปเดี่ยวของตนกับจดหมายส่งไปถึงบ้าน ขณะที่อัสลานเก็บรูปทั้งหมดของเขาใส่กระเป๋าเดินทางเงียบ ๆ


    “ไม่ส่งไปให้ที่บ้านหรือ” อลันสงสัยเมื่อเห็นชายหนุ่มเก็บภาพลงกระเป๋า


    “บุรุษไปรษณีย์ไม่ไปส่งจดหมายที่บ้านฉัน ฉันต้องเอาไปเอง” อัสลานอธิบายเสียงเรียบเฉย แต่เป็นกันเอง หลายวันที่ผ่านมา อลันรู้ว่าชายหนุ่มผมแดงคนนี้แม้ไม่ค่อยพูด แต่เป็นมิตรมาก หากเปรียบเป็นดอกไม้ อลันยกให้เขาเป็นดอกป๊อปปี้สีแดง ไม่เหมือนชาเวย์ผู้เป็นดอกทานตะวัน หรืออะกาธาร์ผู้เป็นดอกผักกาดก้านขาว


    ดอกป๊อปปี้สีแดงสดที่สงบเยือกเย็น ไม่ใช่ดอกสีขาวบริสุทธิ์ หรือเหลืองเช่นดอกป๊อปปี้ส่วนใหญ่


    “งั้นเหรอ” อลันรับรู้ แล้วทำท่าจะเขียนจดหมายต่ออีกฉบับ อัสลานเปิดกระเป๋าเดินทางของตนแล้วเรียก

    “อลัน”


    เด็กหนุ่มขานรับโดยไม่ละสายตาจากกระดาษ


    “ฉันว่านายเก็บนี่ไว้ดีกว่า” อลันหันไปมอง ‘นี่’ ที่อัสลานว่า...คือรูปถ่ายที่เห็นอลันกับชายหนุ่มอยู่ข้างโรงเก็บเครื่องบิน หากเขาจำไม่ผิด คนถ่ายภาพนี้ไม่ใช่ช่างภาพของกองทัพ แต่เป็นชาเวย์ ผู้ไปขอเรียนรู้วิธีการชักภาพและทำตามได้อย่างรวดเร็ว เพราะในภาพนั้น อลันกำลังวิ่งเท้าเปล่าขาลอยกลางอากาศ ข้างหลังเห็นอัสลานกำลังก้มเก็บรองเท้าให้ ใบหน้าบอกความระอาใจ


    อย่าให้แม่เห็นดีกว่าอลันคิดในใจ


    “ฉันว่านายเก็บไว้เถอะ ในหมู่เรานายมีรูปถ่ายน้อยที่สุด” อลันยิ้มแหย ๆ รีบปฏิเสธ


    “แต่รูปนี้เหมือนถ่ายนายมากกว่า” อัสลานไม่ยอมแพ้


    “โธ่ มีฉันอยู่ในรูปของทุกคนแหละ นายเก็บไว้เถอะ ถ้าไม่ถูกใจก็ฉีกฉันออกจากรูปได้นะ ฉันไม่โกรธ ขออย่างเดียวอย่าฉีกหน้าฉันแหว่งก็พอ” อลันเองก็ไม่ยอมแพ้


    “ได้” อัสลานเป็นคนพูดจริงทำจริง ว่าจบเขาก็บรรจงฉีกภาพในมือ ส่งครึ่งหนึ่งให้อลัน


    “ขอบใจ” เด็กหนุ่มรับภาพครึ่งใบ ยิ้มอย่างพอใจเพราะใบหน้าของเขาไม่แหว่ง และแม่ก็ไม่ต้องรู้ด้วยว่าเขาทิ้งรองเท้าอีกแล้ว


    คืนวันของอลันในค่ายทหารถือว่าไม่เลวร้าย อาหารของที่นี่แม้จะเย็นและรสชาติจืดชืด แต่ก็กินได้ เพื่อนร่วมหมู่ของเขา เมื่อแต่ละคนปรับตัวยอมรับพฤติกรรมของกันและกันได้ ก็ไม่มีเรื่องทะเลาะกับใคร แม้จะมีบ้างที่พวกเขามีปากเสียงกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่นใครได้ชุดนอนสีสดกว่ากัน ทั้งที่เป็นสีน้ำเงินลายทางเหมือนกัน หรือใครเป็นต้นเหตุเมื่อมีคนแอบเอาเหล้าเถื่อนกลั่นเองในโรงครัวมากินในหอนอน แล้วเมาค้างจนผู้กองจับได้


    อลันอยู่ได้ เด็กหนุ่มเชื่อเช่นนั้น จนกระทั่งมาถึงคืนสุดท้ายก่อนการเดินทางไปแนวหน้า...


    คืนนั้นทั้งคืนอลันนอนไม่หลับ เขาคิดว่าจะส่งสมุดบันทึกไปให้แม่ดีหรือไม่ จึงลุกขึ้นนั่ง จุดตะเกียงหัวเตียง ค่อย ๆ เปิดดูบันทึกดอกไม้ทีละหน้า ลูบคลำดอกไม้ที่ทับไว้ตามหน้าต่าง ๆ อย่างลืมตัวและลังเลใจ


    เขาอยากให้สมุดเล่มนี้ปลอดภัย แต่ไม่อยากแยกจากมัน


    เขาคิดถึงทุ่งดอกไม้หลังกระท่อมที่บ้าน แม้ทุ่งแห่งนั้นจะกลายเป็นทุ่งข้าวสาลีแล้ว


    เขาอยากเก็บดอกผักกาดก้านขาวในทุ่งมาทับในสมุด อยากเก็บพวกมันใส่แจกันให้แม่


    เขาอยากกลับบ้าน อยากส่งตัวเองกลับบ้านไปพร้อมสมุดบันทึกเล่มนี้ ทำไมบุรุษไปรษณีย์ไม่รับส่งคนบ้างหนอ


    อลันร้องไห้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาร้องไห้ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่


    เด็กหนุ่มร้องไห้อย่างไร้เสียง แต่ดูเหมือนคนบนเตียงข้าง ๆ ประสาทไวจนได้ยินเสียงสะอื้นที่เขาพยายามกลั้นไว้ในลำคอ


    อัสลานลืมตาขึ้นกลางดึก เพราะเสียงของอลัน ชายหนุ่มยันตัวขึ้นหันไปเพ่งมองเตียงข้าง ๆ


    “นายเป็นอะไร” ชายหนุ่มถาม


    “ฉันคิดถึงบ้าน” อลันตอบเสียงอู้อี้ กลั้นสะอื้นหนักกว่าเดิม คล้ายการตอบคำถามนั้นเปิดประตูความรู้สึกที่เขาเก็บกดมานานให้พรั่งพรู อัสลานเห็นความอ่อนแอของอลันก็นึกสะท้อนใจ เขาลืมไปว่าอลันอายุเพียงแค่สิบแปดปี อ่อนกว่าเขาสิบปีเห็นจะได้ ชายหนุ่มลุกจากเตียงของตัวเองไปนั่งข้างเตียงของอลัน ซึ่งเด็กหนุ่มก็ขยับตัวแบ่งที่ให้


    “บ้านนายเป็นยังไงรึ” อัสลานถาม วางมือบนมือขวาของอลันที่กำผ้าห่มไว้แน่นอย่างปลอบใจ


    “เป็น...บ้านไม้เล็ก ๆ กลางทุ่งดอกไม้” อลันตอบเสียงสั่น เขาบีบมือของอัสลานแน่น ราวกับมือข้างนั้นจะพาเขากลับบ้านไปหาแม่ได้


    “สวยไหม” อัสลานถามต่อเสียงเรียบ มั่นคง


    “มาก มากที่สุดในโลกเลย” แรงบีบมือของอลันมากขึ้นตามความคิดถึงบ้าน คิดถึงหมู่มาลีดอกไม้ คิดถึงพระอาทิตย์ยามสนธยา สายลม เสียงปะทุปริของฟืนในเตาผิง และเสียงฝนพรำในฤดูใบไม้ผลิ


    “จริงหรือ” อัสลานบีบมืออลันตอบเบา ๆ


    “จริงสิ” เด็กหนุ่มตอบพลางฝืนยิ้ม ดวงตาของเขาสะท้อนภาพบ้านน้อยหลังเก่ากลางทุ่งดอกไม้ ในคืนวันอันสวยงามของฤดูใบไม้ผลิ และโดยไม่มีใครรู้ตัว เดอาก็มานั่งอยู่บนเตียงของอัสลานแล้ว เธอมองคนทั้งสองไม่วางตา โดยเฉพาะอลัน แม้ไม่แน่ใจเกิดอะไรขึ้น แต่เห็นอลันร้องไห้ เธอก็พอเดาได้ว่าคงไม่พ้นเรื่องสงคราม เธอสงสารเด็กหนุ่มเหลือเกิน


    “ไว้สงครามจบแล้ว นายพาฉันไปดูด้วยนะ” อัสลานบอกเด็กหนุ่มเสียงเบาคล้ายกำลังพูดกับลูกสัตว์ตัวเล็กบอบบาง


    “ฉันจะรอดกลับไปใช่ไหม” อลันถามเสียงแหบแห้ง


    “รอดสิ นายจะรอดกลับไป” เสียงของอัสลานสงบ


    “ฉันอยากกลับบ้าน” อลันสารภาพความปรารถนาอันเกินจริงของตน เอาหน้าซุกเข่า คล้ายจะปกป้องตัวเองจากความสิ้นหวัง


    “ฉันรู้” อัสลานบีบมืออันสั่นเทาเพราะแรงอารมณ์ของเด็กหนุ่มอีก


    “นายสัญญาได้ไหมว่าฉันจะรอด ฉันคิดถึงแม่” อลันอ้อนวอน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าคำขอนี้แทบเป็นไปไม่ได้


    “ได้สิ ฉันสัญญา นายจะรอดกลับไปหาแม่ของนาย กลับไปบ้านกลางทุ่งดอกไม้ของนาย” อัสลานรับปากเด็กหนุ่มอย่างหนักแน่น เขาเชื่อว่าหากอลันไม่อยู่ห่างสายตาของเขาเกินไป เขาจะช่วยปกป้องเด็กหนุ่มให้ปลอดภัยได้


    “ขอบใจ” อลันพูด สูดน้ำมูก


    “นายอ่านอะไรอยู่” อัสลานเห็นอีกฝ่ายสงบขึ้นก็เบาใจ จึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง


    “บันทึกของฉัน” อลันตอบ มองสมุดเล่มเล็กในมือซ้ายของตน


    “ฉันอ่านได้ไหม” แทนคำตอบ อลันยื่นสมุดให้อัสลาน ชายหนุ่มรับมาเปิดดูหน้าแรกอย่างพิจารณา แล้วพลิกดูหน้าอื่นคร่าว ๆ เขาพูดว่า “ดอกไม้เต็มเลย นายอยากเป็นนักพฤกษศาสตร์หรือ”  ขณะส่งสมุดคืนให้อลัน


    “เปล่า ฉันแค่อยากทำสวนดอกไม้” เด็กหนุ่มตอบ พวกเขาเงียบกันครู่หนึ่ง อลันเอ่ยต่อไปว่า “ข้างนอกนั่น นายว่าที่แนวหน้าจะมีดอกไม้ไหม” เสียงคล้ายคนละเมอ


    “มีสิ ที่ไหนมีต้นไม้ที่นั่นก็มีดอกไม้” อัสลานตอบตามที่เคยเห็น นี่ไม่ใช่สมรภูมิแห่งแรกที่เขาเผชิญ ก่อนมาประจำที่ค่ายนี้เขาเคยไปมาแล้วหลายค่าย หลายสถานที่นัก


    “จริงนะ” อลันรู้สึกโล่งอก


    “จริง” อัสลานบีบมือเขาคล้ายจะยืนยัน ละมือออก เขาบอกอลันว่า “นายนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องเก็บของแต่เช้า ซินเดอเรลล่า” แล้วลุกขึ้นกลับไปเตียงของตน โดยไม่สนว่าเดอาจะขยับตัวให้หรือไม่


    “ฉันชื่ออลัน” เด็กหนุ่มพยายามทำเสียงรำคาญเช่นยามปกติ


    “ราตรีสวัสดิ์ อลัน” อัสลานยิ้มให้


    “เช่นกัน อัสลาน” อลันยิ้มตอบ ดับตะเกียงน้ำมันหัวเตียง แล้วล้มตัวลงนอน เขาตัดสินใจเก็บสมุดไว้กับตัวไม่ส่งไปให้แม่


    อลันหลับสนิททันทีที่หัวถึงหมอน ผิดกับอัสลาน ชายหนุ่มนั่งลงบนเตียงข้างเดอา เพ่งมองใบหน้าอ่อนวัยของอลันด้วยความสงสารไม่ต่างจากที่เดอารู้สึก


    “คุณไปดูเขาเถอะ ตอนนี้เขาต้องการคุณ” อัสลานบอกหญิงสาวเสียงเบา นี่เป็นครั้งแรกที่เขายอมรับว่าเธอมีตัวตนขัดคำสั่งสอนของปู่...ของผู้พิทักษ์


    เดอามองเขานิ่ง


    “เห็นฉันแล้วเหรอ” อัสลานพยักหน้าแทนคำตอบ


    “ถ้าผมคลาดกับเขาที่แนวหน้า ผมฝากคุณช่วยดูแลเขาด้วย เขาอ่อนโยนเกินไปสำหรับสงคราม” อัสลานบอกเสียงแผ่ว เดอารับคำเสียงเบาเช่นกันว่า “ฉันจะพยายาม”


    “ขอบคุณ” ชายหนุ่มพูด ยิ้มโล่งอกให้เดอา จนใบหน้าที่เรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายอยู่เสมอดูอ่อนวัยขึ้นทันตา แล้วอัสลานก็ล้มตัวลงนอน เดอามองชายหนุ่มคนนี้อย่างไม่เข้าใจนัก แต่สุดท้ายเธอก็เลิกคิดเรื่องของเขา หญิงสาวจัดชุดนอนให้เข้าที่ แล้วลุกขึ้นไปที่เตียงนอนของอลัน


    เดอานั่งลงข้างหัวเตียงของอลันเช่นเดียวกับที่เคยนั่งข้างหัวเตียงของอะกาธาร์ ตอนที่เด็กหนุ่มเกิดมา เธอลูบผมนิ่มของอลันอย่างเบามือหวังจะขับไล่ความกังวลใจของเขาไปไกล ๆ เธอหวังว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เธอได้พบเด็กคนนี้ แต่ชีวิตคนเป็นเรื่องไม่แน่นอน ดูเธอเป็นตัวอย่างสิ ทั้งไอช่า ไฟไหม้ และหิมะกัด...


    “ขอให้ปลอดภัยนะ อลัน” เดอาบอกเด็กหนุ่มเสียงเบา จุมพิตหน้าผากของเขาเช่นวันที่เขายังเล็ก แล้วเธอก็สลายหายไป เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน





    TBC

    ....................................

    ต่อไปอลันกับอัสลานจะเป็นยังไงบ้างนะ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in