Social and History by Jack okKiattisak Wongliang
The Sadness of The king ลูกคู่ทุกข์คู่ยากในพระพุทธเจ้าหลวง Chapter 3
  •            จากความเดิมตอนที่แล้วเล่าถึงความสนิทสนมของเสด็จพระองค์ใหญ่(พระองค์เจ้าหญิงศรีวิไลยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี)และสมเด็จหญิงใหญ่(สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์) พระราชธิดาของพระอรรคชายากลาง (พระอรรคชายาเธอพระองค์เจ้าเสาวภาคนารีรัตน์) ที่มีความสนิทสนมกันเป็นอย่างมากแม้ว่าจะไม่ใช่พระราชบุตรร่วมพระครรโภธรเดียวกัน
                 ภาพซ้าย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงศรีวิไลยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี               ภาพขวาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์

              จนกระทั่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็ได้เกิดขึ้น วันที่ 26 ตุลาคม ปีพุทธศักราช 2447 เสด็จพระองค์ใหญ่(พระองค์เจ้าหญิงศรีวิไลยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี ) พระราชธิดาอันเป็นที่รักของพระพุทธเจ้าหลวงสิ้นพระชนม์ลง หลังจากที่ได้รับการสถาปนาเป็นกรมขุนสุพรรณภาควดีได้เพียง 1 ปี 
             ด้วยความรักของพระราชบิดาจึงมีการจัดงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระศพที่พระราชวังบางปะอินโดยใช้พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์และจัดให้มีงานพระราชทานเพลิงศพขึ้นที่วัดนิเวศธรรมประวัติ  โดยการเชิญพระศพไปทางกระบวนรถไฟไปพระราชวังบางปะอิน บรรดาฝ่ายในต่างก็เสด็จไปประทับที่พระราชวังบางปะอินก่อนล่วงหน้า เมื่อพระศพถึงที่สถานีรถไฟ สมเด็จหญิงใหญ่ก็เสด็จไปในพิธีรับพระศพที่สถานีรถไฟจากนั้นก็ทรงเสด็จกลับตำหนักเมื่อเสด็จกลับตำหนักก็มีอาการเจ็บไข้ไม่สบายอย่างกระทันหันจึงทำให้ไม่ได้เข้าร่วมพิธีพระราชทานเพลิงพระศพพระพี่นางอันเป็นที่รักได้
    พระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ พระราชวังบางปะอิน
             ในงานพระราชทานเพลิงพระศพครั้งนี้ถือเป็นงานใหญ่อีกงานหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นในงานมีลักษณะที่แตกต่างจากงานพระราชทานเพลิงพระศพงานอื่น นั่นคือข้าราชการ นางข้าหลวง มหาดเล็กล้วนแล้วแต่นุ่งขาว เพราะรัชกาลที่ 5 มีพระกระแสรับสั่งว่า "ลูกคนนี้เป็นลูกคู่ทุกข์คู่ยาก ต้องให้นุ่งขาว" คำว่าลูกคู่ทุกข์คู่ยากไม่ได้เป็นการดูถูกดูหมิ่นพระเกียรติแต่อย่างใดหากแต่เป็นการให้เกียรติ เพราะ ตอนที่รัชกาลที่ 5 สิ้นพระราชบิดา (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)  มีเพียงคนไม่กี่คนที่ยังยืนเคียงข้างท่านนั่นคือ ทูลกระหม่อมแก้ว (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร) ผู้อภิบาลรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ อีกท่านหนึ่งคือ สะใภ้หลวง เจ้าคุณพระประยูรวงศ์หรือเจ้าจอมมารดาแพ และเสด็จพระองค์ใหญ่ ทั้งสามพระองค์เป็นคนที่อยู่ข้างรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ที่ประเทศมีแต่ความวุ่นวาย การผลัดเปลี่ยนอำนาจด้วยความทุกข์และความลำบากในครั้งนี้ ประกอบกับความน่าเอ็นดูของพระราชธิดาพระองค์นี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงเรียกพระราชธิดาว่า เจ้าหนู 
    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าละม่อม กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร
    ที่มาภาพ : Wikipedia

    เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดารแพ)

             งานพระราชทานเพลิงศพจึงมีความแตกต่าง นั่นคือข้าราชการ นางในต้องนุ่งขาวห่มขาวกันหมด เพราะปกติจะนุ่งขาวในงานพระศพของบุพการีเท่านั้น หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ ความว่า

              ".....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายในเสด็จพระราชดำเนินรับพระศพที่สถานีบางปะอิน พระศพเชิญเสด็จลงเรือยาวมีหม่อมเจ้าที่โยง และใกล้ชิดตามกระบวนในเรือยาวอย่างกระบวนกฐินกระบวนแห่เชิญพระโกศไปขึ้นตั้งบนพระที่นั่งไอศวรรย์อิพย์อาสน์ซึ่งจัดทำพลับพลาต่อเข้าทางฝ่ายในประทับ และพลับพลาต่อเข้าทางฝ่ายในประทับและพลับพลาต่อจากพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพอาสน์มาจดพื้นดินตรงสะพานสำหรับฝ่ายหน้าประทับเมื่อพระโกศตั้งเรียบร้อยแล้ว มีสดับปกรณ์เสร็จแล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จขึ้นเข้าไปในพระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นเสด็จพระองค์  สุวพักตร์วิลัยพรรณทรงเข้าสวมกอดทรงพระกันแสงด้วยกันสองพระองค์ ภาพนี้เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกันแสง......"

    หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล 
    ที่มาภาพ : Wikipedia


    ภาพประชาชนนุ่งขาวในงานพระบรมศพของรัชกาลที่ 5


    ภาพงานพระศพกรมขุนสุพรรณภาควดี ณ พระที่นั่งพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์
    ที่มาภาพ Wikipedia
    ภาพงานพระเมรุกรมขุนสุพรรณภาควดี จัดขึ้น ณ วัดนิเวศธรรมประวัติ

  •           รัชกาลที่5 ทรงเศร้าโศกกับเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอย่างมาก สิ้นงานพระบรมศพของเสด็จพระองค์ใหญ่เพียงไม่กี่วัน สมเด็จหญิงใหญ่(สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์) ก็สิ้นพระชนม์ที่พระราชวังบางปะอินด้วยไข้กาฬโรค ในนวนิยายสี่แผ่นดินได้กล่าวว่าต้องเชิญพระศพพระเจ้าลูกเธอองค์หนึ่งลงมาแล้วเชิญพระศพของอีกพระองค์ขึ้นไป หม่อมราชวงศ์สดับลดาวัลย์ ยังได้บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า 

            ".....กระบวนเรืออัคเรศ ที่เชิญพระศพสมเด็จหญิงพระองค์ใหญ่กลับกรุงเทพประดิษฐานพระโกศบนดาดฟ้าเรือ เรืออกจากท่า บางปะอินประมาณย่ำค่ำข้าหลวงนั่งเฝ้าพระโกศร้องไห้กันไปพลางตลอดรุ่ง ถึงท่าพระตำหนักแพหรือท่าขุนนางราวตีสาม เชิญพระโกศขึ้นประกอบพระโกศกุดั่นใหญ่บนพระราชยานพระศพถึงหอธรรมสังเวช ตั้งพระโกศเคียงคู่กับพระโกศพระอัครชายาเธอพระองค์ใหญ่ (พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตน์นารีนาค)เป็นภาพที่น่าสังเวชสลดใจแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่งทำให้ข้าหลวงร้องไห้ดังระงมไปหมดเพราะเป็นเวลาสงัด ผู้ที่อยู่ตำหนักพระบรมราชวังชั้นในบอกว่าได้ยินเสียงจากหอธรรมสังเวชอย่างถนัดทำให้รู้ว่าเป็นเวลาที่พระศพถึงหอเรียบร้อยแล้ว....."

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์
    ที่มาภาพ Wikipedia

              นับเป็นเหตุการณ์อีกเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงเสียพระทัยที่ต้องเสียบุตรสุดที่รักทั้งสองพระองค์ในเวลาไล่เลี่ยกันและก็ยังอยู่ในวัยที่กำลังเจริญพระชันษา ว่ากันว่าหากเสด็จพระองค์ใหญ่ยังไม่สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่5 อาจพระราชทานอนุญาตให้ไปเรียนต่างประเทศ นอกจากนี้งานพระราชทานเพลิงพระศพยังเป็นงานที่ชาววังออกปากเลยว่าหากใครพลาดงานนี้ถือไม่ใช่ชาววัง คิดดูว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน เอาเป็นว่าตอนนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้  ขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่เป็นกำลังใจ และติดตามเรื่องราวดีๆกันต่อไปนะครับ


    กศว
    เขียน

    อ่านเรื่องเก่าเล่าอดีตไปกับ กศว 
                                 The Sadness of The king ลูกคู่ทุกข์คู่ยากในพระพุทธเจ้าหลวง Chapter 2
    ผ่านช่องทาง

    Facebook Page : ตำนานเก่าเจ้านายสยาม

    ติดตามเรื่องราวอื่นๆ คลิก Social and History by Jack ok 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in