เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
MY TIME IN 2023novem
สวัสดีวันอาทิตย์ที่ 22
  • สวัสดี เราเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดในเดือนพฤศจิกายน มีปานรูปหน้ายิ้มที่ข้อเท้าด้านซ้าย
    เราเกิดในวันที่มีฝนดาวตกด้วยนะ และมันคงจะดีถ้าเราได้เห็นฝนดาวตกอีกครั้ง

    เราไม่ได้เขียนเรื่องราวลงเว็บต่าง ๆ นานพอสมควร
    account นี้ก็เป็น account ใหม่เพราะเราเข้า account เก่าไม่ได้
    ไม่ได้รู้สึกเสียดายเรื่องราวที่เคยเขียนมา เพราะทุกเรื่องถูกบันทึกด้วยลายมือของเราอีกครั้ง
    น่าแปลกที่เมื่อรูปแบบการเขียนเปลี่ยนไป ภาษาที่ใช้และความรู้สึกก็เปลี่ยนไปด้วย
    เรื่องราวในวันนี้ก็เช่นกัน
    มันถูกบันทึกใน diary ของเราด้วยตัวอักษรที่เราบรรจงเขียนและถ่ายทอดความรู้สึกออกมาทั้งหมด แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่สามารถเขียนความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้และล่องลอยคล้ายฝุ่นได้หมดอยู่ดี
    _____________________________________________________________________________________

    ช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะในเดือนแรกของปี
    เคยมีคนกล่าวว่าถ้าเราเริ่มต้นวันแรกของปีได้ดี ปีนี้ของเราก็จะเป็นปีที่ดี
    เราว่าไม่จริงหรอก 
    ใน 1  ปีมีตั้ง 365 วัน จะมีวันที่ดีไปทุกวัน มันก็คงจะขี้โกงไปหน่อย 
    จริง ๆ แล้วเราเชื่อว่าถ้าเราเริ่มต้นแต่ละวันให้ดี วันนั้นของเราก็คงเป็นวันที่ดี (ขอให้ทุกคนมีวันที่ดีนะ)
    แต่ชีวิตของมนุษย์ซับซ้อนมากกว่านั้น
    เพราะต่อให้เราเริ่มต้นวันได้ดี มันอาจจะมีเรื่องที่ทำให้หัวใจขนาดเท่ากำปั้นของเราแตกสลายก็ได้

    เราได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งในวันที่ 20 มกราคม 
    เสียงผู้ชายที่แม้จะนุ่มนวลและสุภาพแต่กลับมาพร้อมเนื้อหาที่บาดลึกลงในหัวใจ ทุกประโยคในบทสนทนานั้นคล้ายกับว่าทำให้เราลืมวิธีหายใจและไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
    เราตกใจกับสิ่งที่เราได้ยิน แต่ถึงอย่างนั้น เราก็เชื่อมั่นในตัวเขา, บุคคลที่เรารักอย่างดี, มากกว่า
    เราถามเขาในสิ่งที่เราได้ยินมาทั้งหมด

    คุณรู้ไหมว่าเวลา 4 ชั่วโมงนานขนาดไหน
    ถ้าให้ตอบในฐานะคนบ้างาน ก็คงตอบว่ามันผ่านไปเร็วมาก บางทีงานแรกยังไม่เสร็จดีด้วยซ้ำ
    หรือถ้าตอบในฐานะนักเขียน ก็คงเขียนเรื่องสั้นจบได้ 2 ตอน กดเซฟไว้แก้ในวันถัดไป และลุกไปชงกาแฟ
    แต่ถ้าให้ตอบในฐานะคนที่รอ เราคิดว่าแต่ละวินาทีมันผ่านไปช้ามาก ช้าจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กันที่เราจะได้คำตอบ

    ทุกอย่างมันเป็นความเข้าใจผิดและผิดพลาดในการสื่อสาร
    สิ่งที่เรากลัวว่าเขาจะเป็นคนที่ทำร้ายเราโดยคำโกหกนั้น มันไม่เป็นความจริงและไม่เกิดขึ้น
    เขาอธิบายและพิสูจน์ด้วยตัวเขาเองอย่างดี และเราเชื่อใจเขา
    เรื่องมันควรจบลงด้วยดีสิ แต่ทำไมเราถึงยังรู้สึกแย่ เราไม่มั่นใจเลยว่าบาดแผลในอดีตของเรามันกำลังถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่า
    แล้วใครกันจะให้คำตอบเรื่องนี้ได้
     






  • เราเคยโดนทำร้าย และทนอยู่กับการถูกทำร้ายด้วยคำโกหกจากคนที่เราไว้ใจมากที่สุดทั้งสองคนมาเกือบปี ไม่นับการทำร้ายร่างกายที่ยังคงทิ้งร่องรอยตามตัวไว้
    คนแรกเป็นคนที่เรารักและไว้ใจมาก
    ส่วนคนที่สองเป็นเพื่อนเราเอง
    ในวันที่เราตัดสินใจปลดปล่อยพันธนาการของตัวเองในความสัมพันธ์นั้น
    เรายังคงร้องไห้ แต่เป็นการร้องไห้ที่ดีใจที่มันจบลงเสียที
    (ซึ่งถ้าเราขายน้ำตาในตอนที่เราอยู่ในความสัมพันธ์ทุเรศนี่ เราคงรวยแล้วแหละ)
    เพราะฉะนั้นเราเลยโล่งและสบายใจมาก
    มากจนเฉลียวใจและมั่นใจว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
    จนลืมไปว่าเราพกบาดแผลในใจนี้ติดตัวมาด้วย


    ในตอนนั้น ระยะเวลากว่า 3 เดือนที่รักษา trauma เรื่อง trust issue ไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กผู้หญิงในวัย 19 ปี 
    มันดูเป็นอายุที่โตพอจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้แล้ว แต่เราไม่คิดแบบนั้นนะ 
    19 ก็ยังคงเป็นแค่เด็กคนหนึ่งอยู่ดี 
    การที่ต้องทนกับความคิดในแง่ลบของตัวเอง การที่ไม่กล้าเล่าเรื่องของตัวเองให้ใครฟังและเก็บซ่อนทุกอย่างไว้ในใจ มันไม่ง่ายเลยที่จะผ่านไปได้
    แต่ในวันหนึ่งที่เด็กคนนั้นซึ่งโตมาเป็นเราในอนาคตผ่านมันมาได้ เธอดีใจมาก และชีวิตปกติของเธอก็ได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ในแบบที่เธอภาวนาว่ามันจะดีกว่าที่ผ่านมา




    เธอทำสำเร็จ
    บาดแผลนั้นไม่เคยปริขึ้นมาอีกเลย
    จนกระทั่งวันนั้น



  • เช้าวันเสาร์ อากาศที่นี่เริ่มเย็น แต่ท้องฟ้ากลับสดใสและมีแดดจ้าคล้ายกับรอต้อนรับเทศกาลตรุษจีน
    บ้านต่าง ๆ ในระแวกนี้เริ่มตั้งโต๊ะไหว้กันแล้ว
    เราบอกได้จากเสียงพูดคุย กลิ่นอาหารและกลิ่นธูปที่ลอยมาตามลม
    ถ้าสงสัยว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน
    เราก็คงตอบคุณว่าเรานอนอยู่บนเตียง 
    ดวงตาที่ลืมขึ้นไร้ความรู้สึกใด ๆ คล้ายกับรอเวลาที่พายุจะสาดซัดมาอีกครั้ง เพื่อให้บ่อน้ำตาที่ตื้นเขินนั้นระเบิดออกมาเสียที

    ในวันนั้น เราไม่ได้ทำอะไรมากมายนัก สิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดคงเป็นการซักผ้าและตากในวันที่อากาศดี 
    กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มลอยวนเวียนอยู่รอบตัว มันอบอุ่นจังเลยนะ
    ในตอนที่เรากำลังจะเริ่มต้นทำงาน อยู่ดี ๆ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตก็ย้อนกลับเข้ามา
    มือเราสั่น
    ใจเราสั่น
    น้ำตาเริ่มไหล
    ความกลัวในอดีตค่อย ๆ ย่างกรายเข้ามาช้า ๆ และมันคงกำลังขยายขนาดตัวจากการกัดกินความเศร้าในก้นบึงหัวใจของเรา

    เราตัดสินใจโทรหาแม่ ที่เพิ่งมาสนิทกันช่วงหลังหลังจากที่เรามี trauma เรื่องนี้
    เราเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง
    แม่ตั้งใจฟังและเล่าประสบการณ์ของตัวเองกับพ่อของเราให้ฟัง
    เราคิดว่าเราและแม่มีิสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือเราทั้งคู่ต่างเชื่อใจและไว้ใจคนที่เรารู้จักมาก
    มากพอที่จะไม่ให้ปัจจัยแวดล้อมภายนอกมาทำลายความสัมพันธ์นั้น ไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม
    แม่รู้ว่าเราเชื่อใจเขามาก 
    เพราะฉะนั้นเขาไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกเศร้าและเสียใจ
    แล้วมันคืออะไรกันแน่ที่ยังคงรั้งเราเอาไว้
    แม่ถามเราว่า "จะแบกความทรงจำที่มันไม่ดีติดตัวไปด้วยอีกนานแค่ไหน ไม่หนักหรือไง"
    ประโยคนี้ของแม่ คงตอบคำถามข้างบนได้ดีทีเดียว
    คุณเชื่อไหม ประโยคนั้นเหมือนปลดล็อคเราเลย และเราคิดว่าเรากำลังดีขึ้นด้วยแหละ
    แค่คิดก็มีรอยยิ้มบาง ๆ แล้ว
  • น่าเศร้าที่มันเป็นแบบนั้นแค่ไม่กี่ชั่วโมง
    เมื่อคืนวันเสาร์ผลัดเปลี่ยนมาเป็นเช้าวันอาทิตย์
    เราก็ยังคงนอนลืมตาอยู่บนเตียง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างช้า ๆ แบบที่เราก็ควบคุมไม่ได้
    (มีคราบน้ำตาที่เปื้อนอยู่ตามหมอนเป็นพยานรองในความเศร้าครั้งนี้ด้วย)
    ผ้าที่ตากไว้ปลิวไสวไปตามแรงลม กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มไม่ได้หอมเหมือนเมื่อวาน
    เศษอาหารของเมื่อคืนยังอยู่ที่เดิม พร้อมกับจานชามที่ยังไม่ได้ล้าง
    เศษก้านดอกเยอบีร่าที่เป็นหลักฐานว่าเราดีขึ้นมากพอจนลุกมาจัดดอกไม้ยังคงถูกทิ้งไว้บนพื้นโดยไม่ได้รับการเก็บกวาด
    เรากำลังเป็นอะไรกันแน่นะ
    ทำไมถึงไม่อยากกินอะไรเลย
    เรี่ยวแรงที่เคยมีมันหายไปไหนหมด
    เรายังไม่หายอีกเหรอ ทำไมถึงยังไม่หาย แล้วเมื่อไหร่จะหายสักทีล่ะ



    ยังดีที่เรายังพอมีสติอยู่บ้าง (เราชื่นชมตัวเองมาตลอดว่าเป็นคนมีสติแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่แย่ ขอนำเสนอเพราะภูมิใจเรื่องนี้มาก)
    เราตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลทันที เพราะรู้ว่าถ้าเรายังคงอยู่แบบนี้เราคงไม่ดีขึ้นแน่ ๆ 
    การไปหาหมอไม่มีอะไรมายืนยันเหมือนกันว่าเราจะดีขึ้น เราไปเพราะเราเชื่อ 
    เชื่อในตัวเองที่จะถ่ายทอดความรู้สึกบางอย่างออกไปและทำให้หมอวินิจฉัยได้ว่าเราควรทำอย่างไรต่อไป
    หรือจริง ๆ แล้ว มันอาจจะเป็นเราที่วินิจฉัยตัวเองว่าจะทำอะไรต่อไปก็ได้
    เมื่อถึงโรงพยาบาล ทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้ามาในอาคาร
    เรารู้ได้ทันทีว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว แม้น้ำตาจะยังคลอเบ้าอยู่ก็ตาม
    ผ่านด่านคุณพยาบาลที่ไม่ได้ใจดีเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะโซนที่ไปเป็นโซนผู้ป่วยทั่วไป
    วันอาทิตย์ คลินิกสุขภาพจิตปิดเป็นธรรมดา
    เมื่อเปิดประตูและนั่งลงให้ห้องตรวจ หมอก็รู้ได้ทันทีว่าเราไม่ได้มาเพราะมีปัญหาทางกาย (บอกคุณพยาบาลไปว่ามาตรวจเพราะใจสั่น) 
    เราพูดคุยกับหมออยู่ราว ๆ ครึ่งชั่วโมง
    พูดไม่รู้เรื่องหรอก ลำดับเหตุการณ์ไม่เป็นเรื่องราว วกไปวนมา ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
    ไม่รู้ว่าต้องโฟกัสที่เรื่องอะไรบ้าง เรื่องสอบ เรื่องงาน เรื่องแลป เรื่องเรียน 
    แต่สำหรับเรา เราคิดว่าเรื่องที่ส่งผลกระทบกับเราที่สุด มันก็เรื่องที่เรารู้สึกแย่ที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามแผลในใจเราได้สักที
    ขอบคุณที่คุณหมอเข้าใจ และหมอก็แนะนำให้เราเขียน (เพราะเราบอกว่าเราชอบเขียน ถึงจะรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แล้วแต่อารมณ์ในตอนนั้น)
    และอาจเพราะเราเป็นคนชอบเขียนอยู่แล้ว ก็เลยมั่นใจว่าการเขียนจะช่วยเราได้
    ในตอนนั้นที่ไม่เขียน ไม่ใช่เพราะไม่อยากเขียน แต่มือสั่นเกินกว่าที่จะจรดปากกาลงบนกระดาษ


    .
    ตอนนี้เราดีขึ้นแล้วนะ อย่างน้อยในวินาทีนี้ก็ดีขึ้นแล้ว
    เราพอรู้วิธีจัดการตัวเองถ้าความรู้สึกนั้นกลับมาอีกครั้ง
    อาจจะยังไม่สามารถฝังมันลงไปแบบที่มั่นใจว่ามันจะไม่กลับมาอีก
    แต่เราว่าไม่เป็นไรหรอก
    แค่นี้ก็เก่งแล้ว
    ขอเวลาอีกหน่อยนะ เราสัญญาว่าเราจะพยายามกลับมาสดใสให้ได้เลย
    เพื่อตัวเราเองนี่แหละ

    ขอให้ทุกวินาทีที่เหลือในวันนี้น่ารักและอ่อนโยนกับคุณมาก ๆ เลยนะ
    :)

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in