ROMANTIC MOVIEs REVIEWMoschan Nutthapat Suma
รีวิว : ONE DAY
  • Director: Yoon-ki Lee
    Writers: Kim Young-Hee
    คะแนนรวม = 7.5/10

    =====================================================
    บท : 2/3
    เทคนิคการถ่ายทำ : 2/3
    การแสดง : 2/2
    เพลงประกอบ : 1.5/2
    =====================================================

    ความโอปป้าก็มา สำหรับวันนี้เรามาเรียกน้ำตาจากทุกคนด้วยภาพยนต์สัญชาติเกาหลีโรแมนติกดราม่าเรื่อง ONE DAY (2017) จริงๆ ห่างหายไปจากวงการโคเรียซีรี่ย์ตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยแล้ว แต่วันนี้ต้องหวนกลับมาดูเพราะพระเอก เอ้ย! ไม่ใช่! จริงๆ ก็ใช่นั่นแหละ ความจริงคือ เราติดใจการแสดงของคิม นัมกิล (Kim Nam Gil) พระเอกหนุ่มรุ่นใหญ่มากฝีมือที่เคยทำต่อมน้ำตาเราแตกมาแล้วกับบทตัวร้ายกระชากอารมณ์อย่าง พีดาม ในซีรี่ย์ย้อนยุคเรื่อง ซอนต็อก มหาราชินีสามแผ่นดิน : The Great Queen Seondeok (2009) พอมาเรื่องนี้ได้เป็นพระเอกเต็มตัวมีหรือจะพลาด สำหรับภาพยนต์เรื่องนี้ ดูจบแล้วทำให้นึกขึ้นได้ว่าความรักมักมาพร้อมกับการจากลา ไม่จากเป็นก็จากตาย ต่อให้เราพยายามเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากกันทำยังไงก็ไม่สามารถฝืนโชคชะตานั้นได้

    #PLOT

    เรื่องราวของคังซู หนุ่มพนักงานบริษัทประกันไฟแรงที่มีชีวิตแสนสุข ทั้งภารยาที่น่ารัก และการงานที่เจริญก้าวหน้า แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อภารยาของเขาล้มป่วยกระทันหัน คังซูต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ รวมถึงกำลังทรัพย์ทั้งหมดไปกับการรักษาภารยา แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะแย่ลงเรื่อยๆ กระทั่งวันหนึ่ง ภารยาของเขาขอร้องให้พาไปพักผ่อนที่ชายทะเล ระหว่างที่คาดสายตากันเพียงไม่กี่นาที คังซูกลับมาแล้วพบว่าภารยาของตัวเองได้ฆ่าตัวตายด้วยการจงใจเคลื่อนรถเข็นให้ไหลลงไปตามเนินเขา จนถูกรถชนจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา เขาจมอยู่กับความเศร้าและโทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ไม่สามารถทำใจไปงานศพเธอได้ ต่อมา มีเคสสำคัญในบริษัทประกัน ลูกค้าซึ่งขับรถชนหญิงสาวตาบอดคนหนึ่งกลางถนนจนอาการโคม่า ทำให้บริษัทต้องเสียชดเชยมหาศาลและอาจถูกฟ้องร้อง คังซูพนักงานมือหนึ่งจึงถูกมอบหมายให้ดูแลเคสนี้จากความช่วยเหลือของหัวหน้าที่พยายามผลักดันเขาให้ได้เลื่อนตำแหน่ง บริษัทประกันพยายามหาสาเหตุว่าคู่กรณีนั้นพยายามฆ่าตัวตายเพราะในที่เกิดเหตุไม่พบไม้เท้าตกอยู่เลย ทั้งๆ ที่คู่กรณีเป็นคนตาบอดแท้ๆ เรื่องราวคงจะจบลงและบริษัทประกันอาจชนะคดีในครั้งนี้ได้ไม่ยาก ถ้าเพียงแต่คังซูไม่ดันไปเห็นวิญญาณของมีโซ หรือหญิงตาบอดคู่กรณีเข้า 

    #REVIEW

    -ชีวิตต้องก้าวต่อ-
    คังซูต้องทนทุกข์กับการฆ่าตัวตายของภารยา เขามีชีวิตอยู่เหมือนคนตายที่ยังมีลมหายใจ เขาไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวความเศร้านี้ให้ใครฟังได้เลย ทำได้เพียงเก็บมันไว้ในใจแล้วพยายามใช้ชีวิตต่อไป ในช่วงแรกของการสูญเสียเป็นธรรมดาที่ต้องคิดถึงอดีตที่ผ่านไป แต่ถึงอย่างไรเขาก็เลือกที่จะก้าวต่อ แม้จะเป็นการก้าวไปข้างหน้าแล้วถอยกลับมาอยู่จุดเดิมก็ตาม เขาปิดประตูบานนั้นเอาไว้ ประตูแห่งความทรงจำในอดีตพยายามลบล้างทำเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นแม้จริงๆ แล้วเรื่องราวเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในใจเขาตลอดเวลา

    -ทุกคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง-
    คังซู พยายามช่วยเหลือ ชเวดู ยง ลูกค้าบริษัทประกันที่แกล้งป่วยเพื่อเอาเงินประกัน ที่ผ่านมาคังซูช่วยเขาโดยไม่รายงานเรื่องนี้ให้บริษัทรู้ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็จับได้คาตาว่าจริงๆ แล้ว ชเวดู ยง นั้นไม่ได้ป่วยอีกแล้ว คังซูบีบบังคับให้เขาเซ็นเอกสารยินยอม ทั้งที่ความจริงแล้วสาเหตุที่ชเวดูยงต้องแกล้งป่วยเพราะเขาต้องหาเงินมารักษาลูกชายที่กำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเหมือนกัน ถึงจะอยู่โรงพยาบาลแต่ลูกชายก็อาการไม่ดีขึ้นเลย พอเซ็นเอกสารยินยอมไปแล้ว ชเวดูยงเลยต้องทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อหาเงินค่ารักษาจนทำให้เขาไม่มีเวลาได้อยู่กับลูก มีอยู่วันหนึ่งทางโรงพยาบาลจัดกิจกรรมให้เด็กที่เป็นคนไข้ร่วมทำกิจกรรมกับผู้ปกครอง แต่ชเว ดูยง ซึ่งต้องออกไปรับจ๊อบทำงานดันมาไม่ทัน ทำให้ลูกของเขาต้องนั่งทำกิจกรรมเพียงลำพัง วิญญาณของมีโซเห็นเข้าเลยขอร้องให้คังซูช่วยปลอบเป็นพ่อเด็ก ตอนแรกเขาเองก็ลังเลแต่สุดท้ายก็ยอมทำ จนคังซูได้รู้ว่าที่จริงแล้วเด็กชายคนนี้เป็นลูกของชเวดู ยง และนี่คือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องโกงบริษัทประกัน

    -ถึงเข้มแข็งแค่ไหนก็มีมุมที่อ่อนแอ-
    มีโซ หญิงสาวผู้มีความบกพร่องทางสายตา เธอถูกแม่ทอดทิ้งตอนประมาณ 4 ขวบและเติบโตมาโดยลำพัง เธอไม่ต้องการให้ใครเห็นใจในเรื่องนี้เพราะคิดว่าเข้าใจเหตุผลของแม่ เธอคิดว่าถ้าเป็นเธอก็คงทำอย่างเดียวกัน มีโซตั้งใจว่าเมื่อโตแล้วจะเป็นฝ่ายกลับไปหาแม่เอง พออายุได้ 25 เธอเดินทางจากโซลไปเพื่อไปพบแม่ซึ่งเปิดร้านเสริมสวยเล็กๆ ที่ชานเมือง ทั้งๆ ที่เข้มแข็งถึงขนาดนั้น แต่พอไปเจอแม่เข้าแล้วถูกปฏิเสธความรู้สึกเจ็บช้ำที่พยายามเก็บกดเอาไว้จนถูกระเบิดออกมาเหมือนถูกทิ้งซ้ำสอง ฉากนี้น้ำตารินไหลท่วมจอ มีโซเดินออกมาจากร้าน เธอทำไม้เท้าหล่นไว้ในร้าน ทำให้รู้สึกอ้างว้างกว่าที่เคย และเหตุการณ์นี้เองที่นำไปสู่อุบัติเหตุที่ทำให้เธอถูกรถชนจนโคม่า
    -เจ็บแค่ไหนก็ต้องปล่อยเธอไป-
    หลังจากที่คังซูรู้เหตุผลที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุของมีโซ เขากลับไปที่ร้านเสริมสวยเพื่อพบแม่ของเธอและบอกเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนแรกเธอไม่ยอมรับเพราะความรู้สึกผิดที่ติดอยู่ในใจ แต่แล้วด้วยความเป็นแม่เธอจึงตัดสินใจกลับไปดูแลลูกสาวอีกครั้ง ในขณะที่ทางบริษัทกลับต้องเจอเรื่องปวดหัวเมื่อคดีกลายเป็นพลิกล็อค คังซูถูกปลดจากการดูแลคดีนี้ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เขาเลือกทำคือทำให้ชีวิตที่ขาดหายไปของหญิงสาวได้เติมเต็มอีกครั้ง ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่ท้ายที่สุดแล้วความพีคในพีคก็คือ มีโซ ขอให้คังซูช่วยให้เธอไม่ต้องฝืนขึ้นมาอีก เพราะไม่อยากจะอยู่เพื่อเป็นภาระของแม่ น้ำตาไหลอาบแก้มเป็นลิตรเลยจ้าสำหรับฉากนี้ ในตอนแรกคังซูไม่ยอมทำตาม เพราะมีโซกำลังขอในสิ่งที่เขาเคยต้องเผชิญหน้ากับภารยาตัวเอง นั่นคือ การฆ่าตัวตาย แต่แล้วเมื่อเขาตระหนักได้ว่า สำหรับบางคน การมีชีวิตอยู่อาจเป็นความทรมานของเขา ถึงจะเจ็บปวดเพียงใด แต่เพื่อให้ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุข บางครั้งเราก็ต้องปล่อยเขาไป

    #COMMENT

    เกินความคาดหมายในตอนท้าย ถึงช่วงแรงของหนังจะเรื่อยๆ เอื่อยๆ ไปนิด แต่พอเรื่องดำเนินมาถึงช่วงกลางเราจะรู้สึกซึมซับถึงความเป็นมาของตัวละครแต่ละตัว จนเดินทางมาถึงช่วงปลายที่พีคน้ำหูน้ำตาไหลแบบตั้งตัวไม่ทัน มีโซ เป็นผู้หญิงที่มีความคิดบวกอยู่เสมอ ถึงแม้ตัวเองจะมีความบกพร่องและมีชีวิตที่ไม่เพรียบพร้อม แต่เธอก็ไม่เคยร้องขอความสงสารจากใคร ตรงกันข้าม เธอพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุดและคิดถึงคนอื่นอยู่เสมอ แม้กระทั่งยอมจากไป เพราะไม่อยากให้แม่ต้องมาลำบากกับตัวเอง คังซูชายหนุ่มที่ต้องเผชิญกับการจากลาของคนใกล้ตัวถึงสองครั้ง ถือเป็นผู้ชายที่เข้มแข็งมากๆ เขาต้องประคองตัวเองให้ก้าวต่อไปในขณะที่ต้องแบกรับความรู้สึกของคนรอบข้างอยู่เสมอ หัวใจที่เปราะบางข้างในช้ำแล้วช้ำอีกจนนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเรา เราจะสามารถรับมือได้ดีแบบนี้หรือเปล่า 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in