WHY ร้ายSALMON X VANAT
08: WISEMAN ศัตรูของหญิงสาว
  • PROFILE
    NAME: ไวส์แมน / เดธ แฟนธอม / ดูม แฟนธอม
    FIRST APPEARANCE: Sailor Moon R (1993) เวอร์ชั่นอนิเมะ เริ่มฉายทางโทรทัศน์หนึ่งเดือนก่อน Sailor Moon Act 14 (ซึ่งเป็นตอนที่ไวส์แมนปรากฏตัวครั้งแรก) จะได้รับการตีพิมพ์
    GOAL: ทŽำลายล้างจักรวาล

    * ข้อมูลของไวส์แมนยึดจาก Sailor Moon เวอร์ชั่นอนิเมะ

    ด้วยพลังที่สามารถทำร้ายผู้อื่นได้จากระยะไกล ควบคุมคนได้เพียงแค่เหลือบตามอง หยั่งรู้ในสรรพสิ่ง มีประวัติความเป็นมาที่คลุมเครือ ไม่เคยเปิดเผยรูปร่างหน้าตาใต้ผ้าคลุมให้ใครเห็น ทำให้สถานะของ ‘ไวส์แมน’ ค่อนไปทางตัวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย

    ที่จริงแล้วไวส์แมนต้องการทำลายล้างจักรวาล แต่แผนของเขาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีพลังจาก ‘ประตูแห่งความมืด’ ไวส์แมนจึงมาหา ‘เจ้าชายเดมันด์’—ผู้นำแห่งดาวเนมีสิส ลูกหลานของกลุ่มผู้ทรยศต่อ ‘คริสตัล โตเกียว’ อาณาจักรบนโลกที่ปกครองโดย ‘ควีนเซเรนิตี้’ (ซึ่งก็คือ ‘เซเลอร์มูน’ ในอนาคต) และ ‘คิงเอ็นดิเมียน’ ในศตวรรษที่ 30

    ไวส์แมนมอบพลังให้เจ้าชายเดมันด์และพวกจนเกิดเป็นกลุ่ม ‘แบล็คมูน’ ที่มีตราพระจันทร์เสี้ยวหัวคว่ำสีดำติดอยู่กลางหน้าผาก จากนั้นก็ทำตัวเป็นที่ปรึกษาช่วยให้เหล่าแบล็คมูนได้กลับไปล้างแค้นคริสตัลโตเกียว แต่แท้ที่จริง ไวส์แมนกำลังหลอกให้พวกเขาหาพลังจากโลกมาให้

    เมื่อไวส์แมนและแบล็คมูนมาถึงโลก แผนการชั่วร้ายกลับไม่ลุล่วงตามคาด เพราะถึงแม้คริสตัลโตเกียวจะถูกทำลายราบคาบ แต่พระราชวังยังคงปลอดภัยด้วยการคุ้มครองจากพลังของเหล่า ‘เซเลอร์’ นอกจากนั้น ‘ซิลเวอร์คริสตัล’ อัญมณีที่มีพลังมหาศาล สามารถทำลายโลกหรือพลิกแผนการของไวส์แมนให้ล่มได้ก็หายไปจากเมือง รวมทั้ง ‘อุซางิน้อย’ ลูกสาวของควีนเซเรนิตี้และคิงเอ็นดิเมียนก็หลบหนีไปยังโลกในอดีตสมัยศตวรรษที่ 20 อีก

    ทั้งไวส์แมนและเหล่าแบล็คมูนจึงเดินทางข้ามเวลาออกไล่ล่าอุซางิน้อย โดยแบล็คมูนตั้งใจที่จะทำลายคริสตัลโตเกียวไปเลยตั้งแต่ในยุคศตวรรษที่ 20 ส่วนไวส์แมนยังคงจ้องจะเปิดประตูแห่งความมืดเพื่อทำลายล้างทั้งจักรวาลโดยไม่สนว่าจะอยู่ ณ จุดใดของห้วงเวลา
  • BAD LIST

    • เพื่อแผนทำลายล้างจักรวาล ‘ไวส์แมน’ ไปหา ‘เจ้าชายเดมันด์’ และ ‘ชาวเนมีสิส’ หลอกล่อพวกเขาด้วยการมอบพลังอำนาจให้ แล้วกระพือความแค้นที่พวกเขามีต่อคริสตัลโตเกียว จากนั้นก็คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษา ทำตัวเหมือนอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ความจริงแล้วทั้งหมดคือการหลอกใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง

    • หากใครไร้ประโยชน์หรือมีทีท่าว่าจะขัดขวาง ไวส์แมนก็จะกำจัดทิ้ง เขาจัดการแปลงร่าง ‘เอสเมรอด’ ลูกน้องร่วมทีมให้กลายเป็นมังกรเมื่อหมดประโยชน์ (ซึ่งสุดท้ายเหล่าเซเลอร์ก็รุมตบมังกรจนตาย) แถมยังฆ่า ‘ซาฟีล’ น้องชายของเจ้าชายเดมันด์ เพราะซาฟีลดันมาล่วงรู้เป้าหมายที่แท้จริงของเขา และสุดท้ายไวส์แมนก็บังเอิญฆ่าเจ้าชายเดมันด์ที่เข้ามาปกป้องเซเลอร์มูน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร

    • เมื่อไวส์แมนเห็นว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ถ้าได้ ‘อุซางิน้อย’ มาเป็นพวก เขาจึงไปเป่าหูอุซางิน้อยว่าแม่ไม่ได้รักเธอหรอกนะ! จนจิตใจอุซางิน้อยเต็มไปด้วยพลังด้านลบ ซึ่งพอรวมเข้ากับพลังด้านมืดของดาร์คคริสตัลที่ไวส์แมนมี ก็ทำให้อุซางิน้อยกลายร่างเป็น ‘แบล็คเลดี้’ หญิงสาวที่โหดเหี้ยมเย็นชาเพราะขาดความรัก
  • IN-DEPTH
    โดย วณัฐย์ พุฒนาค

    หากพูดถึง Sailor Moon แล้ว ผมคิดถึงเรื่องเพศ

    แต่เพศในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเซ็กซ์หรืออะไร เพราะสำหรับผม Sailor Moon เป็นการ์ตูนที่แปลก
     
    แปลกตรงที่มันเป็นการ์ตูนที่ดูเป็นผู้หญิ๊งผู้หญิง แต่ก็มีผู้ชายดูด้วย!

    ขอออกตัวก่อนว่า เป็นการสังเกตที่มีพื้นฐานอยู่กับเวอร์ชั่นอนิเมะที่เคยถูกนำมาฉายทางช่อง 9 การ์ตูนนะครับ

    จริงๆ ถ้าใครได้อ่าน Sailor Moon ฉบับมังงะหรือการ์ตูนเล่มจะเห็นได้ชัดเจนว่าการ์ตูนเรื่องนี้เป็น ‘การ์ตูนตาหวาน’ คือเป็นการ์ตูนที่มีลายเส้นชดช้อย โทนสีจะออกหวานๆ และที่สำคัญหน้าของตัวละครต้องเรียวเล็กเป็นวีเชป ตาโตๆกินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของพื้นที่หน้าตัวละคร แล้วในลูกตาก็ต้องมีดีเทลวิ้งๆ ด้วย (เรื่องไหนที่หญิงจัดๆ ดีเทลในลูกตาจะวิบวับราวกับกาแล็กซี่)

    ในด้านของเนื้อเรื่อง Sailor Moon ก็แสนจะเหมาะแก่ผู้หญิง เพราะมันเป็นเรื่องราวว่าด้วยเหล่าอัศวินเซเลอร์หรือตัวแทนแห่งดวงจันทร์ที่เป็นผู้หญิงทั้งหมด 

    แน่นอนว่ามันคือการแสดงภาพให้เห็นว่าเหล่าผู้หญิงก็มีพลังได้แถมยังมีกลุ่มก้อนเป็นเพื่อนพ้องร่วมกันสู้กับเหล่าร้ายอีก Sailor Moon เลยกลายเป็นไอดอลของเหล่าเด็กสาวที่ต่างก็พากันยื้อยุดฉุดกระชากว่าใครจะได้เป็นเซเลอร์สีไหน (เหมือนเวลาผู้ชายแย่งกันเป็นพวกขบวนการห้าสี)

    ฟังดูเหมือนว่า Sailor Moon เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นเพื่อผู้หญิง เชิดชูพลังหญิงใช่มั้ยครับ?

    หลายคนคงคิดว่าผู้หญิงมาเต็มขนาดนี้คงมีแต่สาวๆ ด้วยกันเท่านั้นแหละที่ดู แต่เอาเข้าจริง พอช่อง 9 การ์ตูนเอามาฉาย กลับมีเด็กผู้ชายชอบดูด้วย

    เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ชอบดูฉากแปลงร่าง

    อืม...ลามกแต่เด็ก
  • จากตรงนี้เองที่มันชวนให้คิดว่า การ์ตูนผู้หญิงที่สร้างพลังให้ผู้หญิงดูแข็งแกร่ง ในทางหนึ่งมันกลับมีองค์ประกอบที่ลดทอนพลังของผู้หญิงอยู่ แถมยังให้ความสำคัญกับผู้ชายอยู่ในทีด้วย!

    จากข้อสังเกตตรงนี้ ในที่สุด อาจนำไปสู่ ความร้ายใน ‘โลกของผู้ชาย’ ที่ชักใยกระทั่งความคิดของผู้หญิงเอง

    แม้ว่าตัวละคร Sailor Moon เกือบทั้งหมดจะเป็นผู้หญิง แต่เอาเข้าจริง บทบาทสำคัญกลับไปตกอยู่ที่ฝ่ายชาย ดูได้จากสองตัวละครสำคัญอย่าง ‘ไวส์แมน’ หรือ ‘หน้ากากทักซิโด้’ ที่ต้องปรากฏตัวในฉากพีคๆ เสมอ เพราะแม้เรื่องราวหลักๆ จะให้พลังกับสาวๆ แต่พอถึงคราวคับขัน พลังเหล่านี้ก็ดูจะไม่เพียงพอ แถมพวกเธอยังถูกมายาของความเป็นหญิงอย่าง ‘ความอ่อนแอ’ มาครอบเข้าไว้อีก ทำให้สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นสาวแกร่งหรือมีกลุ่มเพื่อนที่ทรงพลังแค่ไหนก็ยังต้องมีองครักษ์หนุ่มมากอบกู้พวกเธอออกจากวิกฤตต่างๆ เสมอ ซึ่งตรงจุดนี้อาจพูดได้ว่าเป็นแนวคิดที่ตกทอดมาจากนิทานต่างๆ ที่วาดภาพให้ผู้หญิงเป็นเจ้าหญิงที่ดูสวยงาม แต่ก็อ่อนแอ ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องให้เจ้าชายมาคอยอารักขา แถมใน Sailor Moon ยังมีประเด็นความสัมพันธ์ที่เกือบต้องพังทลายลง เพราะมีผู้ชายเป็นตัวแปรอีก

    ประเด็นที่พูดไปยืดยาวในข้างต้นมันคือ ‘การเมืองเรื่องเพศ’ ซึ่งถ้าเรามองสภาพสังคมทั่วๆ ไปจะเห็นได้ว่าสถานะของผู้หญิงถูกวาดให้เป็นรองผู้ชายอยู่แล้ว (อ่อนแอกว่า ใช้แต่อารมณ์) อย่างใน Sailor Moon แม้จะให้ความสำคัญกับผู้หญิงขนาดไหน สุดท้ายก็ยังนำเสนอภาพผู้หญิงที่ต้องพึ่งผู้ชายอยู่ และในโลกของความจริง พลังของของเพื่อนหญิงในแบบที่ผู้หญิงรวมตัวกัน เข้าใจกัน และรวมพลังกันต่อสู้กับผู้ชาย โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ผู้ชายตั้งขึ้น เช่น ผู้หญิงต้องอยู่กับบ้าน สุดท้ายผู้หญิงก็รวมตัวกันแล้วบอกว่าไม่จ้ะ ฉันจะเรียกร้องสิทธิของการศึกษา การเลือกตั้ง แต่สิ่งที่มันลึกกว่านั้นคือการสร้างอคติที่เกี่ยวกับเพศ ที่ในที่สุดมันเป็นการพยายามให้ความชอบธรรมกับผู้ชายในการจัดการผู้หญิงให้อยู่ในที่ทางที่ผู้ชายวางไว้ 
  • นอกจากพลังของเพื่อนสาวแล้ว ชุดความสัมพันธ์ของผู้หญิงที่มีความสำคัญมากๆ อย่างความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาว ที่เคยมีความเชื่อกันว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ผู้ชายเข้าไม่ถึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่จะเข้าใจกัน เชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งมันก็ควรจะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงได้เปรียบผู้ชาย สามารถใช้ข้อนี้ไปเป็นจุดเด่นในการสู้ได้

    แต่ไวส์แมนมันดันฉลาด เอาผู้ชายมาแทรกกลาง เปลี่ยนให้ความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ของแม่กับลูกให้กลายเป็นเรื่องรักสามเส้า แย่งความรักจากผู้ชายกันแทน ซึ่งตรงนี้มันก็ยิ่งกลับไปตอกย้ำความสำคัญของผู้ชาย ว่าผู้หญิงนี่ขาดผู้ชายไม่ได้จริงๆ แม่ลูกแตกกันเพราะแย่งชิงความรักจากหน้ากากทักซิโด้ (ถ้าในชีวิตจริงเรื่องต้องลงพันทิปหรือถึงหูพี่อ้อยพี่ฉอดแน่นอน)

    แม้จะจั่วหัวมาว่ามันแปลก (ว่ามันมีการให้พลังกับผู้หญิง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายพลังของผู้หญิงเองด้วย) แต่จริงๆก็ไม่แปลกหรอกครับ เพราะคำว่า ‘โลกของผู้ชาย’ มันไม่ได้บงการกดขี่แค่ร่างกายหรือการจำกัดผู้หญิงไว้ในที่ต่างๆ ที่จำกัดอยู่แค่การใช้กำลังหรือด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ 

    คำว่าโลกของผู้ชาย มันรวมถึงการสร้างจินตนาการถึงโลกที่มีตำแหน่งแห่งที่และสถานะของแต่ละเพศต่างๆ ไว้ผ่านเรื่องเล่า นิทาน นิยาย หรือแม้แต่การ์ตูนที่เรากำลังพูดถึง จินตนาการต่างๆ ล้วนเป็นผลผลิตที่สัมพันธ์กับจินตนาการที่ผู้ชายสร้างภาพของทั้งตัวเองและผู้หญิงขึ้น เราเรียกมันว่าอุดมการณ์แบบชายเป็นใหญ่ 

    อุดมการณ์ต่างๆ นี้ถูกสร้างและผลิตซ้ำ ซึมลึกหล่อหลอมเข้าสู่ความคิดของคนจนกลายเป็นสัจจะ เช่นผู้ชายหรือผู้หญิงควรเป็นอย่างไร ควรทำอย่างไร ผู้ชายต้องใช้เหตุผล ต้องอยู่กับเครื่องยนต์กลไก ผู้หญิงใช้แต่อารมณ์ อ่อนแอ ควรอยู่กับบ้าน ฯลฯ
  • แม้ว่าปัจจุบัน ในทางปฏิบัติ ผู้หญิงและผู้ชายจะไม่ได้แตกต่างกันเหมือนเมื่อสมัยก่อนอีกต่อไป ผู้หญิงสามารถทำงานนอกบ้านได้ แต่ด้วยจินตนาการเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่เคยขาดสายนับตั้งแต่นิทานก่อนนอนมาจนถึงละครตอนค่ำ หรือแม้แต่ในการ์ตูนต่างๆ ความเป็นหญิง ลักษณะเฉพาะต่างๆ ที่ถูกวาดลงมากำกับความเป็นเพศยังคงถูกผลิตซ้ำอย่างไม่เปลี่ยนแปลง 

    ภาพของผู้หญิง ตลอดจนจินตนาการของผู้หญิง รวมไปถึงการจินตนาการของผู้หญิงถึงตัวผู้หญิงเอง มันมีนัยของความอ่อนแอ ความไร้เหตุผล และการต้องพึ่งพิงผู้ชายอยู่ในทีอยู่เสมอ (ซึ่งในความเป็นจริง ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนหรือผู้ชายทุกคนจะใช้อารมณ์หรือใช้เหตุผล แข็งแกร่งหรืออ่อนแอกันตลอดเวลา)

    ที่จริง ไวส์แมนหรือชายผู้แสนฉลาดก็คืออุดมการณ์ของผู้ชายที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังและกดขี่ผู้หญิงให้เป็นรองอย่างแนบเนียน เป็นการบงการความคิดที่ทำงานอย่างลึกลับและลึกซึ้งที่ปรากฏแม้ในมโนสำนึกของผู้หญิงเอง เป็นความฉลาดที่ทำให้พวกเธอคิดว่ามีอำนาจ แต่ก็ยังไม่อาจใช้อำนาจนั้นได้โดยลำพัง

    ในท้ายที่สุด พลังของผู้ชายนั่นแหละที่ยังคงคอยครอบงำผู้หญิงอยู่ตลอดเวลา 

    โดยที่พวกเธอก็ไม่ทันได้รู้ตัว
  • “You’ve seen too much, so I must send you to your grave!”
    “นายรู้มากเกินไป ฉันเลยต้องส่งนายไปลงนรก”

    —Wiseman


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in