Seven rooms : 7 สิ่งเร้นลับในโรงเรียนHacker Dewdie
บทที่ 7 : ชีวิตที่ถูกลิขิตไว้



  •            แสงไฟสีเหลืองจากไฟฉาย 2 กระบอก ส่องบนพื้นสนามหญ้าหน้าเสาธง ผมและลุงบุญส่งเดินลัดสนามหญ้าหน้าโรงเรียน จุดมุ่งหมายต่อไปคืออาคารเรียน 4  เป็นอาคารตรงข้ามกับอาคารเรียนที่ 2 


             อาคารเรียน 4 มีจำนวน 4 ชั้นเป็นอาคารใหม่ล่าสุด เปิดใช้มาเป็นเวลา 2 ปี อาคารเรียนแห่งนี้ได้รับงบประมาณจากภาครัฐ เพื่อส่งเสริมนโยบาย 1 ตำบล 1 โรงเรียนในฝัน ชั้นล่างมีห้องเรียนและห้องอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนภายในโรงเรียน ชั้นสอง ชั้นสาม และชั้นสี่ เป็นห้องเรียน ห้องพักครูประจำหมวดวิชาต่างๆ 


             ผมและลุงบุญส่งเดินสำรวจชั้นหนึ่งของอาคารเรียนไปเรื่อยๆ เดินผ่านห้องเรียนห้องแรก ห้องเรียนที่อยู่มุมสุดของทางด้านทิศเหนือ และห้องถัดไป ก็ไม่พบความผิดปกติ



             ห้องต่อไปที่ผมจะต้องสำรวจคือห้องสมุด ห้องที่มีหน้าต่างโปร่งแสง มีม่านทึบ ภายในห้องสมุดมีหนังสือมากมาย มีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่และเก้าอี้สำหรับนั่งอ่านหนังสือ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีแสงสว่างเหมาะแก่การอ่านหนังสือ หนังสือแต่ละเล่มถูกจัดวางบนชั้นวางหนังสือที่แยกหมวดหมู่ตาม
    ระบบดิวอี้ มีสื่อ วัสดุ และโสตทัศน์วัสดุที่เหมาะต่อการศึกษความรู้เพิ่มเติม



             ห้องสมุดของโรงเรียนแห่งนี้ เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น มีครูเป็นผู้บรรณารักษ์ 1 คนและครูเจ้าหน้าที่จำนวน 10 คน นักเรียนภายในโรงเรียนนี้สามารถยืมหนังสือจากห้องสมุด และคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จะต้องถูกปรับเป็นจำนวนเงินตามความเหมาะสม หากหนังสือถูกยืมไปเป็นจำนวนมาก มีบริการเปิดจองเพื่อยืมหนังสือได้เช่นกัน



            ลุงบุญส่งไขกุญแจประตูบานสวิงห้องสมุด และผลักออกไป บรรยากาศภายในห้องสมุดมืดมิดมาก ผมกดสวิตซ์ไฟที่อยู่ใกล้ชิดกับประตูทางเข้าห้องสมุด แต่ไม่มีแสงสว่างจากหลอดไฟ ผมลืมไปว่า ไฟภายในโรงเรียนยังคงดับ ผมสงสัย นี่มันเวลาเกือบตี 1 แล้วนี่นา แต่ทำไมไฟยังไม่มาเลยนะ


             ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การสำรวจของผมยังดำเนินต่อไปเรื่อย ผมใช้ไฟฉายส่องไปทั่วห้องสมุด และผมก็เจอ


             ผมเห็นเด็กผู้หญิงผมสั้นตัวเล็กๆ ผอมๆ คนหนึ่งจ้องมองมาที่ผม เธอสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้ม คอปกสีขาว จ้องตามาทางผม ดวงตาสีแดงคู่นั้นมองผมด้วยความสงสัย รอยแตกบนใบหน้าลึกร้าวราวกับดินขาดความชุ่มชื้น  


             และเธอก็หายไป ผมใช้มือขยี้ตาและจ้องมองไปที่เธออีกครั้ง ผมไม่เจอเธอ ช่วงเวลาแห่งเสี้ยววินาทีตรงนั้นมันเหมือนกับว่าเธอจ้องมองผมนานราวหนึ่งนาที


            


  •          เธอเป็นใคร แล้วเธอต้องการจะบอกอะไร?


             หัวใจของผมสั่งให้หยุด แต่ความคิดไม่ยอมทำคำสั่งของหัวใจ ขาสองขาของผมสั่งให้ผมเดินลึกเข้าไปในห้องสมุด นี่อาจจะเป็นความอยากรู้ของผม หรือไม่ก็เป็นสัญชาตญาณของผมสั่งให้ก้าวเดิน
    กระมั้ง 


             ผมเดินผ่านจุดบริการนั่งอ่านหนังสือ ผ่านตู้หนังสือที่วางติดกับกำแพง ผ่านโต๊ะที่มีหูฟัง และผ่านโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับการค้นหาหนังสือภายในห้องสมุด  จนถึงหลังห้องที่เป็นลานกว้างๆ มีตู้หนังสือขนาดใหญ่วางรอบห้อง ผมส่องไฟฉายไปทางซ้าย ทางขวา ข้างหน้า และข้างหลังหลัง ผมไม่เจออะไร ผมถอนหายใจ ยืนนิ่งๆ  แต่แล้วผมก็พบกับเด็กผู้หญิงที่ผมเคยเจอ เธอตัวเล็กกว่าที่ผมคิดไว้ เธอมีความสูงขนาดไหล่ของผม ตัวเล็กและผอมแห้ง ผมสีดำเรียบสั้น ผิวขาวซีด และมีรอยแตกเต็มใบหน้า ขอบตาและม่านตาเธอมีสีแดงไม่เหมือนคนทั่วไป  


             "เธอ......"

             "คุณมองเห็นหนูด้วยเหรอคะ" 

             "ชะ..ชะ..ใช่..ครูมองเห็น"

             "แปลกดีนะ...ที่คนอย่างคุณจะมองเห็นหนู" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบและเย็นชา "ปกติแล้วไม่มีใครเห็นหนูหรอก"

             "แล้วเธอ...มาทำอะไรที่นี่"

             "ที่นี่เหรอคะ" เธอทวนประโยคคำถามอีกครั้ง และก้มหน้า ปล่อยให้ผมปิดบังหน้าตา "ก็ที่นี่คือที่ที่หนูคุ้นเคยและผูกพันมากที่สุด"

             "งั้นเธอก็ต้องเป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้สินะ"

             "หนูเคยเป็นนักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ และหนูเรียนไปจบแล้ว"

             "แล้วทำไมเธอถึงได้ปรากฏตัวอยู่ที่นี่ละ"

            




  •           "เอาล่ะ ทุกๆ คน จบการสอนพิเศษเพียงแค่นี้ก่อนนะ เจอกันในชั่วโมงหน้า อย่าลืมทบทวนบทเรียนด้วยนะ"  สิ้นเสียงของคำพูดอาจารย์สอนพิเศษ นักเรียนทุกคนภายในห้องเก็บสมุด และหนังสือเรียนลงในกระเป๋า 


               "นี่มุก...เธออ่านการ์ตูนจบแล้วหรือยังล่ะ"  เพื่อนของฉันที่นั่งอยู่ข้างหน้าเยื้องขวา หันมาทักทายเพื่อนที่นั่งข้างๆ ฉัน


              "ยังไม่จบเลย ฉันอ่านถึงตอนที่ซากุระอบคุ๊กกี้ช๊อกโกตแลตให้ยาโมโตะ ฉันคิดว่านะยามาโมโตะโคตรใจร้ายกับซากุระมากอ่ะ  ซากุระอุตส่าห์ปรุงอาหารสุดฝีมือเพื่อมัดใจซะขนาดนั้น แต่อีตายามาโมโตะกลับพูดว่าอาหารที่ซากุระทำไม่ได้เรื่อง "


              "แต่ฉันว่ายามาโมะโตะก็มีเหตุผลนะ" เพื่อนสาวที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็หันหลังมาคุย "เธอลองอ่านตอนถัดไปดิ  เดี๋ยวจะรู้เหตุผลว่าทำไมคุณยามาโมโตะถึงปัดปฏิิเสธไป"


              "อย่า! อย่า! มุก อย่าสปอยล์ให้ฉันฟังสิ ฉันยังอ่านไม่ถึงเลย" เพื่อนสาวที่อยู่ด้านหลังของฉันพูดขึ้นมา บ้าง

               "รีบอ่านนะ เดี๋ยวอ่านตามฉันไม่ทัน..  ว่าแต่ว่าวันนี้มีการ์ตูนตอนใหม่นี่นา จะแวะไปร้านขายหนังสือการ์ตูนกันไหม"  

               "ไป ไป ไป" เพื่อนสาวทั้งสามคนพยักหน้าและตอบตกลง

                "แล้วเธอล่ะ เฟิร์น" 

                "อืม..ขอฉันคิดดูก่อนนะ"  

                 "เฟิร์นไม่ไปหรอก เราก็รู้ๆ กันอยู่ แล้วพวกเราจะชวนเฟิร์นไปทำไมล่ะ"

                 "ก็แค่ชวนไง ไปกันหลายๆ คนก็สนุกดีนะ"

                 "เอาว่าไงล่ะเฟิร์น ไปด้วยกันไหม"

                 "...." 


           




                สุดท้ายฉันกับเพื่อนอยู่หน้าที่ร้านหนังสือการ์ตูน เพื่อนทั้งสามคนอยู่ภายในร้าน ส่วนฉันยืนรอ ฉันยืนรอเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าพวกเขาออกจากร้านการ์ตูนเลย 
     


               และแล้วสายตาของฉันจ้องมองกับหน้าปกการ์ตูนที่วางบนชั้นวางหนังสือหน้าร้าน  ใช่เลย นี่คือหนังสือที่พวกเพื่อนของฉันพูดบ่อยๆ ในตอนเรียนพิเศษ  พระเอกผิวขาว ผมเหลืองทอง สวมเสื้อเชิ๊ตผูกไทด์ เขาชื่อยามาโมโตะนั่นเอง เขาเอามือลูบหัวผู้หญิงตัวเล็กผมดำ และแก้มแดง ซึ่งเธอคนนั้นชื่อซากุระ 

      


               มองไปมองมา ฉันเริ่มอยากรู้ ฉันอยากรู้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้มันสนุกตรงไหน ทำไมเพื่อนในกลุ่มของฉันติดใจกับมันมาก  มันถูกห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติก ฉันไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเนื้อหาภายในเป็นอย่างไร  ครั้นจะไปขอยืมหนังสือการ์ตูนเพื่อนมาอ่านมันก็กระไรกระไรอยู่นะ ฉันใช้เวลาคิดอยู่นาน ตัดสินใจหยิบหนังสือการ์ตูนมาจ่ายเงินหน้าเคาเตอร์โดยเร็ว และเก็บหนังสือการ์ตูนลงในกระเป๋าชั้นในสุด  หลังจากนั้นออกมายืนรอเพื่อนหน้าร้านการ์ตูน 
             


                ไม่นานนั้น เพื่อนของฉันเดินออกมาจากร้านหนังสือการ์ตูน พวกเขาชวนฉันเล่นเครื่องเล่นในห้างที่อยู่ใกล้กับร้านหนังสือการ์ตูน แต่ฉันปฏิเสธพวกเขา เพราะพ่อแม่ของฉันกำชับไว้ว่าต้องรีบกลับให้ถึงบ้านก่อน 5 โมงเย็น เพื่อนของฉันเข้าใจเป็นอย่างดี จึงโบกมือร่ำลากับเพื่อนทุกคน



                
               เมื่อฉันเดินทางกลับมาถึงบ้าน
               ฉันพูดดังๆ ให้พ่อแม่ของฉันให้ได้ยิน  หลังจากนั้นฉันถอดรองเท้า  เก็บรองเท้าเข้าตู้ สวมรองเท้าสลิปเปอร์สีไข่ไก่ เดินขึ้นบันไดชั้นสองโดยเอากระเป๋าแนบชิดลำตัวอย่างรวดเร็ว ฉันเปิดและปิดประตูห้องของตัวเองอย่างเบาๆ เปิดไฟในห้อง วางกระเป๋าไว้ข้างโต๊ะทำการบ้าน จัดแจงเครื่องแต่งกายเล็กน้อย และนั่งบนเก้าอี้สีน้ำตาล


                ฉันนั่งเพ้อถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ประมาณสองถึงสามนาที แล้วฉันลุกขึ้นเดินหยิบหนังสือเรียนบนชั้นวางหนังสือ เปิดหน้าที่มีเนื้อหาเยอะๆ  วางไว้บนโต๊ะ หยิบกระเป๋า เปิดกระเป๋า รูดซิป หยิบหนังสือการ์ตูน และเอาหนังสือการ์ตูนวางซ้อนทับหนังสือเรียน 


                 ฉันอ่านหนังสือการ์ตูนไปเรื่อยๆ ฉันชอบมันมาก เป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวที่ตกหลุมรัก ชายหนุ่มคนหนึ่ง และเมื่อสืบไปสืบมาชายหนุ่มคนนั้นชอบเบเกอรี่  จึงมัดใจชายหนุ่มคนนั้นด้วยการทำขนม โดยที่เด็กสาวคนนั้นทำอาหารไม่เป็นเลย




                "ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
               เสียงเคาะประตูดังเข้ามาในขณะที่ฉันอ่านหนังสือการ์ตูนเกือบครึ่งเล่ม  ฉันตกใจมาก  รีบพับเก็บหนังสือการ์ตูนและหนังสือเรียน สอดในชั้นวางหนังสือเรียน หลังจากนั้นเดินไปเปิดประตู เจอแม่ยืนรออยู่หน้าประตูห้องของฉัน

                "ทำไมเปิดประตูช้าจัง กำลังทำอะไรอยู่เนี่ย"

                "กำลังอ่านหนังสือเรียนค่ะแม่" 

                "ดีมากลูก...ท่องหนังสือให้เยอะๆ นะ ลูกแม่จะต้องสอบได้มหาลัยที่ดีแน่ๆ " แม่เดินเข้ามาในห้อง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำการบ้านของฉัน ฉันเดินไปนั่งลงบนเตียง

                 "อืม..ทำไมชั้นวางหนังสือของลูกจัดวางไม่เป็นระเบียบ มันดูไม่เรียบร้อยเลย เป็นผู้หญิงก็พยายามหัดทำอะไรให้เป็นระเบียบหน่อยสิ เดี๋ยวคนอื่นจะมาเห็น จะพูดว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนนะ" 


                  แม่ของฉันตักเตือนและเดินไปที่ชั้นวางหนังสือเรียนของฉัน ใช้มือหยิบหนังสือ จัดวางหนังสือ หัวใจฉันเต้นแรงมากขึ้นเรื่อยๆ  ฉันลุกขึ้นจากเตียงและเดินเข้าไปใกล้แม่ ฉันบอกกับแม่ว่าฉันจัดเองได้ แต่แม่ก็ไม่ฟังฉัน

                 จนกระทั่ง

                 "นี่อะไร? บอกมาสิลูก  ทำไมมีหนังสือเรียนสอดอยู่หนังสือการ์ตูนล่ะ" แม่เจอหนังสือการ์ตูนที่ฉันแอบซื้อมา   "ลูกโกหกแม่อยู่ใช่ไหม ลูกกำลังเหลวไหลอยู่กับสิ่งนี้ ทำไมลูกอ่านหนังสืออย่างนี้ล่ะ" 

                  "....."

                  "มีอะไรเหรอแม่"  และพ่อก็เดินเข้ามาที่ห้องของฉันอีกคนหนึ่ง 


                  "ก็ลูกของคุณนะสิ ลูกของคุณอ่านหนังสือการ์ตูน"


                  "อ่านหนังสือการ์ตูนไปทำไม?" พ่อเริ่มขมวดคิ้วและเพ่งสายตามองมาที่ฉันอย่างเยือกเย็น ฉันยืนก้มหน้าก้มตารับฟังคำของคุณพ่อ  "พ่อบอกลูกแล้วใช่ไหม ว่าพ่อห้ามลูกทำอย่างนี้  หนังสือการ์ตูน เกม ของเล่น ล้วนเป็นสิ่งของไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ เสียเวลา ทำไมลูกไม่เชื่อฟังพ่อละ เราพูดคุยและตกลงทำความเข้าใจกันแล้วไม่ใช่เหรอ พ่อแม่ก็หวังดีต่อลูกนะ"


                   "พ่อคะ...ก็หนูอยากอ่าน เพื่อนๆ ของหนูเขาพูดคุยกันเรื่องการ์ตูน หนูอยากพูดคุยกับเขาให้รู้เรื่องบ้าง"


                   "ลูกทำอย่างนั้นไม่ได้ ลูกก็คือลูก ส่วนเพื่อนไม่ใช่ลูกของพ่อ พ่อไม่อยากให้อนาคตของลูกจมอยู่กับสิ่งของไร้สาระ หน้าที่ของลูกคือต้องตั้งใจเรียน ไม่ใช่ทำเรื่องไร้สาระอย่างนี้ ลูกควรเรียนให้ได้เกรดดีๆ แล้วอนาคตจะมีเรื่องดีๆ ในชีวิต"

                  "...."
            
                  "พ่อเองก็เลือกสิ่งที่ดีแก่ลูก ลูกต้องเข้าใจพ่อด้วยนะ"


                     ฉันนิ่งเงียบและไม่พูดอะไรทั้งสิ้น พ่อจับหัวและลูบผมของฉันอย่างเบามือ
                

                     "เอาเป็นว่าพ่อจะยึดการ์ตูนเล่มนี่นะ และครั้งต่อไปถ้าพ่อจับได้อีกครั้ง พ่อแม่จะไม่พูดกับลูกเป็นเวลา 3 วัน  อีกครึ่งชั่วโมงลงไปรับประทานอาหารเย็น หลังจากนั้น ทบทวนบทเรียนที่ได้จากที่เรียนพิเศษในวันนี้เป็นเวลา 2 ชั่วโมงละกัน"


                     "ค่ะ"



              
  •            
                   "นี่คือหัวใจของกบ นี่คือปอด นี่คือลำไส้ นี่คือไต นี่คือกระเพาะอาหารของกบ"  ครูสอนวิชาชีววิทยาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อธิบายเนื้อหาการเรียนการสอนให้ฟัง ครูใช้มีดผ่าตัดชี้ไปยังอวัยวะภายในของกบที่ถูกตรึงแขนขาอยู่บนเขียง  


                     "นักเรียนจะเห็นได้ว่า กบมีอวัยวะตามที่หนังสือเรียนบอกเอาไว้ สัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นก็เช่นกัน พวกมันก็มีอวัยวะเหล่านี้ไม่ต่างกับกบ"


                     "กลับมามองดูที่หุ่นเหล่านี้กันบ้าง"  ครูวางมีดลงบนเขียง แล้วเอามือชี้ไปยังอวัยวะภายในของหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ครึ่งตัว "ร่างกายของมนุษย์เอง ก็มีอวัยวะภายในใกล้เคียงกับกบ นี่คือหัวใจ นี่คือปอด นี่คือลำไส้ นี่คือไต นี่คือกระเพาะอาหาร"  


                    ฉันจดรายละเอียดของอวัยวะภายในของหุ่นจำลองลงบนสมุด จดไปจดมา บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไป เสียงเพื่อนพูดคุยค่อยๆ แผ่วเบาลง จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียง บรรยากาศรอบๆ ห้องเหมือนมีใครบางคนทาเป็นสีดำ ฉันยืนคนเดียวและเผชิญหน้ากับหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์   


                    ในขณะที่ฉันเผชิญหน้ากับหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ ฉันสังเกตเห็นได้ว่า หุ่นจำลองเปลี่ยนรูปเป็นเหมือนกับฉัน ทั้งผม สีผิว คิ้ว ใบหน้า และดวงตาเหมือนกับฉันมากๆ ราวกับว่าฉันมีฝาแฝดอีกคน 

                    "เธอ....เธอคือฉันเหรอ" 

                    "..."  

                    "เธอได้ยินฉันไหม ฉันเรียกเธอนะ"
     

                    "..."  


                    "พูดกับฉัน ตอบกับฉันบ้างสิ  ฉันกำลังพูดคุยกับเธอนะ" ฉันเอามือเขย่าไหลของมัน มันก็ยังคงแข็งทื่อ ไม่สบตากับฉัน ไม่โต้ตอบกับฉัน

                  
                     "ทำไมเธอไม่พูดล่ะ เธอเป็นคนใช่ไหม  หูเธอก็มีไว้ฟัง ตาเธอก็มีไว้ดู มองฉันสิ มองฉัน ฉันจะได้รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร ทำไมเอาแต่นิ่งเฉยอยู่อย่างนี้  ใช่.. ใช่... ก็เธอเป็นแค่หุ่นนี่นา เธอจะเป็นเหมือนฉันได้อย่างไร ก็เธอเป็นแค่ของเลียนแบบที่ถูกสร้างมาเพื่อทำตามหน้าที่ที่เธอถูกสั่ง ถึงเธอมีเหมือนฉันทุกอย่าง แต่เธอนะ ...ไม่มีชีวิตเลย.."

                    

                     หลังจากที่ฉันพูดจบ บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนกลับเหมือนเดิม ร่างที่แข็งทื่อของฉันที่ฉันเห็นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหุ่นจำลองมนุษย์  ฉันได้ยินเสียงเพื่อนๆ พูดคุยกันอีกครั้ง  ฉันจ้องมองหุ่นจำลองสักครู่ แล้วหลังจากนั้นเดินกลับไปที่นั่งของตัวเอง


    .........................



                    "เมื่อวานนี้พ่อได้รับจดหมายจากมหาลัยที่ลูกไปสอบแล้ว ลูกทำได้ด้วยละ ลูกเก่งเหมือนพ่อเลยนะเนี่ย"               


                    "ค่ะ" ฉันตอบรับ และตักข้าวใส่ในปาก เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน 
                    
                    "คุณก็พูดอย่างนั้นแหละ ดีเอ็นเอของลูกก็มาจากฉันเหมือนกันนะ"

                    "ว่าแต่ว่า...วันนี้ผลประกาศสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกแล้วลูกเลือกเรียนคณะอะไรเหรอ"

                    "หนูได้อักษรศาสตร์ค่ะ"


                    หลังจากที่ฉันพูดจบ กำลังจะตักข้าวคำต่อไป  พ่อของฉันวางช้อนลงบนจากข้าวอย่างเสียงดัง ทำให้ฉันต้องวางช้อนลงบนจานข้าวอย่างช้าๆ  ฉันมองหน้าพ่อ ดวงตาที่อยู่ภายในแว่นตากรอบสีดำมองมาที่ฉันด้วยความเยือกเย็น และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน 

                    "ลูกเรียนอักษรศาสตร์ทำไม  ลูกต้องเลือกเรียนแพทย์พยาบาล"               


                    "คือ คือ หนูไม่เลือกแพทย์ หนูไม่มีความถนัดทางด้านแพทย์ หนู หนูอยากเรียนอักษรศาสตร์ หนูชอบการทำงานที่ใช้อักษร หลงใหลในความงามของภาษา หนูอยากสื่อสารให้กับคนทั้ง..."  


                    "พอ พอ......เหตุผลของลูก พ่อฟังไม่ขึ้น"  พ่อขมวดคิ้วให้ฉันเห็น และพูดกับฉันต่ออีกว่า "หนูจะไปเรียนคณะนี้ทำไม คณะนี้จบแล้วจะไปทำอะไรได้ อนาคตมันไม่สดใส ไปทำงานจับฉ่าย ไม่มีความมั่นคง หางานทำก็ไม่ได้ หนูจะลอยเคว้งลอยคว้าง  หนูจะเลือกเอาอย่างนั้นเหรอ แล้วมันดีกว่าหลักสูตรแพทย์พยาบาลยังไง"


                    "แต่หนูเลือกลงที่คณะนี้แล้วนี่ค่ะ"


                    "ก็สละสิทธิ์ไปซะสิ"  พ่อพูดกับฉันด้วยคำพูดที่เย็นชา "พ่อวางแนวทางให้ลูกแล้ว ลูกต้องเรียนแพทย์พยาบาล  ที่เหลือก็เพียงแค่หนูต้องทำตาม มีเพื่อนพ่อที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนในมหาลัยเอกชนหลายคน ยังไงยังไง เดี๋ยวพ่อจะติดต่อเพื่อนพ่อที่เป็นอาจารย์สอนมหาลัยนะว่ามีมหาลัยไหนที่กำลังเปิดรับสมัครหลักสูตรแพทย์พยาบาลบ้าง แล้วพ่อจะให้ลูกเข้าเรียนในมหาลัยแห่งนั้นได้ โอเคไหม"


                    "...." 






  •                 "แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเธอ"


                    "พ่อของหนูส่งหนูเข้าเรียนมหาลัยที่สอนหลักสูตรแพทย์พยาบาล ในตอนปี 1 มีวิชาเรียนที่หนูเรียนไม่รู้เรื่องเต็มไปหมดเลย ผลสอบพื้นฐานการเรียนออกมา ปรากฏว่าหนูสอบตก พ่อก็ให้หนูเรียนพิเศษหลังจากการเรียนทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมง รวมกระทั่งเสาร์-อาทิตย์ด้วย กว่าจะกลับถึงหอพักก็เกือบราวๆ 3 ทุ่ม อาบน้ำ กินข้าวเสร็จ อ่านหนังสือทบทวน แล้วก็นอนหลับ"


                    "หลังจากประกาศผลคะแนนสอบมิดเทอมของฉันออกมา คะแนนของหนูก็ทำได้ดี พ่อแม่ก็ยิ้มอย่างชื่นใจ"


                    "วันหนึ่ง ในขณะที่หนูเดินระหว่างอาคารเรียนฉันก็เป็นลมล้มลงหมดสติ  คนที่อยู่ใกล้ตัวก็รีบส่งเข้าห้องพยาบาล และถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา เมื่อหนูลืมตาตื่น ก็พบสายโยงใยตามมือและแขนเต็มไปหมด มองไปรอบๆ ห้อง ก็เจอแม่นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ หนูสอบถามอาการ แม่ก็บอกว่าเส้นเลือดในสมองตีบตัน และมีเลือดไปเลี้ยงสมองน้อย"


                    "หลังจากนั้นฉันก็ชักกะตุกบ่อยครั้ง มีโรคแทรกซ้อน และติดเชื้อภายในร่างกาย  สุดท้าย...หนูก็เสียชีวิต"


                    "..." 


                    "หนูจำได้เพียงลางๆ ว่า หนูยืนมองดูเหตุการณ์เหล่านั้นอยู่ในระยะเวลาหนึ่ง และสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนมาจับมือหนู เมื่อหนูหันไปหา ก็พบร่างกายของหนูครึ่งซีก  ร่างกายครึ่งซีกนั้นพูดกับหนูว่า ตามมาสิฉันมีที่ที่จะเธอมากับฉัน มันเป็นที่ที่เธอมีความจำและมีเพื่อนมามากมาย 
                    

                     "หนูเดินตามทางไปกับร่างกายครึ่งซีกนั้น จนมาอยู่กับที่แห่งนี้แหละ หนูได้พบว่าหนูมีเพื่อนอีกมากมายที่อยู่ที่นี่ มีชีวิตที่สามารถเดินไปในมาไหนได้อย่างอิสระ และมีคนปกครองที่แห่งนี้ เขาคนนั้นเข้าใจในสิ่งที่หนูเป็นมาก"


                    "หลานกำลังคุยกับใคร" มีเสียงของชายวัยอายุกลางคนดังเข้ามาจากทางด้านหลังของผม เมื่อหันไปหาก็พบว่าเป็นลุงบุญส่งนั่นเอง "อ่อ..เด็กคนนี้นี่เอง หลานเห็นเด็กด้วยเหรอ"


     
                    เมื่อผมมองกลับไปหาเด็กคนนั้น กลับพบว่าเธอหายไปแล้ว



    ..................





                    "เด็กคนนี้เป็นเด็กที่น่าสงสารมาก" ลุงบุญส่งพูดขึ้นอย่างลอยๆ ในขณะที่แกกำลังจัดการปิดประตูห้องสมุดแล้วล็อคกุญแจห้องสมุด


                    "ชีวิตของเด็กคนนี้เป็นชีวิตที่ถูกพ่อแม่บังคับมาโดยตลอด พ่อแม่ของเธอพยายามบังคับในเธออยู่ในลู่อยู่ในทางตลอดเวลา  ตอนที่ลุงเจอเด็กคนนี้ครั้งแรก ลุงก็รู้สึกสงสาร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากหรอก นัยย์ตาของเธอแสดงให้ลุงเห็นว่าเธอไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย เธอยังสับสน ยังงงอยู่ว่าตัวเองคือใคร"


                    "ผมก็รู้สึกเหมือนกันครับ"







                    พ่อแม่ของเด็กคนนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่ของคนทั่วไปแหละ พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกทุกคนเติบโตขึ้นไปเป็นคนดีและมีคุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์ สามารถดำรงชีวิตบนโลกใบนี้ด้วยความสุข จึงพยายามจะพัฒนาลูกของตัวเองให้เพียบพร้อมไปด้วยชีวิตที่ดีที่สุด นั่นคือหัวใจของคนที่เป็นพ่อแม่ที่หวังดีต่อลูก  
                    
                      
                    แต่ความหวังดีที่ตึงเกินไปจะทำร้ายลูกของตัวเอง  มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความคิด มีชีวิต มีจิตใจ อยากทำในสิ่งที่อยากจะทำ อยากเป็นในสิ่งที่อยากจะเป็น ลูกทุกคนไม่ใช่หุ่นเชิดของพ่อแม่ ลูกทุกคนไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ต้องป้อนโปรแกรมตามคำสั่งและทำสิ่งนั้นได้ตามความต้องการ  ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม ก็ปล่อยให้เขาทำบ้าง แม้จะล้ม แม้จะพลาด แต่นั่นคือบทเรียนชีวิตของเขาเอง 


                   พ่อแม่ก็ไม่ใช่เจ้าชีวิตของลูก  ชีวิตของลูก ลูกเลือกทางเดินเองได้ และพ่อแม่ต้องช่วยประคับประคองด้วย  นั่นอาจจะเป็นหนทางที่ทำให้ลูกดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขบนโลกใบนี้
                    

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in