มหา’ลัยสายมังงะBANLUEBOOKS
คำนำ
  • หนังสือเล่มนี้ คงเป็นอีกเล่มหนึ่งที่หลายๆ คนรอคอย หลังจาก เมื่อสี่ปีก่อนหลายๆ คนได้ติดตามชีวิต ม.ปลายของน้องหมอกไปแล้วในเล่ม ‘ม.ปลายสายมังงะ’

    เราไม่รู้ว่าจะนิยามว่า ‘มหา’ลัยสายมังงะ’ อยู่ในกลุ่ม How to หรือ Inspiration บางคนบอกว่าเป็น Manual ที่คนในวงการการ์ตูนต้องรู้ หลายคนบอกควรอยู่ในหมวดการศึกษา เพราะอัดแน่นเต็มไปด้วยประสบการณ์และมุมมองของน้องหมอกตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ได้ร่ำเรียนเป็นนักวาดมังงะในระดับมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียนจนถึงวันรับปริญญา ได้ทดลองทำงานหลายรูปแบบและท้าทายตัวเองด้วยการออกไปเผชิญโลกความจริงของอุตสาหกรรมมังงะที่ญี่ปุ่น น้องหมอกได้ฝึกฝนวิทยายุทธ์มังงะของเธอในดินแดนต้นกำเนิดที่อุดมไปด้วยยอดฝีมือทั้งหลาย ได้ก้าวเดินไปในเส้นทางใหม่ที่ยังไม่มีในประเทศไทย กว่าจะผ่านแบบทดสอบทั้ง ‘ฝีมือ’ และ ‘พลังใจ’ แต่ละขั้นตอนมาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย แต่สรุปได้ว่าหนังสือเล่มนี้มีทั้งความบันเทิงและสาระอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งนอกจากจะเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจด้านมังงะแล้ว ยังเหมาะกับบุคคลทั่วไปที่ต้องการเติมไฟฝันให้ตัวเองอีกด้วย

    สำนักพิมพ์บันลือบุ๊คส์มีความยินดีที่ได้สนับสนุนให้ทุกคนทำ ตามความฝันอย่างไม่ย่อท้อ ขอให้หนังสือเล่มนี้เป็นเพื่อน เป็นโค้ช และเป็นกำลังใจในการต่อสู้เพื่อความฝันของทุกคน เพราะไม่ว่าเส้นทาง
    ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็จะไม่มีวันเสียใจ เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ ‘ลงมือทำ’

    ‘A dream doesn’t become reality through magic; it takes sweat, determination and hard work.’ – Colin Powell


    สำนักพิมพ์บันลือบุ๊คส์

  • ฉันมักจะถามหาไทม์แมชชีนมาตลอด แต่พอถามตัวเองดีๆ อีกครั้งว่า ถ้าไทม์แมชชีนมีอยู่จริง ฉันจะนั่งมันกลับไปแก้ไขอดีตอย่างที่เคยคิดมั้ย

    สุดท้ายฉันก็ตอบตัวเองทุกครั้งว่า ‘ไม่’

    ไม่ว่าทางเลือกไหนก็มีสิ่งที่ต้องแลก มีสิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อที่จะได้สิ่งที่ต้องการกลับมาทั้งนั้น อาจจะเยอะ อาจจะน้อย อาจจะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าต่างกัน แต่ฉันก็ได้ชั่งน้ำหนักแล้วว่า ถ้าหากฉันไม่ได้เลือกมาเรียนที่ญี่ปุ่น ความรู้สึกเสียดายจะต้องมากมายกว่าความอยากกลับบ้านและความอยากกลับไปเจอเพื่อนที่เมืองไทยอย่างที่ฉันเคยรู้สึกแน่ๆ

    ฉันยังตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วทางเลือกนี้มันคุ้มค่าหรือไม่

    แต่ฉันคิดว่าฉันเลือกไม่ผิด

    เพราะไม่ว่าจะถามตัวเองเรื่องไทม์แมชชีนอีกสักกี่รอบ ฉันก็ตอบว่า ‘ไม่’ เหมือนเดิม

    พอได้เขียนเล่าเรื่องราวของตัวเองลงในหนังสือ ทุกอย่างก็มักจะออกมาเป็นคำพูดที่ดูสวยงาม ทั้งที่ความจริง ณ ตอนที่เรื่องราวแต่ละอย่างเกิดขึ้นมันไม่ได้ดูดีขนาดนั้น แต่พอเดินออกมาแล้วมองย้อนกลับไปมันก็กลายเป็นเรื่องราวที่ดีได้ โดยไม่ต้องแต่งแต้มอะไรเกินจริงเลย

    เมื่อสิ่งที่ผ่านมาทำให้ฉันเติบโตขึ้น มันก็กลายเป็นเรื่องที่สวยงามเท่านั้นเอง

    ระหว่างที่เรียนอยู่ ฉันมีเรื่องให้บ่นมากมายไปหมด เรื่องที่บ่นมากที่สุดคืออยากกลับบ้าน บ่นได้ทุกอาทิตย์ บ่นได้ทุกวัน รู้สึกว่าตัวเองแตกต่างเมื่ออยู่ที่ญี่ปุ่น ถึงแม้จะสนุกกับการเรียนแค่ไหน แต่การวาดรูปก็ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ยังไงฉันก็เป็นนักเรียนต่างชาติที่ยังไม่สามารถคุยกับคนอื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ยังมีกำแพงระหว่างฉันกับสิ่งรอบตัวอยู่หลายชั้น ฉันเห็นความอิจฉาของตัวเองค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นตลอดสี่ปีจนแทบจะล้นออกมา เมื่อเห็นเพื่อนชาวญี่ปุ่นมีกลุ่มเพื่อนที่พูดภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมเดียวกัน สามารถคุยกันถึงสิ่งที่ตัวเองคิดได้โดยไม่ติดขัด แถมการเขียนงานก็ลื่นไหลไม่ต้องพยายามเค้นศัพท์ในคลังสมองที่มีอยู่น้อยนิดเหมือนอย่างฉัน

    พอกลับเมืองไทยยิ่งแล้วใหญ่ แค่เห็นคนวัยเดียวกันกับฉันใส่ชุดนักศึกษา นั่งคุยกันตามร้านกาแฟ ร้านฟาสต์ฟู้ด หรือที่ไหนก็ตาม ก็จะเกิดความอิจฉาขึ้นมาว่าฉันไม่มีตัวตนในสังคมนี้อย่างเขา ส่วนญี่ปุ่นที่ฉันอยู่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าที่นั่นเป็นสังคมของฉันจริงๆ

    เหมือนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่และตัวคนเดียว มีเพียงเพื่อนอีกสองสามคนซึ่งยืนอยู่ในจุดเดียวกันที่พอจะเข้าใจและอยู่เคียงข้าง แม้จะเป็นสังคมที่อบอุ่น แต่ก็เงียบเหงา

    อาจจะแย้งได้ว่าฉันไม่วิ่งเข้าหาสังคมใหม่ๆ เอง แต่จากที่เจอมากับตัวเอง ฉันว่ามันไม่ได้ง่ายสักเท่าไหร่

    ฉันจึงเป็นเพื่อนกับความอิจฉา แล้วฉันก็รู้จักมันดีเสียยิ่งกว่าดี ฉันรู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของฉัน จึงไม่ได้ฟูมฟายอะไรมากไปกว่าการบ่นกับตัวเอง อาจจะเป็นเพราะความกดดันจากการตัดสินใจของตัวเองเมื่อหลายปีก่อนที่ทำให้ฉันรู้ดีว่าตัวเองจะถอยหลังไม่ได้ และฉันคงไม่อนุญาตให้ตัวเองทำแบบนั้น ฉันไม่อยากทำให้คนอื่นผิดหวัง

    และที่สำคัญคือ ฉันไม่อยากหักหลังความตั้งใจของตัวเอง

    ถึงแม้ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน ไกลได้อย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ แต่มันก็คงดีกว่าหยุดเดินแล้วกระโดดออกนอกเส้น-ทางเป็นแน่ เพราะการเป็นคนยอมแพ้กลางทางคงตามตอกย้ำฉันไปเรื่อยๆ ไม่ต่างกัน

    ถ้าการเดินต่อกับหยุดเดิน มันจะทำให้ทุกข์และลำบากเท่ากันอยู่ดี ถ้าเช่นนั้น ฉันจะหยุดเดินไปทำไม

    ฉันมีหลายอย่างที่อยากจะเล่า ซึ่งได้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้แล้ว

    อันที่จริงฉันคิดว่าหนังสือหนึ่งเล่มควรจะมีบทสรุปที่ดีในตัวของมันเอง แต่ฉันก็ทำได้แค่กลั่นกรองความคิดของตัวเองแล้วบันทึกมันลงบนหน้ากระดาษอย่างเรียบง่าย ซึ่งสิ่งที่คุณกำลังจะอ่านต่อไปนี้ ก็เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันสามัญที่ฉันประสบและคิดได้ในช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา

    แต่เรื่องเหล่านี้แหละ ที่เป็นเหตุผลของคำตอบที่ว่าทำไมฉันจึงไม่อยากได้ไทม์แมชชีนอีกต่อไปแล้ว

    ไปรับชมพร้อมๆ กันนะคะ

    หมอก

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in