love ME love MY BOOKSppinkpraew
แด่คุณ มนุษย์พาร์ทไทม์ร้านหนังสือ
  • ฉันมองนาฬิกาข้อมือ กับเท้าที่ก้าวอย่างฉับไวเพื่อต้องไปให้ทันเวลาเข้างาน ฉันจะสายไม่ได้เมื่อมาถึงที่ทำงานฉันจึงรีบตรงเข้าไปที่ข้างหลังร้าน หยิบบัตรลงเวลาที่โต๊ะผู้จัดการเพื่อนำไปให้ระดับจัดการเซ็นเวลาเข้าออกงาน เพื่อแสดงตนว่าฉันได้มาถึงแล้ว ระดับจัดการของที่นี่มีอยู่สามคนยังดีที่มีตัวเลือกให้ได้ตามคนใดคนนึง ฉันไม่ค่อยชอบวิธีนี้สักเท่าไรแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะบางทีถ้าหากผู้จัดการไม่อยู่บริเวณภายในร้านฉันต้องลนลานหาตัวให้พบ เพราะเวลาแค่นาทีเดียวก็สำคัญ..

    “ หวัดดี ”  เขากล่าวทักทายฉันพร้อมกับยกมือนั่นขึ้นไปด้วยนั่นเป็นท่าในการทักทายที่ฉันไม่ค่อยเห็นใครทำกันแบบนี้สักเท่าไรจึงเพียงตอบกลับไป หวัดดีเขาเป็นเพื่อนร่วมงานอีกคนที่เข้ามาทำงานนี้พร้อมกันและตอนนี้เข้าก็คงรีบไม่ต่างจากฉัน

    “ ได้ให้ใครเซ็นหรือยัง? ” เขาถามฉัน
    “ ยังเลย พึ่งมาถึงเมื่อกี้เหมือนกัน 

     เราจึงต้องเดินออกไปแถวบริเวณหน้าร้านเพื่อให้ผู้จัดการเซ็นเจอพอดี ผู้จัดการอยู่ภายในบริเวณหลังเคาท์เตอร์แคชเชียร์ 
    “ สวัสดีค่ะ ”  ฉันกล่าวพร้อมกับยื่นบัตรลงเวลาให้เป็นอันสิ้นสุด ฉันถอยเดินออกมาให้เพื่อนอีกคนได้เข้าไปเซ็นฉันต้องนำบัตรนี่ไปเก็บไว้ตรงที่เก็บของข้างหลังร้านเหมือนเดิมเพราะบัตรนี่มันสำคัญมากกับพนักงานพาร์ทไทม์ เพราะเมื่อถึงเวลาสิ้นเดือนเวลาเข้าออกงานก็มีผลกับจำนวนเงิน

    “ เราชื่อธีร์ เขาเอ่ย ช่างมนุษยสัมพันธ์ดีเสียจริงฉันคิด
    “ เราเบล ฉันตอบกลับไปฉันกลายเป็นคนไม่อยากสนทนาอะไรกับใครตั้งแต่เมื่อไรกันนะ แค่รู้สึกว่าเหนื่อยกับการรู้จักผู้คนหน้าใหม่ๆแต่นี่ในฐานะคนทำงานร่วมกันรู้จักกันไว้ไม่เสียหายอะไรหรอก ดีเสียด้วย อีกอย่างช่วงนี้ผู้คนจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยกันหมดเพราะโรคระบาดCovid-19 แต่การใส่แมสบางครั้งก็ทำให้บทสนทนาก็ดูลำบากขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนใส่บ้างไม่ใส่บ้างอยู่ให้เห็นประปรายไม่มีใครรู้ว่าถึงเมื่อไรสถานการณ์นี้จะดีขึ้น 

    ฉันไม่ค่อยอยากจะสนทนากับใครที่เป็นเรื่องส่วนตัวแม้ฉันจะพูดคุยกับลูกค้าเป็นปกติก็ตามฉันชอบที่จะรับฟังเรื่องราวของผู้คนผ่านจากสิ่งที่เขาเล่าขึ้นมาเองหรือในวงสนทนาที่ถามเรื่องราวของกันและกัน ฉันก็เลือกที่จะยืนรับฟังอยู่เงียบๆแต่พอคำถามวนมาถึงตัวฉันเอง ฉันจะรู้สึกว่าเริ่มไม่สนุก และตอบแบบขอไปที..         

    วันถัดมาฉันได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนร่วมงานคนนึงดูเหมือนว่าเขาจะมีปัญหากับทางครอบครัวและมีสิ่งที่ต้องจัดการในหลายๆเรื่อง หลายๆครั้งในเวลาทำงาน เขามักจะเล่าเรื่องปัญหาที่เขาต้องเผชิญความเครียด ความกดดันในชีวิต ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆฟัง จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ฉันกับเพื่อนร่วมงานผู้มีประสบปัญหาชีวิตกำลังนั่งแพคของกันอยู่แม่ของเขาได้โทรเข้ามา เขารับสายและเดินเลี่ยงออกไปคุยอีกทางเขากลับมาพร้อมกับสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ทำให้เขาทุกข์ใจเขากลับมานั่ง เหมือนอยู่ในภวังค์แห่งความคิด เขาไม่ได้สนใจงานตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว "โอเคมั้ย?"            ฉันถามออกไป เขานิ่งเงียบ “ ไม่โอเคก็เล่าให้ฟังได้นะ ” เขาจับศีรษะของตัวเอง เริ่มไม่อยู่นิ่งฉันรับรู้ได้ว่า เขาคงเจ็บปวดกับการรับโทรศัพท์สายเมื่อกี้
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               .../

  • “ มันพูดไม่ออก ”  เสียงที่สั่นเครือของเพื่อนร่วมงานบอกกับฉันจังหวะนั้นฉันเห็นว่าเขาเริ่มน้ำตาคลอ และเขาก็รีบเดินออกไปเขาคงไปสงบอารมณ์ข้างนอกที่ไม่ใช่ตรงนี้เราไม่ได้สนิทกันมากพอที่เขาจะมาแสดงให้เห็นถึงมุมอ่อนไหว ฉันเข้าใจตรงนี้ดี ฉันคงช่วยอะไรเขาไม่ได้มากนอกจากนั่งทำงานที่ต้องรับผิดชอบต่อไป

    เวลาที่มีเรื่องทุกข์ใจและมีคนรับฟังเรามันก็คงจะดีไม่น้อยฉันนั่งทำงานไปแต่ความคิดยังวนเวียนอยู่กับปัญหาที่เพื่อนร่วมงานเจอฉันรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขา และรู้ว่าไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากการรับฟัง หากว่าเขาพร้อมจะเล่าน่ะนะ

    งานของฉันได้เสร็จหมดแล้ว ฉันจึงย้ายตัวไปดูเพื่อนร่วมงานที่กำลังจัดของอยู่ข้างหลังร้านเผื่อมีงานเหลืออะไรให้ทำ เพราะฉันไม่สามารถนิ่งอยู่ได้นานโดยไม่มีอะไรทำไม่ได้ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่การอ่านหนังสือ แน่นอนว่างานไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอะไรมากมายเพียงแค่ทำไปเรื่อยๆ
    “ นี่ไง เพื่อนเห็นเราร้องด้วยเมื่อกี้ ”  อยู่ตรงนี้นี่เอง เพื่อนร่วมงานที่ก่อนหน้าทุกข์ใจดูเหมือนตอนนี้เขาจะดีขึ้น เขาร้องทักตอนเห็นฉันเดินผ่านไป เขามายืนคุยอยู่กับธีร์คนเฟรนลี่ที่ทักทายฉันเมื่อเช้า
    “ ดีแล้ว มีอะไรก็เล่าให้เพื่อนฟังได้เหมือนกันไม่ต้องเกรงใจว่าจะผู้หญิงผู้ชายหรอก ”  ธีร์เสริมขึ้นมา
    “ ใช่ เล่าให้เราฟังได้ เราเรียนการให้คำปรึกษามา ” ฉันอวดอ้างคุณสมบัติของตัวเองเล็กน้อยไม่รู้จะมีประโยชน์อะไร แต่ก็พูดไปแล้ว อันที่จริงฉันก็เรียนมาจริงๆนั่นแหละฉันถึงชอบฟังเรื่องราวของผู้คน ฉันคิดว่าฉันมีทักษะการฟังอยู่พอสมควร

    เมื่อเห็นว่างานข้างหลังร้านนี้ไม่มีอะไรแล้วฉันควรไปยืนต้อนรับลูกค้าที่หน้าร้าน สักพักพวกเพื่อนร่วมงานส่วนที่รับผิดชอบงานข้างหลังร้านก็หมดหน้าที่ตรงนั้นพากันมาอยู่ตรงข้างหน้า บริเวณใกล้ๆกับฉันซึ่งใกล้พอที่ฉันจะเป็นส่วนหนึ่งในบทสนทนาของพวกเขาได้ พวกเขายังคงคุยกันถึงเรื่องปัญหานั้นอยู่ช่างดีเสียจริง พวกเขาดูเหมือนกับรู้จักกันมานาน เข้าใจกันโดยง่าย ฉันคิดเพื่อนร่วมงานคนที่ทุกข์ใจเล่าปัญหาของเขาได้อย่างเต็มที่เพราะมีคนรับฟังเขาสามารถระบายมันออกมาได้แบบไม่ต้องอาย 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               .../


  • ฉันที่ยืนหูฟังเรื่องราวไปด้วยอย่างเงียบๆพร้อมกับดูลูกค้าไปด้วย บางที่เรื่องของคนอื่นมันก็ทำให้เรานิสัยเสียไปได้ง่ายๆ ทำให้ตอนนี้ไม่ได้โฟกัสอย่างใดอย่างหนึ่งแบบเต็มที่ฉันรับรู้ได้ว่าเพื่อนร่วมงานค่อยๆดีขึ้นและธีร์คนที่รับฟังได้ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีอย่างยอดเยี่ยม ต่างกับฉันนี่ขนาดว่าเขาไม่ได้เรียนการให้คำปรึกษามาเหมือนกัน เขายังดูมีสติกว่าฉันฉันคิดอยู่กับตัวเอง และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกไป

    “ แกเป็นผู้ฟังที่ดีมากเลย ” เขาทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย ฉันรับรู้ได้ผ่านหน้ากากนั่น ก็คงแปลกแหละก็ฉันพูดออกไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแบบนั้น                                                                                                      “ เอ่ออ อันนี้เล่นหรือว่าจริงจังเหรอ ”  ธีร์ถามกลับมา                                                                                “ จริงจริง ฉันเน้นเสียง ฉันหมายความตามนั้นจริงๆ เขาหายสงสัยและกลับไปสนทนากันต่อฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วเหมือนกัน

    อันที่จริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้จะแปบเดียวฉันยังประทับใจไม่หายเลย แน่นอนว่ามันอาจจะรวดเร็วไปฉันเก็บความประทับใจนี้ไม่ไหวจนต้องโทรไปเล่าให้เพื่อนฟัง..แม้ว่าความประทับใจนี้จะเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว แบบที่ฉันไม่ได้เห็นใบหน้าของเขาก็ตามฉันไม่สนใจหรอกว่าหน้าตาของเขาจะเป็นยังไงแค่ครึ่งบนของใบหน้ากับท่าทีของเขาก็เพียงพอแล้วที่ฉันเกิดความรู้สึกนี้ขึ้น ทำไมมันเกิดขึ้นไวขนาดนี้


    ฉันนึกย้อนกลับไปในวันแรกๆมันเริ่มจะเลือนลางๆไปบ้าง แต่กับบางเรื่องที่มีความรู้สึกอยู่ด้วยฉันกลับจำมันได้แม่น


     “ เบลหวัดดี วันนี้มาถึงกี่โมงหรอ ”  ธีร์ทักทายพร้อมท่ายกมืออีกเช่นเคย                                                   “ หวัดดี มาเลทไปครึ่งชั่วโมงน่ะ ” ใช่วันนี้ฉันมาสาย เพราะฉันดันลืมเปิดเสียงนาฬิกาปลุกนะสิ         “ ทำไมถึงรู้ว่ามาสาย ” ฉันถามกลับ                                                                                                           “ เอ่อ ก็ไม่เห็น ” เขาไม่เห็นหรือ เขานี่ก็ช่างสังเกต..ทว่าฉันได้ยินเพื่อนร่วมงานหญิงบอกว่าเมื่อเช้าเขามีประชุมกันแสดงว่าทุกคนร่วมตัวกันและคงมีแค่ฉันที่มาไม่ทันประชุม ธีร์จึงรู้ว่าฉันมาสายและคำถามนั้นก็เป็นการทักทายตามมารยาท ฉันประติดประต่อเรื่องราวขึ้นเอาเอง                                                                                                                                                   

                                                                                                                                                               .../

  • “ กลับเลยไหม ” ธีร์กล่าว “ อืม ” เราเร่งไปให้ผู้จัดการเซ็นออกงานวันนี้ฉันกลับพร้อมกับเขา เพราะเส้นทางกลับเราใช้เส้นทางเดียวกันเราเดินจากที่ทำงานไปรอรถที่ป้ายรถเมล์จุดเดียวกัน ระหว่างทางมีบทสนทนามาไม่ขาดสายมีอยู่วันหนึ่งฉันตั้งใจรอเขาเอง เราเดินไปที่ป้ายรถเมล์กันเหมือนเดิมขณะที่ยืนรอรถเมล์อยู่นั่นฉันมองไปตามบนถนนที่รถแล่นอย่างไม่ขาดสาย ฉันผู้มีสายตาสั้นแต่ก็ไม่มากสำหรับใช้ชีวิตในกลางวันแต่สำหรับกลางคืน โดยปกติถ้าจะต้องออกไปไหนฉันจะพกแว่นตาเสมอแต่เป็นเรื่องที่น่าสลดเพราะฉันทำขาแว่นหัก และยังไม่มีโอกาสซ่อมแซมมันฉันจึงได้เรื่องที่จะชวนเขาคุย 
    “ คนสายตาสั้นอะตอนกลางคืนนี้ทำให้มองเห็นอะไรยาก ”    
    เอ่อใช่ๆ มองยากจริง อย่างเลขของสายรถเมล์บางทีต้องรอให้รถมาใกล้ๆก่อนถึงจะเห็น 
    “ ใช่ เราตาแห้งด้วย อย่างเช่นไฟในร้านเราก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร แล้วอย่างเวลารอรถเมล์บางทีเราใช้วิธีเปิดกล้องโทรศัพท์มาถ่ายดูเอาว่าใช่สายรถเมล์เราไหม 
    “ ห๊ะ? ไม่นึกว่ามีวิธีแบบนี้ด้วย 
    “ อย่างน้อยโทรศัพท์เราก็มองเห็นจอมันใกล้กว่า เขาพูดพร้อมหัวเราะน้อยๆ ฉันไม่เคยนึกถึงวิธีนี้มาก่อนเลย 



    เราจะรู้ว่าเวลามันสั้นและมีค่าแค่ไหนก็ตอนที่ไม่มีมันแล้ว



                                                                                                                                                                                           .../

  • วันที่ฉันต้องกลับไปเอาของใช้บางส่วนจากที่บ้านฉันจำเป็นจะต้องลางานเพื่อการเดินทางครั้งนี้ความสบายใจเกิดขึ้นกับฉันจนไม่ได้ตั้งตัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้และมันก็เป็นเช่นนั้นเสียจริงด้วย วันที่ฉันกลับมาทำงานตามปกติพี่ๆที่เจอฉันต่างบอกกับฉันว่า   “ เพื่อนออกกันหมดแล้ว ” “ เหลือแค่เบลคนเดียวแล้ว ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่ประโยคเยาะเย้ยว่าฉันไม่มีเพื่อนแต่เขาคงเข้าใจความรู้สึกคนในวัยฉันมากกว่า ว่าการมีเพื่อนรุ่นใกล้เคียงกันมันมันคงเข้าถึงกันได้ง่ายหากไม่มีเพื่อนแล้วนั้นคงเกิดความว้าเหว่ขึ้นมาได้ อะไรทำนองนั้น

    เขาไม่มาแล้วหลังจากวันนี้ ถ้าฉันรู้ว่าเขาไม่มาแล้วฉันคงไม่กลับบ้านแน่นอน อย่างน้อยฉันยังมีเวลาทำความรู้จักเขาให้มากกว่านี้   ฉันยังจำตอนสุดท้ายที่ฉันเห็นเขาได้ตอนอยู่ในร้านก่อนที่ฉันจะกลับบ้าน ฉันเดินเข้าไปบอกเขาที่กำลังเช็ดของอยู่ในร้าน                

    “ วันนี้เรากลับก่อนนะ ต้องกลับบ้านหน่ะ ”                                                                                                 โชคดีนะ เขาตอบกลับมาฉันมองเห็นตาของเขาเล็กลงเขายิ้มหรือเปล่านะ ไฟในร้านเป็นแสงสลัวๆไม่สว่างมากนักฉันที่สายตาสั้นจึงไม่แน่ใจในสิ่งที่เห็น ฉันคิดไปว่าเขาคงยิ้มอยู่ภายในหน้ากากนั่นนี้คือสิ่งสุดท้ายของเขาที่ฉันจำได้

    หลายวันถัดมาพี่ๆเข้ามาตั้งคำถามนี้กับฉันเพื่อย้ำความแน่ใจ “ ธีร์ไม่มาแล้วเหรอ ”                                  “ ไม่รู้เหมือนกัน เป็นคำตอบเดียวที่ฉันมีในตอนนี้ ให้ตายสิ ฉันควรทำอย่างไรดีไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาถึงไม่มา..  ใช่แล้วผู้จัดการ ผู้จัดการรู้แน่ว่าทำไมแต่ติดตรงที่ผู้จัดการไม่ได้อยู่ที่ร้านเพราะต้องไปดูแลสาขาอื่นชั่วคราวแล้วฉันจะรู้ได้ยังไงล่ะ กว่าผู้จัดการจะกลับมาก็อีกหลายวัน ฉันคิดเรื่องนี้อยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ฉันรู้ว่ามีอีกทางหนึ่งที่สามารถรู้ตอบได้ว่าทำไมเขาถึงไม่มา บัตรเข้าออกงาน ที่บัตรนั่นมีเบอร์โทรศัพท์ของทุกคนเขียนไว้

    ฉันลังเลอยู่สักพัก แต่ก็ตัดสินใจโทรไป  “ ฮัลโหล ใช่ธีร์ไหม? ”

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               .../

  • “ สวัสดีครับ นี่พ่อของธีร์ครับ เอ่อ ตอนนี้ธีร์ไม่สบายครับ เป็นไข้หมอสั่งให้กักตัว14 วัน จนกว่าจะครบ เพื่อรอดูอาการครับถ้ายังไงกักตัวครบแล้วคงได้กลับไปทำงานครับ 
    “ อ๋อค่ะ ขอบคุณค่ะ ”  ฉันได้รับคำตอบเรียบร้อย พ่อของธีร์เป็นคนรับสายและบอกอย่างเสร็จสรรพฉันแทบไม่ทันเอ่ยคำถามว่าทำไมเขาถึงไม่มา จากน้ำเสียงจากปลายสายคงเข้าใจว่าฉันเป็นผู้จัดการโทรตามลูกน้องที่หายไปอะไรแบบนั้น

    ล่วงมา 14 วันแล้ววันนี้เป็นวันฉันยังไม่เห็นธีร์มา และเขาคงไม่ได้มาอีกนานเมื่อทางรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว ปิดสถานที่ต่างๆภายในกรุงเทพ

                ใช่แล้วล่ะตอนนี้ฉันกลายเป็นคนว่างงาน ส่วนธีร์ฉันก็ไม่ได้ติดต่อเขาไปอีกเลยหลังจากได้รับคำตอบในวันนั้น ฉันเพียงแต่แจ้งให้พี่ๆในร้านคนอื่นได้ทราบเหตุผลเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะติดต่อไปอีก ชีวิตหลังจากเลิกใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ฉันก็คงกลับไปหางานใหม่ทำ และใช้ชีวิตแบบที่เคยเป็นมาแต่คงไม่มีอะไรเหมือนเดิมทั้งหมดดูเหมือนว่าสังคมเมื่อเจอโรคระบาดแต่ละอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ปรับตัวกันต่อไปเพื่อความอยู่รอด

                ฉันควรอยู่ให้ได้เช่นกัน แม้ว่าบางเรื่องราวที่เจอมาฉันอยากกลับมาเล่าให้เขาฟังฉันอยากฟังเรื่องราวของเขาอยู่ก็ตาม เหมือนกับว่าเวลาในช่วงที่มีธีร์เข้ามาเป็นฝันดีที่แทรกเข้ามาคั้นกลางฝันร้ายในยามค่ำคืน และผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกยังคงค้างคาอยู่นี่สินะที่เขาพูดกันว่า เวลาช่างผ่านไปเหมือนกับความฝันฉันเข้าใจประโยคนี้ขึ้นมาในทันใด ถึงเวลาที่ต้องเผชิญโลกแห่งความจริงฉันเข้าใจและยอมรับมัน..

    ความทรงจำและร้านหนังสือ ยินดีที่ได้รู้จัก ธีร์

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in