Tokyo Diary โตเกียว จุด จุดSALMONBOOKS
SHIBUYA
  • ชิบูย่าเป็นก้าวแรกของทริปนี้ ด้วยแสงสีและความอู้ฟู่ของมันทำให้เด็กจากประเทศโลกที่สามอย่างผมรู้สึกว่านี่แหละความเจริญ แต่ถึงจะตื่นตาตื่นใจขนาดไหน ผมก็ต้องพยายามคีปลุคทำหน้านิ่งๆ ให้อารมณ์แบบ“ชิบูย่าเหรอ แล้วไงอะ พื้นๆ” (ยักไหล่)

    เมื่อพูดถึงชิบูย่า ผมจะนึกถึงความหลากหลายและวุ่นวายของผู้คนแต่เป็นความวุ่นวายที่โคตรปลอดภัย เราสามารถเดินไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องคอยกุมกระเป๋า ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง หรือกลัวถูกโจรวิ่งราว ชิบูย่าเป็นเหมือนวัยรุ่นที่เริ่มทำตัวเป็นเด็กเฮี้ยวแต่อยู่ในกรอบของพ่อแม่อย่างเคร่งครัด สนุกสุดเหวี่ยงแต่ไม่เลอะเทอะ

    สำหรับคนที่มาโตเกียว ถ้าไม่มาที่นี่ก็เหมือนเจอสเลดทอยแล้วไม่ได้รับรูปวาดจู๋ เป็นอะไรที่ติดค้างในใจ กลับมาเมืองไทยต้องเสียดายไปแปดวัน

    ชิบูย่ายังมีความเจ๋งอีกบานตะไทชนิดที่ว่าเดินไปหัวถนนไหนก็เจอ (ยกเว้นไอ้รูปปั้นหมาฮาจิโกะ) คนที่จะมาแนะนำให้ศึกษาแผนที่ไว้หน่อย เพราะซอยแม่งซับซ้อนระดับค่ายกลหกสิบสี่ประตูแห่งภูเขาสี่ดรุณี หรือถ้าใครอยากบรรลุความสุขสุดยอด ผมแนะนำให้ไปลองทำอะไรแผลงๆ ที่ห้าแยกสุดฮิตดูสักครั้ง จะกระโดดตบ วิดพื้น ตีลังกากลับหลัง หรืออะไรก็ได้ ถ้าทำสำเร็จน่าจะเป็นอะไรที่โคตรอิ่มใจ




  • ปากบอกว่ารูปปั้นฮาจิโกะโคตรธรรมดา แต่ผมก็มาหยุดอยู่หน้ามันจนได้ คือก็ไม่ได้อยากมาหรอก แต่อีรูปปั้นนี้ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟชิบูย่า แค่ขึ้นลงสถานีก็เจอมันปั้นหน้าสลอนรออยู่แล้ว

    สำหรับผม ฮาจิโกะไม่ได้สร้างมาเพื่อรำลึก แต่สร้างเพื่อเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในสังคมญี่ปุ่น ดังจะเห็นได้จากซาลารี่มังที่อุทิศตัวให้บริษัทจนผูกพันกันยิ่งกว่าสถาบันครอบครัว

    สำหรับใครที่อยากมาสักการะรูปปั้นฮาจิโกะถ้าไม่ศึกษาประวัติมาก่อนมันก็แค่รูปปั้นหมาหน้าตาธรรมดาตัวนึง ไม่ต่างจากไอ้แดงไอ้ดำบ้านเราหรอกความตื่นเต้นเป็นศูนย์ จริงๆ นะ




  • ที่หน้าสถานีรถไฟชิบูย่ามีรถไฟสีเขียวจอดทิ้งไว้หนึ่งขบวน เป็นรถไฟโบราณที่เคยใช้งานจริง แต่ตอนนี้เอาไว้โชว์ ให้คนเข้าไปเดินดูนั่งเล่นในนั้นได้ ซึ่งช่างมันเหอะ ประเด็นหลักคือ มันเป็นแหล่งนัดพบของชิบูย่า เป็นสถานที่รวมสาวญี่ปุ่นสุดน่ารักที่กำลังยืนรอเพื่อน สำหรับชายไทยวัยกลัดมัน (แบบผมและอาร์ต จีโน) แค่ได้มายืนจุดนี้เฉยๆ ก็พริ้มแล้วครับ

    แต่ความที่คนเยอะมาก ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าหากันเจอได้ยังไงวะ โดยเฉพาะช่วงเย็นนี่คือหนักมาก คนเยอะเหมือนมดแตกรัง เดินตามกันอยู่หลัดๆ เผลอไปเหล่หญิงหนึ่งลมหายใจ หันกลับมาเพื่อนหายทันที

    ที่นี่ทำให้ผมเข้าใจคำว่า “กลืนหายไปกับฝูงชน” อย่างแจ่มแจ้ง



  • ลุงผู้แต่งชุดทำงานแบบเต็มยศ บนหัวคาดธงชาติญี่ปุ่น ข้างหลังมีธงผืนใหญ่มากปักอยู่ (ถ้านึกขนาดไม่ออกให้นึกถึงธงชาติตอนเดินขบวนลูกเสือ ใหญ่อย่างนั้นเลย) ได้อารมณ์ซาลารี่มังรักชาติมากๆ ทุกคนน่าจะสงสัยเหมือนกันว่าลุง-กำ-ลัง-ทำ-อะ-ไร? ลุงแม่งไม่ทำอะไรเลยครับ ลุงนั่งเฉยๆ ...เฉยเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ ผมเดินเจอทีแรกก็รู้สึกว่า เออ แปลกดีว่ะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก (คนที่นั่นเขาก็ไม่ได้สนใจลุง) เดินไปหาอะไรแดกก็แล้ว เหล่สาวจนเมื่อยตาก็แล้วกลับมาที่เดิม...ลุงยังอยู่!!!!!!!!!!! อัลไลลลลลลลลล




  • เมื่อเราซื้อของให้ตัวเองจนหมดตูดและเพิ่งเอะใจได้ว่ายังไม่ได้ซื้อของฝากให้พ่อแม่พี่น้องอาม่าอาเม้งอาเจ็กลูกเล็กเด็กแดงทั้งหลาย ไม่ต้องกังวลไป หาเวลาสักวันไล่เก็บไอเทมของแจกให้หมด เพราะชิบูย่ามีของฟรีเยอะมากกก แค่ทิชชู่ยังน่ารักฉิบหาย มีแพ็คเกจหลายสไตล์ ถ้าชอบกินก็มีสาวๆ ยืนแจกเครื่อง-ดื่มชูกำลัง ถ้าชอบสะสมผ้าเย็นกับตะเกียบก็เนียนหยิบตามร้านราเมน หรือถ้าใครที่ใจกล้าพร้อมจะเดินเข้าสู่ประตูคุก ตามโรงแรมมีของให้เลือกตั้งแต่กล่องทิชชู่ห้องรับแขก ของแดกในตู้เย็น สลิปเปอร์ โลชั่น แชมพู แปรงสีฟัน ยันทีวี ถ้าหยิบกลับมาได้ ตำนานความชั่วจะติดตัวให้ภาคภูมิใจไปอีกนาน




  • ก่อนมา ผมเคยประกาศกร้าวว่าทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ จะแดกและเดินอย่างเดียว จะไม่มีการช้อปเกิดขึ้น เพราะผมเป็นผู้ชายที่ไม่สะสมสิ่งของ ไม่ติดแบรนด์ ไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น แค่ได้มาพ่นลมหายใจทิ้งไว้ที่ญี่ปุ่นก็เพียงพอแล้ว

    แต่นั่นแหละครับ สุดท้ายก็กลืนน้ำลายตัวเองไปหลายลิตร แค่ย่านนี้ย่านเดียวตัวเลขในบัญชีก็หายไปหลายหลัก ที่นี่เหมือนสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าที่พร้อมจะสูบทุกสกุลเงิน ทรัพย์สมบัติที่สะสมมาอย่างยากลำบากแทบจะสูญสลายลงที่นี่ ก็จะไม่ให้ซื้อได้ไงวะ เสื้อก็ดี ซีดีก็ถูก หรือต่อให้เป็นของที่ไม่อยากได้แต่พอเจอแพ็คเกจสุดน่ารักก็ละเมอควักเงินกันได้ง่ายๆ สติกลับมาอีกที ถุงทะลักมือ เพลียชีวิต ต้องกลับไปแดกยาบ้าผสมไวไวหาเงินใช้หนี้สนุกสนาน




  • วัยรุ่นที่ชิบูย่าไม่ต่างอะไรกับวัยรุ่นย่านอื่นของญี่ปุ่น ผู้ชายแม่งหล่อเลือดสาด ส่วนผู้หญิงก็โมเอ้จนกำเดาไหล คือญี่ปุ่นตอนนี้ไม่น่าจะเหลือพวกยีนด้อยแล้วนะ มองทางไหนก็เจริญหูเจริญตาหน้าตาบุคลิกภาพก็ดี กิริยามารยาทก็จัดอยู่ในเกรดเอบวก คำถามที่ตามมาคือ แล้วอีพวกนักเรียนโหดๆสันดานถ่อยในหนังสือการ์ตูนมันอยู่ที่ไหนฟะ? คำตอบคือ ไม่มีครับ ความกร่างของคนที่นี่จะโผล่ออกมาในรูปแบบของสงครามเย็น ดูภายนอกไม่ค่อยออก แต่ลึกๆ แล้วเราไม่มีทางรู้เลยว่ามีอะไรอยู่ใต้รอยยิ้มบ้าง หึหึ




  • ต่อไปนี้เป็นประสบการณ์รับประทานอาหารญี่ปุ่นบนยานแม่ครั้งแรกของผมร้านนี้ชื่อ มารุกาเมะ เซเมง เป็นร้านอุด้งที่มีชื่อเสียง มีมากถึงห้าร้อยสาขา ร้านนี้ระบบจัดการง่ายมาก อยากกินอะไรก็เดินเข้าไปจิ้มภาพบอกพ่อครัว (สั่งไม่ยากหรอก แค่สั่งอย่างแล้วได้อีกอย่างเท่านั้นเอง) ส่วนตระกูลของทอดมีวางกองให้เลือก เช่น กุ้ง ไก่ปลาหมึกเทมปุระ และผักต่างๆ อยากกินอะไรก็คีบแล้วไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ ผมชอบร้านนี้เป็นพิเศษเพราะมันถูก เซฟงบประมาณ สามารถเหลือเงินไปซื้อสิ่งที่จำเป็นกับชีวิตมากกว่าอย่างหนังโป๊ได้




  • หลังจากที่เราตกลงกันว่าจะไม่เปิดโรมมิ่งอะไรทั้งนั้น เพราะมันแพงบัดซบ แต่พอไปถึงก็พบว่าอยากเล่นเน็ต อัปเฟซบุ๊คเหลือเกิน เลยลองไปเดินดูเราเตอร์แบบพกพา (Wi-Fi Router) แล้วพบว่าราคาก็แพงอยู่ดี เราจึงละวางเรื่องนี้ และปล่อยให้ฟังก์ชั่นโทรศัพท์เหลือเพียงแค่กล้องถ่ายรูปและเกมง้องแง้ง ซึ่งความงกก็ทำให้ตลอดระยะเวลา 15 วันในญี่ปุ่น เรามีปัญหาทางการติดต่อสื่อสารกันมาก จนสุดท้ายตกลงกันว่าถ้าถึงเวลานัดแล้วยังไม่เจอกันก็ต่างคนต่างไปได้เลย

    สำหรับคนชั้นกลางลูกครึ่งรากหญ้าอย่างผม ค่าใช้จ่ายอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เรื่องกินนับเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย




  • ผมรู้ว่าอาร์ต จีโนตื่นเต้นครับ แต่ความที่เป็นคนมีบุคลิกหน้าตายบวกกับมาดเยอะซะจนการแสดงออกว่า “ฟินจ้าาาาา~” กลายเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งที่มันต้องทำเลยกลายเป็นการเกร็งใบหน้าให้ดูเฉยชาสุดฤทธิ์ บวกกับการมีน้องโบมาเป็นผู้ร่วมทริปทำให้โหมด ‘เท่ๆ สาวชอบ’ ของมัน (และผม) ทำงานมากผิดปกติ การเดินผ่านห้าแยกชิบูย่าของเราจึงเป็นเรื่องของการวางฟอร์มยังไงไม่ให้ความหื่นออกมาทางสีหน้า




  • ตลอดเวลาที่อยู่โตเกียว ผมมีโอกาสได้เห็นงานของพี่ตั้ม—วิศุทธิ์ พรนิมิตร (นักวาดการ์ตูนชาวไทยที่โด่งดังในญี่ปุ่น) กระจายอยู่ตามย่านใหญ่ๆ อย่างชิบูย่า ฮาราจูกุ ฯลฯ ผลงานที่ว่ามีทั้งโปสเตอร์ขนาดยักษ์ไปจนถึงสินค้าที่ไม่เคยเห็นวางขายในประเทศเรามาก่อน แล้วผมก็เพิ่งรู้ว่าพี่เค้าถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 250 บุคคลที่น่าจับตามองจากนิตยสาร Elle ของญี่ปุ่นด้วย ระหว่างที่เดินดูก็คิดตามไปด้วยว่า อะไรทำให้คนที่เคยวาดภาพเส้นขยุกขยิกเกือบสอบไม่ผ่านวิชาดรอว์อิ้ง ก้าวมาถึงจุดนี้ได้

    น่าปลื้มใจที่เห็นผลงานคนไทยถูกยอมรับในต่างแดน ยิ่งประเทศที่มีมาตรฐานสูงอย่างเจแปนด้วยแล้ว ถ้าไม่เจ๋งจริงไปไม่ถึงแน่นอน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in