เธอ เขา เรา ผม 2 ฉบับ Urbanus CollectionSALMONBOOKS
บท 1 - เสียงของต้นไม้

  • คุณเคยได้ยินเสียงของต้นไม้ไหม?

    เมื่อมองดูต้นไม้ที่ออกดอกหลากสี ในกลางฤดูร้อน ผมได้ยินใครบางคนพูดขึ้นว่า ต้นไม้คือครูของมนุษย์ แต่เพราะเหตุใดต้นไม้ถึงเป็นครูของเราได้เล่า

    ในชีวิตของเรา เรามีเรื่องให้บ่นให้ว่ามากมาย ไม่ค่อยมีเรื่องไหนมากนักที่ทำให้เราพึงพอใจ เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้เล่าให้ฟังว่า ยามตื่นขึ้นในตอนเช้า เขามักบ่นว่าแสงตะวันแผดแรงเกินไปจนแยงตาเรา เขาต้องตื่นขึ้นมาอย่างเป็นทุกข์ เขาอาจมีอาหารเช้ากินจนอิ่ม แต่ครั้นแม่ทำอาหารแบบเดิมซ้ำๆ ให้กินทุกวัน เขาก็บ่นเบื่อ และเพียงได้รับคำตำหนิจากเจ้านายในการทำงานเล็กๆ น้อยๆ โดยที่เจ้านายไม่ได้ลงโทษอะไร ก็เป็นทุกข์แสนสาหัสชนิดที่เรียกว่า ‘จิตตก’ แล้วก็พานผลุนผลันลาออกจากงานไปโดยไม่ได้เตรียมอะไรไว้ก่อน ในที่สุดก็เลยต้องเป็นทุกข์ และพลอยทำให้คนอื่นๆ เป็นทุกข์ไปด้วย รวมทั้งแม่ที่ทำอาหารแบบเดิมซ้ำๆ ให้กิน รวมถึงคราวนี้แม้จะนอนให้ตะวันแยงตาก็ทำไม่ได้ เพราะกลัดกลุ้มจนนอนไม่หลับ เราเครียดและเป็นทุกข์ก็เพราะสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างใจของเรา ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเราต้องการให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามความต้องการของเรา เราอยากได้ข้าวของเครื่องใช้เหมือนที่คนอื่นๆ มี อยากร่ำรวยเงินทอง แต่แท้ที่จริงแล้วเรากลับไม่เข้าใจความหมายของคำว่าร่ำรวยอย่างแท้จริง ในหนังสือ จากดักแด้ถึงผีเสื้อ ของท่านเขมานันทะ ตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า

  • 3

    โลกหลายใบปะทะกันอย่างรุนแรงอยู่ในเมือง 

    พริตตี้สาวที่ยืนขายของอยู่หน้าซุ้ม

    ดอกไม้ที่ปักอยู่ในแจกันบนโต๊ะของศูนย์อาหารราคาระยับที่ต้องบริการตัวเอง

    ดวงดาวบนเพดานที่สร้างขึ้นจากสายร้อยดวงไฟ

    สาวสวยที่หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมกับรองเท้าส้นเข็ม

    บันไดที่เลื่อนตัวเองพาผู้คนเคลื่อนคล้อยขึ้นลงเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์

    เราต่างแสนสุขอยู่ในโลกแสนสุข

    4

    เราต่างมีความอดทนเป็นของตัวเอง

    อดทนต่อความเฉยเมย

    อดทนต่อการสร้างความสุข

    อดทนต่อการนำความสุขของตนมาปะทะกัน

     ทั้งนี้ก็เพราะ,

    เรารู้ว่าเราไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้

    หากปราศจากสิ่งที่เรียกว่าความสุข

    แม้มันจะไม่ได้มีอยู่จริง

     และเราเห็น, ว่ามันไม่ได้มีอยู่จริง

    ในบางชั่ว

    ขณะ เมื่อเราตื่นขึ้นกลางอากาศ

    โตมร ศุขปรีชา

  • คนเราจะร่ำรวยขึ้นก็ต่อเมื่อใช้สิ่งของน้อยลง ดังนั้นยิ่งยากจนเท่าไร ยิ่งอิสระ ในอิสรภาพ ในเสรีภาพเท่านั้นที่คนจะรู้สึกถึงความมั่งคั่งทางวิญญาณ พูดแบบอิงกวีนิพนธ์ว่า แทนที่จะมัวพะเน้าพะนอตัวเองด้วยเพชรเรือนแสนเรือนล้าน ทำไมเราไม่ดูเพชรในกระจาดสีดำใบใหญ่ในท้องฟ้า คือดวงดาวต่างๆ ซึ่งเป็นของเราทั้งนั้น ที่จริงเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของเรา

    ทำไมต้องไปจับจองที่ดินเพียงวาสองวา ทำไมไม่จองมันทั้งโลก ว่าเป็นบ้านของเรา แล้วโดยความเป็นจริงก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เราเป็นของโลกพิภพ ทุกแห่งคือบ้านของเรา แต่ว่าการทำอย่างนี้ได้จริงนั้น ต้องเป็นคนที่ยากจนด้วยความสมัครใจ จิตใจนั้นดีงาม คำว่าสมัครใจคือ ไม่รู้สึกขุ่นเคืองหรือรู้สึกว่าตนเองตกต่ำอะไร เพราะว่าคนที่ยากจนแล้ว จะไม่ตกต่ำอีก แต่คนที่ร่ำรวยมั่งคั่ง ยืนอยู่บนยอดภูเขา ซึ่งหนาวเยือกอาจจะตกต่ำเสื่อมลาภลง หรือไม่ก็วิญญาณดิ่งลงเหวลงนรกไปเมื่อไรก็ได้

    คำพูดข้างต้นนี้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตที่มีความสุข หรือพ้นไปจากความทุกข์และสุข ในเบื้องต้น เราเป็นทุกข์ก็เพราะเราปรารถนาสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปดังใจเรา แต่กระทั่งตัวของเราและใจของเรา เรายังควบคุมไม่ได้ แล้วประสาอะไรกับการพยายามไปควบคุมบังคับสิ่งอื่นๆ หัวใจดวงอื่นๆ หรือสถานการณ์อันสลับซับซ้อนในโลกใบที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกทีใบนี้เล่า

    ต้นไม้อาจไม่ได้ปริปากพูด แต่ด้วยการมีชีวิตอยู่ของมัน มันบอกเราอยู่ทุกขณะนาที ตั้งคำถามและเป็นตัวอย่างให้เราเห็นอยู่ทุกขณะนาทีว่า ทำไมเราถึงไม่เป็นอย่างมัน ทำไมเราจึงไม่รู้จักพึงพอใจสิ่งง่ายๆ ที่รายล้อมเราอยู่ ต้นไม้อยู่กับที่ แต่มันคือผู้ให้ชีวิตผ่านการปรุงอาหารกับแสงแดดอุ่น มันดูดซับน้ำไม่ให้เกิดอุทกภัย และสร้างความชุ่มชื่นให้เกิดสายฝน ให้เกิดชีวิต

    แม้เมื่อใครไปตัดโค่นหรือฆ่าฟันมัน มันก็ไม่เคยบ่นว่า แต่ยอมตนให้กับความตายอย่างเงียบๆ บางทีอาจเพราะมันรู้ว่ามันจะมีประโยชน์ต่อไปได้อีก...แม้สิ้นชีวิตไปแล้ว

    ต้นไม้จึงเป็นผู้ให้โดยแท้ และดังนี้ ต้นไม้จึงเป็นครูของเราทั้งยังอยู่ทุกหนทุกแห่ง คอยสอนสั่งเราด้วยการดำรงอยู่ของมันเอง

    ฉันไม่เคยเห็นต้นไม้ไม่พอใจอะไรเลย มันเลื้อยไปตามพื้นราวกับมันรักผืนดิน และแม้รากจะเลื้อยได้เร็วแค่ไหน มันก็ไม่ไปไกลเกินกว่าที่มันไปได้ มันเดินทางไปในทุกทิศพร้อมกับทุกสายลม หมุนวนไปและกลับเหมือนกับเราเดินทางไปกับเรารอบดวงอาทิตย์วันละสองล้านไมล์ และผ่านห้วงอวกาศด้วยความเร็วและไกลโพ้นซึ่งมีแต่สรวงสวรรค์เท่านั้นที่รู้

    จอห์น มัวร์ (John Muir)
    นักธรรมชาติวิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายสกอตแลนด์
  •      โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เส้นแห่งความขัดแย้งนั้นขีดแบ่งเข้ามาแม้กระทั่งในครอบครัว ในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ พี่กับน้อง ลูกกับพ่อแม่ และเพื่อนฝูงกับเพื่อนฝูง การเลือกข้างทำให้เราเจ็บปวด หลายคนเอ่ยถามว่า เราควรจะทำอย่างไรดีกับสถานการณ์เช่นนี้

    เมื่อมองดูต้นไม้ เราจะพบว่า สำหรับต้นไม้แล้ว ความรุนแรงและความขัดแย้งไม่ได้อยู่ภายนอกมากเท่ากับอยู่ภายในตัวเอง 

    ลองสังเกตดูต้นไม้เถิด พวกมันเพียงแต่หยัดยืนอยู่ตรงนั้นหยั่งรากลงไป พวกมันไม่ได้พยายามแม้กระทั่งมีชีวิตอยู่ ทว่าเพียงแต่มีชีวิตอยู่และตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ภายนอกตามที่เป็น ต้นไม้บางชนิดอาจพัฒนาไปเป็นต้นไม้กินแมลง แต่มันไม่เคยข้ามเส้นแบ่งไปสู่การรับรู้รสชาติเอร็ดอร่อยของแมลงนั้นๆ มันเพียงแต่กินแมลงเพราะแมลงกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในเซลล์ ทำให้กระเปาะปิดและน้ำย่อยหลั่งออกมา แม้แลดูโหดร้าย ทว่าต้นไม้หาได้ทรงความโหดร้ายด้วยตัวของมันเองไม่

    บางคนกล่าวว่าให้ เรามีชีวิตอยู่เคียงข้างความจริง ซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐยิ่งนัก แต่ปัญหาของโลกปัจจุบันก็คือ ความจริงกลายเป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในความซับซ้อนของความจริงเทียม เราจึงค้นหาความจริงไม่ได้ง่ายดายนัก และหลายครั้ง บางคนก็ยึดมั่นในความจริงเทียมว่าเป็นความจริงแท้ก็มี

    อย่างไรก็ตาม ความจริงที่แท้หรือเทียมอาจยังไม่ใช่สาระสำคัญในการเลือกของชีวิตมนุษย์ สาระสำคัญของการเลือกที่เราอาจตระหนักถึงน้อยอย่างยิ่งก็คือ เมื่อเราเลือกความจริงหนึ่งๆ ย่อมมีผลเทียบเท่ากับการคัดทิ้งความจริงอื่นๆ ไปด้วยโดยปริยาย คำถามก็คือ แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าความจริงที่เราคัดทิ้งไปนั้น มีความเป็นจริงมากหรือน้อยกว่าความจริงที่เราคัดเก็บไว้

    หากลองนั่งนิ่งๆ พิศดูต้นไม้ เราจะพบว่าต้นไม้ไม่เคยเลือกความจริงของชีวิตเลย มันไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าความจริงไหนเป็นจริงแท้และความจริงไหนเป็นความจริงเทียม ระหว่างอากาศหนาวของฤดูหนาว กับอากาศหนาวในห้องปรับอากาศ ต้นไม้ไม่สนใจมากนักหรอกว่าความหนาวเหล่านั้นแตกต่างกันอย่างไร มันเพียงแต่มีชีวิตอยู่กับความหนาวนั้น กับลมฝนในอีกฤดู และความร้อนร้ายแห้งแล้งของอีกฤดูกาล

    มันเพียงแต่มีชีวิตอยู่ และหยั่งถึงสรรพสิ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้บางเงื่อนไขจะทำให้ต้นไม้บางต้นต้องล้มตายไปจากชีวิต แต่ต้นไม้ที่เหลืออยู่ก็หาได้ตระหนกหรือเจ็บปวดไม่

    คำแนะนำเช่นนี้ไม่ใช่คำแนะนำที่ปฏิบัติได้ง่าย เพราะเรามักคิดเสมอว่า โลกคือสิ่งที่อยู่ภายนอก แต่พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า ในร่างกายซึ่งยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมด้วยความคิดพร้อมด้วยอายตนะนั้น คือโลก คือแดนเกิดของโลก คือความดับสนิทแห่งโลก และทางไปสู่ความดับสนิทแห่งโลก เรามักหลงไปกับอายตนะของเรา ทึกทักไปว่าสิ่งที่ไหลผ่านเข้ามาในร่างกายและจิตวิญญาณของเราคือโลก คือสิ่งที่ผู้คนนิยมกระทำ ดังนั้นเราจึงต้องกระทำไปด้วย ที่สำคัญกว่านั้น เรายังเอาความรู้สึกนึกคิดของเรไปจับต้องประสบการณ์ ตัดสินมัน ให้คุณค่ากับประสบการณ์เหล่านั้น แล้วทึกทักว่านั่นคือความจริงที่เหนือกว่าความจริงของผู้อื่น

  • ไม่มีอะไรผิดกับการเลือกเป็นไปตามความคิดและอุดมการณ์ของตน ทว่าหากเป็นต้นไม้ พวกมันจะไม่ยึดมั่นในความคิดเหล่านั้น หรือใช้ความคิดเหล่านั้นเพื่อลดทอนความจริงของผู้อื่นต้นไม้โอบรับทุกความ จริง และไม่ตัดสิน พวกมันเพียงแต่รอให้ความจริงทั้งหลายคานกันเพื่อดำรงอยู่ และปล่อยให้การดำรงอยู่นั้นเพียงแต่ดำเนินไปโดยไม่ใส่เรี่ยวแรงต่างๆ ลงไปเพิ่มเติม

    ไม่ว่าจะเป็นแรงรัก โกรธ เกลียด หรือทะยานอยากให้โลกภายนอกเป็นไปเหมือนที่เราต้องการ 

    สำหรับต้นไม้แล้ว ความรุนแรงและความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่ภายนอกมากเท่ากับอยู่ภายในตัวเอง

    และการ ‘เพียงแต่ดำรงอยู่’ ก็เป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนัก

    เสียงของต้นไม้บอกเราอย่างนั้นเสมอ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in