Everlasting Harmonypetong
Book Recap: Finding Your Harmony
  • ตลอดการเดินทางของวง Fifth Harmony เต็มไปด้วยเส้นทางที่ไม่สวยหรูนัก ในบางช่วงอาจเต็มไปด้วยกลีบกุหลาบ แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกได้ว่ามีลวดหนามร้อมลอบ ขนาบทุกทิศทางเช่นกัน เมื่อทะยานสู่จุดสูงสุดได้ไม่นาน ก็ต้องเจออุปสรรคอีกครั้ง ความสำเร็จตลอด 6 ปีที่เรียกได้ว่าขึ้น ๆลง ๆ ตลอดเวลา จนในท้ายที่สุดการเดินทางนั้นก็ได้หยุดลงไปตามกาลเวลา หลงเหลือเพียงแค่ในความทรงจำของทุกคนเท่านั้น

    แอลลี่ บรู๊ค (Ally Brooke) 1 ในสมาชิกของวงเอง ก็อดไม่ได้ที่จะแชร์ความทรงจำเหล่านั้นผ่านมุมมองของเธอเช่นกัน ผ่านหนังสือเล่มนี้ 


    Before you read:

     
    1. ถึงแม้หนังสือเองจะตั้งชื่อว่า Finding Your Harmony แต่จริงๆแอลลี่เองเมนชั่นถึงสมาชิกคนอื่นเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น โดยแอลลี่ได้ให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าว People ไว้ว่าอยากให้หนังสือเล่มนี้โฟกัสเพียงแค่เรื่องส่วนตัวมากกว่า มีอะไรหลายอย่างมากใน Fifth Harmony ถ้าวันนึงมีโอกาส และอยากเขียนขึ้นมาก็คงมีพาร์ทสองแน่นอน 

    2. แอลลี่และครอบครัวนับถือคริสเตียนคาทอลิกกันอย่างจริงจังมาก ๆ เหตุการณ์ในชีวิตของแอลลี่เองก็จะเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องพระเจ้ามากพอสมควรครับ 

    3. Book recap ในส่วนนี้เหมือนจะเป็นการ walkthrough ชีวประวัติของแอลลี่มากกว่าแค่ recap หนังสือเล่มนึง ส่วนตัวแล้วเล่มนี้ค่อนข้าง personal มาก ๆ เลย

    4. I'm a diehard harmonizer, so, yes, this is going to be pretty biased. 

    5. สำหรับใครที่โหยหาดราม่า ต้องเตือนก่อนเลยว่าแอลลี่ค่อนข้างโฟกัสกับด้าน positive มากกว่า ใครอยากได้อะไรแซ่บ ๆ อย่างเช่นใครตบใครในวงก็คงต้องผิดหวัง เพราะแอลลี่ไม่ยุ่งเรื่องแบบนี้จริง ๆ and neither should you. 


    _________________________________________


    Finding Your Harmony

    The Worst Best Day of My Life (C.1)


    แอลลี่เริ่มบทแรกด้วยการบรรยายถึงเทปออดิชั่นรายการ The X Factor ของตัวเอง โดยใช้ชื่อบทว่า "The Worst Best Day of My Life" เพราะถึงแม้จะเป็นก้าวสำคัญของการเป็นศิลปินของเธอเอง แต่เทปออดิชั่นดันโดน producer ของรายการตัดต่อให้มีความดราม่า และผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ทั้งสีหน้าของเหล่ากรรมการที่ดูรำคาญเกินจริง หรือแม้กระทั่งการตัดต่อที่ให้แอลลี่มีความมั่นใจในตัวเองที่สูง อย่างในคลิปสัมภาษณ์ว่าอยากประสบความสำเร็จเท่า Beyoncé เมื่อคลิปออดิชั่นได้เผยแพร่ออกไปก็มีกระแสวิจารณ์แง่ลบมากมาย ทั้งหมดนี้แอลลี่ไม่รู้มาก่อนว่าจะโดนตัดต่อแบบนี้จนกระทั่งเทปออกอากาศของเธอได้ออนแอร์ต่อหน้าครอบครัวของเธอ เธอรู้สึกผิดหวัง และไม่พอใจตั้งแต่เริ่มต้นก้าวแรกเลย แต่ตรงนี้ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

    Childhood memories (C.2-4)

    แอลลี่เป็น premature infant หรือเรียกกันง่ายๆคือทารกที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าเด็กทั่วไป แม้แต่หมอทำตลอดเองก็ไม่คิดว่าจะจะรอดชีวิต หรือถ้ารอดและคลอดออกมาได้ ก็มีโอกาสพิการสูงมาก อย่างไรก็ตามแอลลี่ในตอนทารกก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆ อาจจะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมากกว่าทั่วไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ก็รอดราวกับปาฏิหารย์ และได้เติบโตอย่างแข็งแรง

    ในบทแรก ๆ เราเห็นถึงชีวิตวัยเด็กของเธอตั้งแต่ก่อนและหลังเดินทางในวงการบันเทิง แอลลี่เองได้พยายามสอดแทรกวัฒนธรรมของครอบครัวเข้าไปในหนังสือ ด้วย heritage ของเธอและครอบครัวที่เกิดที่ San Antonio, Texas ที่มีชาวเม็กซิกันอาศัยอยู่เยอะ (รวมถึงครอบครัวเธอเองที่มี root มาจากฝั่งลาติน) ทำให้ได้อยู่กับวัฒนธรรม Tex-Mex หรือ Tejano Mexican ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทั้งเทศกาล Fiesta Flambeau ที่แอลลี่ฝันอยากเป็น 1 ในนางงามบนรถขบวนแห่ตั้งแต่เด็ก จนปี 2020 ก็ได้รับเชิญให้เป็นนางงามในเทศกาลนี้ (แต่ด้วยไวรัส covid-19 ทำให้งานถูกยกเลิกไป) หรือแม้กระทั่ง gastronomy วัฒนธรรมการกินของคนแถบนั้นลงไปในหนังสือด้วย

    อีกประเด็นที่เธอไม่พลาดจะพูดถึงคืออิทธิพลของ Selena Quintanilla ที่เรียกได้ว่ามีบทบาทต่อของชีวิตเธอเป็นอย่างมาก แอลลี่เองเป็นแฟนพันธ์ุแท้ และได้รับอิทธิพลมาหลายทางมาก ๆ หนึ่งอย่างที่เห็นได้ชัดคือแอลลี่อยากเป็นศิลปินก็เพราะเพลงของเซเลน่าที่เธอและครอบครัวฟังกันมาตลอด เพลงของเซเลน่าทำให้แอลลี่กล้าแสดงออกมากขึ้น และถึงแม้เซเลน่าจะเสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเด็ก แต่บทเพลงของเซเลน่าก็ยังทรงอิทธิพลในเส้นทางบันเทิงของแอลลี่เสมอ

    Chasing (C.5-7)

    แอลลี่เริ่มจริงจังกับการร้องเพลงมากขึ้นหลังครูของเธอได้ยินเธอร้องเพลง และให้ลองร้องเพลงในงานโรงเรียน และด้วยการส่งเสริมของพ่อแม่เธอ จึงทำให้ได้เข้าไปอยู่ในโครงการฝึกดนตรีแถวบ้านในที่สุด จนวันหนึ่งได้ไปแสดงที่งานหนึ่งในเมือง โดยใช้เพลง On My Knees ของ Jaci Velasquez ทำให้เตะตาหนึ่งในกรรมการ คือ Dana Barron  ที่เป็นนักแสดง ด้วยโอกาสนี้เอง ดาน่าได้เสนอให้แอลลี่ไปหาโอกาสที่ Los Angeles และได้พาแอลลี่ตามหาสังกัดนักร้องนักแสดงเด็ก เปิดโลกให้แอลลี่ในเส้นทางนักร้อง

    เวลาผ่านไป คุณพ่อและแอลลี่จึงตัดสินใจไปเช่าห้องอยู่ที่ Los Angeles เผื่อจะได้มีโอกาสในวงการมากกว่าเดิม เมื่อมาอยู่ในเมืองใหญ่แล้ว ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป เพราะการเงินทางบ้านไม่ได้มีพร้อมมากเท่าเด็กคนอื่น ๆในสายงานนี้ อีกทั้งการสานฝันของแอลลี่จะอยู่กับคุณพ่อเป็นหลัก เนื่องจากคุณแม่มีอาการกระดูกสันหลังคดที่ทรุดลงเรื่อย ๆ จึงมักอยู่ที่ San Antonio เพื่อรักษาตัว และแอลลี่เองได้เรียน home school มาตั้งแต่จบประถม เพื่อความสะดวกต่อการเดินตามหาความฝัน

    แอลลี่ยังพูดถึงสภาพสังคมของ Los Angeles ที่แตกต่างจากที่บ้านเกิดของเธอ ด้วยความเคยชินที่เติบโตมากับสังคม Tex-Mex ที่ heritage มาจากฝั่งลาติน แต่ใน Los Angeles ไม่มีความเป็นลาตินเท่าบ้านเกิดเลย ทำให้ตัวเองรู้สึกไม่ fit in กับสังคมใหม่นี้เป็นอย่างมาก 

    แอลลี่อยู่ภายใต้ความกดดันมากพอสมควร เพราะครอบครัวของเธอไม่ได้รวยมากนักเทียบกับเด็กคนอื่นในแวดวง อีกทั้งเพื่อนที่ los angeles เองก็น้อย ทำให้เธอกลัวว่าจะเสียความเป็นตัวเอง เป็นที่มาของเพลงที่เธอเขียนขึ้นซึ่งมีชื่อว่า "Be You"  

    (แอลลี่ไม่ได้พูดลงรายละเอียดมากนัก แต่เพลงนี้ยังสามารถหาฟังได้ตามยูทูปนะครับ)

    เนื้อหาของเพลงคือการเตือนตัวเองว่าอย่าไปเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง ให้เป็นตัวเองแบบอย่างที่เป็น ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะชอบหรือไม่ เป็นการปลดปล่อยตัวเองผ่านเนื้อเพลง สิ่งที่เธอเก็บเอาไว้ สิ่งที่ทำให้เธอท้อใจมาตลอดวัยเด็ก 

    ตลอด 6 ปี เธอได้บอกว่าไป ๆ มา ๆ ระหว่าง San Antonio และ Los Angeles ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่เจอเส้นทางอะไรที่เป็นรูปเป็นร่างขนาดนั้น จนวันหนึ่ง ก็ได้ไปเจอกับทีมโปรดิวเซอร์ชื่อว่า 1500 Or Nothin' และได้ออกเพลงชื่อว่า All Right There  

    (จริง ๆ แอลลี่อัดเพลงกับ 1500 Or Nothin' ไว้มากกว่า 30 เพลง แต่ในหนังสือไม่ได้กล่าวเอาไว้ ดังนั้นขอละไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ) 

    ทางฝั่งครอบครัวของแอลลี่ก็ยังสนับสนุนต่อไปโดยการขายที่ดินส่วนหนึ่ง เพื่อเอาเงินมาช่วยในการสานฝันต่อไป แต่การเดบิวต์ในครั้งนั้นก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ จนอายุย่างเข้าวัย 18 แอลลี่ก็พบกับอุปสรรคอีกครั้งหนึ่ง เพราะวัยรุ่นวัยนี้ควรต้องตัดสินใจออกไปหางานทำ หรือเรียนต่อได้แล้ว อีกทั้งอาการป่วยของคุณแม่ก็ทรุดลงเรื่อย ๆ คุณพ่อก็ต้องอยู่ดูแล ทำให้โอกาสและเวลาหายไปเรื่อย ๆ จนเรียกได้ว่ายอมจำนน แอลลี่ย้ายกลับมาอยู่ San Antonio ประตูในการเดินสายนักร้องได้ค่อย ๆ ถูกปิดลง

    The X Factor (C.7-10)

    แต่แล้วโชคชะตาของแอลลี่ก็ได้พลิกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคุณแม่ของแอลลี่อยากให้ลองส่งคลิปออดิชั่นไปให้ The X Factor เพราะไม่มีอะไรเสียหาย แอลลี่จึงต้องจำใจส่งคลิปตามที่แม่บอก ก่อนกดส่งคลิปเธอเองก็ไม่ได้สะดวกใจเท่าไหร่นัก แม้กระทั่งอ้อนวอนพระเจ้าว่า “ถ้าพระองค์อยากปิดประตู ได้โปรด ปิดไปเลยเถอะนะ แต่ถ้านี่คือสิ่งที่พระองค์ต้องการ ถ้านี่คือความประสงค์ของท่าน ก็ได้เปิดประตูนี้ที” (Brooke, 2020, p.88) 

    "Sometimes our small choices define us in the biggest ways."

    (Brooke, 2020, p.89)

    ด้วยการกึ่งบังคับของคุณแม่นี้เอง ทำให้แอลลี่ได้ออดิชั่นเข้ารายการ จนเป็นผลสำเร็จ โดยคลิปที่แอลลี่ส่งไปนั้นเป็น mashup เพลง Beautiful ของ Christina Aguilera และ Lovin' You ของ Minnie Riperton 

    (ถึงแม้คลิปออดิชั่นออนไลน์จะไม่เคยปล่อยออกมาเลย แต่ก็มีคลิปที่แอลลี่ร้องเพลง Lovin' You แบบสั้น ๆ อยู่ใน youtube ครับ) 
    หลังจากผ่านออดิชั่นแล้ว แอลลี่ก็ต้องไปออดิชั่นที่สตูดิโออย่างที่กล่าวไปที่บทแรก แอลลี่ก็ได้ร้องเพลง On My Knees ของ Jaci Velasquez เพราะเป็นเพลงที่ตัวเองมั่นใจ และมีความหมายต่อตัวเองในวัยเด็กเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเพลงที่ทำให้เตะตา Dana Barron ทำให้ได้เริ่มสานฝันตัวเองเป็นก้าวแรกเล็ก ๆ จนออดิชั่นใน The X Factor เธอก็ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากกรรมการเช่นเดิม 

    เมื่อรายการดำเนินมาถึงรอบ boot camp โดยรายการให้ไปเจอที่ Miami เลย แอลลี่จึงต้องเดินทางออกจาก San Antonio อีกครั้งหนึ่ง เธอค่อนข้างกังวลกับการไปตัวคนเดียว เพราะแอลลี่ออดิชั่นตอนอายุเกิน 18 แล้ว ทำให้ไม่สามารถมีผู้ติดตามเหมือนผู้เข้าแข่งขัน category teens เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยนั่งเครื่องบินโดยตัวคนเดียวเลย แต่เธอก็เตรียมซ้อมอย่างหนักเพื่อการแข่งขันในรอบ Boot camp และหวังว่าจะเข้ารอบ judges' house สานฝันในฐานะศิลปินเดี่ยวต่อไป เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วก่อนที่เธอจะหันหลังกลับสู่โลกความเป็นจริง ถ้ายังไม่เป็นผลสำเร็จก็จะเป็นจุดจบของสายนักร้องนี้ 

    แต่สุดท้ายแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะถูกคัดออกในรอบ boot camp ทำให้แอลลี่ไม่มีทางเลือกอื่น คืนนั้นทั้งคืนแอลลี่ได้แต่กังวลถึงอนาคตตัวเอง คงต้องกลับไปติวเตรียมสอบ SAT บ้าง หรือทำงานบ้างเหมือนวัยรุ่นคนอื่น ๆ 

    ไม่พ้นข้ามคืน โชคชะตาของแอลลี่ก็พลิกอีกครั้ง เมื่อกรรมการได้ตัดสินใจเรียกเธอและผู้เข้าแข่งขันหลายคนกลับไปอีกครั้ง และได้ฟอร์มเกิร์ลกรุ๊ปที่มีสมาชิก 5 คนประกอบไปด้วยแอลลี่ นอร์มานิ ลอเรน คามิล่า และไดน่าห์ และทั้ง 5 คนก็ได้กลับเข้าสู่รายการอีกครั้งหนึ่ง จากเดิมที่ออดิชั่นใน category ศิลปินเดี่ยว กลายมาเป็นศิลปินกลุ่มในที่สุด

    เส้นทางของ Fifth Harmony ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบตั้งแต่ต้น เมื่อสัปดาห์ที่ 5 ของ Live Show คุณปู่ของแอลลี่ได้เสียชีวิต ทำให้หลังอัดเทปรายการเสร็จ เธอจึงตัดสินใจกลับบ้านของเธอเพื่อไปงานศพคุณปู่ทันที โดยสัปดาห์ที่ 5 สมาชิกที่เหลือตัดสินใจเลือกเพลง Stronger ของ Kelly Clarkson เพื่อเป็นกำลังใจให้กับแอลลี่อีกด้วย


    สัปดาห์ semi-final เป็นอีกสัปดาห์หนึ่งที่หนักหน่วงสำหรับแอลลี่ เมื่อโจทย์ของรายการให้ผู้เข้าแข่งขันเลือกเพลงที่เคยแข่งไปแล้วในรอบก่อน ๆ โดย Fifth Harmony ได้เลือกเพลง Impossible ของ Shontelle และได้เพิ่มท่อนภาษาสเปนเข้าไป เพราะทางรายการเห็นว่ามีสมาชิกที่เป็นลาติน่า แต่ท่อนภาษาสเปนมีให้เพียงแค่ลอเรน กับคามิล่าเท่านั้น เมื่อแอลลี่ได้ขอท่อนสเปนกับทางผู้จัด ก็ถูกห้ามไม่ให้ร้องท่อนภาษาสเปนเพิ่ม

    เป็นปัญหาสำหรับชาวเม็กซิกันที่เกิดในอเมริกาหลายคน ด้วยความกลัวว่าตัวเอง "มีพื้นเพจากเม็กซิโกจริง ๆ มั้ย" ด้วยยุคสมัยก่อนพ่อแม่จะไม่นิยมสอนให้พูดสเปน เพราะมีผลต่อการสมัครงาน และการเข้ากับคนในสังคมอเมริกา ครอบครัวแอลลี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทำให้แอลลี่พึ่งกลับมาเรียนสเปนในตอนวัยรุ่น และไม่ได้พูดภาษาสเปนอย่าง fluently มากเท่าไรนัก แต่เมื่อแอลลี่ถูกมองข้ามจากการเป็นลาติน่าก็เหมือนไปแทงใจดำปมตรงนี้ของชาวเม็กซิกัน ที่ราวกับโดนมองข้าม root ของตัวเองไปโดยปริยาย จนสุดท้ายแอลลี่ก็แอบเพิ่มท่อนภาษาสเปนเข้าไปโดยไม่บอกรายการล่วงหน้า โดยหวังที่จะ embrace วัฒนธรรมของตัวเอง และครอบครัว รวมถึงคุณปู่ที่พึ่งจากไปด้วย
     

    ถึงแม้ใน the x factor แอลลี่จะโดนกำจัดกรอบหลายอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใส่ชุดที่สไตลิสท์ไม่ค่อยดีด้วยเท่าไหร่นัก การห้ามร้องเพลงภาษาสเปน ท่อนร้องน้อย อีกทั้งในตอนสุดท้าย Fifth Harmony จะตกรอบ final ด้วยอันดับ 3 แต่สำหรับแอลลี่เอง ถือเป็นก้าวใหญ่ก้าวหนึ่งในการเข้ามาสู่สายนักร้องเลยก็ว่าได้ จากเดิมที่เป็นเพียงเด็กสาวเข้า Los Angeles เพื่อตามความฝัน ตลอดหลายปีที่ไม่มีอะไรคืบหน้า แต่ด้วยโชคชะตาอย่างไม่คาดฝันนี้เอง ก็ทำให้เข้าใกล้ความฝัน ถึงจะมาในรูปแบบที่เธอไม่ได้นึกเลยก็ตาม แต่เปิดโอกาสที่ไกลกว่าเดิม ไกลกว่าตัวเองในวัยเด็ก จนในที่สุดทั้ง 5 คนก็ได้เซ็นสัญญากับค่าย Epic Record (ไม่น่าเลย) โดยเป็น joint contract กับค่าย Syco ของ Simon Cowell ครับ


    (ขออนุญาตข้ามรายละเอียดบางประการของ The X Factor ไปนะครับ กลัวบทความจะยาวไป TvT)

  • _________________________________________

    Destiny when you don't expect it (C.10-12)

    ในเดือนมกราคมปี 2013 ค่าย Syco/Epic ก็ได้ประกาศถึงการเซ็นสัญญาของวง Fifth Harmony ทั้ง 5 คนจึงต้องทำงานกันอย่างหนัก เพื่ออัดเพลงและโปรโมทในฐานะเกิร์ลกรุ๊ป ประกอบกับกระแสที่มากพอตัวแล้วจากรายการ The X Factor ทำให้ค่ายไม่ลังเลที่จะทำเพลงอย่างเร็วที่สุด 

    ซิงเกิ้ลเดบิวต์ของ Fifth Harmony อย่างที่ทราบกันคือเพลง Miss Movin' On ในตอนแรกแอลลี่มองว่าเป็นโอกาสที่ดีเพื่อเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ในฐานะสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ป และทิ้งอดีตที่แสนลำบากในรายการ The X Factor ไว้ข้างหลัง แต่แล้วแอลลี่ก็พบว่าท่อนร้องของตัวเองในเพลงเปิดตัวมีเพียงแค่ 1 ประโยคเท่านั้น 

    แอลลี่ใช้เวลาในการตัดสินใจหลายวันว่าจะทำอย่างไรดี จนสุดท้ายได้บอกผู้จัดการของตัววงว่าอยากได้ท่อนร้องเพิ่ม แต่ก็สายไปแล้ว เพราะเพลงถูกเซ็ตไว้เตรียมปล่อย และจะไม่อัดเพิ่มอีก ทำให้แอลลี่เสียใจเป็นอย่างมากที่ไม่กล้าพอตั้งแต่วันแรก อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด เพราะเพลงอื่นในมินิอัลบั้มแรกของ Fifth Harmony แอลลี่เองก็ได้ท่อนใหญ่ ๆ อย่าง high note ในเพลง Who Are You (หนึ่งในเพลงในตำนานของวง) ท่อน bridge ในเพลง Don't Wanna Dance Alone รวมไปถึง ad-lib ในเพลง Better Together ด้วย ทำให้เธอกลับมามั่นใจในตัวเองอีกครั้งหนึ่งหลังไม่ได้แสดงความสามารถของตัวเองเพราะเพลง Miss Movin' On

    หลังจากนั้นเอง ทั้ง 5 คนก็ได้ปล่อยมินิอัลบั้มเดบิวต์ และได้เริ่มขยายฐานแฟน ทำงานอย่างหนัก หลังจากนั้นเอง Fifth Harmony ก็มีตุ๊กตาบาร์บี้เป็นของตัวเอง อีกทั้งเริ่มเดินสายต่างประเทศอย่าง Brazil บ้างแล้ว แอลลี่กล่าวว่าวันที่ถึงบราซิลครั้งแรก ตัวเองได้ใส่รองเท้าส้นสูงลงไป เมื่อมีแฟนคนหนึ่งพยายามจะกระชากกระเป๋าเป้ จึงทำให้เกือบล้มกลางสนามบิน แต่โชคดีที่ Big Rob (security ประจำวง) รับเธอไว้ได้ทัน และพาสาวๆเดินขึ้นรถได้อย่างปลอดภัย 
    (Fifth Harmony ปล่อยซิงเกิ้ลที่ชื่อ Anything Is Possible หลังการเปิดตัวตุ๊กตาที่สร้างจากตัววงเอง)

    (Big Rob กับแอลลี่และไดน่าห์)
    แอลลี่บอกว่าเหมือนพวกเราจะมาอยู่ในจุดสูงสุดแล้วด้วยความที่มีฐานแฟนอย่างหนาแน่น แต่กระนั้นแล้วตัววงเองก็ยังไม่มีเพลงที่ดัง หรือเปิดบนวิทยุบ่อย ๆ ซักที ทำให้เริ่มโปรเจกต์อัลบั้มเต็มแรกของฟิฟฮาโมนี่นั่นคือ Reflection

    ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มคือเพลง BO$$ ในตอนแรกทั้งวงรวมถึงแอลลี่เองก็ค่อนข้างชอบเพลงนี้ เพราะค่อนข้างยูนีค และไม่เหมือนทุกเพลงที่เคยอัดมา แต่จริง ๆ แล้วแอลลี่ก็อดกังวลไม่ได้เพราะสมาชิกบางคนของวง ณ ตอนนั้นยังอายุประมาณ 16 เท่านั้นเองด้วยซ้ำ (เพลง BO$$ ปล่อยตอนไดน่าห์ และ คามิล่าอายุ 17)  แต่สุดท้ายก็เชื่อว่าเป็นเพลงที่จะทำให้คนเห็นการเติบโตอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือของ Fifth Harmony ได้ผ่านการทาบทามของคนในค่าย(ที่เป็นผู้หญิงเช่นกัน) จึงออกมาเป็นเพลง BO$$ อย่างที่เราฟังกันในทุกวันนี้ครับ
    ระหว่างที่เตรียมอัลบั้ม ก็ได้มีโอกาสไปแสดงที่ White House เป็นงานที่ใหญ่มาก ๆ พอตัวเลยสำหรับวงที่ยังไม่มี publicity มากในขณะนั้น
    อย่างไรก็ตาม ไม่นานนักค่ายก็มีเพลงใหม่มาเสนอให้เป็นซิงเกิ้ลถัดไป โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมา และ one night stand (ต้องเน้นอีกครั้งหนึ่งว่า ณ ขณะนั้นทั้งไดน่าห์และคามิล่าอายุยังไม่ถึง 18 ปี) ทั้ง 5 คนรู้สึกไม่ comfortable กับเพลงนี้และพยายามบอกทีมว่าไม่โอเค แต่คำตอบที่ได้รับมาจากทีมซึ่งแอลลี่ได้บรรยายประมาณว่า "ถ้าเราอยากได้วงคริสเตียน เราก็คงเซ็นสัญญากับวงคริสเตียนไปแล้ว แต่เราไม่ได้เซ็นสัญญากับวงคริสเตียนนะ" (Brooke, 2020, p.150) แอลลี่รู้เลยว่าทีมต้องการจะหักหน้าตัวแอลลี่เอง เพราะเธอค่อนข้างเชื่อในพระเจ้ามากที่สุดคนนึงในวง จนสุดท้ายค่ายก็ยังยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยน และให้ทั้งวงอัดเพลงนี้อยู่ดี ทำให้สมาชิกหลายคนเริ่มปลงและทั้ง 5 คนก็ยอมทน ๆ อัดไป แต่สุดท้ายแอลลี่ก็ยังคาใจ และทนไม่ไหวจน stand up ท้วงทีมผู้จัดการอีกครั้งหนึ่ง เพราะถึงแม้จะอัดไปแล้ว แต่ก็ไม่อยากให้ปล่อยเพลงนี้หรือเอาเข้าในอัลบั้มอยู่ดี จนในที่สุดค่ายก็สัญญาไม่ปล่อยเพลงนี้ และเปลี่ยนแพลนซิงเกิ้ลถัดไปให้

    เมื่อโชคเข้าข้าง ทั้ง 5 คนก็ได้ไปทำเพลงกับ Stargate และได้เพลง Worth It ที่ติดหูขนาดที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ลง โดยเพลงนี้เองได้ประสบความสำเร็จเรียกได้ว่าไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้ เป็น breakthrough แจ็กพอตแตกครั้งแรกของฟิฟฮาโมนี่อย่างแท้จริง ส่งผลให้ทัวร์ headline ของวง sold out ไปหลายต่อหลายเมือง มี paparazzi ตามมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้แอลลี่และคนอื่นๆรู้สึกกดดัน เพราะความสำเร็จที่ยากจะมาล้มของเพลงนี้เอง ทำให้ซิงเกิ้ลถัดไปต้องเทียบเท่าเดิมให้ได้

    อย่างไรก็ตามช่วงที่ตัววงกำลังทะยานสู่ stardom ที่ใหญ่ขึ้น แอลลี่ก็ต้องเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันอีกครั้ง เมื่อคุณแม่ของแอลลี่อาการกระดูกสันหลังทรุดลงอย่างน่าใจหาย ทำให้ครอบครัวต้องตามหาหมอผ่าตัดเพื่อรักษาอาการอย่างเร่งด่วนในเดือนกันยายน 2015 แต่ค่ารักษาก็ถือว่าหนักหน่วงพอสมควร ประกอบกับแอลลี่เองก็ยังไม่ได้เงินจากการเป็นศิลปินมากขนาดนั้น แฟนด้อมฮาร์โมไนเซอร์จึงเปิด gofundme ร่วมกันโดเนทเงินค่ารักษารวบรวมจนถึง $20,000 (≈670,000 บาท) และการผ่าตัดเป็นไปด้วยดีในที่สุด

    ถึงแม้กระดูกสันหลังจะไม่ได้กลับไปปกติโดยสิ้นเชิง เพราะด้วยอาการเรื้อรังตลอดหลายปีทำให้ยากที่จะทำให้เหมือนเดิม แต่อาการของคุณแม่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมมาก และจากปกติที่คนไข้อาจต้องใช้เวลาเป็นปีหรือสองปีกว่าจะกลับมาเดินหรือเคลื่อนไหวได้ แต่คุณแม่ของแอลลี่สามารถเริ่มขยับได้ตั้งแต่เดือนที่สอง และสามารถกลับออกมาอยู่ที่บ้านได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2015 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปาฏิหารย์หนึ่งที่เธอและครอบครัวขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้คุณแม่ของเธอปลอดภัย 

    หลังจากนั้นไม่นาน Fifth Harmony ก็ต้องกลับเข้าสตูดิโออีกครั้ง เพื่อเตรียมพร้อมกับอัลบั้มใหม่ มีแรงกดดันจากทั้งสื่อ แฟน ๆ และคนนอก เพราะตัววงเองก็เริ่มติดตลาดบ้างแล้ว ทำให้ครั้งนี้จะพลาดไม่ได้ โดยมีซิงเกิ้ลคัมแบ็คคือ Work From Home ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของวง และทำลายสถิติ Worth It ได้ในที่สุด เป็นซิงเกิ้ลที่สร้างชื่อให้ตัววงเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

    แอลลี่บอกตอนเข้าฉากมีการเปลี่ยน last minute ทำให้แอลลี่สลับฉากกับสมาชิกคนอื่นกลางคันและต้องถ่ายซ่อม 
    (ถึงจะไม่ได้บอกในหนังสือว่าสมาชิกคนไหน แต่เมื่อตอนเดือนมีนาคมปี 2016 นางทวีตไว้แล้วครับว่าใคร 555555)

    Changing Harmonies (C.12-14)

    การเดินทางของฟิฟฮาโมนี่ก็มาถึงจุดพีคสุดอย่างที่น้อยศิลปินนักจะทำได้ ทั้งซิงเกิ้ลที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และชนะรางวัลต่าง ๆ ที่เรียกได้ว่าเดินสายรับกันเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่แอลลี่ไม่มั่นใจก็หนีไม้พ้นรูปร่างของตัวเอง แอลลี่เป็นอีกคนหนึ่งที่โดน bodyshamed มาตั้งแต่อยู่ในวง และเหมือนแผลฝังใจมาเรื่อย ๆ เมื่อมาถึงปี 2016 ที่ซิงเกิ้ลถัดไปเป็น All In My Head (Flex) ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แอลลี่เครียดจัด ทำให้กินเยอะกว่าปกติ แต่เซ็ตในเอ็มวีกลับต้องถ่ายเอ็มวีด้วยการใส่ชุด one piece 

    "This was like being trapped in some kind of a nightmare."

    (Brooke, 2020, p.168)

    เมื่อถึงวันถ่ายจริง แอลลี่ก็ถามเพื่อความชัวร์กับช่างกล้อง และทีมถ่ายว่า "ดูดีพอหรือยัง" อยู่ประจำ เพราะเธอกลัวคอมเมนต์ออนไลน์ที่ทำลายความมั่นใจในรูปร่างอีก ถึงแม้ในฉากจะออกมาอย่างไม่มีปัญหา และเธอค่อนข้างพอใจกับฉากที่ออกมา แต่ก็หนีไม่พ้น paparazzi ที่ถ่ายภาพเบื้องหลังของกองถ่ายออกไป ทำให้มีการพูดถึงบนทวิตเตอร์ และ fatshame แอลลี่อีกครั้ง ทำให้หลังวันนั้นเธอก็กลับมาไม่สบายใจอีกครั้งหนึ่ง

    แอลลี่กล่าวเพิ่มว่าถึงเวลาจะผ่านไปเพียง 4 ปีจากตอนนั้น แต่สังคมเราให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากขึ้นกว่าเดิมมาก เมื่อก่อน body positivity ยังไม่เป็นที่พูดถึงในสื่อกระแสหลักมากนัก แต่ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วคนก็เริ่มที่จะ accept กันมากขึ้นว่าความงามไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบเดียว แต่มีรูปแบบหลากหลาย ไม่มีมาตรฐานหรือแม่พิมพ์เสมอไปครับ 

    ในตอนท้ายของปี 2016 ที่เรียกได้ว่าเป็นปีทองของตัววงเอง แต่แอลลี่ก็ยังมีความวิตกอยู่ เธอได้บอกในหนังสือว่าคืนหนึ่งเคยสั่งไวน์จาก room service ที่โรงแรม และดื่มจนเมาและร้องไห้แทบหมดสติ และไม่ตอบข้อความใด ๆ ผู้จัดการทัวร์ของวงอย่าง Will Bracey ได้พยายามโทรศัพท์ร่วมหลายชั่วโมง จึงต้องขอกุญแจสำรองจากโรงแรมเพื่อมาดูอาการ เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเธอมาก แม้วงจะไปได้ดี แต่การเดินทางอยู่ในสายนี้ไม่ง่ายเลย ประกอบกับการเปลี่ยน line-up ของวง และแมวที่ครอบครัวเลี้ยง ทำให้เป็นปลายปีที่หนักหน่วงสำหรับเธอ แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านไปได้ และอยู่ต่อในฐานะสมาชิกของ Fifth Harmony 

    แน่นอนว่าการเตรียมแผนสำหรับวงที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นั้นไม่ง่ายเลย แอลลี่เผยในหนังสือว่าจริง ๆ วงก็เคยมีแผนจะเพิ่มเมมเบอร์ให้ครบเป็น 5 คนอีกครั้งหนึ่ง มีแม้กระทั่งไอเดียเรียลลิตี้โชว์เข้ามาเป็นสมาชิกคนที่ 5 หรือหาศิลปินหน้าใหม่ในวงการเข้ามา join แต่สุดท้ายทั้งสี่คนก็เชื่อว่าคงจะแปลกน่าดูถ้าต้องเพิ่มจริง ๆ อีกทั้งแฟน ๆ ก็สามารถเป็นสมาชิกคนที่ 5 อยู่แล้ว เลยตัดสินใจจบที่ 4 คนน่าจะดีกว่า 

    ตอนต้นปี 2017 เกิดกระแสไวรัล Be the 5th challenge ที่คนดังตัดต่อรูปตัวเอง เพื่อเป็นสมาชิกคนที่ 5 กันเกลื่อนทวิตเตอร์
    นอกหนังสือ: แอลลี่ได้ให้สัมภาษณ์กับ stylecaster.com ว่ามีศิลปินคนนึงที่เตะตามาก ๆ ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นแนวหน้าของวงการคนนึง แต่สุดท้ายทั้งวงก็ตัดสินใจไม่เพิ่มจะดีที่สุด และต่อให้ติดต่อไปจริง ๆ ก็คงโดนปฏิเสธข้อเสนอเช่นกัน 

    "The four of us have a history, and we know what we went through together. We know our journey. We know each other. We felt like there was no question that we should continue on as we were."

    - Ally Brooke to stylecaster.com

    https://stylecaster.com/ally-brooke-finding-your-harmony/ 

    หลังจากนั้น Fifth Harmony ก็เดินทางสายใหม่ด้วยสมาชิกทั้ง 4 คน กับการปล่อยซิงเกิ้ล Down ที่ยังประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง และเดินสายโปรโมทอย่างเต็มพิกัดอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ Good Morning America, MTV's TRL, DWTS ประกอบกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเพลง Look At Us Now ของ Lost Kings ที่แอลลี่ได้มีโอกาสไปร่วมงานด้วย ทำให้แอลลี่รู้สึกประสบความสำเร็จทั้งกับวง และเริ่มต้นก้าวสู่ความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยวไปในเวลาเดียวกัน 

    ในปีเดียวกันนั้นเอง Fifth Harmony ก็ได้รับเชิญให้ไปร้องเพลงใน Disney World ที่ญาติ ๆ ของแอลลี่ได้มีโอกาสมาเที่ยวเป็นครั้งแรก และได้ดูการแสดงของ Fifth Harmony ไปพร้อม ๆ กัน เป็นสิ่งที่ทำให้แอลลี่รู้สึกราวกับว่าอยู่ในเทพนิยายเลยทีเดียว


    เวลาย่างเข้าปี 2018 สมาชิกเริ่มมีงานเดี่ยวแยกย้ายกันไปแต่ละคน แอลลี่เองก็ได้รับเชิญให้ไปร้องเพลงคู่กับคอนเสิร์ตของนักร้อง Opera ชื่อดัง Plácido Domingo ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับตัวเธอเอง เพราะไม่เคยมีโอกาสได้เจอกับ audience ที่เสพงานศิลปะโอเปร่าอย่างจริงจังมาก่อน อีกทั้งเป็นคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นที่ San Antonio บ้านเกิดของตัวเอง ทำให้ครอบครัวของแอลลี่สามารถมาชมการแสดงได้ รวมถึงคุณแม่ของแอลลี่ที่อาการดีขึ้นจนสามารถเดินทางได้บ้างแล้ว คอนเสิร์ตครั้งนี้เธอได้ร้องเพลง No Me Queda Más ของ Selena Quintanilla ไอด้อลของเธอเอง และ duet กับ Plácido Domingo ในเพลง bolero คลาสสิกอย่าง Bésame Mucho อีกด้วย 


    ในตอนต้นปี แอลลี่ก็ได้ปล่อยเพลง Perfect กับดีเจ Topic ซึ่งได้จัดงานเล็ก ๆ ตอนปล่อยซิงเกิ้ลที่ผับแห่งหนึ่ง แต่ผลตอบรับก็ได้ดีเกินคาด เมื่อมีแฟน ๆ มารอแน่นกว่าสองร้อยคน เธอบอกว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้าง personal มาก ๆ เพราะถึงแม้จะประสบความสำเร็จจาก Fifth Harmony มามาก แต่ครั้งนี้เป็นเหมือนโชว์แรก ๆ ของเธอจริง ๆ แม้กระทั่งบรรยากาศใน meet & greet ที่มีแฟนหลายคนรอโอกาสมาเจอเธอเกือบ 6 ปี ทำให้เป็นอีกคืนหนึ่งที่มีความหมาย

    ตลอดต้นปีของวง มีแพลนที่จะทัวร์ยุโรป และทัวร์ช่วงซัมเมอร์ในกลางปี แต่ไม่นานนักจุดสิ้นสุดของ Fifth Harmony ก็มาถึง  เมื่อทีมของวงได้บอกเปรย ๆ ว่าค่ายจะไม่ซัพพอร์ตในการทำอัลบั้มถัดไปแล้ว ทำให้ทุกคนต้องตัดสินใจสิ้นสุดกิจกรรมของ Fifth Harmony ในที่สุดวันที่ 19 มีนาคม 2018 
    แอลลี่กล่าวในหนังสือว่าจริง ๆ ค่อนข้างผิดหวังกับการตัดสินใจ และเป็นคนท้าย ๆ ที่ตอบตกลงกับการหยุดกิจกรรม แต่เธอก็ต้องยอมรับการตัดสินใจโดยภาพรวมของทุกภาคส่วนจากทางค่ายด้วย อย่างไรก็ตาม Fifth Harmony ยังมีคอนเสิร์ตเหลืออีก 2 โชว์ และปล่อยซิงเกิ้ลสุดท้าย Don't Say You Love Me  ถึงแม้จะมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก แอลลี่ก็ยัง grateful กับตัววงมาก เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเป็นเธออย่างที่เห็นในทุกวันนี้ เธอดำรงตำแหน่งพี่สาวคนโตจนวาระสุดท้ายของวง ทั้งวงได้มีความทรงจำดี ๆ ร่วมกัน และเติบโตไปพร้อมกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่สุดท้ายต่างคนต่างความฝัน ก็ต้องออกแยกย้ายเส้นทางในที่สุด


    "There were some difficult times in Fifth Harmony, but I chose to focus on the positive. And one thing is true: I will always have love for them."

    - (Brooke, 2020, p.193)





    หลังการแสดงรอบสุดท้ายจบลง ก็ทำให้เธอกลับมาคิดถึงชีวิตตลอด 6 ปีที่กำลังจะเหลือเพียงแค่ความทรงจำ แต่วันใหม่กำลังเริ่มขึ้น และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินเดี่ยวอีกครั้งหนึ่ง 
  • _________________________________________

    Finding My Harmony (C.15-C.20)

    หลังกิจกรรมกับ Fifth Harmony ได้สิ้นสุดลง สิ่งที่ตามมาคือการเดินทางเพื่อเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นเดิม เพราะเหมือนราวกับว่าเธอต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แอลลี่จึงกลับไป 1500 Or Nothin' ที่เคยร่วมงานกันตั้งแต่ก่อนที่ Fifth Harmony จะถูกฟอร์มขึ้นเสียอีก เพื่อหาแรงบันดาลใจ และเริ่มเขียนเพลง อัดเพลง เพื่อเตรียมหาค่ายใหม่เพื่อสานฝันในทางเดินใหม่

    อย่างไรก็ตามการเซ็นสัญญาก็ไม่ง่ายเสมอไป แอลลี่ได้เริ่มติดต่อไปหาหลาย ๆ ค่ายเพลงและไปสัมภาษณ์ ขอพรจากพระเจ้าให้ลุล่วง โดยแอลลี่ได้ไปติดต่อถึง 3 ค่ายใหญ่ด้วยกัน คำถามก็ล้วนแต่ตรงไปตรงมา เพราะอุตสาหกรรมค่อนข้างการแข่งขันสูงเป็นทุนเดิม ประกอบกับแอลลี่เองก็มีประวัติมาจากเกิร์ลกรุ๊ป ทำให้บางค่ายเพลงไม่ลังเลที่จะเปิดการคุยด้วยการยิงคำถามที่ค่อนข้างแทงใจดำอย่าง "อะไรที่ทำให้คุณแตกต่างจากสมาชิกของ Fifth Harmony คนอื่น?" เพราะทุก ๆ อย่างเป็นเรื่องของธุรกิจ ทำให้ค่ายเพลงสนใจเรื่องการแข่งขันระหว่างสมาชิกเดิม และความโดดเด่นที่แตกต่างจากคนอื่น แอลลี่ค่อนข้างไม่พอใจกับคำถามรูปแบบนี้เท่าไรนัก ทำให้ค่อนข้างลังเลใจในการตอบ 

    การคุยเรื่องสัญญากับแต่ละค่ายเพลงเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่ว่าจะทั้ง attitude ที่ค่อนข้าง cut throat มองเป็นเรื่องธุรกิจ หรือเพลงโซโล่ของแอลลี่ก็อาจจะไม่โดนใจ ไม่เห็นวิสัยทัศน์ในการเป็นศิลปินเดี่ยวเท่าที่ควร ทำให้การเจรจากับทั้งสามค่ายใหญ่ยังไม่มีการตอบกลับมา แต่ด้วยความบังเอิญก็ทำให้แอลลี่ไปเจอกับ Charles Chavez ที่เป็นคนวงในจากค่าย Atlantic Record ผู้ซึ่งเข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้ ทำให้แอลลี่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนขึ้น และช่วยแอลลี่ embrace วัฒนธรรมฝั่งลาตินผ่านเพลงได้ จึงทำให้แอลลี่ได้ลองทำเพลงใหม่อีกครั้ง และได้โอกาสเจรจากับค่าย Atlantic Record 

    การเจรจากับ Craig Kallman ซีอีโอค่าย Atlantic ค่อนข้างไม่ดีนัก เพราะปัญหาเรื่อง wifi ทำให้ไม่สามารถเปิดเพลงที่เตรียมมาได้ จนสุดท้ายการเจรจาครั้งนั้นจบลงภายในระยะเวลาสิบนาที แต่ระหว่างที่รอการตอบกลับนี้เอง แอลลี่ก็จัดมินิคอนเสิร์ตครั้งแรกของตัวเองที่ผับเล็ก ๆ แห่งนึง ถึงแม้การแสดงจะผ่านไปด้วยดี แต่ก่อนเริ่มแสดงนั้นแอลลี่ได้ทราบข่าวจาก Will ว่าทั้งสี่ค่ายปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาทั้งหมด ทำให้แอลลี่เสียใจเป็นอย่างมาก และร้องไห้ก่อนขึ้นโชว์แรกของเธอ ประกอบกับแรงกดดันที่ยังหาค่ายไม่ได้ (ขณะนั้นนอร์มานิและลอเรนเซ็นสัญญากับ Keep Cool/RCA และ Columbia เรียบร้อยแล้ว) ด้วยเหตุนี้เอง ทางเลือกเลยน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะค่ายเพลงคงไม่รับสมาชิกเก่าทั้งสองคนในค่ายเดียวกันแน่นอน หรือถ้าเป็น independent artist ก็จะค่อนข้างลำบาก เพราะไม่สามารถเตรียมการทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง ขณะที่แสดงเพลง Jesus Take The Wheel แอลลี่เองก็ภาวนาในใจให้พระองค์ช่วย และคุมชะตาตัวเองแทน เพราะที่เจออยู่ตอนนี้คงไม่ไหวแล้ว นับเป็นอีก performance นึงที่สำคัญมากต่อชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้


    (Keep Cool/RCA, Columbia อยู่ใต้ Sony Entertainment ในขณะที่ Atlantic อยู่ใต้ Warner Music ทำให้ค่ายย่อยของวอร์เนอร์เป็นช้อยสุดท้ายของแอลลี่ และไม่กลับไปโซนี่ซ้ำกับอีกสองสมาชิกที่เหลือครับ) 

    ไม่นาน Charles Chavez ก็ติดต่อแอลลี่อีกครั้งหนึ่ง ให้เจรจากับซีอีโอของ Atlantic อีกรอบ โดยเริ่มเขียนเพลงใหม่ อัดเพลงใหม่ไปเสนอค่าย ถึงแม้จะไม่มีการการันตีว่าจะได้เซ็นสัญญา แต่แอลลี่ก็ทำเต็มที่ เพราะอาจเป็นโอกาสสุดท้าย และซีอีโอเองก็คิดว่าเพลงที่เตรียมใหม่รอบนี้ค่อนข้างชัดเจน และค่ายเองก็ไม่ค่อยมี Latin Pop แบบจริงๆเท่าแอลลี่ จึงทำให้แอลลี่ได้เซ็นสัญญากับ Latium/Atlantic ทันทีหลังการประชุมครั้งนั้นในวันที่ 20 มิถุนายน 2018 และได้ประกาศการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการอีกสองเดือนให้หลังครับ

    (โพสต์ของแอลลี่วันที่ 29 สิงหาคม 2018 ประกาศเรื่องเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ)

    หลังจากนั้นแอลลี่ก็ทำงานอย่างหนัก เพื่อเตรียมการสำหรับการเปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวอย่างเป็นทางการ จนรายการ Dancing With The Stars ติดต่อให้เข้ามาเป็นผู้เข้าแข่งขันในซีซั่น 27 แต่แอลลี่ก็รู้สึกว่ายังไม่พร้อม เพราะอยากโฟกัสที่งานเพลง และยังไม่เจอเพลงที่ใช่สำหรับการเปิดตัวขนาดนั้น จน A&R ของค่ายได้เสนอเพลงหนึ่งมาให้ฟัง ชื่อว่า "Lips Don't Lie" และแอลลี่ได้ชอบเพลงนั้นมาก รู้ทันทีว่าเป็นเพลงของตัวเองตั้งแต่ครั้งแรก และต้องการเอาเพลงนั้นเป็นเพลงเดบิวต์ แต่แล้วก็ไม่เป็นผล เพราะโปรดิวเซอร์ของเดโม่อาจเอาเพลงไปปล่อยให้ศิลปินคนอื่นแทน ทำให้แอลลี่เริ่มรู้สึก discouraged กับการงาน เมื่ออัดไปหลายเพลงแต่ก็ไม่เจอเพลงที่ถูกใจเสียที 

    จนในเวลาถัดมา Charles Chavez ก็เอาเพลงที่ชื่อ Low Key มาเสนอ หลังจากฟังเพียงครั้งแรกเธอก็ชอบทันที เธออ้อนวอนพระเจ้าอีกครั้ง ขอให้เพลงนั้นเป็นของเธอ แต่ด้วยความที่โปรดิวเซอร์เจ้าของเพลงแพลนจะให้ศิลปินชายร้อง เธอจึงได้แต่ภาวนาว่าโปรดิวเซอร์จะชอบเวอร์ชั่นของเธอ และในที่สุดเธอก็ได้เพลงนั้นมาสมใจ หลังจากนั้นซีอีโอค่าย atlantic อย่าง Craig Kallman ที่ได้กล่าวถึงไปแล้วข้างบนก็ถูกใจเพลงนี้เช่นกัน และมาเพิ่มเติมในส่วนที่เพลงขาดไป จนค่ายตัดสินใจ approved ให้เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวในที่สุด


    ไม่นานหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ Suzette Quintanilla พี่สาวของ Selena Quintanilla ศิลปินคนโปรดของแอลลี่ก็ได้เชิญชวนให้แอลลี่ไปชมพิพิธภัณฑ์ Selena และสตูดิโอห้องที่เซเลน่าอัดเพลง Dreaming Of You อีกด้วย 

    ในช่วงนี้เอง หลังจากที่ผิดหวังไปในตอนแรก แอลลี่ก็ได้เพลง Lips Don't Lie อย่างสมใจหวัง และได้ปล่อยเป็นซิงเกิ้ลที่ 2 แต่ถึงแม้จะได้เพลงมาแล้ว แต่แพลนโปรโมทก็เปลี่ยนกลางคัน ทำให้มิวสิควีดิโอที่แพลนไว้ต้องพับโครงการลงไป และใช้ lyrics video ที่ค่อนข้างทุนต่ำเป็น music video ตัวจริงแทน แต่เธอก็ยังดีใจที่ได้เพลงนี้กลับมาหลังทำงานอย่างหนักตลอดปี 2019 เวลาต่อมาแอลลี่เพอร์ฟอร์มที่คอนเสิร์ต Wango Tango ที่ปกติแล้วศิลปินจะต้องเป็นที่รู้จักมากพอสมควร แต่แอลลี่สามารถได้ขึ้นตั้งแต่ปีแรกของโซโล่เดบิวต์ โดยมี Tyga ได้ขึ้นมาร่วมแสดงในเพลง Low Key อีกด้วย

    Dancing With The Stars (C.20-C.22)

    Fast forward มาจนถึงปี 2019 แอลลี่ได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้เข้าแข่งขันรายการ Dancing With The Stars อีกครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งนี้ แอลลี่ได้ชั่งใจหนักกว่าครั้งก่อน เพราะคนรอบตัวก็อยากให้แอลลี่ได้ลองประสบการณ์ใหม่ ๆ รวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่ของเธอเองก็สนับสนุนเช่นกัน แต่เธอก็ยังไม่มั่นใจเท่าที่ควร เพราะ trauma ที่ผ่านมาขณะยังอยู่ในวง ทำให้ยังไม่มั่นใจในสกิลการเต้นของเธอ รวมไปถึงอดีตที่ไม่ดีกับรายการเรียลลิตี้โชว์อย่าง The X Factor ที่ตัดต่อบิดเบือนจากความเป็นจริง แอลลี่จึงได้ปรึกษาเพื่อนในวงการอย่าง Tori Kelly ซึ่งก็เห็นด้วยกับพ่อแม่ว่าควรลองแข่งดู และในท้ายที่สุดแอลลี่ก็ตัดสินใจเข้าเป็นผู้แข่งขันในซีซั่นที่ 28 ครับ 

    แอลลี่เล่าว่าไม่รู้เลยว่าใครจะได้มาเป็นโปรที่จะมาคู่ตัวเอง แต่แอลลี่รู้จักกับ Val มาก่อนหน้าตั้งแต่ปี 2017 ที่ Val เป็นโปรคู่กับนอร์มานิในซีซั่นที่ 24 และไดน่าห์ ลอเรน รวมถึงแอลลี่ก็ได้แวะไปหานอร์มานิที่สตูดิโออยู่บ่อยครั้ง เลยรู้จัก Val พอสมควร และ Sasha ที่แอลลี่บังเอิญเจอ เพราะมีผู้จัดการทัวร์คนเดียวกันพอดี จนในที่สุดหวยก็ออกซาช่าที่แอลลี่รู้จักอยู่แล้ว ทำให้เธอรู้สึกว่าเริ่มต้นมาได้อย่างน่าพอใจ

    (สีหน้า Fifth Harmony หลังจากประกาศว่านอร์มานิไม่ชนะรายการในซีซั่น 24)

    เพราะแอลลี่ไม่ใช่คนที่เก่งเรื่องการเต้นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาใน Fifth Harmony ทำให้การตัดสินใจเข้าร่วมรายการครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่เมื่อรายการเริ่มถ่ายไม่นาน เธอก็รู้สึกเข้ากันได้กับผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Lauren Alaina ที่สนิทกันขณะถ่ายรายการทุกสัปดาห์ 

    การแสดงของแอลลี่ในวีคแรกเธอได้โจทย์เป็นเพลง Work From Home แอลลี่บอกว่าตื่นเต้นกับโจทย์มาก เธอมีเวลาในการเตรียมตัวถึงสามสัปดาห์สำหรับการเต้นครั้งแรก แต่ระหว่างนั้นเธอก็ต้องแบ่งเวลาไปถ่าย music video เพลง higher ซิงเกิ้ลที่สามเช่นเดียวกัน แต่เธอก็ทั้งซ้อมเต็มที่ และตั้งใจเตรียมซิงเกิ้ลใหม่เต็มที่เช่นเดียวกัน แต่คะแนนของสัปดาห์แรกทำให้เธอเสียใจมาก เพราะเกือบจะอยู่ใน bottom two คะแนนรั้งท้ายในสัปดาห์ อีกทั้งเป็นเพลงจากวงของตัวเอง เธอก็อยากให้ออกมาดีที่สุดแต่กลับไม่ออกมาเป็นแบบที่หวัง ทางคู่เต้นของแอลลี่ก็ให้กำลังใจเป็นอย่างดี เพราะเป็นเพียงแค่สัปดาห์แรก ยังมีโอกาสในการพัฒนาอีกเยอะ ทำให้แอลลี่ไม่ท้อและฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันต่อในวีคถัดไป

    เมื่อการแข่งขันเข้ารอบสัปดาห์ลึก ๆ แอลลี่ก็ยังถือว่าได้คะแนนจากกรรมการดีขึ้นไปตามลำดับ และยังได้ฤกษ์โปรโมทเพลงตัวเองในรายการ ในสัปดาห์ที่ 8 ที่เป็นจังหวะ Paso Doble แอลลี่และซาช่า ได้เพลง Higher ของแอลลี่เป็นเพลงในการเต้น และการแสดงในสัปดาห์นี้เอง ทำให้ทั้งคู่ได้คะแนนเต็ม 10 จากคณะกรรมการทั้ง 3 ท่าน เป็นคะแนนเต็มครั้งแรกของซีซั่น 28 และยังทำคะแนนได้สวยในโจทย์ disney week ได้คะแนนเต็มทุกช่องในสัปดาห์ถัดมา แต่อย่างไรก็ตามราย Dancing With The Stars ใช้คะแนนโหวตจากทางบ้านเข้ามาด้วย เลยทำให้เธอต้องตกไปอยู่ใน bottom two ทั้งสองเทป ถึงแม้คะแนนกรรมการจะเยอะพอสมควรก็ตาม


    เมื่อถึงสัปดาห์ semi-final ก็เจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ Kimberly ภรรยาของ James Van Der Beek ที่เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันแท้งบุตร (miscarriage) ทั้งสองคนเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ James ต้องหายไปจากการซ้อมหนึ่งวันเต็ม แอลลี่เองก็เสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ก็ดีใจที่เห็น James กลับมาแข่งขันต่อ แต่เหตุการณ์ยิ่งหนักหน่วงขึ้น เมื่อแอลลี่และเจมส์ ได้คะแนนน้อยสุดในสัปดาห์นั้น ทำให้กรรมการต้องเลือกคู่ที่ดีกว่าเพื่อทำการเซฟและกลับเข้ารายการ ผลคือกรรมการทั้งสามคน เลือกเซฟแอลลี่และซาช่า ขณะที่เจมส์ ต้องตกรอบไป แอลลี่รู้สึกไม่เป็นธรรมกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเจมส์เองก็เจอกับสัปดาห์ที่หนักมา อีกทั้งยังต้องตกรอบอีก เธอรู้สึกว่ากรรมการควรเห็นใจ อีกทั้งคะแนนของเจมส์เองก็ overscored ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แอลลี่จึงตัดสินใจของสลับที่ให้เจมส์ได้แข่งต่อ และให้เธอออกจากการแข่งขันเอง แต่พิธีกรไม่ให้เปลี่ยนผลกรรมการ แอลลี่จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้และขอโทษเจมส์อีกครั้งหลังเทปนั้นจบลง เธอเผยว่าได้คุยกับเจมส์ที่รถ trailer ของเจมส์อีกครั้ง และเจมส์ไม่ติดใจอะไร อีกทั้งลูกสาวของเจมส์เองก็เชียร์แอลลี่ด้วยเช่นกัน แอลลี่จึงเข้าไปแข่งในรอบถัดไปต่อ


    ถึงแม้จะไม่ชนะรายการ แต่แอลลี่และซาช่าได้คะแนนรวมสูงสุดในซีซั่น และคว้าที่ 3 มาได้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแอลลี่เองพัฒนาไปได้ไกลจากที่เคยเป็นมา จากสมาชิกที่เต้นแทบไม่ได้เลย แต่ก็สามารถพลิกมาถึงรอบไฟน่อลของรายการเต้นได้ หลังจากไลฟ์โชว์ครั้งสุดท้ายได้จบลง ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดก็มี โปรแกรมออกรายการ Good Morning America และแอลลี่ก็ได้โอกาสโปรโมทซิงเกิ้ลที่ 4 ของเธออย่าง No Good ต่อด้วยเลย


    ตลอดทั้งปี 2019 แอลลี่ก็ทำงานอย่างหนักเช่นเดิม จนถึงตอนท้ายของปีเธอก็ยังได้มีโอกาสไปร้องเพลง Reach For The Stars ที่มี Emilio Estefan เป็นคนทำเพลง ซึ่งเป็นสามีและโปรดิวเซอร์มือทองของ Gloria Estefan เจ้าของเพลงฮิต Conga ที่เรียกได้ว่าเป็นระดับเจ้าแม่ของวงการเพลงลาตินคนนึงเลยก็ว่าได้ ด้วย connection นี้เอง ทำให้เธอได้ไปทานข้าวกับ Gloria Estefan ตัวเป็น ๆ แอลลี่รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เจอกับกลอเรียอย่างจริง ๆ จัง ๆ แบบนี้ และได้รับคำแนะนำจากกลอเรียเรื่องวงการเพลง เป็นประสบการณ์ที่ดีกับเธอเองมาก ๆ

    แอลลี่ได้นำเพลง Reach For The Stars ไปขึ้นโชว์ที่ Rose Parade 
    (แต่ตอนนี้เพลงยังไม่ปล่อยลง streaming platform ใด ๆครับ)
    เมื่อขึ้น 2020 แอลลี่ได้ปล่อยเพลงแรกเปิดปีใหม่ นั่นคือเพลง Fabulous ก่อนที่เธอจะเริ่มทัวร์ครั้งแรกในฐานะศิลปินเดี่ยว ในชื่อ Time To Shine Tour ถึงแม้เธอจะผ่านประสบการณ์มากมายจากการทัวร์กับวง Fifth Harmony ที่เริ่มทัวร์ตั้งแต่เธียเตอร์เล็ก ๆ ไปจนถึงฮอลล์ที่จุได้กว่าหมื่นคน แต่ ณ ตอนนี้เธอต้องกลับมาสร้างฐานแฟนใหม่เอง และเริ่มทัวร์ที่เล็ก ๆ ตั้งแต่ห้าร้อยคน หนึ่งพันคน แต่เธอก็ยังเอนจอยกับมัน อีกทั้งโชว์ของเธอที่ New York ก็ sold out เป็นครั้งแรก ทำให้แอลลี่ดีใจกับความสำเร็จที่ผ่านมา 




    แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มทัวร์ไปได้ไม่นานก็เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงัก เธอบรรยายในหนังสือว่า ทีมและตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าควรจะแคนเซิลโชว์ที่ Boston หรือไม่จนหกโมงเย็นของวันและประชั้นชิดเวลาแสดงจริง เป็นการตัดสินใจที่ลำบากมาก จนสุดท้ายเธอจึงตัดสินใจให้โชว์ที่ Boston เป็นคืนสุดท้ายก่อนแคนเซิลไปอย่างไม่มีกำหนด เธอเสียใจที่พลาดโอกาสแสดงโชว์อื่น ๆ โดยเฉพาะที่ new york ที่ขายจนหมดเกลี้ยง แต่ก็ได้แต่หวังว่าทุกคนปลอดภัยจะดีที่สุด

  • บทสรุป

    จะเห็นได้เลยว่าเธอไม่ยอมแพ้ต่ออะไรง่าย ๆ และ grateful กับชีวิตของตัวเองเป็นอย่างมาก อีกทั้งครอบครัวของเธอก็ได้ให้การสนับสนุน คอยซัพพอร์ต และส่งกำลังใจให้กับทุกเส้นทางมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงปัจจุบัน เพราะกว่าจะมาเป็นทุกวันนี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ 

    ต่อให้ตอนนี้แอลลี่เองอาจจะไม่ได้อยู่ในฐานะดาวค้างฟ้า หรือเบอร์หนึ่งแนวหน้าของวงการ แต่ความสำเร็จที่เราได้เห็นตอนนี้ ก็เป็นผลมาจากทั้งความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมด และแอลลี่ก็ยินดีกับผลลัพธ์และชีวิตที่เธอมีอยู่ในตอนนี้ ถึงแม้ว่าหนังสือจะจบลงเพียงแค่นี้ แต่การเดินทางของแอลลี่ในฐานะศิลปินเดี่ยวยังมีต่ออีกยาวไกลแน่นอน 

    _________________________________________

    สำหรับประวัติชีวิตเพิ่มเติม สามารถดูคลิปนี้คร่าว ๆ ได้เลยครับ 

    โซนแปลเพลงโซโล่ของแอลลี่: https://minimore.com/b/NfCu9
    โซนแปลเพลงของ Fifth Harmony: https://minimore.com/b/3IsCw

    Feel free to follow my twitter account, 

    in case you want to see more Fifth Harmony's content hehe 

    Twitter: twitter.com/ju_hakmony

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in