เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
my life is my lifele livre (b)
1
  • วันที่ 25 เดือนสิงหาคม ปี 2017; วันนั้นคือวันที่เรากำลังจะก้าวไปสู่ชีวิตใหม่

    เคยมีคนบอกกับเราว่าการไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเนี่ยมันไม่ใช่การไปพักผ่อน หรือไปเที่ยว แต่มันคือการไปใช้ชีวิตที่สองของเรา ซึ่งเราก็เห็นด้วยมากๆ มันคือการมาใช้ชีวิตในที่ใหม่ คนก็ไม่รู้จักเรา ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนตัวเอง ตอนนี้ก็คงไม่มีคนสังเกตุอะไร เหมือนเราได้มีโอกาศที่จะสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่อีกที

    ตอนเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ เราก็บอกลากับพ่อแม่และน้องชายของเรา ร่ำลากับเพื่อนๆ ที่มาส่ง เรื่องตลกของเราก็คือเราไม่ได้รู้สึกเศร้า หรือรู้สึกว่าเราจะร้องไห้เลย ไม่ได้รู้สึกว่าเรากำลังจะจากคนคุ้นเคยไปไกลเป็นเวลาตั้งเกือบปี แต่ที่ไหนได้ เรากลับรู้สึกเฉยมากๆ ประหนึ่งว่าเรากำลังจะไปทัศนศึกษาหรืออะไรเทือกนั้น ที่สองสามวันก็จะกลับ (ซึ่งก็คงจะโอเวอร์ไปหน่อย เพราะโรงเรียนก็คงไม่พาเราไปทัศนศึกษาด้วยเครื่องบินอยู่แล้ว) หรืออาจจะเป็นเพราะทุกอย่างในตอนนั้นมันรู้สึกเหมือนฝันมากๆ เหมือนว่าเรากำลัง sleepwalking อยู่เลยแหละ จนถึงตอนนี้ทุกอย่างก็ยังรู้สึก surreal อยู่ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันแค่เราหรือเปล่าที่รู้สึกแบบนี้

    แต่การเดินทางไปฮังการีของเราเนี่ย เป็นการเดินทางที่เมื่อยก้นมากๆ เพราะนั่งแล้วนั่งอีก นั่งๆ นอนๆ มากๆ นั่งเครื่องบินไปดูไบก็ 6 ชั่วโมงแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้นานมากสำหรับเราบนเครื่องบิน แต่ก็ไปนั่งรอเครื่องบินต่ออีก 3 ชั่วโมง (แถมตอนอยู่ในสนามบินยังต้องเดินหาเกตอีกต่างหาก เรายังจำความรู้สึกลำบาก และความหนักของกระเป๋าเดินทางเราได้อยู่เลย) เรื่องตลกเรื่องที่สองก็คือเราดันเลือกใช้กระเป๋าไม่เหมือนคนอื่นด้วยเนี่ยสิ คนอื่นเขาก็ใช้กระเป๋าลากใหญ่ 1 กับกระเป๋าลากเล็ก 1 (ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่สมควรเเล้ว) แต่เราดันเลือกใช้กระเป๋าลากใหญ่ 1 กับกระเป๋าหิ้วแบบยาวๆ ที่ลากไม่ได้แทน ความโชคดีของเราคือเพื่อนเราอีกคน (ที่เรียกง่ายๆ ก็คือนัดกันมา) ลากกระเป๋าแบบหอบเหนื่อยกันอยู่สองคน


    พอไปถึง สิ่งแรกที่ยังคงอยู่ในหัวก็คือ “เราถึงที่นี่แล้วจริงๆ หรอวะเนี่ย” แต่พอออกมาก็เจอกับเหล่าชาวประชานักเรียนแลกเปลี่ยนจากตุรกี และอิตาลี่ที่ก็พึ่งมาถึงเหมือนกัน ก็คือนั่งรถบัสไปที่ค่ายด้วยกันนั่นเอง; ค่ายที่เราไปเป็นค่ายที่อยู่ใกล้เรือนเคียงกับทะเลสาบ ซึ่งสวยมากๆ เป็นค่าย arrival camp เป็นระยะเวลา 3 วัน 2 คืน แล้วเราก็จะได้นอนในบ้าน บ้านละ 7 - 8 คน ซึ่งสำหรับเรามันเป็นค่ายที่ดีมากๆ ถ้าไม่นับยุงที่เยอะมหาศาลสุดๆ กัดทุกที่ด้วย (เราตื่นขึ้นมาทุกเช้าเพราะยุงกัดแล้วคัน แทนที่จะตื่นเพราะเสียงปลุกโทรศัพท์อีกต่างหาก)

     
    ตอนที่มีการทำกิจกรรมกลุ่ม หนึ่งในโวเลนเทียร์ประจำกลุ่มเราก็ตบยุง แล้วก็เกาแขนของเธอที่ถูกกัด พร้อมกับพูดบ่นเป็นภาษาอังกฤษกับพวกเราว่า ยุงปกติมันไม่ได้กัดเแล้วเป็นขนาดนี้ แต่ว่าเป็นเพราะว่ายุงพวกนี้กลายพันธุ์ ซึ่งเราว่ามันตลกมาก 

    วันแรกของค่าย พอเราไปถึง เก็บของอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปเล่นกันที่ทะเลสาบนี่แหละ ตอนนั้นมันมีกลุ่มของนักเรียนแลกเปลี่ยนอีกกลุ่มอยู่ก่อนแล้ว คือพวกเบลเยี่ยม (สารภาพเลยว่าตอนแรกเรานึกว่าพวกเขาเป็นโวเลนเทียร์ เพราะพวกเขาดูโตกันมากๆ) แต่ก็มารู้ทีหลังว่าเป็นนักเรียนเเลกเปลี่ยนนี่แหละ 

    ที่นี่ก็เป็นที่แรกด้วย ที่เราได้พบกับเพื่อนๆ ที่เราจะมาสนิทด้วยภายหลังในตอนนี้ (ตอนนั้นก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้มีโอกาสรู้จักแล้วก็สนิทกับคนบางคน เพราะเราก็คิดว่าคงจะเกาะกลุ่มกันแค่คนไทยแหละมั้ง) แต่คงเป็นเพราะแชปเตอร์ของเราคนน้อย เลยสนิทกันไปหมด

    เราคุยกับเพื่อนแลกเปลี่ยนของเราในภายหลัง แล้วก็หวังกันว่าหลังจากจบปีแลกเปลี่ยนไปเราจะยังสนิทกันเป็นเพื่อนกันอยู่นะ 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in