My First Storyxerotheory
แปล Kenji - Fort Minor
  • เพลงค่างข้างยากเนื่องจากมีการอ้างอิงถึงประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่2 เราพยายามเต็มที่แล้ว 😭

    *เพลงนี้กล่าวถึงช่วงที่ญี่ปุ่นปุ่นมาตีเพิลฮาร์เบิ้ล

    *3สัปดาห์ก่อน1942 ก็คือวันที่7ธค 1941ค่ะ ซึ่งวันนี้ก็ครบรอบพอดี

    *เคนจินี่คือปู่ของไมค์และเป็นชื่อกลางของไมค์ด้วย

    *อิสเซคือชาวญี่ปุ่นรุ่นแรกในอเมริกา รุ่นสองชื่อนิสเซ ส่วนไมค์เป็นรุ่นสาม

    *Japs ใช้เรียกชาวญี่ปุ่น ค่อนข้างจะเป็นคำหยาบ แบบดูเหยียดนิดๆ

    *เสียงสัมภาษณ์เป็นเสียงของพ่อและป้า







    "My father, came from Japan, in 1905

    He was fifteen when he, immigrated from Japan
    He, he, he was able to buy

    To actually build a store"


    พ่อออกมาจากญี่ปุ่นเมื่อปี 1905

    เขาอายุ 15 ตอนอพยบมา

    เขาทำงานจนมีร้านเป็นของตัวเอง


    Let me tell you a story in the form of a dream
    I don't know why I have to tell it, but I know what it means
    Close your eyes, just picture the scene
    As I paint it for you 


    ผมจะเล่าอะไรให้ฟังในรูปแบบของความฝัน

    ไม่รู้ว่าทำไมต้องเล่า แต่ผมรู้ว่ามันมีความหมาย

    หลับตา ลองนึกภาพตาม

    ภาพที่ผมจะระบายมันลงความคิดคุณ


    It was World War II
    When this man named Kenji woke up
    Ken was not a soldier, he was just a man
    With a family who owned a store in L.A


    มันเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง

    เมื่อชายคนหนึ่งชื่อเคนจิตื่นขึ้นมา

    เคนไม่ใช่ทหาร เขาเป็นแค่ชายธรรมดา

    ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวในร้านที่ L.A


    That day, he crawled out of bed like he always did
    Bacon and eggs with wife and kids
    He lived on the second floor of a little store he ran
    He moved to L.A. from Japan


    เขาคลานลงจากเตียงเหมือนทุกๆวัน

    กินเบคอนและไข่กับภรรยาและลูกๆ

    เขาอยู่บนชั้นสองในร้านเล็กๆของเขา

    เขาย้ายมา L.A จากญี่ปุ่น


    They called him immigrant, in Japanese
    He'd say he was called "issei"
    That meant first generation
    In the United States when


    พวกมันเรียกเขาว่าผู้อพยบ

    ในภาษาญี่ปุ่นเขาถูกเรีกว่า "อิสเซ" 

    แปลว่าผู้อพยบรุ่นแรกในสหรัฐอเมริกา


    Everybody was afraid of the Germans, afraid of the Japs
    But most of all, afraid of a homeland attack
    And that morning, when Ken went out on the doormat
    His world went black, 'cause


    เมื่อทุกคนต่างหวาดหวั่นกับพวกเยอรมัน กลัวพวกญี่ปุ่น
    แต่ส่วนมากกลัวการบุกโจมตีบ้านเกิด
    และในเช้าวันนั้น เมื่อเคนเกิดออกมาหน้าบ้าน
    โลกของเขามืดลง


    Right there, front page news
    Three weeks before 1942
    Pearl Harbor's been bombed and "The Japs are Coming"
    Pictures of soldiers dying and running


    เพราะบนหน้าแรกหนังสือพิมพ์
    สามสัปดาห์ก่อน 1942
    เพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกโจมตี และ "พวกญี่ปุ่นกำลังมา"

    รูปภาพทหารตายและวิ่งหนี


    Ken knew what it would lead to
    And just like he guessed, the president said
    "The evil Japanese in our home country
    Would be locked away"


    เคนรู้ว่ามันต้องเกิดอะไรขึ้นต่อ

    ก็เหมือนที่เขาคิด ประธานาธิบดีกล่าวว่า

    "ไอ้พวกญี่ปุ่นในบ้านเราต้องถูกขัง"


    They gave Ken a couple of days
    To get his whole life packed in two bags
    Just two bags, he couldn't even pack his clothes
    And some folks didn't even have a suitcase


    พวกเขาให้เวลาเคนสองสามวัน
    ที่จะเก็บทุกอย่างทั้งชีวิตลงในประเป๋าสองใบ
    แค่สองใบ ไม่พอสำหรับเสื้อผ้าด้วยซ้ำ
    และบางคนยังไม่มีแม้แต่ประเป๋า


    To pack anything in
    So two trash bags, is all they gave them
    And when the kids asked mom, "Where are we going?"
    Nobody even knew what to say to them


    ที่จะใส่ทุกอย่างลง

    ขยะสองถุงที่พวกมันให้มา

    เด็กๆถามแม่ว่าพวกเรากำลังจะไปไหน

    ไม่มีใครรู้ว่าจะตอบอย่างไร


    Ken didn't wanna lie

    He said, "The U.S. is looking for spies

    So, we have to live in a place called Manzanar

    Where a lot of Japanese people are"


    เคนไม่อยากโกหก
    เขาบอก "สหรัฐกำลังหาสายสืบ
    ดังนั้นเราต้องไปอยู่ที่ เมนซีนาร์
    ที่ที่คนญี่ปุ่นจะต้องอยู่"


    Stop it, don't look at the gunmen

    You don't wanna get the soldiers wondering

    If you're gonna run or not

    'Cause if you run, then you might get shot


    หยุด อย่ามองมือปืนพวกนั้น
    อย่าทำตัวให้ทหารคิดว่าเราว่าจะหนี
    เพราะถ้าลูกวิ่ง ลูกอาจจะโดนยิง

    Other than that, try not to think about it
    Try not to worry 'bout it being so crowded
    'Cause someday, we'll get out
    Someday, someday


    นอกจากจะไม่พยายามคิดเกี่ยวกับมัน

    พยายามที่จะไม่กังวลว่าจะอยู่ในที่แออัด

    เพราะสักวันเราก็จะได้ออกไป

    สักวันหนึ่ง

    สักวัน


    "Yeah, soon as war broke out, the FBI came and
    They just come through the house and, you have to come
    All the Japanese have to go
    They took Mr. Ni, the people couldn't understand
    Why they had to take him because he's an innocent laborer"


    “ทันทีที่สงครามเริ่ม FBI เข้ามาที่บ้านและ ‘พวกแกต้องไป

    พวกญี่ปุ่นทั้งหมดต้องออกไป’

    พวกเขาเอาตัว Mr. Ni ไป ทุกคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาเขาไป เพราะเขาเป็นคนที่ไม่มีพิษภัยอะไร”


    So now, they're in a town with soldiers surrounding them
    Every day, every night, looked down at them
    From watchtowers up on the wall
    Ken couldn't really hate them, at all


    ตอนนี้พวกเขาอยู่ในค่ายที่มีทหารล้อมรอบ

    เฝ้ามองทุกวันคืนบนหอสังเกตการณ์

    เคนเกลียดพวกเขาไม่ลง


    They were just doing their job
    And he wasn't gonna make any problems
    He had a little garden
    Vegetables and fruits that he gave to the troops


    พวกเขาแค่ทำตามหน้าที่

    และเขาจะไม่สร้างปัญหาอะไร

    เขามีสวนเล็กๆ ปลูกผักผลไม้ให้ทหาร


    In a basket his wife made

    But in the back of his mind, he wanted his family's life saved
    Prisoners of war in their own damn country, what for?


    ใส่ในตระกร้าที่ภรรยาสาน

    แต่ลึกๆในใจเขาอยากให้ชีวิตทุกคนในครอบครัวปลอดภัย

    เป็นเชลยศึกในประเทศของตัวเอง เพื่อไรกัน?


    And time passed in the prison town
    He wondered if he'd live it down
    If and when they were free
    The only way out was joining the Army, and supposedly


    เวลาผ่านไปสักพักในค่าย

    เขาคิดที่จะปล่อยวาง

    มีทางออกเดียวคือเข้าร่วมกับกองทัพ


    Some men went out for the army, signed on
    And ended up flying to Japan with a bomb
    That fifteen kiloton blast
    Put an end to the war pretty fast


    บางคนสมัครเข้าร่วมกองทัพ

    และจบลงด้วยการบินไปญี่ปุ่นพร้อมกับระเบิด

    ระเบิด 15 กิโลตันทำให้สงครามสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว


    Two cities were blown to bits
    The end of the war came quick
    And Ken got out, big hopes of a normal life
    With his kids and his wife, but


    สองเมืองใหญ่กลายเป็นฝุ่นผง

    สงครามสิ้นสุดลง

    เคนได้ออกมา หวังจะใช้ชีวิตเหมือนปกติ

    กับลูกๆและภรรยา


    Then they got back to the home
    And what they saw made him feel so alone
    These people had trashed every room
    Smashed in the windows and bashed in the doors


    พวกเขากลับถึงบ้าน

    สภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว

    พวกนั้นทำลายบ้านทุกห้อง

    ทุบกระจก ทุบประตู


    Written on the walls and the floor
    "Japs not welcome, anymore!"
    And Kenji dropped both of his bags at his sides
    And just stood outside


    เขียนข้อความบนผนังและพื้นว่า

    “ไม่ต้อนรับพวกญี่ปุ่น!”

    คนวางกระเป๋าลงข้างๆ

    และเดินออกไปด้านนอก


    He looked at his wife without words to say
    She looked back at him wiping tears away
    And said someday, we'll be okay, someday


    เขามองไปที่ภรรยา โดยไม่มีคำพูดใดๆ

    ภรรยามองกลับมาที่เขา เช็ดน้ำตาออก

    และพูดว่า สักวันมันจะดีขึ้น สักวัน


    Now, the names have been changed, but the story is true
    My family was locked up, back in '42
    My family was there, where it was dark and damp
    And they called it an internment camp


    ถึงเวลาจะผ่านไป แต่ทั้งหมดมันเกิดขึ้นจริง

    ครอบครัวผมถูกกักขังเมื่อปี 1942

    ครอบครัวผมเคยอยู่ที่นั้น ที่ที่มืดและหดหู่

    ที่ที่เรียกว่าค่ายกักกัน


    “When we first got back from camp, uh
    It was pretty, pretty bad
    I-I remember, my husband said
    Oh we're gonna stay 'til last
    Then my husband died, before they closed the camp”


    “วันแรกที่พวกเราออกจากค่าย

    มันค่อนข้างแย่

    ฉันยังจำที่สามีฉันเคยพูดไว้ว่า ‘เราคงอยู่ที่นี่จนกว่าจะตาย’

    ต่อมาสามีฉันได้จากไป ก่อนที่พวกเขาจะปิดค่าย”

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in