My First Storymazey
คุณผู้ช่วยสถาปนิก
  • คุณผู้ช่วยสถาปนิก 4 เล่มจบ โรส
    ชีเหอชิงหลิง เขียน หนิงเหมิงฉา แปล

    เคยอ่านหนังสือที่ทำให้รู้สึกเหมือนตกหลุมรักไหมคะ

    เรื่องนี้เลยค่ะ

    จางซืออี้ สถาปนิกหนุ่มน้อยวัย 23 ที่เพิ่งเรียนจบจากอังกฤษมาหมาดๆ แต่ยังว่างงาน ชีวิตไม่เป็นโล้เป็นพาย เงินก็ร่อยหรอเต็มที แถมยังโชคร้าย ถูกแฟนสาวทิ้งกลางร้านกาแฟหลังจากพร่ำบ่นถึงความไม่เอาไหนของนายเอกมาเป็นชั่วโมง ก่อนไปสาวเจ้ายังสาดความแค้นผ่านทางกาแฟมาอีก ที่ซวยซ้ำซวยซ้อนก็คือคนถูกสาดดันเป็นกู้เซียว ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของบริษัทสถาปัตยกรรมชื่อดังที่ยืนอยู่ข้างหลังซะนี่

    แน่นอนค่ะว่าโชคชะตาก็ต้องพัดพาให้พระนายของเรามาเจอกัน จางซืออี้ที่แทบถอดใจกับการหางาน จู่ๆก็ถูกเรียกไปสัมภาษณ์ และคนเรียกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พระเอกของเรานั่นล่ะค่ะ แต่อย่าคิดไปว่าเป็นรักแรกพบหรืออะไรนะคะ กู้เซียว พระเอกของเราจัดเป็นหนุ่มวัย 29 ที่อัจฉริยะมาก เรียนจบคะแนนสูงสุดของเมือง เข้ามหาวิทยาลัยที่โดดเด่นด้านสถาปัตย์ เรียนดี หล่อเหลา สุขุม เอาการเอางาน สาเหตุที่เรียกนายเอกไปสัมก็ไม่ใช่อะไร คือตอนโดนแฟนเก่าด่า น้องนายเอกเราอดทนมาก ไม่หือไม่อือ พระเอกก็เลยคิดว่าหน่วยก้านดี มีน้ำอดน้ำทน ปะเหมาะที่นายเอกก็ส่งใบสมัครมาเสียด้วย ถึงแฟ้มผลงานจะดูหยาบและต่ำกว่ามาตรฐาน แต่แนวความคิดในการสร้างสรรค์ใช้ได้เลยทีเดียว

    ซืออี้ น้องนายเอกของเราก็ได้งานไปแบบงงๆ แรกเริ่มกู้เซียวก็ใจร้ายเชียวค่ะ ไม่มีหรอกนะคะ รักหยกถนอมบุปผาอะไรนั่น 5555 ใช้งานนายเอกให้เขียนแต่ผังห้องน้ำกับบันได พอดีขึ้นหน่อยก็ค่อยขยับไปเขียนลานจอดรถ นายเอกทีแรกก็ไม่ประสีประสากับงานเลย ทำผิดๆถูกๆ เงอะงะไปหมด ต้องเรียนรู้การทำงานตั้งแต่พื้นฐาน แล้วยังโดนพระเอกใช้วาจาเชือดนิ่มๆ เถียงอะไรก็ไม่เคยชนะ ทักษะก็เทียบไม่ได้กับคนทั้งออฟฟิศ นายเอกของเราก็เลยมีช่วงดาวน์บ้างอะไรบ้างคะ แต่ยังดีที่พื้นนิสัยนายเอกเป็นคนร่าเริง มองโลกในแง่ดี มีน้ำใจ ช่วยงานใครต่อใครอย่างไม่เหนื่อยอ่อน จนใครๆก็เอ็นดูค่ะ และหลังจากถูกพระเอกสอนแบบแสบๆคันๆบ้าง ตรงไปตรงมาเหมือนดื่มยาขมบ้าง น้องก็ผันความท้อแท้ให้กลายเป็นพลังบวก ตั้งเป้าหมายว่าซักวันจะปราบอีตา 'ราชันปีศาจ' ให้ได้!

    ฝึกไปฝึกมาก็เริ่มได้เข้าร่วมโครงการออกแบบใหญ่ๆแล้วตอนที่เดินทางไปสำรวจสถานที่นี่เองที่กู้เซียวก็เริ่มวางแผนต้อนน้อง ท่านผอ.กู้คือฉลาดมาก แยบยล ตะล่อมจนน้องเริ่มไหวหวั่นว่าหรือชั้นจะเป็นเกย์ 5555 แบบเดี๋ยวๆก็มาดูแปลนที่โต๊ะ เอาหน้าก้มมาแทบแนบแก้ม มือแตะเอว กระซิบถามข้างหูเบาๆ น้องซืออี้ที่ซื่อใสไร้เดียงสาก็หน้าแดงไปหมด บรรดาสาววายในออฟฟิศก็เริ่มจับคู่จิ้น มโนกันจนมีแต่ฟองสบู่สีชมพู ยิ่งตอนบริษัทฉลองปีใหม่ที่จางซืออี้ลากกู้เซียวไปเล่นเกมบนเวทีเพื่อเอาคืน แต่ดันถูกอีกฝ่ายแกล้งจนถูกกอดไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ บอกเลยว่าเรื่องนี้นายเอกเราเป็นแกะน้อยในอุ้งมือหมาป่าจริงๆค่ะ 5555

    พอเริ่มคิดว่ากู้เซียวอาจจะชอบตัวเอง ซื้ออี้ที่ไปฉลองปีใหม่กับเพื่อนก็บังเอิญเจอกู้เซียวที่มาฉลองปีใหม่ในที่เดียวกัน แถมยังมีสาวน้อยสวยใสน่ารักเกาะแขนออดอ้อนอีกต่างหาก ถึงนายเอกผู้ใสซื่อของเราจะเริ่มหวั่นไหว แต่ก็ไม่แน่ใจเอาเสียเลยว่าคิดไปเองหรือเปล่า

    หลังจากนั้นก็มาถึงจุดเปลี่ยนค่ะ กู้เซียวชวนซืออี้ที่เป็นคนเมืองเดียวกันกลับบ้านช่วงตรุษจีน แล้วก็มัดมือชกให้น้องไปค้างที่บ้านเพราะจะได้ออกตีสาม โมเมว่าห้องนอนแขกมีแต่ของ จนน้องต้องยอมนอนด้วยกัน สมใจแล้วก็แกล้งต่อด้วยการชวนเล่น truth or dare ถามคำถามแบบวาบหวามใจ พอน้องไม่ยอมตอบก็ให้ถอดเสื้อผ้าทีละชิ้น พาร์ทนี้แบบจิกหมอนมากค่าาาาา เขินมากๆเลย อ่านไปก็แบบอร๊ายยยยย แต่สุดท้ายพี่ก็ไม่ได้กินน้องนะคะ ไม่ได้แตะแม้แต่ปลายนิ้ว แต่น้องน่ะอ่อนระทวยไปหมด 5555 แล้วก็ได้เฉลยความจริงว่าสาวสวยในวันปีใหม่น่ะน้องสาวพระเอกตะหากล่ะ

    พอถึงตอนนี้ ในเรื่องการงาน ซืออี้น้อยๆของเราก็เริ่มเชี่ยวชาญขึ้นแล้วค่ะ ทัศนคติในการทำงานก็เติบโตขึ้น มุ่งพัฒนาตัวเอง เริ่มเปล่งประกายละว่างั้น แนวความคิดต่างๆก็กลั่นกรองออกมาสู่ผลงานได้ดีขึ้น แต่แล้วก็เจอบทพิสูจน์เข้าอย่างจังในตอนที่งานใหญ่โครงการแรกที่ตัวเองรับผิดชอบจนได้รับเลือกจากผู้ว่าจ้างดันถูกระงับ แถมยังต้องย้ายออกจากอพาร์ทเม้นต์ที่เช่ากับเพื่อนสนิทเพราะบ้านอีกฝ่ายล้มละลายจนไม่มีเงินเหลือ ไหนจะหนุ่มหล่อสถาปนิกคนใหม่ที่เป็นรุ่นน้องของกู้เซียวเข้ามาร่วมทีม แล้วตาหนุ่มนี่ก็สนิทสนมกับพระเอกจนน้องนายเอกเราแอบหึงตลอดเวลาเหมือนว่ามีศัตรูหัวใจ กู้เซียวเองก็ยังไม่มีท่าทีชัดเจนมากพอ พองานพัง รักเหมือนจะล่มทั้งๆที่ยังไม่เริ่ม บ้านก็ไม่มีจะอยู่ ซืออี้ก็แทบรับมือไม่ไหว หนีหน้าบอกว่าจะลาออกจนพระเอกเสียใจ ที่เสียใจนี่เป็นเพราะพระเอกรู้สึกว่าความชอบของนายเอกไม่หนักแน่นเอาเสียเลย ทั้งๆที่บอกว่ารักในอาชีพนี้แต่ก็กลับคิดจะทอดทิ้งไปง่ายๆ รู้สึกเหมือนที่นายเอกจะทิ้งไปไม่ใช่แค่งาน แต่เป็นตัวเองด้วย

    แต่จุดนี้ล่ะค่ะที่ทำให้เปิดใจกันจริงๆ กู้เซียวชวนซืออี้ให้ย้ายไปอยู่ด้วย ท่าทีคลุมเครือก็เริ่มหมดไป ฉากสารภาพรักเป็นอะไรที่เขียนดีมากค่ะ กินใจ ต้องไปอ่านเองจริงๆ หลังจากรักกันแล้วคนอ่านก็เชิญกินอาหารหมาไปค่ะ 55555 จากหนุ่มเย็นชา พี่กู้ของเราก็เผยความหื่นเกินพิกัดออกมาเวลาอยู่กันสองคน ทั้งกอดจูบลูบคลำ เดี๋ยวๆก็กัดปากน้อง เดี๋ยวๆก็หยิกแก้มลูบหัว ความหึงก็มีไม่น้อยหน้า พอถึงตอนจับน้องกินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว ซืออี้น้อยถึงกับต้องร้องขอความปรานีกันเลยทีเดียว 5555 เล่มนี้ nc พอดีอยู่นะคะ ไม่ตัดเข้าม่านมุ้งอะไรให้ต้องปาหมอน เราว่านักเขียนบิ้ลด์อารมณ์ได้ดีค่ะ พอถึงฉากรักจริงๆ มันรู้สึกได้ถึง sexual tension ระหว่างพระนายเลย แถมอีตาพี่กู้นี้เห็นเย็นชาๆ มีให้น้องคอสพงคอสเพลย์ด้วย แอร๊ยยยย

    ช่วงท้ายเล่มสามถึงเล่มจบจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตคู่และการทำงานแล้วค่ะ จะเห็นพัฒนาการของตัวละครได้ดีและสมจริงๆมาก ซืออี้ที่จากเด็กหนุ่มเหลาะแหละไม่เอาจริงเอาจังก็ขัดเกลาตัวเองจนเป็นสถาปนิกฝีมือดี คิดใคร่ครวญดีขึ้น ตัดสินใจเอาจริงเอาจังกับงานให้มากที่สุด ยกระดับความสามารถของตัวเองจนสำเร็จ ส่วนกู้เซียวก็จากอัจฉริยะเคร่งขรึม ไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์คนรักก็ปรับตัวให้โอนอ่อนเข้าหา รู้จักอธิบายสิ่งต่างๆนานา ไม่เก็บปัญหาให้ค้างคาในใจค่ะ

    เราชอบตอนจบมาก เพราะมันสะท้อนเส้นทางเดินและการเติบโตของนายเอก จากสถาปนิกมือใหม่ไม่รู้อะไรเลย นั่งใจสั่นสัมภาษณ์กับพระเอก จนสุดท้ายก้าวมาถึงจุดที่ไม่เคยนึกฝัน และกลายเป็นคนสัมภาษณ์เด็กใหม่ที่เหมือนกับตัวเองในอดีตแทนค่ะ

    เขียนมาขนาดนี้ ไปซื้อเถอะนะคะ! 5555

    อยากจะบอกว่าตัดรายละเอียดไปเยอะมาก เพราะเนื้อเรื่องสอดแทรกอะไรไว้มากจริงๆค่ะ ทั้งทัศนคติในการทำงาน การใช้ชีวิต ความรัก การเรียนรู้ การเติบโต การรับมือกับปัญหา สาเหตุที่เราชอบเรื่องนี้เพราะว่ามันสะท้อนชีวิตได้ดีมาก เหมือนเรามองเห็นการเติบโตของนายเอกต่อหน้าต่อตา เอาใจช่วยให้น้องก้าวไปข้างหน้า ให้เก่งขึ้น ให้ดีขึ้นค่ะ จางซืออี้เป็นหนุ่มน้อยที่จิตใจดีงาม พื้นฐานความคิดดี ถึงจะไม่มีความพากเพียรในตอนต้น เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ง้องแง้งบ้าง แต่สุดท้ายก็ขัดเกลาตัวเองจนเปล่งประกายโดยไม่สูญเสียจิตใจอันบริสุทธิ์ไป ส่วนกู้เซียวนี่เราคิดว่าเป็นตัวละครที่มีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตมากค่ะ เป็นคนที่ไม่เร่งร้อน กำหนดจังหวะชีวิตได้ดี มองคนขาด ทุ่มเทต่อเป้าหมาย มีจิตใจที่เข้มแข็งและยุติธรรม เราชอบที่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้ว พระเอกก็ปรับตัวโอนอ่อนเข้าหาคนรัก หัดพูดจาอธิบาย เอาใจใส่ดูแล ทะนุถนอมซืออี้แต่ก็ไม่ควบคุม ไม่ขัดขวางหนทางพัฒนาตัวของอีกคนถึงแม้จะเสี่ยงกับการต้องอยู่ไกลกัน

    ในพาร์ทของพระเอกที่แทรกมาสั้นๆ เป็นบางช่วง กู้เซียวรับว่าไม่มีโจทย์ไหนในชีวิตที่เขาตอบไม่ได้ แต่เขาตอบไม่ได้จริงๆว่าทำไมเขาถึงรักซืออี้ และคงจะเป็นโจทย์ที่เขาตอบไม่ได้ไปตลอดชีวิต เราคิดว่าเป็นเพราะทั้งสองคนเติมเต็มกันและกันได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ ความอบอุ่นสดใสของซืออี้ส่องประกายให้โลกของกู้เซียวสว่างไสวขึ้น ในขณะเดียวกัน ความสงบใจที่ได้เวลาอยู่กับอีกฝ่ายก็ทำให้ซืออี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ รู้จักอยู่กับปัจจุบันและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองเพื่ออนาคตจะได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนรักได้อย่างสมภาคภูมิ

    ตัวละครอื่นๆก็ดีงามล้ำเลิศทุกตัวจริงๆค่ะ ปลาบปลื้มมาก แม้แต่ตัวที่เหมือนจะเป็นตัวอิจฉาก็ยังปรับทัศนคติและมุมมองของตัวเองได้ น้องสาวพระเอกนี่น่ารักมาก ดูออกว่าพี่ชายเป็นเกย์นานแล้ว แถมช่วยเป็นแม่สื่อให้ด้วย เพื่อนสนิทนายเอกก็งานดีค่ะ ถูกจับจิ้นวายมาเป็นปีๆก็ไม่โกรธทั้งๆที่เป็นชายแท้ พ่อแม่พระนายคือดีมาก ซีนสอนลูกนี่เอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้เลยค่ะ หนังสือเล่มนี้มีข้อคิดดีๆเยอะมากๆ เราว่าเป็นเรื่องที่มีความสมจริงนะคะ ทัศนคติดีมาก บ่มเพาะความอดทนมุ่งมั่น มองโลกในแง่ความเป็นจริง สาระแน่นด้วยค่ะ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม หนัง วิชาชีพ ฯลฯ นักเขียนทำการบ้านดีมากค่ะ พาร์ทการออกแบบผังเมือง อาคาร สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เขียนละเอียดและถูกต้องมาก พาร์ทหนังชายรักชายอย่าง Happy Together นี่ทำให้เราหวนถึงความรู้สึกตอนดูครั้งแรกเลยค่ะ ดีมากจริงๆ

    เรื่องนี้ต้องขอชมโรสเลยค่ะ หนังสือสวยมากกกกกกกก ประณีตสมอาชีพตัวเอก พรีเมียมน่ารัก สะท้อนเหตุการณ์ในเล่ม ที่สำคัญ นักแปลทำได้ดีมากๆๆๆๆค่ะ สำนวนดี เหมาะกับเส้นเรื่องและยุคสมัย เชิงอรรถสมบูรณ์ ฉากอ่อนหวานก็หวามใจ ฉากสาระทัศนคติก็ลึกซึ้ง ขอชมจากใจเลยค่ะ

    สรุปสั้นๆเลยว่า ซื้อเถอะนะคะ หนังสือที่จะทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในห้วงรักแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ไม่ใช่ความรักฉาบฉวยผิวเผิน แต่รักลึกซึ้งนุ่มนวล อ่านจบแล้วหวานในใจไปหมดเลยค่ะ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in