เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
To Sendai and Never Backmonetmoon
[Sf] Kurotsukki : To Sendai and Never Back
  • : Kuroo Tetsuro & Tsukishima Kei


    ผมมาถึงร้านไม่คลาดจากเวลานัดเท่าไหร่แต่วันนี้เป็นวันศุกร์อันคึกคักที่ๆ พอจะหย่อนก้นได้จึงมีแค่โซนบาร์ โชคยังดีที่ไดจิมาถึงก่อน เขาโบกมือแต่ไกล ไดจิตบเก้าอีกปุๆ เขาดื่มล่วงหน้าไปแล้วหนึ่งแก้ว ผมรู้วัยทำงานอย่างเราต่างกระหายอยากได้เบียร์ดีๆสักแก้วใจจะขาดหลังจากตรากตรำหลังขดหลังแข็งมาทั้งสัปดาห์

    “รอนานมั้ยคุณตำรวจ”

    “ดูนายพูดเข้า มีใครบอกมั้ยว่านายดูเหมือนพวกผู้มีอิทธิพลในชุดสูทน่ะ”

    “เพราะฉันดูน่านับถือสินะ”

    “ยากูซ่าอาจจะทาบทามนายซักวัน”

    “ค่าตัวฉันแพงลิบ จะซื้อกันง่ายๆ ได้ที่ไหน แล้วมีใครบอกมั้ยว่านายเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบ”

    “ก็ฉันเป็นตำรวจ เอ้อ และถ้าไม่รู้จักกันฉันจะจับนายยัดเข้าซังเต ฉันสาบาน”

    ไดจิเป็นตำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นไปถึงจิตวิญญาณ ผมไม่เคยเจอใครที่เกิดมาพร้อมกับคำว่าตำรวจได้เท่าเขาอีกแล้ว เราเจอกันบ่อยขึ้นหลังจากเขาย้ายมาประจำการที่โตเกียวเมื่อปลายปีที่แล้ว ให้ตายเถอะเวลาผ่านไปอย่างกับกดปุ่ม skip ใน Netflix พวกเราเคยเป็นกัปตันทีมวอลเลย์ที่โคตรเจ๋งเหมือนกัน ถึงเรื่องราวจะเกิดขึ้นในปีเดียวแต่มันก็มากพอจะทำให้เรากลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้จริงๆ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญกับผมไปตลอดชีวิต


    ผมชอบนั่งหย่อนอารมณ์หลังเลิกงานในบางครั้ง ผมเคยชวนเคนมะ แน่นอน แมวรักสงบอย่างเขาให้ตายก็ไม่มีวันย่างกรายเข้ามาในที่ๆ คนพลุกพล่านแบบนี้เด็ดขาด


    ไดจิจึงเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดถึงจะคลาดกันบ้างเรื่องเวลา เขาก็เพื่อนดื่มที่ดี


    ผมถอดเสื้อสูทออก อากาศเริ่มร้อน ผมพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นเล็กน้อยให้ร่างกายขยับได้สะดวก รับดาร์กเบียร์จากสาวเสิร์ฟแล้วยกดื่มอย่างผ่อนคลาย


    “เป็นไงบ้างวะ”

    “เบียร์รึชีวิต?”

    “โอเค ช่างแม่งชีวิตนายเถอะ” ไดจิทำทีไม่แยแสแต่เขามักจะถามไถ่ผมทุกครั้ง เขาบอกว่าโตเกียวให้ความรู้สึกโดดเดี่ยว ผู้คนดูไร้ชีวิตชีวาอย่างกับข้างในเป็นโรบอท โชคดีที่งานไม่ปล่อยให้เขาได้รู้สึกโดดเดี่ยวเท่าไหร่ รวมถึงผมกับเพื่อนอีกหลายคนในวัยมัธยมปลายมักจะจุ้นจ้านกับเขาเป็นพิเศษ ผมถือว่าเป็นคำชม 


    ผมอยู่โตเกียวมาทั้งชีวิต ยอมรับว่าเห็นด้วยกับเขา

    ถ้าไม่มีวอลเลย์บอล ข้างในผมคงเป็นโรบอท

    แล้วสักวันคงได้กลายเป็นเศษเหล็กไร้ชีวิตแทนที่เถ้าถ่าน


    “เหมือนเมื่อ2วันก่อนนั่นแหละ งานกับงาน มีแต่พวกเด็กพลังสูงเต็มไปหมด ฉันล่ะโคตรเหนื่อย”

    มันเหมือนกันตลอดตราบเท่าที่เราต้องทำงาน แต่ผมพยายามอย่างมากเพื่อมัน เพื่อที่จะได้เฝ้ามอง สนับสนุน ผลักดันพวกเขาให้ได้มากที่สุด วงการวอลเลย์บอลบ้านเรากำลังไปได้สวย ต้องขอบคุณนักเขียนจั๊มพ์คนนั้นที่ทำให้วงการคึกคักกว่าเคย


    “ตานายแล้ว” ผมถาม

    “วิ่งพล่านไม่หยุด ถึงจะเป็นโตเกียวก็ปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้เลย” เขาขยี้ผมสั้นๆ อย่างเซ็งๆ

    “แต่เพราะว่าเป็นโตเกียวนี่แหละ”

    เขายิ้ม ดวงตาเป็นประกาย

    “พูดอย่างกับเมืองเป็นเมีย เจ้าระเบียบ จุ้นจ้าน แต่งดงามและใจดี แบบนี้รึเปล่า”

    “งั้นหล่อนก็สวยใช้ได้ ถึงฉันจะยังไม่เห็นความใจดีเท่าไหร่ เอาเป็นว่ายังไงฉันก็รักงานของฉันล่ะนะ”

    “ดี ฝากบ้านเมืองของเราด้วยนะคุณตำรวจ”

    “ฉันรู้ว่านายหมายถึงหมาเฝ้าบ้าน ไอ้แมวเจ้าเล่ห์!”


    ผมหัวเราะ ใช่ ผมหมายความตามนั้นจริง

    “แล้วเซนไดล่ะ”

    “เซนไดทำไม?”

    “นายนึกถึงอะไร”

    .

    .

    .

    “ดาเตะ มาซามุเนะ”

    “ไปตายซะ”


    เรามีเรื่องให้คุยอีกเป็นภูเขา เขาชวนผมไปตกปลาด้วยกันในวันหยุดหน้า กิจกรรมชายโสดที่เหมือนวัยเกษียณ ผมไม่ปฏิเสธ ถ้าเขาไม่ตาลีตาเหลือกบอกผมในวินาทีสุดท้ายว่างานเข้า ผมชวนเขาไปดูทีมชาติเราแข่งกับอาเจนติน่าในเดือนถัดไป ใครจะพลาดมันยังกับนัดรียูเนี่ยน อะไรจะสนุกไปกว่าการดูเจ้าพวกปิศาจแข่งกัน


    ดูพวกเราสิ ทั้งที่เป็นเด็ก เคยเป็นเด็ก 

    เคยคิดว่าเป็นผู้ใหญ่ ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่


    เวลาทำหน้าที่ของมันอย่างไร้ที่ติ เดินหน้ามั่นคง ปฏิเสธการย้อนกลับ

    โชคดีที่ความทรงจำให้โอกาสเล็กๆได้ย้อนกลับไปเถลไถลอยู่บ้าง ความทรงจำในจังหวะเดิม มองดูการเคลื่อนไหวเล็กๆที่มีความหมาย

    กด pause ทิ้งไว้

    หยุดตรงที่จุดสิ้นสุดของรอยยิ้มของใครบางคน ที่ผมคิดว่า สวยงามเกินไป ผมลอบนึกถึงมันอย่างเงียบๆ ผุดรอยยิ้มโง่ๆ

    ลืมฟังคำพูดไดจิไปเสียสนิท เขาดีดนิ้ว

    “เฮ้ นายได้ยินที่ฉันพูดมั้ย”

    “หืม”

    “ใจลอยไปถึงไหนวะ”

    “โอเค โทษทีๆ นายว่าไงนะ”

    ฉันบอกว่าเคย์เรียนจบแล้ว

    ปากแก้วบางเฉียบสัมผัสริมฝีปาก ผมชะงัก ไม่ใช่เพราะได้ยินชื่อ มันไม่ได้เป็นเรื่องต้องห้ามอะไร ผมรู้สึกว่าเบียร์เข้มกว่าอึกก่อน มีหลายอย่างอยู่ในชื่อของเขา ติดค้างอยู่ในปาก ตกค้างอยู่ในใจ แต่ไดจิส่งหมัดฮุกมาในตอนนี้เนี่ยนะ ผมสะบัดหัว

    “มีอีกกี่เรื่องที่นายจะบอกฉัน”

    “มิยางิอากาศดีในช่วงนั้น”

    “อะไรของนายวะ”

    “นายควรไป” เขาพูด น้ำเสียงมั่นคงกว่าทุกครั้ง “บอกตามตรงฉันแค่อยากให้นายลองดู — พวกนาย

    ไดจิรู้ดีว่ามีบางอย่างระหว่างผมกับเขา

    ผม กับ เคย์

    พระเจ้า มีใครไม่รู้บ้าง เพียงแต่เราทิ้งทุกอย่างให้อยู่ที่จุดเริ่มต้น

    ที่ตรงนั้น

    ในฤดูร้อน

    ในโรงยิมที่สาม

    ในการแข่งขัน

    ในรอยยิ้มที่เจิดจ้าของเขาตอนบอกว่าวอลเลย์บอลสนุก

    มันไม่ใช่แค่ชมรมสำหรับเขาอีกต่อไป

    เช่นเดียวกับที่เขาไม่ใช่ลูกศิษย์ เด็กปั้น คู่แข่ง หรือใครสักคนที่ผมอยากปล่อยไป

    เคย์เข้ามหาวิทยาลัย เขายังเล่นมันต่อ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเครื่องยืนยันเล็กๆของสายสัมพันธ์ว่าทุกอย่างไม่ได้หายไป ทุกคนรู้ว่าศักยภาพเขาสูงพอที่จะเข้าลีกอาชีพได้ แต่เขารู้ตัวเองดีกว่าใคร เคย์มีความคิดของตัวเอง ผมเชื่อว่าเขาวางแผนไว้แล้วอย่างดีอย่างที่เป็นมาตลอด และไม่มีทางที่ผมเข้าไปทำให้อะไรมันยากขึ้นในเส้นทางของเขา

    “นายก็รู้ว่าเคย์เป็นคนยังไง”

    “นายก็ด้วย ให้ตายสิวะ พวกนายนี่ไม่ไหวเลย”

    “ไม่ไหวจริงๆ นั่นแหละ”

    “แล้วนายยัง—จะว่ายังไงดี ฉันพูดคำนั้นได้มั้ย”

    “ถ้านายหมายถึงยังชอบมั้ยน่ะเหรอ มาถามเอาตอนนี้เนี่ยนะ”

    ผมขึงตาใส่ไดจิ เขาหัวเราะ รู้ว่าผมคงไม่ตอบเพราะผมไม่เคยตอบและมักจะบ่ายเบี่ยง แต่ผมคงดื่มเข้าไปมากกว่าปกติถึงรู้สึกถึงมันได้ชัดเจน หัวใจชาวาบ มันไม่ใช่ความรู้สึกไม่ดี ไม่เคยเป็นแบบนั้นถ้าเป็นเรื่องของเขา ตรงกันข้ามกันเลยด้วยซ้ำ

    เขามีที่อยู่ตรงนี้เสมอ

    ผมเก็บไว้ให้เขา

    เป็นเคย์มาตลอด


    “ฉันอาจจะไม่เคยหยุดชอบเลย นั่นล่ะคือปัญหา”


    ไดจิทำหน้าเหลือเชื่อแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน หมอนี่มักทำแต่หน้าของคุณพ่อผู้ใจดีและขึงขัง ถึงสนุกก็ยังดูขึงขัง ผมช่วยให้เขาค้นพบสีหน้าใหม่ ดูเหมือนเขาจะคิดอะไรอยู่หลายนาทีกว่าจะพูดออกมา อาจจะสำนึกผิดที่ถามผมก็ได้

    “งั้นทำไมนายไม่ทำอะไรซักอย่าง ปล่อยไว้แบบนั้นไม่สมกับเป็นนายเลย”

    “แบบไหนถึงสมเป็นฉัน อย่างบอกชอบ? วิ่งเข้าไปหา? ขอร้องให้มาที่นี่หรือฉันไปอยู่ที่นั่น — แล้วความฝันพวกเราล่ะ ไม่มีความฝันไหนที่ไม่ต้องเสียสละหรอกจริงมั้ย ต่อให้ฉันอยากอยู่ในแผนการของเคย์ มีฉันอยู่ในนั้น ในสักวัน ฉันก็ไม่รู้อยู่ดีว่าควรอยู่ตรงไหน”

    ผมจะไม่ทำแบบนั้น

    นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม 

    ผมรู้ดี รู้ไปทั้งใจว่าเขาจะไม่มาที่นี่ ไม่มาอยู่ที่โตเกียว 

    คุณอาจจะคิดว่าผมยอมแพ้เรื่องของเรา เชื่อเถอะ มันไม่ง่ายเลยที่เราจะจัดการกับความรู้สึก กับ อนาคต กับระยะทางหรืออะไรก็ตามที่เป็นอุปสรรคเมื่อเราอายุแค่นั้น

    ชีวีตมีจังหวะของมัน บางครั้งคุณอาจจะแค่ต้องนับจังหวะในใจ แล้วรอ

    ผมยกแก้วขึ้นดื่ม เบียร์ขมเป็นบ้าทั้งที่มันคือแก้วเดิม

    “ที่ฉันทำได้คือเชื่อมั่นในตัวเขา ฉันจะสนับสนุนเขาเสมอ อาจเป็นความสัมพันธ์แบบ platonic love ล่ะมั้ง”

    “ไม่เห็นจะเข้าใจซักนิด”

    “เหอะ พวกคุณพ่อจะไปเข้าใจอะไรเล่า”

    “ก็ถ้านายจะชอบลูกชายฉันก็ต้องเอาใจช่วยมั้ยวะ”

    พรืดดดดดดด!! ผมสำลัก หมอนี่อินบทเกินไปแล้ว!


    ซาวามูระ ไดจิ แรงกว่าดาร์กเบียร์เป็นไหนๆ


    ก่อนแยกย้ายเขายื่นกระดาษโน้ต หรือจะเรียกว่ายัดมันใส่เสื้อสูทผมอีกทีก็ได้ มันเขียนวัน เวลา และสถานที่รวมถึงเบอร์โทรไว้เรียบร้อย เหมือนเขาจะเตรียมเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดี เพราะผมไม่เห็นว่าเขาเขียนมันตอนไหนตอนที่เรานั่งดื่มกัน


    ผมไม่ได้ไปเซนไดตามที่ไดจิบอก เขาอาจจะรู้อยู่แล้วแต่ก็ลองเสี่ยงดู ความบังเอิญทำให้ผมต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันนั้นพอดี สมาคมใช้งานผมคุ้มทุกบาท

    โชคชะตากำลังหัวเราะตัวโยน

    โชคชะตาเฮงซวย.


    ผมเก็บความรู้สึกอีกครั้ง 

    พับใส่กระเป๋าเสื้อสูท


    คิดว่าคงจะลืมมันไปเหมือนทุกทีที่มีงานเข้าแทรก เวลาจะดำเนินไปในแบบของมัน ผมจะใช้ชีวิตปกติ มันควรจะเป็นแบบนั้น หญิงสาวคนหนึ่งบอกผมก่อนเราจะเลิกกันว่าผมจะไปไม่รอดกับใครเลยถ้าผมไม่ให้โอกาสตัวเองเผชิญหน้ากับความรู้สึกจริงๆสักครั้ง มันชัดเจนเพียงแต่ผมเป็นไอ้โง่ที่พยายามไขว่คว้าคนอื่นเพื่อหวังว่าจะทดแทนใคร ซึ่งเธอไม่ใช่คนที่ผมรู้สึกแบบนั้นได้

    ผมพูดไม่ออก เพราะเธอพูดถูก

    ผมรู้ดีว่าผมจะไปไม่รอดกับใครเลยถ้าผมยังกลัวว่าจะพบเคย์ในคนเหล่านั้น ถ้าผมยังมองหาคนที่เหมือนเขา

    และผมภาวนาให้ไม่เจอ.


    .


    ผมเดินทางกลับในสัปดาห์ถัดมา ชวนไดจิอีกครั้งแต่เขาติดงาน ชวนเคนมะแต่คุณก็รู้...เขาตัดสายผม โบคุโตะดื่มไม่ได้เพราะต้องเก็บตัวแข่ง รอบตัวผมมีแต่นักกีฬากับคนรักสุขภาพ ซึ่งผมก็รัก แต่เราก็ควรมีเวลาให้ได้ผ่อนคลายกันบ้างจริงไหม คราวนี้ผมเมาเละ จงใจให้ตัวเองเป็นแบบนั้น ไดจิคงได้จับผมยัดตารางของจริงถ้าเราไม่รู้จักกัน แต่ผมรู้ว่าเขาใจดี ปากว่าติดงานแต่เขาก็ยังแวะมาลากผมกลับบ้านได้ครบสามสิบสอง สมแล้วที่รับใช้ประชาชน ผมชื่นชม


    .

    .


    ผมจำไม่ได้ว่าโดนด่าข้อหาอะไรบ้าง

    เหมือนเขาจะเหวี่ยงผมกลางอากาศตอนที่ผมบอกว่าผม

     ‘คิดถึงเคย์’ 


    ...บ้าฉิบ

    เรื่องนี้ผุดเข้ามาในหัวผมก่อนมันจะทะลักเหมือนน้ำป่า

    บางทีไดจิน่าจะจับผมขังสักคืนจริงๆ นั่นแหละ ผมนั่งสำนึกเงียบๆ ก่อนเสียงกดกริ่งดังเหมือนจะให้ผมหูแตกตายตาลาย มันดังติดต่อกันหลายครั้งจนผมอดสบถไม่ได้ อาจเป็นแม่ แต่เดาว่าคงเป็นตำรวจที่มาตรวจให้แน่ใจว่าผมยังไม่ตายมากกว่า ควรขอบคุณเขาสักหน่อย 

    ผมทุลักทุเลสะดุดหัวเกือบทึ่มอยู่สองสามครั้ง หัวหนักอึ้งเหมือนหินถ่วง บ๊อกเซอร์ตัวเดียวทำให้ผมรู้สึกหนาว แต่ผมขี้เกียจเกินกว่าจะใส่ใจ ผมต้องหยุดเสียงก่อกวนนี่ก่อนที่มันจะฆ่ากันตาย

    “ฉันยังไม่ตาย นายจะอะไร—”


    “ไง ดีใจที่คุณยังไม่ตาย”


    ผมชะงัก

    มีใครกดปุ่มหยุดโลกได้จริงๆ


    ผมได้กลิ่นของรุ่งเช้า โอบล้อมเหมือนความฝัน

    มีคนเคยบอกว่าถ้าเป็นความฝันเราจะไม่รู้สึกเจ็บ ผมจึงฟาดหน้าตัวเองไปหนึ่งที

    เจ็บโคตร

    ใช่.


    เขายืนอยู่ตรงหน้า

    เงาทาบทับลงมาทำให้ผมยืดตัวเต็มความสูงเพื่อจะได้เห็นเขาชัดๆ ผมหาเสียงตัวเองไม่เจอ มีคำพูดมากมายแต่ผมไม่รู้ว่าจะเลือกใช้คำไหน

    มันเอ่อล้นเสียจนผมรู้สึกว่าขอบตาตัวเองร้อนผ่าว


    “ได้ยินว่าเมื่อคืนคุณเมาเละ ก็คงจะจริงแฮะ”


    สภาพผมคงตอบเขาได้เอง เขายิ้มมุมปากสีหน้าเย่อหยิ่งในแบบเดิมเหมือนทุกครั้งที่เราคุยกัน แตกต่างเล็กน้อยตรงที่ผมไม่ได้เห็นมันตรงหน้ามาแสนนาน


    “นาย...มาที่นี่ได้ยังไง”

    “ผมแค่ผ่านมา”


    น้ำเสียงของเขา ผมอยากฟังมันอีก


    “นายผ่านมากจากไหน”

    “…เซนได”


    ดวงตาของเขา ผมอยากมองมันไปตลอดกาล


    “จากเซนได ไม่ได้เรียกว่าผ่าน”

    “อืม ผิดแผนนิดหน่อย ผมเลยอ้อมไปไกล ไกลมาก...จ่ายค่าเสียเวลาไปเยอะทีเดียว”


    ผมรู้ว่ามันหมายถึงอะไร

    รู้ว่ามีความหมายมากแค่ไหนในนั้น


    “ให้ตายสิเคย์”


    ผมกอดเขาเหมือนเราไม่เคยห่างกัน

    ให้เวลาจากนี้เป็นของเราตลอดไป.


    FIN.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in