เนยถั่วเล่าหนังPeanutbutter Moon
Billy Elliot เด็กชายหัวใจบัลเล่ต์ สู่การวิ่งฝ่ากำแพงทลายทุกกรอบของสังคม
  • หลายวันก่อนเรานั่งคุยกับเพื่อนถึงประเด็นความเป็นอิสระของมนุษย์และกรอบค่านิยมความคิดที่ถูกกำหนดขึ้นเหตุผลที่จู่ๆก็พูดกันถึงหัวห้อนั้นมาจากการที่เราและเพื่อนรู้สึกอึดอัดกับคำพูดต่างๆนาๆที่ประดังเข้ามาส่วนใหญ่คือคำติจากความไม่พอใจของบุคคลนั้นๆที่มีต่อเราและเพื่อนต้องทำแบบนั้นสิถึงจะถูกและอย่างนั้นมันผิดนะ พวกเรานั่งถอนหายใจและเริ่มสงสัย อะไรคือการกำหนดความถูกผิดและทำไมเราถึงเลือกที่จะเป็นในสิ่งที่เราเป็นไม่ได้ล่ะ

           เมื่อเกิดคำถามเหล่านั้นอยู่บ่อยครั้งเรากลับนึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เคยดูเมื่อตอนที่กำลังเรียนมหาลัยอยู่ปี1ภาพยนตร์ที่ตีแผ่ประเด็นกรอบของสังคมและระบบชนชั้น การต่อสู้อย่างมุ่งมั่นเพื่อไปให้ถึงฝันของเด็กชายคนหนึ่งแม้ว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างจะคอยฉุดให้เขาต้องยอมรับต่อโชคชะตาที่กำหนดให้เขาต้องเป็นเพียงเด็กชายที่อนาคตคงได้เป็นแรงงานเท่านั้นภาพยนตร์เรื่องนั้นมีชื่อว่า Billy Elliot หรือชื่อไทยคือ บิลลี่ อีเลียตฝ่ากำแพงฝันให้ลั่นโลก ภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษกำกับโดย Stephen Daldy ออกฉายเมื่อปี2000 เขียนบทโดย Lee Hall ในการเขียนนี้ เราขอมุ่งเน้นไปที่ประเด็นของกรอบสังคมเพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการถูกทำร้ายจิตใจ


    เรื่องราวของ Billy Elliot

    เรื่องราวของเด็กชายอายุ11 ปี ชื่อบิลลี่ อีเลียต (รับบทโดยเจมี เบลล์) เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงานที่มีพ่อแจ็กกี้ อีเลียต (รับบทโดย แกรี ลูวิส) และพี่ชายอย่างโทนี่ อีเลียต (รับบทโดยเจมี่ ดราเวน) เป็นคนงานเหมืองแร่ และมีคุณย่า (รับบทโดย จีน เฮย์วู้ด)ที่เริ่มจะจำอะไรไม่ค่อยได้ บิลลี่ชอบการเต้นมาตั้งแต่เด็กแต่พ่อของเขากลับส่งเขาไปอยู่ชมรมต่อยมวยเพื่อหวังว่าบิลลี่จะมีความเป็นลูกผู้ชายในตัววันหนึ่งหลังจากหมดชั่วโมงต่อยมวย และได้มีชาวคณะชมรมหัดบัลเล่ต์เข้ามาฝึกซ้อมต่อด้วยลีลาที่อ่อนช้อย งดงามทำให้บิลลี่อยากที่จะลองฝึกบ้าง ความปรารถนาจึงสมหวังเมื่อมิสซิสวิลกินสัน(รับบทโดย จูลี่ วอลเทอร์ส) ผู้มอบโอกาสให้บิลลี่เข้ามาร่วมฝึกกับเหล่าเด็กผู้หญิงได้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกบัลเล่ต์ที่แม้เริ่มจากศูนย์แต่กลับทำให้มิสซิสวิลกินสันเล็งเห็นถึงพรสวรรค์และจิตวิญาณความเป็นนักเต้นในตัวบิลลี่เธอจึงสนับสนุนเพื่อพาบิลลี่ไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่นี้นั่นก็คือพยายามผลักดันให้เขาสามารถสอบเข้าโรงเรียนสอนบัลเล่ต์อันดับต้นของอังกฤษให้ได้ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นตัวจุดประกายฝันให้บิลลี่พร้อมไขว้คว้าหากแต่ครอบครัวเขาโดยเฉพาะแจ็กกี้ พ่อของเขาไม่เห็นด้วยอย่างแรงแถมมองว่าบัลเล่ต์ไม่เหมาะกับผู้ชาย บิลลี่จึงจะต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ว่าบัลเล่ต์ เป็นการเต้นที่ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร มาจากไหนก็สามารถที่จะเป็นได้ 

    Credit: interest.com

    ช่วงเวลาของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษตอนเหนือ เมืองเดอร์แฮม ช่วงเวลาปี 1984 - 1985 ซึ่ง มีมาร์กาเรต แทตเชอร์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น สืบเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลงมาเรื่อยๆจากสงครามโลกครั้งที่2 และยังต้องเผชิญกลับเงินเฟ้อสูงกับวิกฤตราคาน้ำมัน คนตกงานเป็นจำนวนมาก ชนชั้นแรงงานอดอยาก การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของมาร์กาเรต แทตเชอร์จึงสร้างความไม่พอใจต่คนงานเป็นจำนวนมาก เพราะพวกเขาถูกตัดงบสวัสดิการรัฐแถมยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือยิ่งทำให้พวกเขาจนตรอก คนงานจำนวนมากจึงพากันนัดหยุดงานเพื่อรวมกลุ่มประท้วงเรียกร้องสิทธิแรงงานของพวกเขา อย่างที่เราได้เห็นในซีนที่พ่อของบิลลี่และพี่ชายของบิลลี่ต่างพากันไปประท้วงด้วยความโกธรเคืองแต่ก็จะมีบางคนที่ยังคงยอมเป็นแรงงานในเหมืองแร่ต่อไปเพราะพวกเขาเองจะต้องเอาตัวให้รอดจากชีวิตที่ยากจน นั้นเป็นเหตุให้กลุ่มประท้วงตราหน้าพวกเขาว่าเป็น “คนทรยศ”


    ***รีวิวหนังเรื่องนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อเรื่องซึ่งอาจเป็นการสปอยต่อผู้อ่านที่ยังไม่ได้ดู***

    Credit: imdb.com

    • ตัวตน กับ ความเป็นชาย

    หนังมุ่งประเด็นกรอบของสังคมที่มากำหนดอัตลักษณ์ทางเพศโดยเฉพาะค่านิยม “ชายเป็นใหญ่” หรือความเป็นปิตาธิปไตย (patriarchy) ส่งผลต่อการแสดงออกของพฤติกรรม และการถูกกดทับจากตัวตนจริงๆข้างในผ่านตัวละครต่างๆตั้งแต่รุ่นลูกจนถึงรุ่นผู้ใหญ่

    บิลลี่ ด้วยอิทธิพลและสภาพแวดล้อมที่เน้นชายเป็นใหญ่ทำให้เขาเกิดความสับสนต่อตัวตนความเป็นเพศของเขาจนถึงขั้นไม่กล้ายอมรับต่อตัวเองว่าเขาชอบเต้น เพราะการถูกสั่งสอนจากสังคมและพ่อของเขาเองว่า ผู้ชายจะต้องเตะบอล ชกมวย จะต้องแข็งแกร่งแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่บิลลี่ต้องการ เพราะถึงแม้เขาจะเป็นผู้ชาย แต่ความชอบของเขาคือการเต้นบัลเล่ต์ซึ่งในสายตาของพ่อบิลลี่และคนอื่นๆ บัลเล่ต์ เป็นสิ่งที่เหมาะกับ “ผู้หญิง” เพียงเท่านั้น จะเห็นได้จากการที่บิลลี่แสดงความคิดเห็นต่อการเต้นบัลเล่ต์กับพ่อว่า“ผมไม่เห็นว่ามันผิดตรงไหน นักเต้นบัลเล่ต์แข็งแรงเท่านักกีฬาคนอื่นๆ” ประโยคนั้นทำให้แจ็กกี้ไม่พอใจจนถึงขั้นลงไม้ลงมือใช้ความรุนแรงกับบิลลี่ 

    แจ็กกี้เองก็ตกเป็นเหยื่อของอิทธิพลชายเป็นใหญ่ที่สอนให้เขาใช้ความรุนแรงเพราะ นั่นเป็นสิ่งที่ผู้ชาเป็น เขาต้องอยู่ในบทบาทผู้นำคือหัวหน้าครอบครัวที่ต้องแบกภาระต่างๆทำให้เขาเกิดความกดดันและความเครียดไม่ว่าจะเป็นอาชีพแรงงานเหมืองแร่ที่เริ่มไม่มีความแน่นอน จนเขาต้องลุกออกมาประท้วงต่อสู้ หรือจะเป็นการสูญเสียภรรยาที่ทำให้เขาต้องจมทุกข์ และในฐานะลูกผู้ชาย เขาไม่สามารถที่จะเปิดเผยน้ำตาความโศกเศร้านั้นออกมาได้มากนัก เพราะถือว่เป็นความอ่อนแออย่างที่ลูกผู้ชายไม่ควรจะมี

    ไมเคิล เพื่อนสนิทของบิลลี่ได้เปิดเผยตัวตนต่อบิลลี่ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชาย เริ่มต้นจากการแอบมาใส่เสื้อผ้าของพี่สาวเพราะอยากลองและเมื่อบิลลี่ถามสจ๊วตว่า “ไม่กลัวคนอื่นจะมาเล่นงานเอาหรอ”  สจ๊วตจึงพูดตามความจริงไปว่า พ่อของเขาเองก็แอบใส่เสื้อผ้าผู้หญิงทุกวันเวลาที่พ่อเขาคิดว่าไม่มีใครอยู่ในบ้าน

    นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมของความผิดหวังและความกลัวกับการที่จะต้องใช้ชีวิตเพียงเพราะกรอบค่านิยมของสังคม หรือโดยเฉพาะ “ชายเป็นใหญ่” ที่เข้ามากดทับแม้แต่ผู้ชายเองก็ไม่สามารถที่จะแสดงอารมณ์ต่างๆที่นอกเหนือไปจากความโกธรเกรี้ยวอย่างลูกผู้ชายได้อย่างเปิดเผย น่าเศร้าที่สิ่งเหล่านี้เมื่อย้อนดูกลับยิ่งเห็นเป็นภาพสะท้อนจิตใจของผู้คนที่เข้ามากำหนดบรรทัดฐานว่าสังคมที่ดีและถูกต้องนั้น “ต้อง” เป็นอย่างไร และเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งผู้ที่ต้องใช้ชีวิตให้รอดในสังคมนั้นๆ กลับต้องดิ้นรนไปกับการปกปิดตัวตนที่แท้จริงและบังหน้าด้วยอีกตัวตนเพราะนี่คือสิ่งที่สังคมบีบบังคับโดยลืมนึกถึงคุณค่าของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้หรือคือความถูกต้องของสังคม?

    Credit: imdb.com

    • ชนชั้น กับ ทางเลือก

    เราขอยึดตามตามแนวคิดทางปรัชญาลัทธิอัตถิภาวนิยม(Existentialism) ของฌอง ปอง ซาร์ตร์ ที่ให้ความสำคัญต่อเสรีภาพ เขาได้พูดถึงสภาวะการมีอยู่ของมนุษย์ว่า มนุษย์นั้นเกิดมาพร้อมกับอิสรเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อทางเลือกและการกระทำของตน เสรีภาพเป็นชีวิตจิตใจของมนุษย์ หมายความว่าตัวเรานั้นมีอิสระต่อทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดจะมาควบคุมกำหนดเราได้นอกจากตัวเราเอง ดังนั้นเราใช้ชีวิตในทุกๆวันขึ้นอยู่กับปัจเจกความต้องการและทางเลือกของเราทั้งนั้น 

    ความเป็นปัจเจกของบิลลี่คือการไม่ยอมตกเป็นทาสของสังคมเขาเลือกจะเป็นผู้ที่กำหนดชะตาชีวิตของเขาเอง บิลลี่แสดงสิ่งนั้นออกมาในซีนที่พ่อของเขาเข้ามาเห็นบิลลี่กับสจ๊วตกำลังเต้นบัลเล่ต์ด้วยกัน บิลลี่จึงโชว์ทักษะความสามารถอันเปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณและความมุ่งมั่นต่อทางเลือกของตนผ่านการเต้นบัลเล่ต์ซึ่งกลายเป็นซีนที่ทรงพลังมากๆถึงขณะที่ทำให้พ่อของเขาน้ำตาคลอ ยอมแพ้ต่อการขัดขวางความสามารถของบิลลี่ในที่สุด

    แต่ถึงจะฝ่าด้านพ่อไปได้ การออดิชั่นเพื่อสอบเข้าก็ถือเป็นการต้องวัดด้านทดสอบทั้งความสามารถและชนชั้นอีกด้วยเพราะ “บัลเล่ต์” ตั้งแต่อดีตถือเป็นศิลปะการแสดงของชนชั้นกลางไปถึงชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ ความใฝ่ฝันของบิลลี่จึงถือเป็นความขัดแย้งอีกอย่างหนึ่งทางสังคม เพราะเขาเองมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน ซีนที่แจ็กกี้และบิลลี่เดินเข้ามาที่โรงเรียนสวนทางกับนักเรียนบัลเล่ต์ที่แต่งกายด้วยชุดฝึกซ้อมอันเงียบหรูและยิ่งในห้องสัมภาษณ์ที่มีแต่กรรมการแต่งกายเป็นระเบียบบอกถึงความเป็นผู้ดี กล้องตัดสลับกับแจ็กกี้ที่มีสายตาของความตื่นตนกอยู่ลึกๆ และเมื่อเขาถูกถามว่าได้ติดตามนักบัลเล่ต์คนไหนหรือไม่ แจ็กกี้กลับไม่รู้ว่าจะตอบอะไรเพราะเขาไม่รู้เลยจริงๆเกี่ยวกับบัลเล่ต์ นั่นแสดงให้เห็นว่าศิลปะอย่างบัลเล่ต์ไม่เคยมาถึงชนชั้นอื่นเลยนอกจากที่กล่าวไว้ข้างต้น

    Credit: http://musicaltheatremusings.co.uk

    ในทางกลับกัน ตัวละครบิลลี่กลับท้าทายต่อระบบชนชั้นด้วยความฝันอันบริสุทธิ์ต่อการทลายกรอบความคิดอันล้าหลังที่มีต่อบัลเล่ต์เพื่อสร้างชุดความคิดใหม่ว่าบัลเล่ต์เป็นศิลปะการแสดงที่มีคุณค่าต่อทุกคน และทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงได้ ในซีนที่บิลลี่เข้ามาห้องออดิชั่นต่อหน้าเหล่ากรรมการของโรงเรียนเขากลับไม่ได้โชว์ลีลาบัลเล่ต์อย่างที่ได้เรียนกับมิสซิสวิลกินสัน แต่กลับโชว์บัลเล่ต์แบบร่วมสมัยที่มีการผสมผสานการเต้นแบบอื่นเข้าไปด้วยแม้ความจริงแล้วที่บิลลี่เต้นออกมาแบบนั้นเป็นเพราะความตื่นกลัวและความกดดันก็ตาม

    เสริมด้วยการตอบคำถามปิดท้ายของกรรมการว่า "รู้สึกยังไงตอนเต้น" บิลลี่ตอบกลับไปด้วยสิ่งที่คิดอย่างจริงใจบริสุทธิ์ไร้การปรุงแต่งว่า 

    “รู้สึกดี เหมือนมันขัดๆแต่พอได้เต้นไปสักพักผมลืมทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกับหายตัวไป รู้สึกเหมือนร่างกายเปลี่ยนไปเหมือนมีไฟลุกอยู่ในตัว ผมอยู่ที่นั่น บินได้เหมือนนก เหมือนกระแสไฟฟ้า

    คำตอบที่ทำให้กรรมพึงพอใจในคราวเดียวกัน  และเป็นคำตอบที่ยิ่งยันยืนว่าบัลเล่ต์คือศิลปะที่ไม่มีการแบ่งแยกและคนทุกคนสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณความงดงามของบัลเล่ต์ได้

    Credit: imdb.com

    • อุดมการณ์ กับความรัก

    สิ่งสำคัญที่พ่อของบิลลี่และพี่ชายของบิลลี่ทำคือการออกไปร่วมประท้วงต่อต้านรัฐบาลด้วยการหยุดงานในเหมืองแง่ นับว่าเป็นอุดมการณ์ที่ทำให้พวกเขาไม่ยอมแพ้แถมยังเลือกใช้ความรุนแรงต่อคนที่ละเลิกการประท้วงเพื่อกลับไปก้มหน้าก้มตาขุดเมืองแง่แลกเงินต่อไป หรือที่เรียกว่า “ผู้ทรยศ” สำหรับกลุ่มที่ประท้วงด้วยกันนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หนังก็สร้างให้เราได้เห็นถึงความอ่อนแอของสิ่งที่ทำให้ความแข็งแกร่งในอุดมการณ์สั่นคลอนได้ นั่นคือ ความรักชนะทุกสิ่ง เมื่อแจ็กกี้ได้เห็นถึงศักยภาพที่เต็มล้นผ่านการเต้นบัลเล่ต์ของบิลลี่ เขาก็ยอมละทิ้งอุดมการณ์ของตัวเองลงทันที ยอมหันกลับไปเป็นแรงงานดั่งเดิม ยอมเป็นคนทรยศต่ออุดมการณ์ เป็นทาสต่อระบบทุนนิยมเพื่อความหวังที่จะส่งลูกของเขาให้ได้เรียนและมีอนาคตก้าวไกลกว่าอนาคตแรงงานเหมือนผู้คนที่นี่ อย่างที่แจ๊กกี้บอกกับโทนี่ลูกชายคนโตของเขาว่า เขาทำเพื่อบิลลี่เพราะบิลลี่อาจจะเป็นอัจริยะก็ได้ เขาเป็นแค่เด็ก 11 ขวบ เราต้องให้โอกาสเขา

    อุดมการณ์เป็นสิ่งสำคัญแต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าหากอุดมการณ์นั้นแปลว่าเขาจะต้องพรากอนาคตของคนที่เขารักไปด้วย บิลลี่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้และเพราะว่าแจ๊กกี้รักบิลลี่มาก รวมถึงไม่ต้องการให้ลูกของเขาต้องมาเผชิญกับสิ่งที่เขาและโทนี่เป็นอยู่ ในเมื่อบิลลี่มีทางเลือกที่ดีกว่า การเสียสละเพื่อเปิดโอกาสอันนำไปสู่เส้นทางชีวิตที่ดีแก่ลูกทำให้เขาเลือกยอมตกอยู่ในวงจรแรงงานที่ต้องถูกกดขี่นี้ต่อไปอย่างไม่มีทางเลือกและยังคงหวังว่าสักวันมันจะต้องดีขึ้น

    Credit: cinema.com

    ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราตกตะกอนได้จากการดูหนังเรื่องนี้เราไม่อาจจะบอกได้ว่า สภาพสังคมไม่มีผลต่อความฝัน เพราะหากย้อนมองตัวภาพยนตร์ บิลลี่ได้รับแรงสนับสนุนที่ดีจากครูวิลกินสันทำให้เขาประสบความสำเร็จในเส้นทางของเขา เขาคือผู้โชคดีที่แม้ไม่มีต้นทุนสูงแต่เขากลับได้รับโอกาสที่ดีจากคนรอบข้างแต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยการฝึกซ้อมอย่างเหน็ดเหนื่อยและหนักหน่วง และการต่อสู้ด้วยคราบน้ำตาที่ทำให้บิลลี่เกือบจะล้มเลิกอยู่หลายครั้งและถ้าหากเทียบกับนักฝึกหัดบัลเล่ต์ด้วยกันเขายังต้องฝึกซ้อมอีกเยอะเพราะถือว่ายังขาดทักษะอีกมาก ดังนั้นความสำเร็จของบิลลี่ที่ได้มาคือจิตวิญญาณของความรักที่มีต่อการเต้นบัลเล่ต์นั่นเอง ตัวละครของบิลลี่จึงอาจจะบอกเราได้ว่า การอดทนและพยายามต่อไปในสิ่งที่เรารัก เป็นในสิ่งที่เราเป็นนั่นแหละถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in