POPROCK ON MUSICPOPROCK
Swedish House Mafia | Leave the World Behind ทัวร์สุดท้ายของดีเจกรุ๊ปแห่งยุค



  • Swedish House Mafia

    "หากคุณชอบ EDM แต่ไม่เคยฟัง Swedish House Mafia ถือว่าผิด"

    นั่นเป็นความเห็นทีแล่นทีจริงความเห็นหนึ่งในโลกอินเตอร์เน็ต

    "น่าเสียดายสำหรับคอเพลงยุคหลังที่ไม่เคยดูโชว์ของ SHM กับตา คุณพลาดอะไรที่ดีมากๆไปแล้วจริงๆ"

    นั่นก็เป็นอีกความเห็นหนึ่ง


    แต่นี่ก็ไม่ใช่แค่คำพูดที่โอเวอร์เกินจริง แต่มันเป็นความเห็นส่วนใหญ่จากแฟนๆเพลงอิเลคโทรนิคในยุคที่มันกำลังเฟื่องฟู การที่ในประเทศไทยมีดีเจชื่อดังระดับโลกแวะเวียนมาจัดโชว์เกือบทุกเดือน นับว่าไม่ใช่เรื่องปกติ

    นี่คือยุคสมัยของ Electro House Music

    เราอาจคุ้นชื่อของกลุ่มดีเจสวีเดน 3 คนนี้บ้างไม่มากก็น้อย ยิ่งในช่วงปีหลังก่อนที่พวกเขาจะแยกวง เพลงของพวกเขาน่าจะติดหูหลายๆคนบ้าง (แม้ไม่รู้ว่าเป็นเพลงใครก็ตามทีเถอะ) ความโด่งดังของ SHM ทำให้เพลงเฮาส์กลับมายิ่งใหญ่ในแบบที่อลังการงานสร้าง บนชาร์ตเพลงชื่อของพวกเขาเหมือนเป็นตัวแทนของแนวเพลง House บนบิลบอร์ด ในยุคที่เพลงป็อปและฮิปฮอปรวมทั้ง อาร์แอนด์บี พาเหรดกันจองพื้นที่เกือบทั้งหมดบนชาร์ต SHM เหมือนเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆที่ประกาศให้โลกรู้ว่า HOUSE ยังอยู่ Eletro ยังไม่ตายนะเว้ย


    ที่สำคัญพวกเขาคือ ดีเจ จากสวีเดน ไม่ใช่ศิลปินยักษ์ใหญ่จากค่ายในอเมริกาแต่อย่างใด



    Leave The World Behind เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Swedish House Mafia โดยมี "One Last Tour" เป็นฉากหลัง

    ทัวร์สุดท้ายก่อนที่ ดีเจกรุ๊ปที่ดังที่สุดแห่งยุคนี้จะแยกวง

    ความโด่งดังและอิทธิพลของ SHM มันมีมากขนาดที่ ทันทีที่ประกาศ One Last Tour หรือ การประกาศแยกวง มันกลายเป็นประเด็นข่าวใหญ่ในระดับประเทศ มีการพาดหัวหน้าหนึ่งบนหนังสือพิมพ์ มีสกู๊ปพิเศษ มีการตัดภาพเป็น Breaking News นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่มันเกิดขึ้นจริงๆในสวีเดน ยามนั้น SHM เหมือนเป็นตัวแทนของประเทศ ที่ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมเพลงสวีเดนในระดับโลก พวกเขาไม่ใช่แค่ศิลปินดีเจธรรมดาๆ แต่เป็นคนสำคัญระดับประเทศ

    ความยิ่งใหญ่ที่พวกเขามี การโด่งดังถึงขีดสุดขนาดมีเครื่องบินเจทส่วนตัว ห้องพักสุดหรู มีผู้คนล้อมหน้าล้อมหลังตลอดเวลา ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ในช่วงที่วงกำลังไปถึงจุดที่พีคที่สุด พวกเขาก็ประกาศแยกวง

    เพราะอะไร เหตุใด เกิดอะไรขึ้นกับ 3 เพื่อนซี้

    Axwell, Steve Angello และ Sebastian Ingrosso

    Leave The World Behind จะพาเราไปหาคำตอบ



    คำตอบที่แฟนเพลงและหลายๆคนเคยสงสัย แต่ไม่มีใครปริปากพูดออกมา ถูกบอกเล่าในหนังสารคดีชิ้นนี้

    หนังไม่ได้พาเราไปดูจุดเริ่มต้นของวง มันไม่มีภาพวัยเด็กหรือคลิปวิดิโออะไรทำนองนั้น แต่หนังเล่าเรื่องด้วยการสัมภาษณ์สมาชิกของวงแต่ละคนทีละส่วนๆ พร้อมกราฟฟิคกวนๆประกอบในบางช่วงซึ่งไม่ได้ดูขัดหูขัดตาอะไร โดยสมาชิกแต่ละคนจะเริ่มเล่าว่า พวกเขาใครรู้จักกันก่อน และมาฟอร์มวงด้วยกันได้อย่างไร ในหนังพวกเขาเล่าว่า สตีฟ และ เซบาสเตียนนั้นเป็นเพื่อนสนิทกัน พวกเขาต่างหลงใหลในดนตรีเฮาส์ด้วยกันทั้งคู่ และ เอ็กซ์เวลเป็นดีเจที่คุ้นหน้าคุ้นตากันในวงการ เอ็กซ์เวลเป็นคนที่เข้ามาร่วมกลุ่มทีหลังและพวกเขาได้ฟอร์ม ดีเจกรุ๊ปขึ้นมาและตั้งชื่อว่า Swedish House Mafia

    หนังไม่ได้เล่าถึงพัฒนาการความดังของวง เพราะนั่นเป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้วถึงความโด่งดังของพวกเขา หนังจึงโฟกัสไปที่ทัวร์สุดท้ายของพวกเขาหลังจากประกาศแยกวง นั่นคือ One Last Tour หนังพาเราไปดูการเตรียมตัวของพวกเขา ในประเทศต่างๆ ชีวิตเบื้องหลังคอนเสิร์ต ปาร์ตี้หลังเวที ชีวิตส่วนตัว ลักษณะนิสัยของแต่ละคน มุมมองต่อเพลงอิเลคโทรนิค

    ฟังเผินๆมันก็ดูเหมือนสารคดีทัวร์คอนเสิร์ตทั่วไป แต่เรารับรองได้ว่า มันไม่ใช่แค่นั้นแน่นอน



    ส่วนที่ดีมากของหนังมันคือ การที่สมาชิกวงแต่ละคนได้ "พยายาม" เล่าถึงปัญหาที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นในความสัมพันธ์ของพวกเขา ดีเจกรุ๊ปที่อาจเรียกได้ว่าโด่งดังที่สุดในยุคหนึ่ง ทุกคอนเสิร์ตหรือปาร์ตี้ดังๆมักมีชื่อของพวกเขาปรากฏอยู่ พวกเขาโด่งดังอย่างรวดเร็ว มีเงินเข้ามามากมายมหาศาล กลายเป็นคนดัง เป็นบุคคลวีไอพี มีเครืองบินเจ็ทส่วนตัวสำหรับเดินทาง

    ตอนหนึ่งที่อธิบายความวีไอพีของพวกเขาคือ ตอนที่พวกเขาไปทัวร์ในประเทศหนึ่ง แล้วมีรถตำรวจมาวิ่งนำขบวนรถของพวกเขา เซบาสเตียนถึงกับหัวเราะออกมา เพราะไม่คิดว่า ดีเจแบบพวกเขาจะก้าวมาไกลได้ขนาดนี้ "รถตำรวจเนี่ยนะ"

    มันไม่มีฉากหวานซึ้ง ไม่มีดราม่าฟูมฟาย ไม่มีความกดดันหรือความตึงเครียดอะไรมากมาย แต่บทสัมภาษณ์ของพวกเขาก็ค่อยๆเพิ่มระดับความน่าอึดอัดขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อใกล้จะจบทัวร์ ว่า ทำไมพวกเขาถึงต้องแยกวง เหตุผลนั้นง่าย ธรรมดาสามัญ จนแทบไม่อยากเชื่อ



    ภาพที่เราชอบคือ ทุกครั้งหลังจบคอนเสิร์ต พวกเขาจะกอดคอกันเป็นวง มันเป็นเช่นนั้นทุกครั้ง นี่คือกลุ่มเพื่อนที่ผูกพันธ์กันด้วยเสียงเพลงและการทำงาน และบางเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน เราก็ได้รู้ตอนดูสารคดีเรื่องนี้คือ คอนเสิร์ตดนตรีอิเล็คโทรนิคส์แบบที่มีดีเจเป็นเมนหลัก (พยายามหลีกเลี่ยงคำว่า คอนเสิร์ต EDM) ตัวดีเจเองจะต้องมาดูรอบ Run Through ด้วยทุกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นกันทุกวงมั้ย แต่กับ SHM แล้ว พวกเขาเป็น คือ ตัวเซบาสเตียนจะเป็นตัวหลักที่ดูเรื่อง Lighting ทั้งหมด ว่าในคอนเสิร์ตนั้นๆ Lighting Effect จะออกมาเป็นยังไง Effect ตรงไหนมากน้อยเกินไปบ้าง ดีเจแบบพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่แค่ขึ้นมาเปิดแผ่น เต้นเย้วๆ แล้วลงไป แต่พวกเขาดูแลเกือบทุกรายละเอียดในโชว์ที่พวกเขาต้องขึ้นแสดง



    ดูเหมือนระหว่างทัวร์ พวกเขาจะเต็มไปด้วยความสุข ความสัมพันธ์ที่แสนราบรื่น ทุกอย่างดูโอเคเรียบร้อย แต่เมื่อเข้าใกล้การสิ้นสุดทัวร์ หนังก็เริ่มเฉลยเหตุผลถึงการแยกวงของพวกเขา

    เหตุผลแรกที่เราคิดถึงคือ เรื่องเงิน วงดนตรีส่วนใหญ่ที่ดังมากๆมักมีปัญหากันเรื่องเงิน ใครดังมากดังน้อยกว่ากัน ส่วนแบ่งไม่ลงตัว การทะเลาะกันของสมาชิกวงที่ไม่น่าจะคุยกันได้ จะมีเหตุผลอะไรที่วงที่กำลังดังมากๆ กำลังแตะจุดพีคได้ไม่นาน และกำลังมีวี่แววว่าจะไปได้อีกไกลแบบพวกเขาถึงต้องแยกวงกัน

    เหตุผลนั้นเหมือนกับในละครเป๊ะๆ เราได้ยินมันบ่อยเสียด้วยในวงการเพลง นั่นคือ

    "แนวคิดการทำงานของพวกเขาเริ่มไม่ตรงกัน"

    จะบ้าเหรอ จะมาแนวคิดไม่ตรงกันอะไรตอนนี้

    เหมือนจะบ้า แต่มันก็ใช่



    สมาชิกแต่ละคน เริ่มเล่าถึงปัญหาที่แต่ละคนพบเจอ นั่นคือ มันมาถึงจุดจุดนึงที่ พวกเขาเริ่มมีปัญหากับการแต่งเพลงด้วยกัน จังหวะของแต่ละคนมันเริ่มจะจูนกันไม่ติด เซบาสเตียนและสตีฟต่างบอกว่า แอ็กซ์เวลเริ่มไม่ค่อยมีความเห็นตรงกันกับพวกเขาเท่าไหร่ พวกเขาไม่ได้ทะเลาะกัน แต่เพลงมันเริ่มจะไม่สนุกกันเหมือนเดิม พวกเขามีปัญหาในการทำอัลบั้มใหม่

    ในปี 2012 ช่วงอัลบั้ม Until Now พวกเขาถูกพาไปเก็บตัวเพื่อทำอัลบั้มร่วมกันในบ้านกระจกกลางน้ำหลังหนึ่งในสเปน พวกเขา 3 คนใช้ชีวิตในบ้านร่วมกัน เราได้เห็นว่า พวกดีเจแต่งเพลงแต่ละเพลงกันยังไง พวกเขาไม่ต้องเขียนเนื้อเพลง แล้วมันจะมีอะไรให้คิด มีอะไรให้จินตนการ แต่มันก็มีช่วงเวลาที่แต่งเพลงไม่ได้ พวกเขาจะมานั่งที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วค่อยๆดูบีทกันทีละส่วน บางเพลงก็มีชื่อเครดิตแค่คนเดียว เพราะบางเพลงพวกเขาก็แยกกันแต่ง เมื่อได้อยู่ในบ้านร่วมกัน แต่ละคนเริ่มเล่าว่า ปัญหาเรื่องแนวการทำงานและความสัมพันธ์มันเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ พวกเขามีเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่ได้พูดมันออกมา แต่รู้ว่าไม่เหมือนเดิม สุดท้าย มันนำมาซึ่งการพูดคุยกัน และพวกเขาตกลงกันว่า Swedish House Mafia น่าจะต้องจบลงเท่านี้



    พวกเขาต่างบอกว่า มันไม่ได้มีการทะเลาะกันเลย แต่เป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลง ที่เมื่อเห็นไม่ตรงกัน ก็แยกย้ายกัน ที่จริงมันก็มีคำสัมภาษณ์บางช่วงที่ดูเหมือนสมาชิกบางคนพยายามจะถ่ายทอดส่วนที่เขาไม่ค่อยพอใจสมาชิกอีกคนด้วย แต่มันก็ไม่ได้ออกมาเลวร้ายอะไรมากนัก เพราะที่สุดแล้ว พวกเขาก็เปิดใจพูดคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และตัดสินใจ บอกลาชื่อ Swedish House Mafia ในที่สุด ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็แจ้งกับสื่อว่า Swedish House Mafia จะต้องสิ้นสุดลงเท่านี้

    มันมีคำสัมภาษณ์บางช่วงที่ทำให้เรารู้สึกว่า สตีฟ,เซบาสเตียน และ แอ็กเวลซ์ พวกเขาเท่มากๆ นั่นคือ พวกเขาเลือกที่จะแยกกัน ก่อนที่จะเกลียดกัน ก่อนที่เงินหรือทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของพวกเขาไป แม้ขณะนั้นพวกเขาจะกำลังอยู่ในช่วงมือขึ้นแค่ไหนก็ตาม เครดิตของ SHM มีมากกว่าชื่อของพวกเขาแต่ละคน แต่พวกเขาก็เลือกจากกันแบบที่ยังสามารถกอดคอกันได้ไปจนจบทัวร์



    เป็นทัวร์สุดท้าย ของกลุ่มศิลปินที่กำลังอยู่ในช่วงที่โด่งดังที่สุดในประเทศสวีเดน และกำลังพาเพลงอิเลคโทรนิคกลับมาสร้างความแตกต่างได้บนชาร์ตเพลงในอเมริกา

    One Last Tour เริ่มตั้งแต่ พฤศจิกายน 2012 จนถึง  มีนาคม 2013 โชว์สุดท้ายในนาม Swedish House Mafia คือในงาน Ultra Festival 2013  in Miami เซตลิสต์สุดปึ้กที่การันตียี่ห้อ SHM จบลงด้วยเพลงชาติของพวกเขาคือ Don’t You Worry Child

    ภาพที่คุ้นเคยก็ปรากฏ เพื่อนสนิท 3 คนยืนกอดคอกัน โค้งขอบคุณแฟนๆ



    ไม่มีงานปาร์ตี้ใดไม่เลิกลา

    "YOU CAME

    YOU RAVED,

    WE LOVED IT."

    THANK YOU

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in