HOW I LIVE MY LIFEBUNBOOKISH
01: หลุมสีเทา






  • ย้อนกลับไปสิบปีก่อน เราเป็นเด็กมัธยมปลายวัย 16 ปีคนหนึ่งที่เติบโตมากับความสุขสบายและกำลังมีชีวิตสดใสสมวัย ถ้าจะมีคำนิยามที่สื่อถึงตัวตนของเราตอนนั้นได้ดีที่สุด ก็คงเป็นคำว่า ‘โลกหมุนรอบตัวเอง’ เพราะเรามีแม่คอยดูแลและจัดการให้ทุกอย่าง จนเหมือนตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ ถึงแม้จะเติบโตมาในบ้านที่มีแม่เป็นซิงเกิลมัม มันก็ไม่เคยทำให้ชีวิตของเรามีปัญหาหรือทุกข์ใจแต่อย่างใด

    การมีกันสองคนสำหรับบ้านเรามันดีพอแล้ว

    เรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตเราตอนนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน และเรื่องเงินค่าขนมที่แม่ให้ไปโรงเรียนแต่ละสัปดาห์ วนเวียนอยู่แค่นี้ ส่วนเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวันของเราก็คือการตื่นเช้ามาดื่มน้ำผลไม้ที่แม่คั้นและเอาขึ้นมาให้ถึงห้องนอนทุกวัน ก่อนจะอาบน้ำแต่งตัว ลงมากินอาหารเช้าที่แม่เตรียมไว้ และรอให้แม่ขับรถไปส่งที่โรงเรียน

    พอตกเย็น เวลาส่วนใหญ่ของเด็กม.ปลายอย่างเราก็หมดไปกับการเรียนพิเศษ ทั้งที่เราเองไม่เคยกระตือรือร้นที่จะเรียน แต่เป็นแม่ที่คอยไปถามเพื่อนๆ ของเราว่าเด็กคนอื่นเขาไปเรียนพิเศษที่ไหนกันบ้าง แล้วก็ฝากฝังให้เพื่อนๆ ช่วยชวนเราไปเรียนด้วย ส่วนแม่จะคอยอำนวยความสะดวกในการไปรับไปส่งให้

    เว้นแต่วันที่แม่ติดธุระ เราถึงต้องนั่งรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินไปด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ไม่ยอมให้เราไปไหนมาไหนคนเดียว จะไปไหนก็ต้องมีเพื่อนไปด้วย เพราะแม่กลัวว่าเราจะหลงทาง กลัวจะเป็นอันตราย และคนที่ทำอะไรไม่เป็นอย่างเราก็คงจะช่วยเหลือตัวเองอย่างคนอื่นเขาไม่ได้
  • ชีวิตที่มีแม่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง อยากจะกินอะไรก็ได้กิน อยากจะทำอะไรก็ได้ทำ ทำให้เราวางใจว่าทุกอย่างในชีวิตจะต้องสมบูรณ์แบบ เพราะนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับชีวิตเราได้ หรือต่อให้มันเกิดขึ้นจริง แม่ก็ต้องจัดการกับมันได้อยู่ดี

    ในสายตาเรา แม่เป็นคนเก่งมากถึงขนาดที่เราเคยคิดว่าต่อให้เจ็บป่วยขึ้นมาจริงๆ แม่ก็คงหาหนทางดูแลรักษาตัวเองให้แข็งแรงได้ เพราะแม่เก่งและอดทนจะตายไป

    เพราะคิดแบบนี้มาตลอด เราจึงไม่เคยสนใจรายละเอียดในชีวิตของแม่ ไม่เคยรับรู้ว่าแม่มีปัญหาหรือความทุกข์อะไรบ้าง ลืมคิดไปว่าแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เหนื่อยได้ เสียใจเป็นและเจ็บป่วยได้ไม่ต่างกับคนอื่นเช่นกัน
    ...
    วันหนึ่งแม่ล้มลงกับพื้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าการที่เราไม่สนใจและปล่อยให้แม่ละเลยอาการความดันสูงของตัวเองมาตลอดมันจะสะสมร้ายแรงจนทำให้เส้นเลือดในสมองของแม่แตกและต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนานร่วมเดือน

    หลังจากวันนั้นแม่ที่เคยเป็นและเคยทำได้ทุกสิ่งอย่างก็ไม่สามารถดูแลประคบประหงมเราได้เหมือนเดิมอีก เพราะแค่ช่วยเหลือตัวเองแม่ก็ทำไม่ได้แล้ว

    สำหรับครอบครัวที่มีกันอยู่สองคน การล้มป่วยของแม่จึงไม่ใช่แค่เสาหลักของบ้านพังลง แต่คือการที่โลกทั้งใบของเราต้องพลิกคว่ำคะมำหงายอย่างไร้ทิศทาง เพราะแม่กลับมาพร้อมอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีกไปตลอดชีวิตที่เหลือ

    แม่กลายเป็นคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกต่อไป...
  • เราจมอยู่กับความรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้างอยู่หลายครั้ง เหมือนคนที่กำลังขับรถด้วยการเหยียบคันเร่งเต็มแรง เพราะเห็นว่าเส้นทางที่มุ่งตรงไปนั้นช่างราบเรียบและปลอดภัย แต่จู่ๆ ถนนที่เราคิดว่าปลอดภัยก็เกิดยุบตัว

    เราตกลงไปในหลุมนั้นอย่างกะทันหัน

    ชีวิตในหลุมบีบให้เราที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างต้องลุกขึ้นมาดูแลตัวเองให้รอด และที่สำคัญคือต้องดูแลแม่ให้ได้ด้วย

    เราต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในบ้านที่ไม่มีแม่คอยทำอะไรให้เหมือนแต่ก่อน ตั้งแต่วิธีใช้เตาแก๊ส หรือวิธีใช้ไมโครเวฟที่นอกเหนือจากการอุ่นไส้กรอก รวมถึงทำความเข้าใจระบบไฟฟ้าภายในบ้าน มีปลั๊กหรือสวิตช์อะไรที่ต้องเปิดปิดในแต่ละวันบ้าง ได้รู้ว่าถังสเตนเลสใบเขื่องที่ตั้งอยู่หลังบ้านมานานแสนนานนั้นเรียกว่าแทงก์น้ำ ถ้าน้ำในบ้านไหลผิดปกติให้ไปเช็กที่ปั๊มน้ำหรือวาลว์เปิดปิด แต่ถ้าสุดท้ายแล้วแก้ไขปัญหาเองไม่ได้ก็ต้องเรียกช่างมาซ่อม...

    ว่าแต่ช่างคือใคร อยู่ที่ไหน และจะตามมาได้ยังไง ทั้งหมดเป็นเรื่องที่คนอย่างเราไม่เคยรู้มาก่อน
  • ตั้งแต่นั้น ชีวิตเราก็มีเรื่องให้ต้องเรียนรู้มากมายไปหมด ได้รู้ว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเราอีกต่อไป มีแต่เราที่ต้องหมุนตามโลกนี้ไปให้ได้ เพราะแต่ละวันต้องอยู่ต้องเจอกับเรื่องที่ไม่รู้ ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ไม่รู้ว่าต้องบอกใคร แม้แต่ของในบ้านตัวเองเราก็ยังไม่รู้ว่าอะไรตั้งอยู่ตรงไหน เหมือนคนที่ไม่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้มาก่อน ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพราะเราไม่เคยใส่ใจจะมองสิ่งที่แม่เคยทำในบ้านเลยต่างหาก

    ช่วงที่แม่กลับมาจากโรงพยาบาลแรกๆ ญาติช่วยเราแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลแม่ตอนที่เราไม่อยู่ โชคดีที่แม่ทำชั้นล่างของบ้านเป็นออฟฟิศเอาไว้ ทำให้มีลูกน้องของแม่ช่วยอยู่ดูแลแม่ตอนกลางวันด้วยอีกแรง

    หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆ ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์เรื่อยมา เรานึกไม่ออกเลยว่าศักยภาพและประสบการณ์ของตัวเองในวัย 16 ปีจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ได้

    แต่ถึงอย่างนั้น เราก็พบว่าการที่เราต้องพยายามปรับตัวเพื่อจะอยู่ให้ได้และอยู่ให้เป็นหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้นมันช่วยทำให้เราไม่มีเวลามาเศร้าเสียใจหรือฟูมฟายมากนัก เพราะแค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือสัปดาห์หน้า ชีวิตก็อาจจะมีปัญหาใหม่เข้ามาให้เราต้องรับมือแล้ว

    สุดท้ายมันทำให้เราเรียนรู้ว่า ความเศร้าไม่เคยช่วยอะไร นอกจากจะฉุดรั้งให้เราติดอยู่ในหลุมนั้นและไปไหนไม่ได้เสียที
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in