HOW I LIVE MY LIFEBUNBOOKISH
คำนำ





  • How I Love Her Life


    หลังตีพิมพ์ How I love my mother หนังสือเล่มแรกในชีวิตของพาย เราก็ยังเฝ้าติดตามชีวิตของเธอผ่านหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก อยู่ทุกครั้งที่มีโอกาส นานๆ ครั้งถึงจะส่งข้อความไปทักทาย ถามไถ่ และให้กำลังใจเธอบ้างตามประสา

    บางครั้งบทสนทนาของเราก็พูดคุยกันถึงกำลังใจที่เธอได้รับจากการเขียนหนังสือเล่มก่อน บางครั้งก็ถามไถ่ว่าเธออยากเขียนหนังสือเล่มใหม่บ้างไหม แต่คำตอบที่มักจะได้กลับมาก็คือ ต่อให้อยากเขียนแค่ไหน พายก็รู้สึกว่าหญิงสาวที่ทำงานอยู่กับบ้าน หน้าที่การงานก็ไม่ท้าทายอะไรนัก จะให้ออกเดินทางสักทริปเพื่อไปหาประสบการณ์มาเขียนหนังสือก็คงทำไม่ได้ ดังนั้นถ้าไม่ใช่เรื่องแม่ ตัวเองก็ไม่มีเรื่องราวอย่างอื่นให้เขียนถึงได้เลย

    แต่จะให้เขียนเรื่องแม่ต่อไป เธอก็เกรงว่าคนอ่านและคนอื่นจะเบื่อเอาเสียก่อน

    แต่ยิ่งคุยกัน พายก็ยิ่งทำให้เราพบว่า ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสายอาชีพที่ผาดโผน โดดเด่น หรือท้าทาย ไม่ได้ออกเดินทางไกลไปหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นก็คงต้องบอกว่า พายไม่ได้ออกไปกล้า ออกไปซ่าอย่างหนุ่มสาววัยเดียวกันคนอื่นๆ แต่การที่พายรับมือกับเรื่องราวที่เข้ามาโดยไม่ต้องออกจากบ้านไปหาประสบการณ์ที่ไหน ก็ทำให้ชีวิตของพายน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าใครเช่นกัน

    อาจกล่าวได้ว่าเราอยู่ในช่วงวัยที่พอจะมองเห็นคนในวัยหนุ่มสาวมีความฝัน มีความทะเยอทะยาน มีวิถีชีวิตที่พาไปสู่ความสุขและความสำเร็จที่จุดหมายปลายทาง จนบางครั้งก็เผลอเข้าใจไปว่า ชีวิตที่สมบูรณ์ของช่วงวัยหนุ่มสาวนี้ก็คือการได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากเป็น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

    เหมือนไม่ยากที่จะใช้ชีวิตอย่างนั้น…

    หากนิยามคำว่าความสุขเป็นสูตรสำเร็จ พายอาจไม่ถูกจัดอยู่ในประเภทคนที่มีความสุขตามความหมายของคนอื่น แต่ว่าความสุขของคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ความสุขของพายอาจไม่ได้มาจากการทำตามความฝัน ไม่ใช่ความสำเร็จที่ได้มาจากความทะเยอะทะยาน ไม่ใช่การได้ทำอะไรตามใจตัวเอง

    และต่อให้ชีวิตไม่น่ารัก เธอก็ยังรักที่จะใช้ชีวิตของเธอ เพราะไม่ว่าใครก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขไปตามเงื่อนไขชีวิตของคนๆ นั้น

    นั่นเป็นเหตุผลที่เราอยากให้พายเขียนหนังสือเล่มนี้



    BUNBOOKS

  • คำนำผู้เขียน


    ชีวิตที่เร่งรีบทุกวันนี้ทำให้เราไม่ค่อยมีเวลาจดจ่อกับอะไรมากนัก ครั้งสุดท้ายที่ใช้เวลาละเมียดละไมอยู่กับความทรงจำนานๆ นั้นผ่านไปนานจนเราเองก็จำแทบไม่ได้

    การเขียนหนังสือเล่มนี้จะว่าไปแล้วก็คล้ายๆ กับการนั่งไทม์แมชชีนกลับไปหาตัวเองในอดีต โดยมีพี่หนุงหนิง—บ.ก. เป็นผู้มอบโจทย์ว่าอยากให้มันเป็นความเรียงคู่ขนานกับเรื่องราวชีวิตของแม่กับเราที่เคยเขียนถึงในหนังสือเล่มที่แล้ว แต่เปลี่ยนการเล่าเรื่องมาโฟกัสที่ชีวิตของเราเองบ้าง ซึ่งความท้าทายอยู่ตรงที่เราเองเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ค่อยได้ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองเท่าไหร่ เรียกว่าถ้าให้เล่าเรื่องแม่เราเล่าได้สามวันเจ็ดวัน แต่พอให้เล่าเรื่องตัวเองจริงๆ เรากลับต้องใช้ความคิดอย่างหนัก

    เขียนไปแล้วจะกลายเป็นบ่นเรื่องแม่ไหม อวดแฟนไปหรือเปล่า หรือจะเขียนถึงเรื่องงานดี แล้วชีวิตของพายมันมีอะไรน่าเล่ากัน...

    ช่วงแรกเรารู้สึกว่ามันยาก คงเพราะเรามีชิ้นส่วนความทรงจำแต่ละเรื่องเพียงชิ้นเล็กชิ้นน้อย บวกกับการเป็นคนที่มีความจำในระดับต่ำเตี้ย ที่เหมือนทุกเจ็ดปีสมองจะออโต้ดีลีตเรื่องราวในชีวิตออกไปจนหมด ทำให้เราสงสัยมาตลอดว่าตัวเองจะเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ยังไง

    แต่พอเขียนไปสักพักกลายเป็นว่าความทรงจำที่น่าจะนึกถึงยากกลับผุดกันขึ้นมาไม่หยุด เหมือนว่าประสบการณ์ที่หลอมรวมขึ้นเป็นตัวเรามันไม่ได้หายไปไหน มันอาจจะไม่ได้สดใหม่และชัดเจนเหมือนเก่า แต่พอมานึกถึงและได้ใช้เวลาทบทวนมัน นอกจากจะได้ปัดฝุ่นชิ้นส่วนความทรงจำบางเรื่องแล้ว มันยังพัดพาเอาความทรงจำอื่นๆ กลับมาหาเราอีกด้วย 

    หนังสือเล่มนี้ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็นตัวตนของเราได้ชัดเจน คือเอะอะชิงเล่าแต่เรื่องตัวเองไว้ก่อน (แหงสิ วันๆ อยู่แต่กับตัวเองและแม่จะไปเล่าเรื่องใครได้ล่ะ) โชคดีหน่อยที่หลายบทมีการพูดถึงคนอื่นเพิ่มขึ้นมาบ้าง เพราะคนเหล่านั้นนั่นแหละที่ช่วยขัดเกลาให้ความทรงจำในแต่ละช่วงชีวิตของเราเต็มสมบูรณ์

    อีกอย่างที่เหมือนเดิมคือหนังสือเล่มนี้อาจจะเป็นอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่คู่มือหรือแม้แต่ไกด์ไลน์ที่จะบอกว่าใครควรคิดยังไง ทำอะไร หรือทำแบบไหนแล้วชีวิตจะดี มันเพียงแต่บอกว่าประสบการณ์การเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันตลอด 26 ปีของเรา เราได้ลองผิดลองถูกหรือทำอะไรมาบ้างก็เท่านั้น ซึ่งการคิดผิดคิดถูกหลายครั้งนั้นก็ได้กลั่นกรองผสมผสานกันจนออกมาเป็นเราในทุกวันนี้

    อย่างเดียวที่พอจะคาดหวังได้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ เมื่ออ่านจบแล้ว คุณจะไม่ได้แค่รู้จักกับพายดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คุณอาจจะได้รู้จักกับบางมุมของตัวคุณเองดีขึ้นด้วย ซึ่งนั่นก็คงจะดีไม่น้อยเหมือนกัน


    ภาริอร วัชรศิริ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in